ภายในตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ราชาแห่งต้าเยว่
“ถวายบังคมเสด็จแม่” เยว่เทียนหงที่เพิ่งออกจากการกักตัว ค้อมกายลงคารวะพระมารดาของตนอย่างสุภาพ ร่างสูงเดินเข้าไปประคองพระชนนีแห่งแคว้นขึ้นนั่งบนพระแท่นอย่างอ่อนโยน กิริยาของบุตรชายที่ผิดแผกไปนี้ สร้างความแปลกใจให้นางอย่างมาก
ลูกคนนี้ไม่ได้สัมผัสตัวนางมานานแค่ไหนแล้วนะ ? สายตาของผู้เป็นแม่เต็มไปด้วยความงุนงงขณะเฝ้ามองบุตรชายนั่งลงข้างกาย
“มีเรื่องเร่งด่วนหรือพะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มไถ่ถามอย่างเอาใจใส่ โดยปกติแล้วพระมารดาไม่มาหาเขาบ่อยนัก เยว่เทียนหงพยายามคิดว่าครั้งสุดท้ายที่ได้นั่งดื่มชาร่วมกันเช่นนี้ คือเมื่อใด…. ดูเหมือนจะหกหรือเจ็ดปีก่อน
ฟ่งหลิงหลวนทราบดีว่าธุระของตนในวันนี้นั้น… แน่นอนว่าสำคัญแต่กลับยากที่จะเอ่ย ผู้เป็นแม่ทอดถอนใจครั้งหนึ่ง ไม่ได้พยายามปกปิดความลำบากใจของตนเลย
“ฝ่าบาท โปรดทราบว่านี่ถือหน้าที่ของแม่ในฐานะพระชนนี หากทำให้ทรงไม่สบายพระทัย แม่ต้องขออภัยด้วย” หากเลี่ยงได้นางย่อมไม่ต้องการให้บุตรชายผู้นี้ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจแม้แต่น้อย เพราะนั่นคือการกระตุ้นปราณธาตุมืดในร่างของเขา
เยว่เทียนหงนิ่งไปชั่วอึดใจ สีหน้าอ่อนโยนของเขาไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มแล้วพยักหน้าให้พระมารดาเป็นสัญญาณให้นางพูดต่อไป
ผู้เป็นมารดาได้เห็นรอยยิ้มงดงามของเขา ดวงตาก็มีหยาดน้ำเอ่อคลอด้วยความปิติ ผ้าเช็ดหน้าในมือถูกบิดแน่นด้วยไม่แน่ใจว่าสิ่งพระนางกำลังจะเอ่ยออกไป จะเป็นการทำลายรอยยิ้มนี้ของลูกหรือไม่ บุตรชายผู้อาภัพของนางไม่มีรอยยิ้มเช่นนี้มาหลายปีแล้ว
ลูกแม่.. เรื่องของการแต่งงาน ใช่ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ? เสียงอ่อนโยนของมารดาที่เปล่งออกมา ก่อให้เกิดความเงียบปกคลุมไปทั่วระหว่างมารดาและบุตรชาย
หลายปีที่ผ่านมาปัญหานี้เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอด ใต้หล้ามีกษัตริย์องค์ใดบ้างที่ไร้มเหสีคู่บัลลังก์ ดูอย่างอดีตราชา พระสวามีของนางผู้นั้น ทั่วทั้งตำหนักมิใช่มีสนมกำนัลนับพันหรือ… แม้สุดท้ายจะถูกประหารจนสิ้น ทว่ามิใช่เพราะทรงโปรดหรอกหรือ ?
