"เอ่อ คือ ลูกรู้เพราะว่ามี่ที่ลูกเหมือนได้สติแล้วได้ยินเสียงของเสด็จพ่อขอรับ"
จวินหลิงหยางชุนที่รู้ว่าความสามารถด้านการโกหกของเขานั้นต่ำมาก จึงเลือกที่จะหลับตาแล้วมุดหน้าอกแข็งแรงของเสด็จพ่อเพื่อปกปิดใบหน้าแทน ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะจับได้ว่าเขากำลังโกหก
"เป็เช่นนั้นเอง เสี่ยวชุนอยากนอนต่ออีกหรือไม่ พ่อว่าเ้าควรนอนพักอีกหน่อย แล้วค่อยลุกไปทานข้าวกับดื่มยาที่หมอหลวงเตรียมเอาไว้ให้"
ร่างเล็กเกือบสะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่ายา เขายังอดกังวลไม่ได้เพราะว่าเมื่อคืนเขามีความผิดติดตัวที่อ้วกใส่คนที่เป็ถึงฮ่องเต้
สำหรับเขาแล้ว แม้จะรู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายได้กลายเป็เสด็จพ่อของเขา แต่ก็ยังมีความเกรงกลัวตามประสาคนที่เคยใช้ชีวิตธรรมดาตามประสาประชาชนทั่วไปภายใต้การปกครองของรัฐบาลจีน ไม่สิ เขาแทบไม่ได้เห็นโลกภายนอกด้วยตาตัวเองเลย เพราะนอนอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา อาศัยที่ว่ามีโทรทัศน์ช่วยแก้เบื่อ
ดังนั้นเมื่อได้มาพูดคุยและใกล้ชิดกับคนที่อยู่เหนือผู้คนนับแสน และยังสามารถตัดสินชะตาชีวิตของคนอื่นได้ง่ายดายเพียงแค่สะบัดมือ
จวินหลิงหยางชุนขอบอกเลยว่าเขาคงไม่อาจคุ้นเคยกับอีกฝ่ายได้เร็วนัก
ซึ่งต่างจากเสด็จแม่อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมียศเป็พระสนมชั้นสูงที่ถือเป็เชื้อพระวงศ์เช่นกัน ทว่าอำนาจในมือของอีกฝ่ายไม่ได้มากถึงขนาดนั้น และยังเป็เพียงสตรีที่มีร่างกายไม่แข็งแรงอีกด้วย เขาจึงสามารถสนิทใจและยอมรับว่าอีกฝ่ายเป็มารดาของเขาได้เร็วกว่า
จวินหลิงหยางชุนขยับตัวลุกขึ้นนั่งตามฮ่องเต้ ดวงตากลมโตหลุบต่ำมองมือของตัวเองบนตัก คิดว่านี่เป็โอกาสดีที่จะขอหนีกลับตำหนักของเขา
"ลูกนอนเต็มอิ่มแล้วพ่ะย่ะค่ะ ลูกขอทูลลาเสด็จพ่อกลับตำหนักพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อจะได้พักผ่อน"
"เ้ารั้งอยู่กับพ่ออีกสักสองสามวันเถิด ให้พ่อแน่ใจว่าเ้าอาการดีขึ้นแล้วจริงๆ"
ดวงตาคมแฝงความอบอุ่นก้มมองลูกชาย ที่เขารับรู้ได้ว่าเ้าตัวน้อยกำลังประหม่าเมื่อพูดคุยกับเขา ฝ่ามืออบอุ่นยกขึ้นลูบหัวของบุตรชายคนเล็กที่ยุ่งเหยิงอย่างน่าขันด้วยความเอ็นดู
เมื่อเห็นใบหน้าเล็กเงยขึ้นมอง จวินหลิงจางเสวียนก็รู้ได้ทันทีว่าบุตรชาย้าปฏิเสธคำพูดของเขา
แน่นอนว่าเขาจะไม่ให้เสี่ยวชุนมีโอกาสนั้น
"เอาเป็ว่าตกลงตามที่พ่อบอก อาการไข้ของเ้าพึ่งลดลง พ่อจะให้นางกำนัลมาช่วยเช็ดตัวให้เ้า"
จวินหลิงหยางชุนเด้งตัวขึ้นทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น
