ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 48 คำสั่งเร่งด่วนของบรรพบุรุษ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 48 คำสั่งเร่งด่วนของบรรพบุรุษ



            จินมองภาพหญิงสาวที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็รู้สึกตัว


            'ไม่ๆ ไม่ได้การแล้ว เราต้องทำอะไรสักอย่าง!' จินคิด


            หญิงสาวตรงหน้ามีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับรุ่นน้องคนสนิทของฟางหรูภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก เธอเป็นหญิงสาวแก่นแก้วที่วันๆ เอาแต่ทำเรื่องซุกซน บางครั้งก็น่าเหนื่อยใจไม่เบา


            ต่อข้อดีนั้นก็มีอยู่ เธอเป็นคนร่าเริงแจ่มใส มีทัศนคติในด้านบวกอยู่ตลอดเวลาแม้จะเจอเรื่องแย่ๆ มากมายแค่ไหน นั่นทำให้คนรอบข้างรู้สึกสุขใจเมื่อมีเธออยู่ข้างๆ


            นับเป็นโชคดีของเธอ ในยุคโลกาวินาศอันโหดร้าย เธอรอดชีวิตมาจนถึงฐานที่มั่นที่ตัวเขาและภรรยาลงหลักปักฐานอยู่ หลังจากได้เจอกัน ภรรยาของจินก็คอยดูแลเธอเป็นอย่างดี หาที่พัก หางานให้ทำ นับว่าสนิทสนมกับครอบครัวของจินไม่น้อย


            จินไม่แน่ใจว่าคนที่เห็นเมื่อครู่ใช่คนเดียวกับคนที่ตนรู้จักหรือไม่ เพราะเรื่องราวมันก็ผ่านมานานแล้ว ความทรงจำบางอย่างก็รางเลือนไปตามกาลเวลา


            เวลาผ่านมามากกว่าสามร้อยปี ความจริงเวลายาวนานเท่านี้คนส่วนใหญ่ก็ควรจะตายไปนานแล้วแม้จะเป็นอเวกก็หนีความตายไม่พ้น ต่อให้ทรงพลังแค่ไหนก็เพียงยืดอายุขัยออกไปได้ไม่กี่สิบปี


            อีกอย่างหากเป็นเยว่ซินจริง และนางยังคงมีชีวิตอยู่ มิใช่ว่าอีกฝ่ายต้องมีอายุสามร้อยกว่าปีกลายเป็นหญิงแก่หงำเหงือกไปแล้วหรอกหรือ? ทำไมยังดูอ่อนเยาว์ได้ถึงขนาดนั้น?


            'หรือจะเป็นคนหน้าเหมือน? เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ?' วิญญาณโปร่งใสนิ่งคิด ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ตนก็ได้พบเรื่องไม่คาดฝันจากการติดตามสอดส่องลูกหลาน


            ในใจเต็มไปด้วยความสับสนเต็มไปหมด และสุดท้ายเขาก็คิดได้ว่าควรทำอะไร


            'เอาเถอะ หากพาตัวนางมาได้ เราน่าจะได้รู้อะไรบางอย่าง อย่างน้อยหากนางไม่ใช่คนที่เราคิด ก็ยังได้รู้ว่าบนโลกนี้ยังมีคนหน้าเหมือนกันขนาดนี้อยู่ด้วย... แต่ถ้าเป็นนางจริง คงจะทำให้ข้าได้รู้เรื่องราวหลายอย่างหลังจากที่ข้าตายไปได้บ้าง' จินตัดสินใจถอนตัวออกจากการเฝ้าดูคาเบโร่และซายาโกะ เพราะตอนนี้ทั้งคู่เดินออกมาไกลมากแล้ว ไม่มีความจำเป็นจะต้องดูสิ่งนั้นอีกต่อไป


            จินมองดูรายการสิ่งของที่เขาเป็นเจ้าของ ตอนแรกก็ตั้งใจจะใช้กายเทียมเพื่อมุ่งหน้าไปหาอีกฝ่าย แต่ก็ต้องยั้งมือกลับไป