ว่ากันว่ากษัตริย์ทุกคนของต้าเยว่ หากรักและผูกพันกับสิ่งใด ยามบ้าคลั่งจะยิ่งโหยหาแต่สิ่งนั้น ปรารถนาที่จะยึดมันไว้ข้างกาย ในเมื่อทรงโปรดปรานคิดจะนำพวกนางลงไปอยู่ร่วมในปรโลก ก็ต้องถือเป็นพระเมตตา
แต่บุตรชายของนางผู้นี้กลับเป็นลูกไม้ไกลต้น…. อย่าว่าแต่มเหสีเลย แม้แต่สนมกำนัลสักคนก็ไม่รับไว้ ทั้งยังมีท่าทางรังเกียจสตรีอย่างยิ่ง
ต้องโทษที่เสด็จพ่อและบิดาของนาง คิดแต่จะสร้างกษัตริย์ที่ไร้กิเลสตัณหาขึ้นมาเพื่อทำพันธะกับกระจกรัตติกาล ดังนั้นเยว่เทียนหงจึงถูกส่งไปอยู่ร่วมกับพระและชีตั้งแต่เล็ก ถึงยามนี้ไม่เพียงไร้ตัณหา ทั้งยังไร้วี่แววที่จะมีคู่ครอง… นี่มิใช่เจตนาให้ราชวงศ์เยว่ไร้ทายาทสืบสกุลหรือ ?!
หลายครั้งที่พระนางพยายามนำสตรีงดงามมากมายมาอยู่ตรงหน้า ทว่า… ที่สุภาพเรียบร้อยก็ทรงมองผ่าน ….ที่ร้อนแรงเผยทีท่าก็ถูกควักลูกตาออกมาล้าง นางไม่กล้าใช้วิธีเหล่านั้นแล้วจริงๆ จึงได้แต่เอ่ยปากกับเขาตามตรง
เยว่เทียนหงจิบชาพลางนิ่งคิดชั่วครู่ การแต่งงานให้กำเนิดรัชทายาทย่อมเป็นหนึ่งในหน้าที่ขององค์ราชา แต่ทว่า…เพียงคิดภาพตนต้องร่วมเตียงกับสตรีแปลกหน้า นึกถึงสายตาพึงใจในดวงตาเหล่านั้น …. ความรังเกียจและไม่ยินยอมก็แล่นพล่านขึ้นมาทันที ความรู้สึกนี้รุนแรงมากกว่าเมื่อก่อนเสียด้วยซ้ำ… ดูเหมือนว่าความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่พบนาง
“เสด็จแม่โปรดวางพระทัย ลูกจะจัดการเรื่องนี้เอง” แม้จิตใจจะเป็นเช่นไร ทว่ากิริยาภายนอกกลับไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย…. พวกพี่ชายของเขามิใช่มีบุตรหลานมากมายหรือ รับไว้สักคนเพื่อเป็นรัชทายาทก็พอแล้ว
ด้วยไม่ทราบถึงความคิดของเขา ได้ยินบุตรชายเอ่ยปากราวกับจะตอบรับเช่นนี้ พระชนนีก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ทรงพระสรวลนุ่มนวลอย่างที่ไม่ได้ทำมานาน
“ลูกแม่ออกจากการกักตัวครานี้ดูอารมณ์ดีเสียจริง มีเรื่องดีหรือ ?”
เยว่เทียนหงยิ้มบางตอบรับ หลายวันมานี้เขากักตัวเพื่อดูดซับลูกแก้วอสูรธาตุแสงลูกนั้น ทั้งที่ยังดูดซับไม่หมด แต่ปราณธาตุมืดในกายกลับถูกกดข่มไปกว่าครึ่ง จิตใจของราชาแห่งต้าเยว่ยามนี้มีความสงบนิ่งกว่าครั้งใดๆ
“ได้ยินว่าไปแคว้นฉินครานี้ ลูกได้ลูกแก้วมังกรอสูรธาตุแสงมา… คงเป็นเรื่องจริงสินะ” มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่หาได้ยากอย่างมาก อย่าว่าแต่ลูกแก้วมังกรอสูรธาตุแสง ทั้งยังเป็นถึงระดับมหาราชันย์อีกด้วย… ผู้เป็นมารดารู้สึกยินดีอย่างมากกับสีหน้าท่าทางของบุตรชาย
จากสภาพครั้งสุดท้ายของเขาที่นางเห็นนั่น จิตใจของเยว่เทียนหงแทบจะเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าลูกแก้วอสูรธาตุแสงจะมีประโยชน์เพียงนี้…
‘ต้องหามาเพิ่ม..’ แม้จะรู้ดีว่าการได้ครอบครองลูกแก้วมังกรอสูรระดับนี้นั้นเป็นเรื่องยากมากเพียงใด ใจของผู้เป็นแม่ก็ยังไม่คิดยอมรับ เพราะจากผลที่เห็นตรงหน้า ของสิ่งนี้เปรียบได้กับยาชุบชีวิตสำหรับเขา
ฟ่งหลิงหลวนมิได้ทราบความจริงเลยว่า แท้จริงแล้วดวงตาสีเทาอ่อนโยน กิริยาสุภาพ และรอยยิ้มงดงามนี้ แปดส่วนล้วนเกิดขึ้นจากอิทธิพลของเด็กสาวแสนธรรมดาหนึ่ง เพียงย้อนนึกถึงนางจิตใจอันหนักอึ้งเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นเบาสบายอีกครั้ง
เก็บตัวหลายวัน ไม่รู้นางยังนึกเคืองเขาอยู่หรือไม่ ?….