แม้ว่าเขาจะอยู่ในร่างของเด็กตัวเล็ก แต่ในชีวิตก่อนเขาอายุ 25 ปีแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะให้คนอื่นมาช่วยอาบน้ำให้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็เื่ปกติขององค์ชายห้าคนก่อน เพียงแค่คิดว่าจะถูกนางกำนัลที่เป็ผู้หญิงช่วยกันเช็ดร่างกายของเขา ใบหน้าและหูของเขาก็แดงระเรื่อทันที
"ลูกเช็ดตัวเองได้พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ คะ แค่เตรียมของเช็ดตัวให้ข้าก็พอ" เสียงเล็กเอ่ยขึ้น
คนเป็บิดาเห็นท่าทางเขินอายของบุตรชายแล้วก็หัวเราะในลำคอเบา เขาจึงตัดสินใจจะช่วยดูแลเสี่ยวชุนเอง ถือเสียว่าชดเชย่เวลาที่ผ่านมาซึ่งเขาพลาดไป
ร่างสูงก้าวเดินออกจากเตียงแล้วเอ่ยเรียกบุตรชายให้ตามมาเพื่อไปเช็ดตัว ส่วนเขาที่พึ่งหลับได้เพียงสองชั่วยามก็รู้สึกตื่นตัวเต็มที่แล้ว จะให้นอนต่อก็คงนอนไม่หลับ เอาเวลาในตอนนี้เพื่อใช้ร่วมกับเสี่ยวชุนจะดีกว่า
มือเล็กหยิบผ้าห่มผืนใหญ่ออกจากตัวเพื่อก้าวลงจากเตียงแต่เขาก็พบปัญหาบางอย่าง
ดูเหมือนว่าเตียงนอนของเสด็จพ่อจะสั่งทำให้สูงใหญ่เป็พิเศษ เพราะเมื่อเขานั่งห้อยขาข้างเตียงก็พบว่าเท้าน้อยๆ ของเขาห่างจากพื้นอยู่พอสมควร
ดวงตากลมโตประเมินความสูงคร่าวๆ ก็ตัดสินใจที่จะะโลงไป
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ะโ ตัวของเขาก็ถูกยกลอยขึ้นด้วยฝีมือของคนเป็บิดาเพื่อนั่งบนแขนที่แสนแข็งแรงข้างเดียวของอีกฝ่าย
สองแขนบางรีบโอบลำคอแกร่งของเสด็จพ่อทันที เพราะหากร่วงลงไปก้นเขาต้องเจ็บหนักเป็แน่
"ให้พ่ออุ้มเ้าเอง รองเท้าของเ้านางกำนัลคงเอาไปเก็บไว้"
"ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ" เอ่ยเสียงอ้อมแอ้มข้างใบหูของบิดา
เวลานี้องค์ชายห้าแห่งหลานหลิงกำลังนั่งเปลือยร่างกายท่อนบนที่ผอมแห้งจนเห็นซี่โครงชัดเจนอยู่บนเก้าอี้เล็กในถังแช่น้ำขนาดใหญ่ของเสด็จพ่อ ท่อนล่างที่ถอดกางเกงออกแล้วมีผ้าหนึ่งผืนคลุมต้นขาปิดบังส่วนสงวนเอาไว้อยู่
จวินหลิงหยางชุนนั่งนิ่งตัวแข็งเพื่อให้คนเป็บิดานำผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตามร่างกายของเขา แต่แรงมือของอีกฝ่ายเหมือนจะหนักไปสำหรับร่างเล็กของเขา คิ้วบางขมวดเป็ระยะเพราะรู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว ยามฝ่ามือหนาลูบผ้าชื้นน้ำลงบนร่างกาย
ผิวกายขาวซีดในจุดที่ถูกผ้าลากผ่านทิ้งรอยแดงจ้ำแดงเอาไว้
เสด็จพ่อช่างมือหนักเหลือเกิน เขาจะช้ำตายก่อนเช็ดตัวเสร็จหรือเปล่านะ
ปากจิ้มลิ้มเม้มแน่นเพื่อระงับความรู้สึกที่อยากดิ้นหนีออกจากมือใหญ่