            เวลานี้การใช้กายเทียมไม่ใช่สิ่งที่สมควรนัก เรื่องราวการล่มสลายของตระกูลบัตส์ยังคงเป็นที่พูดถึงอยู่ ทั้งเจ้าเมืองปากัสก็ยังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่เนืองๆ หากเขาสวมกายเทียมแล้วบินออกจากตระกูลพีไรซ์โดยไม่ระวังแล้วล่ะก็ อาจทำให้ตระกูลพีไรซ์ทั้งตระกูลพลอยซวยไปด้วย


            อีกอย่างตอนนี้มีอันตรายซ่อนเร้นรายล้อมตระกูลของเขามากมายไปหมด หากเหลือสิ่งของที่พอช่วยผู้คนภายในตระกูลยามฉุกเฉินไว้บ้างจะเป็นการดีกับตระกูลมากกว่า


            หากให้ต้องเลือกระหว่างการไขข้อข้องใจของตนเองกับความปลอดภัยของลูกหลาน จินเลือกความปลอดภัยของลูกหลานมาก่อนอยู่แล้ว ตอนนี้ตระกูลพีไรซ์ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้มากขนาดนั้น แม้หลายๆ สิ่งจะเริ่มดีขึ้น แต่เขาก็ยังวางใจอะไรไม่ได้มากนัก


            จินเปลี่ยนไปมองยันต์เข้าฝันแทน แม้จะยุ่งยากกว่า แต่เขายังเหลืออยู่ในคลังอีกหลายใบ หากใช้ไปสักใบคงไม่น่าเสียดายอะไรนัก


            จินตรวจสอบสมาชิกในตระกูลทีละคนๆ ตอนนี้ตะวันยังไม่ตกดิน แทบไม่มีใครอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมกับการใช้ยันต์ชนิดนี้เลย ยกเว้น...ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพักฟื้น


            ดวงตาของจินแวววาวขึ้นมาในทันใดเมื่อเห็นว่าเคนกำลังนอนพักอยู่เนื่องจากมาธ่ายังคงกังวลว่าจะมีอาการอะไรแทรกซ้อนอยู่หรือไม่ จึงได้บอกให้เคนพักผ่อนให้มาก นางจะมาคอยดูอาการเคนอยู่เป็นระยะ แม้ผลของโอสถรักษาชนิดเม็ดจะทำงานได้ดีเยี่ยมจนมองไม่เห็นอาการบาดเจ็บที่หลงเหลืออยู่เลยก็ตาม


            นี่ทำให้จินแอบขอบคุณมาธ่าในใจ หากมาธ่าให้เคนกลับไปทำงานต่อได้ง่ายๆ เขาคงหาคนมารับคำสั่งจากเขาในช่วงเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ไม่ได้ง่ายๆ


            ทันใดนั้นยันต์แผ่นสีเหลืองก็โผล่ขึ้นมาในมือของจิน เปลวไฟเริ่มลุกไหม้ ควันที่ลอยออกมาก่อตัวเป็นวังวน ดึงร่างวิญญาณโปร่งใสให้พุ่งเข้าไปภายใน


            …


            “เคน!” ร่างชายหนุ่มชุดขาวพลันปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเจ้าของความฝันในทันที


            “หะ? เจ้าเป็นใครกัน?” เคนตกใจหันขวับกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลัง


            “โอ้ ข้าลืมไปว่าพวกเราไม่เคยเจอกันมาก่อน ข้าจิณณ์ พิไรเป็นต้นตระกูลของเจ้า” ชายหนุ่มชุดขาวพูดออกไปด้วยสายตาจริงจัง


            “ต้นตระกูลของข้า? หมายความว่าเจ้าคือบรรพบุรุษของข้า? ไหงถึงดูยังหนุ่มยังแน่นเช่นนี้?” เคนถามออกไปด้วยความสงสัย มีความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็คุกเข่าลงไปกับพื้นเพื่อคารวะเป็นที่เรียบร้อย ความนอบน้อมเป็นสิ่งที่ดี ไม่เสียหายหากจะทำความเคารพบรรพชนเอาไว้ก่อน


            “ตัวข้าเป็นเพียงวิญญาณจะปรากฏในรูปลักษณ์เช่นใดก็ได้ อีกอย่างนี่ก็คือความฝันของเจ้า เผอิญว่าข้ามีความสามารถในการควบคุมมันได้อย่างอิสระ ซึ่งเจ้าก็น่าจะรู้เรื่องนี้จากคนอื่นๆ ในตระกูลมาบ้างแล้ว” ชายหนุ่มชุดขาวสะบัดมือหนึ่งครั้ง สภาพแวดล้อมทุกอย่างก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเพียงห้องโล่งๆ ห้องหนึ่งเท่านั้น