“ลูกได้มาอย่างไรหรือ ลำบากมากหรือไม่ … เล่าให้แม่ฟังหน่อยเถิด” นานๆทีจะได้นั่งคุยกัน พระชนนีจึงคิดหาเรื่องพูดคุยกับบุตรชายให้สักนานหน่อย บางทีนางอาจจะได้แนวทางในการหาลูกแก้วอสูรมาเพิ่ม
“มีคนมอบให้ลูกพะย่ะค่ะ” มุมปากเขาคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเอ่ยถึงคนให้… พระชนนียิ่งยินดีมากขึ้นไปอีก นึกขอบคุณคนผู้นั้นอยู่ในใจ
ขอเพียงทำให้บุตรชายของนางมีรอยยิ้มได้เช่นนี้ ต่อให้ต้องแลกทรัพย์สินทั้งหมดที่มี นางก็จะไม่ปฏิเสธสักคำ
“ตกรางวัลให้เพียงพอแล้วหรือไม่ แม่คิดอยากตอบแทนคนผู้นั้นเพิ่มอีกสักหน่อย”
“เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ..” นึกถึงสิ่งนางที่ขอ กับสิ่งที่นางได้ไป.. รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นก็คล้ายจะมีความชั่วร้ายแฝงอยู่เล็กน้อย
“แต่ลูกคิดว่าสิ่งที่นางได้ไปนั้นคงไม่ใช่สิ่งที่นางพอใจนัก” เสียงทุ้มเอ่ยกลั้วหัวเราะ สังเกตุได้จากที่จนถึงวันนี้ผู้พระคุณตัวน้อยของเขา ยังคงไม่ยอมคุยกับเขาเช่นเคย.. ไม่รู้เพราะโกรธหรืออาย…
“ไม่ได้สิลูก… นางทำคุณมากมายเช่นนี้ ย่อมต้องตอบแทนให้เหมาะสม… ดวงตาของบุตรชายยามเอ่ยถึงสตรีนางนี้ดูผิดแปลกอย่างยิ่ง หรือเขาจะต้องตาสตรีแคว้นฉินเข้าเสียแล้ว…. ยิ่งคิดใจผู้เป็นมารดายิ่งตื่นเต้นยินดี
“เอาอย่างนี้เถิด บอกแม่มาว่านางชื่อแซ่ใด บ้านอยู่ที่ไหน แม่จะหาทางตอบแทนนางให้ลูกเอง”
ทันใดนั้นเมิ่งห่าวหมิงและหู่ซานก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ชายทั้งสองคุกเข่าทำความเคารพนายเหนือหัวทั้งสองอย่างเต็มพิธีการ เห็นพวกเขาใบหน้าเบาสบายของเยว่เทียนหงก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
“ว่ามา”
เยว่เทียนหงไม่ได้คิดปกปิดข้อราชการใดๆกับพระมารดา จากเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในตำหนักฟ่งหลวน เขาคิดว่าพระมารดาควรต้องรับรู้ว่าผู้ใดไว้ใจได้ และผู้ใดไว้ใจไม่ได้
เมิ่งห่าวหมิงในชุดเสนาบดีเต็มยศเงยหน้าขึ้น เขาได้รับมอบหมายจากฝ่าบาทให้สืบหาว่ามีขุนนางในราชสำนักคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแอบอ้างราชโองการเพื่อลอบสังหารเหล่าอัจฉริยะต่างแคว้นหรือไม่ เรื่องนี้ร้ายแรงอย่างมาก เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น จำต้องหาความจริงออกมาให้เร็วที่สุด
ที่สำคัญที่สุดคือ.. เมื่อเร็วๆนี้พวกมันยังแอบอ้างคำสั่งให้เผ่าวิญญาณออกตามหาสตรีผู้มีปราณสีทอง คนสำคัญของฝ่าบาทผู้นั้น