ในที่สุดโชคก็เข้าข้างเขา เมื่อคนที่กำลังทำหน้าที่พ่อที่ดีสังเกตเห็นผิวของลูกชาย มีรอยแดงตามตัวจากจุดที่ตนเช็ดเมื่อครู่
จวินหลิงจางเสวียนรีบวางผ้าในมือทิ้งทันที เขาจับแขนเล็กขึ้นมาสำรวจอย่างระมัดระวังกว่าเดิม ถามลูกชายด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี
"เสี่ยวชุน เจ็บหรือไม่ พ่อขอโทษที่กะแรงเช็ดตัวเ้าไม่ดี ตัวเ้าช้ำหมดแล้ว คราวหลังลูกต้องพูดออกมาเมื่อลูกรู้สึกไม่ดีรู้หรือไม่ เ้าไม่ควรฝืนตัวเองเช่นนี้ เ้าสามารถพูดกับพ่อได้ทุกเื่ พ่อพร้อมจะรับฟังเ้าเสมอ"
ดวงตากลมโตของจวิงหลิงหยางชุนสบเข้าแววตาแห่งความห่วงใยของคนเป็บิดา เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยอมตกคำรับปากอีกฝ่าย
"ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"งั้นเ้าเช็ดตัวรอพ่ออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวพ่อจะไปนำยาแก้ฟกช้ำมาทาให้เ้า"
จวินหลิงจางเสวียนตัดสินใจปล่อยให้บุตรชายเช็ดตัวด้วยตัวเอง หากเขายังคงดึงดันต่อไป เสี่ยวชุนอาจได้ช้ำทั้งร่างกายเป็แน่
ร่างสูงลุกขึ้นเดินออกไปหายาจากนางกำนัล สมองนึกเอ็ดตัวเองที่ตั้งใจจะดูแลบุตรชายมากขึ้น กลายเป็ว่าเขากลับทำให้ลูกชายเจ็บตัวเสียดาย
เขาที่คิดว่าตัวเองเบามือมากแล้ว แต่สำหรับเสี่ยวชุนก็ยังคงมากไปจนสร้างความเ็ปให้อยู่ดี
คนเป็บิดาสัญญากับตัวเองว่าเขาจะระมัดระวังในการดูแลอีกฝ่ายให้มากกว่านี้
หลังจากได้ตลับขี้ผึ้งสำหรับบรรเทาอาการฟกช้ำ ขายาวก็เดินกลับไปยังห้องอาบน้ำทันที และเขาก็พบว่าลูกชายตัวน้อยของตัวเองเช็ดตัวเสร็จเรียบร้อย สวมเสื้อตัวในนั่งเป็เด็กดีรออยู่บนเก้าอี้
มือหยาบกร้านช่วยทายาให้กับลูกชายจนครบทุกจุด ก็มองลูกชายแต่งตัวด้วยตัวเองอย่างเรียบร้อย
เขาอุ้มลูกชายออกจากถังแช่และนำไปส่งที่โต๊ะทานอาหาร
"พ่อให้พ่อครัวที่ตำหนักของเ้าทำเมล็ดบัวแบบเมื่อวานมาให้อีก เ้าจะได้เจริญอาหารมากขึ้น เดี๋ยวพ่ออาบน้ำเสร็จจะมานั่งทานด้วย"
"พ่ะย่ะค่ะ"
จวินหลิงหยางชุนมองตามแผ่นหลังของเสด็จพ่อจนลับหายไปจากสายตา เขาสวมรองเท้าของเขาที่นางกำนัลนำมาให้
ใบหน้าเล็กมีความไม่สบายใจเล็กน้อยปรากฏขึ้น
โจ๊กเมล็ดบัวจากตำหนักของเขาวันนี้ ไม่มีทางมีรสชาติแสนอร่อยเหมือนเมื่อวาน ที่เขาได้แลกเปลี่ยนข้าวกับเมล็ดบัวเป็วัตถุดิบระดับหนึ่ง
เขารับรู้ได้เลยว่าเื่ยุ่งยากกำลังเกิดขึ้นแล้ว พ่อครัวคนเดียวกัน ทำอาหารตามสูตรเดิม ไม่มีทางที่รสชาติของอาหารจะแตกต่างกันมากเกินไป
ความลับของความอร่อยนี้ล้วนเกิดจากวัตถุดิบที่เขาได้มาจากระบบ เห็นทีว่าเขาคงสร้างความลำบากให้กับพ่อครัวที่ตำหนักเสียแล้ว
ดวงตากลมโต เห็นสีหน้าไม่สู้ดีจากนางกำนัลส่วนตัวของเขาที่กำลังถือชามโจ๊กเมล็ดบัวมาวางไว้ตรงหน้าเขา
