ตอนที่ 59 หลิ่นเซิง
หลังจากรับประทานข้าวต้มนกตุ๋นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันเผาร้อน ๆ ก็พร้อมให้ทุกคนรับประทานอย่างต่อเนื่อง หยางไคจึงเขี่ยหัวมันหวานหัวใหญ่ ๆ ที่ผ่านการเผาจนหอมกรุ่นออกจากกองไฟ แล้วส่งไปให้ทุกคนได้รับประทานกันได้ในทันที ฝ่ายลี่หลินนั้นยังมีความเอียงอายอยู่อย่างมาก หยางไคจึงช่วยแกะมันเผาออกให้คลายร้อน จนไอน้ำและกลิ่นหอมของมันเผาก็ยิ่งฟุ้งกระจายในอากาศขึ้นไปอีกส่วนหลิวชิ่งนั้นมิได้รอช้าครั้นแกะเปลือกออกมาพอลวก ๆ ก็ยกหัวมันหวานซึ่งมีเนื้อสีเหลืองสดใสขึ้นมากัดกินทันทีแต่พอกัดเข้าไปคำแรกเท่านั้นหลิวชิ่งกลับรู้สึกอิ่มในทันที หนำซ้ำยังมีพลังวัตรจำนวนมหาศาลทะลักทลายออกมาเป็นอันมาก จนชายวัยกลางคนซึ่งมีพลังภายในระดับสูงส่งเช่นเขา ยังจำเป็นต้องนั่งสมาธิเพื่อคอยควบคุมมิให้เกิดอันตรายแก่ฐานกายของตน ฝ่ายลี่หลินเห็นเช่นนั้นก็หยิบเอาเนื้อมันหวานชิ้นเล็ก ๆ ส่งเข้าปากน้อย ๆ ก็ย่อมมีอาการไม่แตกต่างกัน จึงต้องนั่งโคจรพลังอยู่ ส่วนหยางไคก็นึกแปลกใจอยู่เป็นอย่างมาก ว่าเหตุใดคนอื่น ๆ ที่กินมันเผาเข้าไปแล้วจึงล้วนมีอาการแปลกประหลาดเช่นนั้นเล่า ? จึงคิดขึ้นอีกว่า ‘หรือมันหวานชุดนี้จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมกันนะ ?’เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงลองรับประทานดูแต่ก็มิได้มีอาการซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาแต่ประการเลย หนำซ้ำเมื่อขอบเขตพลังของเขาก้าวขึ้นสู่ [พลังก่อกำเนิด] พื้นที่พิเศษก็ย่อมถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซับพลังวัตรจากเม็ดยาหรือผลผลิตจากสวนวิญญาณ และแม้แต่สุราที่หยางไคมักใช้บำรุงพื้นที่อยู่เป็นประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนัก จนเหลือพลังวัตรที่เล็ดลอดและหลงเหลือจากระบบนิเวศแห่งนี้ ลดน้อยลงไปกว่าที่เคยเสียอีก เมื่อหยางไครับประทานหัวมันส่วนของตนจนหมดสิ้นแล้ว ลี่หลินและหลิวชิ่งก็คลายจากสมาธิในเวลาใกล้เคียงกัน พร้อมเอ่ยคำถามที่ค้างคาใจว่า“น้องชายได้หัวมันเหล่านี้มาจากที่ใด ?” หยางไคได้ยินเช่นนั้นแม้ไม่คิดจะโป้ปด แต่หากพูดความลับออกไปก็อาจจะเป็นการชักนำเภทภัยสู่ตนในวันข้างหน้าก็เป็นได้ จึงจำใจตอบไปว่า“ในสวนวิเศษตระกูลหยางของเรานั้น มันหวาน 100 หัว จะมีเพียงหัวเดียวที่มีคุณวิเศษด้านพลังวัตร ท่านหมอหยางไห่เห็นว่าข้าพเจ้าจะมาสอบทางไกลจึงเตรียมมาให้ฉะนี้” หลิวชิ่งได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกสำนึกน้ำใจของเด็กหนุ่มเป็นอันมาก จึงหยิบเอามันเผาที่เหลืออยู่ 9 ส่วน ขึ้นมาห่อไว้ด้วยความประณีต จากนั้นซุกเก็บไว้ในเสื้อดังของมีค่าชิ้นหนึ่ง แล้วจึงกล่าวไปว่า“ด้วยทรัพยากรอันล้ำค่านี้อาจจะทำให้บุคคลสามารถบรรลุขุมพลังใหม่ได้ ในครานี้พี่ชายจะขอจดจำบุญคุณเอาไว้ เนื่องจากมิได้มีสิ่งของอันสมควรมาตอบแทน” ลี่หลินเองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน ทั้งยังดูปลาบปลื้มใจเหนือกว่าจะพรรณนาออกมาได้ จึงกล่าวเพียงคำสั้น ๆ ว่า “ขอบคุณ” เท่านั้น หยางไคเห็นกิริยาเช่นนั้นก็รู้สึกกระดากใจนัก จึงรับคำขอบคุณว่า“พวกท่านทั้งสองก็ได้ช่วยชีวิตของข้าไว้ เรื่องเพียงเท่านี้เอง จงอย่าได้กล่าวให้ข้าพเจ้าละอายใจเลย” จึงเกิดการขอบพระคุณกันไปกันมาดูวุ่นวายอยู่หลายนาทีและเมื่อครั้นทั้งสามเห็นว่าบัดนี้เป็นเวลาเช้าแล้ว จึงต่างล่ำลากันจากนั้นแยกย้ายกันไปทำธุระของตนต่อไป ส่วนหยางไคนั้นจะต้องไปเอาใบรับรองบู๊ซิ่วไฉ่ ณ ที่ว่าการอำเภออู่ชาง จึงขี่ม้ากลับมายังเส้นทางทิศตะวันตกเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ..กุบ กุบ กุบ...กุบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆเด็กหนุ่มเข้ามาถึงตอนสาย ๆ ของวัน ก็เห็นแผ่นป้ายประกาศผลสอบที่ติดไว้บนกระดานด้านหน้าของที่ว่าการอำเภอ ครั้นตรวจสอบก็พบอันดับที่สอบชื่อและหมายเลขประจำตัวของตนจนมั่นใจแล้ว จึงฝากม้าแล้วเดินเข้าไปข้างในตึกก็พบเจอกับชาย 2 คน ซึ่งหยางไคยังจดจำได้ชื่อได้ว่าชายคนแรกนั้นชื่อเฉินอี้เป็นผู้ได้อันดับ 2 ส่วนอีกคนชื่อจ้าวหยุนปิงเป็นผู้ที่อันดับ 3 นั่นเองหยางไคซึ่งอ่อนวัยกว่าชายทั้งสองนัก จึงทำคารวะทักทายอย่างธรรมเนียมแบบ 'ชาโส่ว' ของปราชญ์บัณฑิต โดยใช้การประสานมือเหน็บนิ้วหัวแม่มือไว้ด้านในแล้วยกมือไว้ระดับอก จากนั้นโค้งคำนับอย่างอ่อนช้อยงดงามส่วนชายทั้งสองคนนั้นคารวะแบบ 'เป้าเฉวียน' ของจอมยุทธหรือทหาร โดยมือซ้ายเหยียดนิ้วตรงทับกำปั้นขวาแลดูขึงขังจากนั้นทั้งสามต่างรอคอยกันอีกเพียงไม่นานนัก นายอำเภอซึ่งเป็นประธานในการสอบจึงเข้ามาถึง จากนั้นทำการขานชื่อ ‘จ้าวหยุนปิง’ ผู้สอบได้บู๊ซิ่วไฉ่อันดับ 3 เพื่อไปรับหนังสือ แล้วตามด้วย ‘เฉินอี้’ ผู้ได้บู๊ซิ่วไฉ่อันดับ 2 ถัดกันไปหลังจากนั้นขานชื่อ 'หยางไค' ผู้เป็นบู๊ซิ่วไฉ่อันดับหนึ่งซึ่งพ่วงด้วยตำแหน่งที่เรียกว่า ‘หลิ่นเซิง’ คือผู้มีผลการสอบดีที่สุด จึงได้รับบำเหน็จจากทางราชการเป็นหนังสือรับรองพร้อมด้วยกระบี่เนื้อดีเล่มหนึ่งซึ่งแกะสลักชื่อเจ้าตัวพร้อมด้วยตำแหน่งคุณวุฒิไว้พร้อมสรรพ* และนอกเหนือจากสิทธิ์ในการเข้าออกสถานที่ราชการแล้ว ยังสามารถพักค้างแรมได้อีกด้วย(*ซิ่วไฉ่ถือเป็นกลุ่มชนชั้นสูง สามารถพกพากระบี่ได้อย่างเปิดเผย) หยางไคจึงรับสิ่งของและสิทธิพิเศษมาด้วยความเต็มใจ เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันแรกของการสอบบุ๋นถงชื่อ ทั้งเขาเองก็ยังไม่พร้อมที่จะกลับหมู่บ้านด้วยเกรงความปลอดภัยของคนทางนั้น จึงคิดจะค้างคืน ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ ที่มีความเหมาะสมอย่างที่สุดแล้ว..