“กระหม่อมสืบทราบว่าเหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับองค์กรลึกลับองค์กรหนึ่ง ทว่ายังหาตัวไส้ศึกในราชสำนักไม่พบพะย่ะค่ะ” เมิ่งห่าวหมิงรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยอ่อนโยน… ฟู่หลิงรู้ดีว่าแม้เนื้อความจะทำให้ทรงไม่พอพระทัย แต่พระองค์จะไม่ลงโทษเขาอย่างแน่นอน
ราชเลขาแห่งต้าเยว่มองพี่เมิ่งของตนอย่างชื่นชม มีเพียงเขาที่ทำเช่นนี้ได้ ในอดีตพี่ชายท่านนี้เคยสละชีวิตช่วยเหลือฝ่าบาทไว้ นิ้วมือข้างหนึ่งของเขาที่ขาดหายไป ก็เพราะรับโทษแทนพระองค์เช่นกัน ความผูกพันในวัยเด็กทำให้ฐานะเมิ่งห่าวหมิงในใจฝ่าบาทเหนือกว่าผู้ติดตามคนอื่นมาโดยตลอด
แน่นอนว่าเยว่เทียนหงไม่พอใจ นิ้วเรียวเริ่มเคาะกับโต๊ะเบาๆ บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง พระชนนีที่อยู่ด้านข้างรู้สึกได้จึงโน้มกายมาตบหลังมือเขาเบาๆ
สัมผัสอบอุ่นจากผู้เป็นมารดา แม้ไม่สามารถกดข่มปราณธาตุมืดในใจเขาได้เช่นปราณสีทองจากเด็กสาวผู้นั้น แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มระมัดระวังกิริยามากขึ้น ท่าทางของราชาแห่งต้าเยว่เปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง ด้วยไม่ต้องการทำให้พระนางไม่สบายใจ
“หาต่อไป…” เสียงเย็นเยียบเอ่ยกำชับ ในเมื่อกล้าแอบอ้างราชโองการ ย่อมต้องมีขุนนางเข้าเกี่ยวข้องแน่.. คนพวกนี้ต้องกำจัดให้เร็วที่สุด…
เมิ่งห่าวหมิงรับคำสั่งจากนั้นจึงถึงคราวของหู่ซาน ที่คอยสืบหาข่าวจากนอกวังบ้าง
“ทูลฝ่าบาท เช่นเดียวกับเสนาเมิ่ง กระหม่อมได้เบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับองค์กรลับ จึงพาองครักษ์บุกถึงรังของผู้ต้องสงสัย… เดิมทีจับพวกมันได้หลายค่า ทว่าครู่ต่อมา จู่ๆร่างของพวกมันกลับสลายกลายเป็นควันสีดำไปจนสิ้นไม่เหลือแม้แต่เสื้อผ้า… น่าประหลาดมากพะย่ะค่ะ…นอกจากนี้… ” หู่ซานเอ่ยถึงตรงนี้ก็มีท่าทีอึกอัก ราวกับยังพูดไม่หมด
ราชาแห่งต้าเยว่มิได้เอ่ยเร่ง เพียงเสียงเคาะนิ้วที่แรงขึ้นเล็กน้อยนั้นก็เพียงพอแล้วให้หู่ซานตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่ค้างคาในใจออกมา
“ข้าพระองค์ทันเห็นรูปประทับบนอกเสื้อของมันมีลักษณะคล้ายดวงตาสีดำ มีขีดแดงเส้นหนึ่งพาดตรงกลาง…. คล้ายกับ” หู่ซานไม่กล้าพูดต่อ ทว่าเยว่หงเทียนกลับเข้าใจได้ทันที พระชนนีที่นั่งอยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าตื่นตะลึงเช่นกัน
ดวงตาแปลกประหลาดนั่นพวกเขาสองแม่ลูกย่อมเคยเห็น มันคือดวงตาของอดีตราชา ในวันที่ทรงเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งฆ่าคนไปทั่ว…. วันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ !
เยว่เทียนหงสีหน้าเคร่งเครียด เขารู้แล้วว่าเรื่องนี้ควรต้องไปสืบหาจากที่ใด… ทว่าขณะนั้นหู่อีพลันปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับรายงานเสียงนิ่ง
“ฝ่าบาท… สายข่าวแจ้งว่าเรื่องธิดาเทพยุทธ์กระจายไปทั่วแคว้นหนานอย่างรวดเร็ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ทรงมีพระประสงค์เช่นไรพะย่ะค่ะ ?”
“ธิดาเทพยุทธ์.. !! นางปรากฏตัวแล้วหรือ ?!” ฟ่งหลิงหลวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก … แม้จะรู้ว่าวันหนึ่งนางต้องปรากฏขึ้น แต่ก็ไม่ควรเป็นวันนี้ วันที่บุตรชายของนางยังเป็นราชาแห่งต้าเยว่อยู่…. เพราะการปรากฏตัวของนางย่อมหมายถึงความพินาศของเขา..
เยว่เทียนหงเหลือบมองหู่อีอย่างคาดโทษ ทว่าชายผู้นั้นกลับไม่แสดงสีหน้าใดๆทั้งสิ้น เพียงก้มหน้าลงครั้งหนึ่งอย่างรับรู้เท่านั้น… ‘ออกไปค่อยลงโทษตัวเอง..’
ยันต์สื่อสารฉบับหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าราชาแห่งต้าเยว่ นับแต่มีกระจกวิญญาณ หู่อู่ก็ไม่มีหน้าที่ต้องคอยรายงานเรื่องราวของนางให้เขารับรู้อีกต่อไป เขาเพียงคอยปกป้องคุ้มครองมู่เชียนเท่านั้น
เยว่เทียนหงพลันรับรู้ได้ว่า ยันต์สื่อสารฉบับนี้ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของนาง มือแกร่งเปิดสาสน์ออกอ่านอย่างรวดเร็ว เพลิงพิโรธพลันพุ่งออกจากร่างสูง ก่อนที่ยันต์แผ่นนั้นจะระเบิดเป็นผง ดวงตาคมวาวโรจน์เป็นสีดำสนิทด้วยแรงโทสะ
“ครั้งก่อนข้าคงเอ่ยไม่ชัดสินะ… ส่งหู่ซื่อไป นำกองทัพทำลายแคว้นหนานให้ราบ… ราชวงศ์ทั้งหมดตัดหัวเสียบประจาน… ติดป้ายประกาศไว้ทั่วเมือง
…. มันผู้ใดล่วงเกินธิดาเทพยุทธ์ เท่ากับล่วงเกินข้า โทษตายสถานเดียว..!!”
ในเมื่อความลับไม่เป็นความลับอีกแล้ว เช่นนั้นก็ให้ทราบโดยทั่วกันไปเลยว่า ธิดาเทพยุทธ์ผู้นั้นมีเขา ‘เยว่เทียนหง’ เป็นผู้ปกป้อง !!
ฟ่งหลิงหลวนตื่นตระหนกกับข่าวของสตรีตามคำทำนายผู้นั้น ยังไม่ทันคิดหาวิธีป้องกัน บุตรชายก็ออกคำสั่งคุ้มครองศัตรูแล้ว
“ลูกแม่… เหตุใดต้องปกป้องนาง?!”
ไม่มีคำตอบจากร่างสูง เยว่เทียนหงผุดลุกขึ้นจากที่นั่งโค้งศีรษะคารวะพระมารดาครั้งหนึ่ง แล้วก้าวเท้าเดินจากไป