"องค์ชายห้าเพคะ โจ๊กเมล็ดบัวชามนี้ทำโดยพ่อครัวของตำหนักเราเช่นเดิม แต่นู๋ปี้ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดรสชาติและกลิ่นหอมถึงได้แตกต่างจากเมื่อวานนัก พ่อครัวยืนยันอย่างมั่นใจว่าทำตามสูตรเดิมของเขา นู๋ปี้ไม่สามารถนำโจ๊กเมล็ดบัวแสนอร่อยมาให้พระองค์เสวยได้ โปรดลงโทษนู๋ปี้ด้วยเพคะ"
นางกำนัลหญิงคุกเข่าลงด้วยความรู้สึกผิด วันนี้ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้นำโจ๊กเมล็ดบัวเช่นเดียวกับเมื่อวานมาขึ้นโต๊ะอาหารในตอนเช้า เพื่อให้องค์ชายได้เสวยของอร่อยหลังจากประชวรเมื่อวาน
แต่คนในตำหนักไม่คาดคิดว่าจะมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกับพ่อครัว เมื่ออีกฝ่ายปรุงโจ๊กเมล็ดบัวออกมากี่หม้อก็ไม่มีรสชาติและกลิ่นที่หอมหวานเหมือนดั่งโจ๊กเมล็ดบัวที่ทำถวายให้พระสนมและองค์ชายห้าของนางเมื่อวานนี้
ยามนี้พวกเขาจึงรู้สึกหวาดกลัวเหลือเกินว่าหัวจะหลุดออกจากบ่า
"เ้ารีบลุกขึ้นเร็วเข้า เปิ่นหวางไม่ลงโทษเ้าเพียงเพราะเื่แค่นี้หรอก บางทีพ่อครัวอาจตื่นเต้นกับรสชาติโจ๊กเมล็ดบัวเมื่อวานจึงหลงลืมไปชั่วคราว เปิ่นหวานจะอาศัยอยู่กับเสด็จพ่อสองสามวัน ให้พ่อครัวคนนั้นกลับบ้านไปนอนพักผ่อน หลังจากข้ากลับไปตำหนักแล้ว จึงค่อยกลับมาทำงานเช่นเดิม"
"ขอบพระทัยองค์ชายห้าเพคะ นู๋ปี้จะรีบนำรับสั่งของพระองค์ไปแจ้งกับพ่อครัวโดยเร็วเพคะ"
อี้ฟางลุกขึ้นโค้งคำนับองค์ชายของตัวเองอีกหลายรอบด้วยความดีใจ จากนั้นจึงรีบขอตัวไปบอกข่าวให้ทหารติดตามไปแจ้งยังพ่อครัว
"อืม"
จวินหลิงหยางชุนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาทำได้เพียงถูไถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราวไปก่อน
ไว้ค่อยปรึกษาระบบว่าจะทำอย่างไรดี
มือเล็กตักโจ๊กแสนจืดชืดและฝาดเข้าปากช้าๆ พยายามฝืนกลืนโจ๊กลงไปโดยไม่คายทิ้งเสียก่อน
เมื่อได้ลิ้มรสอาหารแสนอร่อยเมื่อวานนี้ ช่างยากเหลือเกินกับการถอยหลังมากินอาหารรสชาติประหลาดนี่
ร่างเล็กที่กำลังทานโจ๊กท่ามกลางสายตาของนางกำนัลและขันทีของเขากับเสด็จพ่อที่จับจ้องมา เขาจึงรู้สึกเกร็งเล็กน้อย ทั้งห้องเงียบมาก จนเขาได้แต่ระมัดระวังการจับช้อนไม่ให้กระทบกับชามจนเกิดเสียงดึงดูดความสนใจของบ่าวรับใช้เหล่านี้
และในที่สุดบรรยากาศชวนน่าอึดอัดใจก็หายไป เมื่อเ้าของตำหนัก เดินเข้ามายังห้องรับประทานอาหารด้วยฉลองพระองค์ชุดใหม่
คิ้วเข้มของจวินหลิงหยางชุนขมวดเข้าหากัน เมื่อเขาเห็นว่าลูกชายกำลังกินโจ๊กเมล็ดบัวอยู่ แต่เขาไม่ได้กลิ่นหอมเชิญชวนของโจ๊กเมล็ดบัวแบบเมื่อวาน