            “เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเถอะ ที่ข้าเข้าฝันเจ้าในตอนนี้เพราะมีเรื่องเร่งด่วนให้เจ้านำไปบอกแก่มาคัสให้ข้าหน่อย เขาน่าจะรู้ว่าควรทำเช่นไรต่อไป” จินไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรต่อ รีบตรงเข้าประเด็นหลักในทันที


            “ข้าอยากให้มาคัสตามหาคนให้ข้า ตอนนี้นางยังคงอยู่ภายในเมืองปากัส เมื่อซายาโกะและคาเบโร่กลับมาที่ตระกูลจงให้พวกเขาออกค้นหาหญิงสาวที่พวกนั้นพบเจอระหว่างที่อยู่ในศูนย์กลางการค้าซะ”


            “นางแต่งกายด้วยชุดคลุมสีม่วงลายดอกเบญจมาศ ผมสีดำขลับ ผิวขาว ดวงตากลมโต ปากสีชมพูอวบอิ่ม......” จินร่ายยาวเรื่องลักษณะของหญิงคนนั้นให้เคนฟัง


            ซึ่งเคนก็รับฟังแต่โดยดีเมื่อเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างน้อยเขาก็ต้องนำมันไปแจ้งแก่หัวหน้าตระกูลก่อนไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นบรรพบุรุษตระกูลของตนจริงๆ หรือเป็นเพียงความฝันไร้สาระของตนเอง อย่างน้อยเขาก็น่าจะได้รู้เมื่อซายาโกะและคาเบโร่กลับมาถึงตระกูล


            “นี่เป็นเรื่องสำคัญกับข้ามาก ถ้าพวกเจ้าหานางเจอก็คงเป็นประโยชน์กับข้าไม่น้อย เอาล่ะข้าต้องปล่อยให้เจ้าตื่นขึ้นเดี๋ยวนี้เลย ขอโทษที่ไม่มีเวลาชี้แนะวิชาหรือพูดคุยกับเจ้ามากนัก...หากมีโอกาสในอนาคต เราคงได้พบกันใหม่” ชายหนุ่มชุดขาวกล่าวออกด้วยความรู้สึกผิด ตัวเขาเองก็อยากจะอยู่กับลูกหลานให้ได้นานกว่านี้


            “เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ข้าเข้าใจท่านดี” เคนประสานมือค้อมตัวไปทางจิน ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะค่อยๆ เลือนราง จางหายไป


             …


            “เฮือก!” ร่างของเคนที่นอนอยู่ผุดลุกขึ้นนั่งในทันทีเหมือนมีบางอย่างกระชากเขาให้ตื่นจากห้วงฝันด้วยความรุนแรง


            เคนหันมองสภาพรอบห้องด้วยความงุนงง ก่อนภาพความทรงจำและรายละเอียดต่างๆ จะกลับเข้ามาในหัวหลังจากสลัดความสับสนออกไปได้


            'โถ่ ท่านบรรพบุรุษ ปลุกข้าให้ตื่นเสียรุนแรงเชียว ไม่เบามือบ้างเลย' ชายหนุ่มไล่ความงัวเงียออกจากหัว ดึงผ้าห่มออกจากตัว ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้น


            “เอาล่ะ ข้าต้องรีบไปหาหัวหน้าตระกูล” เคนลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป ทันใดนั้นก็มีเสียงมาจากหน้าห้อง


            “นั่นเจ้าจะไปไหนน่ะเคน” เป็นเสียงของมาธ่าที่เพิ่งเดินเข้ามาเห็นเคนที่ลุกขึ้นยืน


            “โอ้ พี่สาวมาธ่า ข้ามีธุระสำคัญต้องไปพบหัวหน้าตระกูล” เคนที่เห็นมาธ่ายืนอยู่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ทำท่าจะเดินออกไป