ร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง เมื่อขันทีนำโจ๊กมาเมล็ดบัวชามของเขามาถวาย หลังจากตักคำแรกเข้าปากแล้ว มือหนาก็วางช้อนลงอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง พาให้ทุกคนหายใจไม่ทั่วท้อง นางกำนัลและขันทีก้มหน้าและคุกเข่าลงทันทีด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นฝ่าาทรงอารมณ์ไม่ดี
"เจิ้นสั่งให้พวกเ้านำโจ๊กเมล็ดบัวจากตำหนักองค์ชายห้ามาขึ้นโต๊ะ แล้วทำไมถึงไม่เป็ไปตามที่เจิ้นสั่ง"
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าแฝงความกดดัน ทำให้รู้สึกว่าอากาศแสนหนักอึ้งโดยรอบถูกกดลงบนตัวพวกเขา
จวินหลิงหยางชุนที่หัวใจเต้นโครมครามรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดของปัญญาที่สาเหตุล้วนเกิดจากเขา
ด้วยเพราะไม่อยากสร้างความลำบากใจให้คนอื่น ร่างเล็กจึงเอ่ยให้กำลังใจตัวเองในใจ ก่อนจะเอ่ยตอบเสด็จพ่อด้วยน้ำเสียงนุ่มเล็กของตัวเอง
"ลูกขอประทานอนุญาตตอบแทนพ่ะย่ะค่ะ โจ๊กเมล็ดบัวชามนี้ ถูกส่งมาจากตำหนักของลูกตามคำสั่งของเสด็จพ่อ เพียงแต่พ่อครัวมีการอาการป่วย จึงไม่สามารถปรุงรสชาติของเมล็ดบัวได้อร่อยเช่นเดียวกับเมื่อวาน ลูกขออภัยแทนคนจากตำหนักลูกด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
จวินหลิงจางเสวียนเมื่อเห็นว่าลูกชายออกหน้ารับโทษแทนบ่าวรับใช้ของตัวเอง อารมณ์หงุดหงิดของเขาก็บรรเทาลง
"ไม่เป็ไร มันคือเหตุสุดวิสัย แม้โจ๊กชามนี้จะไม่อร่อยเท่าเมื่อวาน เสี่ยวชุนก็ต้องฝืนกินให้มากหน่อย เ้าผอมเกินไปแล้ว"
"พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ"
ใบหน้าน่ารักพยักหน้ารับคำของบิดา หลังจากประสบการณ์ของเมื่อวานกับวันนี้ เขาก็ได้รับรู้ถึงความห่วงใยของอีกฝ่ายที่มีต่อบุตรชายคนเล็ก เมื่อเขาออกจากห้องน้ำและถูกอุ้มมาวางบนเก้าอี้ เขาก็สังเกตได้ว่ามีฐานรองสำหรับเหยียบวางเอาไว้ด้านข้างสำหรับเขาโดยเฉพาะ
นับได้ว่าอีกฝ่ายใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ นี้จนเขารู้สึกประทับใจ
จากที่เคยบอกว่าจะทำโจ๊กเมล็ดบัวให้อีกฝ่ายแค่ชามเดียว เขาจึงเพิ่มปริมาณให้เป็ครึ่งหม้อแทน เพราะขอหักที่อีกฝ่ายใช้แรงมากเกินไปในการเช็ดตัวเขา
หลังจากทานโจ๊กเสร็จไปหนึ่งชามกับอีกครึ่งหนึ่งด้วยสายตาที่จับจ้องอยู่ของเสด็จพ่อ เขาจึงต้องทนกินโจ๊กมากขึ้น จมูกเล็กก็ได้กลิ่นเหม็นเขียวลอยมาตามลงทันที
ดูเหมือนว่าจะพบปัญหาอีกแล้ว ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ของเสด็จพ่อกับบ่าวรับใช้ เขาจะเอายาแสนขมและมีกลิ่นเหม็นนี่ไปแอบเททิ้งได้อย่างไรกัน!
Talk : ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เข้ามาอ่านเื่นี้ค่ะ