            “หยุดๆ เจ้าเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บได้ไม่นานต้องพักผ่อนให้มากเข้าไว้ มีเรื่องอะไรก็ฝากข้าไปบอกได้” มาธ่ายืนนิ่งขวางไม่ให้เคนออกไปไหน


            “พี่สาวมาธ่า นี่เป็นเรื่องด่วน ข้าต้องบอกหัวหน้าตระกูลเดี๋ยวนี้ เป็นคำสั่งของท่านบรรพชน...ข้าคิดว่าใช่แหละ เพราะฉะนั้นท่านปล่อยข้าไปเถอะ เร็ว เดี๋ยวข้าก็ลืมรายละเอียดกันพอดี” เคนเร่งเร้าอีกฝ่ายให้หลีกทางให้ตน


            มาธ่าได้ฟังคำว่าบรรพชนก็ชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็สลัดความคิดแปลกๆ ออกไปจากหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า


            “อย่างไรก็ไม่ได้ เจ้ารออยู่ที่นี่ ถ้ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนจากบรรพชนจริงข้าจะไปเชิญหัวหน้าตระกูลมาคุยกับเจ้าเอง แต่ถ้าเจ้าหยิบยกเรื่องบรรพชนมาอ้างโดยใช่เหตุล่ะก็...คงรู้ตัวนะว่าจะโดนอะไร” มาธ่ายังคงหยุดอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนจะเดินออกจากห้องก็กำชับอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยว่าหากเรื่องที่พูดเป็นเรื่องหลอกลวงได้เห็นดีกันแน่


            เคนทำได้แค่เดินกลับไปนั่งที่เตียงอย่างไม่สบอารมณ์ ถึงเขาจะเป็นคนขี้เล่น แต่กับเรื่องที่ต้องจริงจังเขาก็จริงจังเสมอ ทำไมไม่มีใครเชื่อถือเขาเลย!


            ไม่นานนักมาธ่าก็เดินกลับมาพร้อมกับมาคัส


            “ว่าไงล่ะเคน เกิดอะไรขึ้น มาธ่าบอกข้าว่าเจ้ามีเรื่องด่วนจากบรรพชนจะแจ้งอย่างนั้นหรือ” มาคัสเดินเข้ามาก็เปิดปากถามทันที


            “คารวะหัวหน้าตระกูล! ถูกต้องขอรับ เมื่อครู่ข้านอนหลับอยู่ จู่ๆ ก็ได้พบท่านบรรพบุรุษ ท่านเข้าฝันข้าเพื่อแจ้งเรื่องด่วนให้ส่งข้อความมาถึงหัวหน้าตระกูล” เคนประสานมือไว้ด้านหน้า รีบอธิบายสถานการณ์ที่ตนได้พบออกมา


            “ที่ท่านเข้าฝันข้าก็คงเป็นเพราะมีข้าอยู่เพียงคนเดียวที่นอนหลับในเวลานี้ พี่สาวมาธ่าไม่ยอมให้ข้ากลับไปทำอะไรสักทีทั้งๆ ที่ข้าก็หายดีแล้ว!” เคนอดใจไม่ได้ จะต้องค่อนแคะมาธ่าสักหน่อยเมื่อมีโอกาส


            มาธ่าได้ยินอย่างนั้นก็นิ่วหน้า แต่ไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรเพราะตนอยู่ต่อหน้าหัวหน้าตระกูลอย่างมาคัส


            “เอาล่ะๆ ไม่ต้องทะเลาะกัน มาธ่าทำไปก็เพราะเป็นห่วงเจ้า หลังจากพรุ่งนี้เจ้าก็คงไปทำสิ่งอื่นได้แล้วล่ะ ไม่ต้องรีบร้อนไป ใช่ไหมมาธ่า?” มาคัสหันไปมองมาธ่าที่อยู่ด้านข้าง


            “เจ้าค่ะหัวหน้าตระกูล” มาธ่าก็ตอบรับไปตามสมควร ส่วนเคนในตอนนี้ก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ


            “เอาล่ะไหนเจ้าลองว่ามาซิ บรรพบุรุษได้บอกอะไรกับเจ้าบ้าง?” มาคัสเอ่ยถามตรงเข้าประเด็นทันที


            เคนที่นั่งอยู่เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง พยักหน้าตอบรับก่อนจะเริ่มเล่าออกไป



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน