การสนับสนุนแองจี้
แม้ว่าแผนการฉบับสุดท้ายจะติดขัดเล็กน้อยเพราะปัญหาที่คาดไม่ถึง แต่หลังจากแก้ปัญหาทั้งหมดแล้ว แผนการของกัสก็เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก
นอกเหนือจากแผนการฉบับสุดท้ายนี้ แผนการอื่นๆ ที่ยังไม่สำเร็จก็ค่อยๆ เดินหน้าต่อไปในทิศทางที่เหมาะสมและเข้าใกล้ความสำเร็จเข้าไปทุกขณะ
พัฒนาการในด้านต่างๆ เดินหน้าไปอย่างรวดเร็วและมั่นคง ผลลัพธ์ที่น่ายินดีปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ทีละเรื่องสองเรื่อง
ทักษะความสามารถของทุกคนก็เพิ่มพูนขึ้นตามการฝึกฝนจนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ
ทุกคนพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสมกับตัวเองโดยที่แทบจะไม่เกิดปัญหาใดๆ เลย เนื่องจากมีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามเป็นที่ปรึกษา
ซีต้าให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิชาฝึกฝนร่างกาย การปรับปรุงไปจนถึงการแก้ไขปัญหาที่ติดขัดทั้งหมด ทำให้ทุกคนแทบไม่จำเป็นต้องกลับออกไปหาข้อมูลเพื่อแก้ปัญหานี้เลยเพราะถ้าเทียบกับฐานข้อมูลที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาลของตระกูลแล้ว
การถามเอาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างซีต้านั้นเร็วกว่ามากเพราะว่าเธอสามารถให้คำแนะนำที่ตรงจุดได้ในทันที
ถึงแม้ว่าซีต้าจะให้คำตอบกับทุกคำถามไม่ได้ แต่อย่างน้อยเธอก็ให้คำแนะนำที่ตรงจุดซึ่งลดเวลาในการค้นหาไปได้มากทีเดียว
ส่วนสการ์เล็ตต์นั้น หลังจากเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานมากขึ้น เหล่าหญิงสาวและเด็กสาวก็กล้าที่จะเข้าไปคุยกับเธอมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ลิลลี่มีความสุขมากทีเดียวและเริ่มใช้เวลาอยู่กับป้าของเธอมากยิ่งขึ้น
ซึ่งเรื่องนี้กัสก็ได้สนับสนุนเธอเต็มที่ซึ่งทำให้ลิลลี่ซาบซึ้งเป็นอย่างมากและปรนนิบัติเขาอย่างตั้งใจมากกว่าเดิมซึ่งทำให้เขาพึงพอใจตามไปด้วยเช่นกัน
และก็แน่นอนว่าคนที่ได้รับประโยชน์ตามไปด้วยก็ไม่พ้นข้ารับใช้ทั้งห้าของลิลลี่ที่ดูเหมือนจะต้องรับบทหนักจนหมดแรงไปตามๆ กัน ก่อนจะตื่นขึ้นมาในสภาพที่อิ่มเอิบทั้งกายใจ
ในขณะที่ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทนั้นแม้จะมีคนเข้าไปปรึกษาไม่มากเท่าไหร่ แต่คำแนะนำของเธอก็มีค่าที่สุดเพราะเธอคือครึ่งเทพที่มีสัมผัสที่แหลมคมที่สุดจึงมองเห็นปัญหาที่ทุกคนพบเจอได้ละเอียดที่สุด เมื่อรวมกับประสบการณ์ที่เธอมี คำแนะนำของเธอจึงช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นปัญหาที่เจอไปได้เร็วที่สุดด้วยเช่นกัน
แต่เนื่องจากความชำนาญที่แตกต่าง คำแนะนำของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทจึงมักจะเกี่ยวกับพลังวิญญาณเป็นส่วนใหญ่ คนที่เข้าไปขอคำแนะนำจากเธอจึงมีเพียงไม่กี่คน
นอกจากเรื่องนี้แล้วหญิงสาวคนอื่นๆ ก็เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น มีความกลมเกลียวมากยิ่งขึ้นเพราะมีเวลาให้กันมากขึ้นจึงทำให้ทุกคนสนิทสนมกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ผลลัพธ์จากการลดความสำคัญของการทำงานนี้ทำให้กัสพึงพอใจเป็นอย่างมากเพราะมันทำให้ทุกคนมีเวลาพูดคุยกันมากกว่าเดิมและสนิทสนมกันมากขึ้น จนทำให้เขาเริ่มมองเห็นภาพของครอบครัวสุขสันต์ที่เขาปรารถนา
แต่ในกลุ่มนี้ก็ยังมีคนบางคนที่แตกต่าง ที่ชัดๆ เลยก็คือโรส รายนี้ดูเหมือนจะคร่ำเคร่งกับการทำงานและการล่ามากกว่าเดิมมากจนแทบไม่ได้ใช้เวลาไปสร้างความสนิทสนมกับคนอื่นๆ เลย
ยังดีที่น้องสาวของเขาซึ่งทำงานร่วมกับโรสนั้น ดูจะคุ้นเคยกับนิสัยของโรสแล้ว แถมเธอยังพยายามเกาะติดโรสและแสดงความเป็นห่วงออกมาอย่างเปิดเผยจึงทำให้พวกเธอสนิทสนมกันมากทีเดียว
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็เลยไม่กลัวว่าโรสจะมีปัญหาและแอบขอให้น้องสาวของเขาช่วยดูแลโรสให้มากกว่าเดิมเพื่อไม่ให้เธอฝืนตัวเองจนเกินไป
ส่วนอีกด้านหนึ่งที่กัสไม่ได้มีเวลาไปให้ความสำคัญอย่างสองพี่น้องมัจฉาและวารีที่เขาเกือบจะลืมพวกเธอสองคนไปแล้วนั้น ในที่สุดพวกเธอก็ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานที่น่าประทับใจ
เมื่อเทียบกับการปรับปรุงสายพันธุ์พืชของมิโดริแล้ว การปรับปรุงสายพันธุ์ปลาของสองพี่น้องคู่นี้ใช้เวลานานกว่ากันมากทีเดียว
พวกเธอใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะนำเสนอผลงานที่น่าพอใจให้กับเขาได้
ทว่าผลงานที่ได้ก็นับว่าน่าพอใจจริงๆ และเป็นผลงานที่คุ้มค่าต่อเวลาที่เสียไปอย่างมากอีกด้วย
ในวันหยุดช่วงเช้าของวัน สองพี่น้องที่มักจะกินนอนอยู่ในโรงเพาะพันธุ์ก็มาหากัสจากนั้นก็รายงานความสำเร็จให้กับเขาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ชักชวนบลูอายไปดูผลงานของสองสาวในทันทีและได้เห็นปลาขนาด 3 เมตรที่มีลำตัวอวบหนาและครีบที่ยาวใหญ่
“นี่คือผลงานที่ดีที่สุดของพวกเราค่ะนายท่าน พวกเราเรียกมันกว่าปลาครีบหนามยักษ์ค่ะ! ปลาชนิดนี้ต้องใช้เวลาเติบโตราวๆ 2 ปีกว่าจะโตเต็มที่และสามารถขายได้ในราคาตัวละ 200 DP โดยประมาณค่ะ”
กัสเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำอธิบายของสองสาวที่บอกถึงระยะเวลาในการเติบโตแล้วหันไปมองราคาของปลาที่ดูเหมือนจะสูงน่าดู
ชั่วขณะหนึ่งกัสรู้สึกว่าผลงานนี้ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่นัก ยกเว้นรูปร่างและขนาดของปลาที่ดูอวบอ้วนและน่ากินเป็นพิเศษ
สองสาวมัจฉาและวารีมองดูท่าทีของกัสด้วยท่าทางที่หวาดหวั่นอยู่ลึกๆ เมื่อพวกเธอเห็นว่าเขาไม่ตอบสนอง สองสาวก็เริ่มใจเสีย จนกระทั่งบลูอายหันไปมองเขาและสังเกตเห็นความรู้สึกผิดหวังจากสีสันที่ปรากฏขึ้น
“ตาบ้า..เจ้าผิดหวังอะไรกันหืม! ผลงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้เจ้ายังไม่พอใจหรือไง”
“เออ..ข้าบอกไม่ถูกเหมือนกัน ข้าแค่รู้สึกว่ามันน่าจะดีกว่านี้”
ได้ยินแบบนั้นบลูอายก็ยิ้มอ่อน เธอหันไปหาสองสาวที่มีสีหน้าผิดหวัง ก่อนจะให้กำลังใจด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนพลางปรายตามองกัสด้วยความหงุดหงิด
“พวกเจ้าอย่าไปคิดมากเลย เจ้าบ้านี่คงจะลืมไปว่าปลาปกติก็ใช้เวลาเลี้ยงถึง 6 เดือนถึงจะโตเต็มที่ แถมยังขายได้ราคาแค่ 5 DP”
คำพูดนี้ของบลูอายทำให้กัสสะดุดไปเล็กน้อย เขาหันกลับไปมองเธอด้วยความสงสัยพลางนึกถึงสิ่งที่บลูอายพูดก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ
“อ๊ะ! เดี๋ยวนะ!! 2 ปี 200 DP นี่มันไม่น้อยเลยนี่!!”
“ก็ใช่นะสิ!! เจ้าคงลืมเพราะไม่เคยเลี้ยงปลาตามปกติใช่ไหมล่ะ แล้วเจ้าได้คิดบ้างไหมว่าทำไมพวกนางสองคนถึงได้บอกระยะเวลาเติบโตได้อย่างแม่นยำแบบนี้”
กัสอึ้งไปเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมองสองสาวที่มีสีหน้าเขินอายเพราะคำชมเชยของบลูอาย ก่อนจะลอบสบตาเขาด้วยท่าทีที่ประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“จ..จริงด้วยสิ..ขออภัย..ข้าลืมไปจริงๆ พวกเจ้าทำได้ดีมาก..ข้าขอโทษด้วยที่ทำให้พวกเจ้ารู้สึกไม่ดี”
รอยยิ้มและการให้กำลังใจของกัสนั้นทำให้สองสาวผ่อนคลายและมีความสุข กำลังใจที่เกือบจะหมดไปของพวกเธอฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งและเริ่มแนะนำผลงานอื่นของพวกเธอต่อ
ไม่นานนักกัสก็เข้าใจว่าอะไรทำให้เขานึกผิดหวังในตอนแรก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาลืมไปและคาดหวังสูงเกินไปหน่อย
กัสถูกคำอธิบายของสองสาวทำให้เข้าใจผิดเพราะว่ากัสนั้นไม่เคยนึกถึงระยะเวลาในการเลี้ยงปลามาก่อน ซึ่งต้องบอกว่าเขาแทบไม่ได้จำจดความแตกต่างของระยะเวลาในการเติบโตของพวกสัตว์เลี้ยงเลยด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาไม่เคยเลี้ยงมันตามขั้นตอนปกติเลย หากแต่เร่งมันตลอดจึงทำให้เขามองข้ามระยะเวลาเติบโต ที่หมายถึงปริมาณอาหารเวทมนตร์ที่ต้องใช้ไปสนิท ในจุดนี้เขามองดูเพียงมูลค่าของมันอย่างเดียวจนลืมคิดไปว่า 2 ปีนั้น ไม่ได้มากมายอะไรเลยหากเทียบกับปลาที่เขาเลี้ยงและขายอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากปลาครีบหนามยักษ์แล้ว สองสาวยังมีปลาชนิดอื่นๆ อยู่อีกมากเช่นปลาเข็มยักษ์ ปลาดุกยักษ์ ปลาไหลยักษ์และปลาชนิดอื่นๆ มากมายที่ทุกชนิดล้วนแต่พ่วงคำว่า ‘ยักษ์’ ต่อท้ายมาด้วยทุกตัว
จากความตื่นเต้นในตอนแรกก็กลายมาเป็นคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการตั้งชื่อของสองสาวและแนวทางที่พวกเธอใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์
กัสไม่รู้เลยสักนิดว่าทำไมสองสาวถึงได้พยายามพัฒนาสายพันธุ์ปลาทุกชนิดให้ออกมามีขนาดใหญ่ยักษ์แบบนี้
ทว่าผลก็ออกมาได้ดีน่าดู แถมมูลค่าในการขายก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งกัสก็ตัดสินใจนำเอาผลงานของสองสาวมาใช้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในการขยายพันธุ์ต่อไป
งานนี้กัสยกให้สองสาวเป็นผู้จัดการและประสานงานกับน้องสาวของบลูอายที่ทำหน้าที่ดูแลบ่อเลี้ยงปลาในดินแดนแห่งแม่น้ำทั้งหมด
หลังจากนั้นสองวัน การเตรียมการที่ใช้เวลานานผลิดอกออกผลจนกลายเป็นรายรับปริมาณมหาศาลที่ทำเอากัสถึงกับทึ่งไปเลยทีเดียว
หากไม่ติดว่าคนที่นำรายงานประจำวันมาให้เขาดูคือบลูอายแล้วละก็ กัสคงจะคิดว่ารายงานฉบับนี้ทำออกมาผิดแน่นอน
ขณะที่คิดแบบนั้นกัสก็แอบมองไปทางเด็กสาวที่บลูอายรับมาเป็นผู้ช่วยด้วยความรู้สึกที่หลากหลายก่อนจะก้มหน้าอ่านตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปจนน่าทึ่ง
“สุดยอดไปเลย..เพิ่มขึ้นมาตั้ง 1 เท่าตัวเลยงั้นหรือ”
“ใช่แล้วละ!! แต่จริงๆ ยังมีอีกเรื่องนะกัส ที่จริงแล้วรายรับที่เจ้าดูอยู่ในตอนนี้ยังไม่ใช่ขีดจำกัดหรอกนะ”
“ไม่ใช่..ขีดจำกัด..”
“ใช่!! รายรับที่ได้มานี้ได้มาจากการเลี้ยงปลาที่เกิดจากไข่ของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีอยู่เดิมเท่านั้น จำนวนของพวกมันยังมีจำกัด แต่ถ้าเจ้าให้เวลาพวกนางมากกว่านี้หน่อยละก็ พวกนางก็น่าจะเพิ่มจำนวนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้อีกมาก ถึงตอนนั้นหากไม่ขยายบ่อปลาและเพิ่มจำนวนบ่อปลาสักหน่อยละก็ ข้าคิดว่าบ่อปลาที่พวกเรามีคงจะรองรับไม่ไหวแน่”
กัสนิ่งฟังด้วยความรู้สึกทึ่งน้อยๆ ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วหันไปหาเด็กสาวที่นั่งทำงานอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีที่ดูตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ แต่เขายังแอบสังเกตเห็นว่านางนั้นกำลังแอบฟังเรื่องที่เขากับบลูอายคุยกันอยู่
“ดี..พอดีเลย ไหนๆ เจ้าก็ทำงานมานานแล้ว เจ้าอยากจะลองรับงานนี้ไปจัดการไหม”
คำพูดนี้กัสพูดกับเด็กสาวที่เป็นผู้ช่วยของบลูอายซึ่งถูกเธอดึงตัวเข้ามาช่วยทำงานแทนบลูอายบางส่วน งานหลักๆ ที่เด็กสาวทำในตอนนี้คือการเรียบเรียงข้อมูลเพื่อจัดทำเป็นรายงาน
ส่วนเรื่องการวางแผนพัฒนานั้น บลูอายยังไม่ได้มอบหมายให้เธอทำอย่างเต็มตัว หากแต่ให้ไปเป็นการบ้านเพื่อพัฒนาทักษะการวางแผนของเธอมากกว่า
ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่กัสมอบหมายงานให้กับเด็กสาว จึงทำให้เธอไม่รู้สึกตัวในตอนแรกเพราะไม่คิดว่าเขากำลังพูดกับเธออยู่
กว่าเด็กสาวจะรู้สึกตัวก็ตอนที่บลูอายเดินเข้าไปหาแล้วถามคำถามเดียวกับกัสซ้ำเท่านั้น
ถึงตอนนั้นเด็กสาวที่แอบฟังอยู่ก็ตระหนักว่าคำพูดนี้พูดกับเธอจนลืมตาอ้าปากค้างไปด้วยความตกตะลึง
“ว่าไง..สนใจไหม”
รอยยิ้มของกัสยังคงให้ความรู้สึกที่กดดันต่อเด็กสาวและอาจจะรวมไปถึงคนของกลุ่มหนูใต้ดินทั้งหมด
ทว่าตอนนี้ในสายตาของเด็กสาว รอยยิ้มของกัสในปัจจุบันมันทำให้เธอตกตะลึงและรู้สึกว่ามันอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก
“นายท่านพูดจริงหรือคะ..ท่านจะให้ข้า..ทำงานสำคัญแบบนี้จริงๆ หรือคะ”
“แน่นอน! ในเมื่อบลูอายเลือกเจ้ามา เช่นนั้นข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ไว้ใจเจ้า..และถ้าเจ้าทำงานได้ดีละก็ อนาคตข้าจะให้เจ้าทำหน้าที่นี้แทนบลูอายเลยก็แล้วกัน..”
เด็กสาวอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะรีบหันไปมองบลูอายด้วยความตื่นตระหนกเพราะกลัวว่าบลูอายจะไม่พอใจ
แต่เมื่อเธอหันไปมองบลูอาย สิ่งที่เธอเห็นก็คือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความภาคภูมิใจ
“ไม่ต้องคิดมาก..หากเจ้าทำงานแทนข้าได้จริงๆ ข้าเองก็จะดีใจ แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทำไม่สำเร็จเพราะยังไงข้าก็ไม่ทิ้งเจ้าไปก่อนที่เจ้าจะแบกรับหน้าที่นี้ได้หรอก..ตอนนี้ก็ทดลองทำไปก่อนเถอะนะแล้วข้าจะช่วยแนะนำเจ้า”
เด็กสาวสับสนอยู่นานก่อนจะตอบตกลงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเพราะความตื่นเต้น หัวใจของเด็กสาวสั่นระรัวด้วยความรู้สึกที่ตื่นเต้นจนยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด นอกจากความรู้สึกตื่นเต้นนี้แล้ว เด็กสาวยังรู้สึกขอบคุณกัสที่มอบโอกาสดีๆ แบบนี้ให้กับเธอ
“ดี! พยายามเข้าละ แล้วก็บอกเอาไว้ก่อน..หากเจ้าทำงานได้ดีข้าจะมีเงินเดือนให้”
“ง..เงินเดือน..”
เด็กสาวทวนคำด้วยความรู้สึกเหมือนกับกำลังฝัน เธอสับสนและไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เธอได้ยินนั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าความฝัน
กัสนั้นมองดูเด็กสาวด้วยความรู้สึกเห็นใจอยู่ลึกๆ เพราะปฏิกิริยาตอบสนองที่น่าตกใจนี้บอกให้เขารู้ว่าเด็กสาวไม่เคยได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากการทำงานมาก่อน
ซึ่งต้องบอกว่านอกจากเธอแล้ว คนในกลุ่มหนูใต้ดินส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นเพราะโกลเด้นเทลไม่ได้มองพวกมันเป็นลูกน้อง แต่มองพวกมันเป็นเหมือนทาสที่มันจะใช้งานเท่าไหร่ก็ได้
คนที่จะได้เงินจากการทำงานก็มีเพียงพวกนักรบที่ได้มีโอกาสออกไปยังโลกภายนอกเท่านั้น ส่วนเด็กสาวที่เกิดและเติบโตอยู่ในดันเจี้ยนโดยไม่เคยออกไปจากดันเจี้ยนมาก่อนนั้น เธอไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือนอย่างแท้จริง
สิ่งเดียวที่เธอเข้าใจเกี่ยวกับเงินเดือนนั่นคือ ของมีค่าที่เธอสามารถแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เธอปรารถนาได้ทุกอย่างก็เท่านั้น
กัสมองดูเด็กสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองบลูอายแล้วอมยิ้มก่อนจะพากันออกไปจากห้องทำงาน ทิ้งให้เด็กสาวจมอยู่กับความรู้สึกล่องลอยราวกับความฝัน
ด้านนอกกัสเดินออกไปพร้อมกับบลูอายจนไปถึงบ้านของกัส เขาก็ชวนบลูอายเข้าไปคุยกันต่อในบ้านด้วย
“เจ้าคิดดีแล้วสินะ..แต่มันจะไม่เร็วไปงั้นหรือที่จะให้เงินกับพวกนางตอนนี้”
“ข้าคิดดีแล้ว..ถึงข้าจะยังไม่คิดที่จะปล่อยพวกนางออกไป แต่การจำกัดอิสรภาพทางความคิดก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่..ให้เงินพวกนางสักหน่อย แล้วก็ค่อยๆ สอนให้พวกนางเข้าใจการซื้อขาย ทำแบบนี้แหละดี”
บลูอายยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกชื่นชมเพราะการทำเช่นนี้จะช่วยทำให้เด็กๆ ที่ไม่เคยแม้แต่จะได้จับเงินเรียนรู้ที่จะซื้อของได้และเข้าใจถึงคุณค่าของเงิน
ด้วยวิธีนี้กัสจะสามารถสอนให้เด็กๆ เข้าใจถึงสามัญสำนึกของคนปกติได้ดีมากขึ้นและจะทำให้พวกเด็กๆ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติในตอนที่เขาปล่อยพวกเธอออกไป
“ตอนนี้ให้เฉพาะคนที่ทำงานในดินแดนของข้าก่อน..หากไม่มีปัญหา ค่อยให้เงินเดือนคนที่ทำงานในดินแดนของโกลเด้นเทล ถึงตอนนั้นก็ค่อยๆ เปิดร้านขายของในดินแดนพวกมันจะได้รู้จักวิธีเก็บออมและซื้อของ”
บลูอายพยักหน้ารับด้วยความยินดีเพราะเรื่องนี้นับเป็นเรื่องดีทีเดียว
แต่เธอก็แอบสงสัยเช่นกันว่าทำไมกัสถึงมาทำเอาตอนนี้ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าทำไมกัสถึงได้ตัดสินใจแบบนี้
“เจ้า..คงไม่เลียนแบบเจ้าโกลเด้นหรอกนะ”
“หืม! เลียนแบบเจ้าโกลเด้นยังไง..อ๋อ! เจ้าคิดว่าข้าจะมาหากำไรจากพวกนางงั้นหรือ อย่าคิดมากน่า! กำไรเล็กๆ น้อยๆ พวกนั้นมันจะไปมีค่าอะไร ในเมื่อคนที่จ่ายเงินพวกนางก็คือข้า”
พูดแล้วกัสก็ไหวไหล่จนทำให้บลูอายยิ้มแห้งๆ เพราะมันเป็นเรื่องจริง
“แล้วเงินที่ได้จากโกลเด้นจะพอจ่ายงั้นหรือ อย่าลืมนะกัสว่าบัญชีเดิมของเจ้าถูกระงับ..อีกอย่าง เจ้าจะใช้วิธีโอนเงินให้คนพวกนั้น หรือจะจ่ายเป็นเหรียญกันละ”
กัสนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขามองข้ามไปก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากตัดสินใจได้
“น่าจะทั้งสองอย่างละนะ..แต่ก่อนอื่นให้พวกนางรู้จักใช้เหรียญในการซื้อขายก่อนก็แล้วกัน ส่วนเรื่องเงินในบัญชีโลกวิญญาณพวกนั้น คงต้องให้พวกนางมีอุปกรณ์โลกวิญญาณติดตัวเสียก่อน”
บลูอายพยักหน้ารับเงียบๆ จากนั้นทั้งสองคนก็หันไปคุยเรื่องอื่นต่อเพราะเรื่องพวกนี้ไม่ได้สำคัญอะไรมากนักหากเทียบกับพัฒนาการในปัจจุบัน
แผนการต่อจากนี้กัสไม่ได้ให้ความสำคัญมาก การพัฒนาดินแดนนั้นเขาไม่ได้คิดมากแล้วเพราะดินแดนในตอนนี้พัฒนามาจนถึงจุดที่เขาพึงพอใจแล้ว
สิ่งเดียวที่เขาคิดในตอนนี้มีเพียงการยกระดับความสามารถของทุกคน
เมื่อคิดได้กัสก็หยิบเอาบันทึกโลกวิญญาณออกมาแล้วมองดูรายงานฉบับล่าสุดของซีต้าที่มีข้อมูลของสมาชิกทุกคนในดินแดน
ข้อมูลส่วนที่กัสให้ความสำคัญที่สุดคือข้อมูลของคนของเขา ไม่ว่าจะเป็นน้องสาว คนรักหรือข้ารับใช้และลูกจ้างทุกคน
ข้อมูลความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในช่วงเวลาที่ผ่านมามีเก็บไว้ในนี้ทั้งหมด ซึ่งก็ต้องขอบคุณการตรวจสุขภาพประจำเดือนของซีต้าที่ทำให้เขามีรายงานพัฒนาการของทุกคน
สายตาของกัสกวาดมองไปตามรายการข้อมูลทั้งหมดทีละรายชื่อ ก่อนจะหยุดลงที่รายชื่อหนึ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากรายชื่ออื่นๆ โดยสิ้นเชิง
เมื่อสังเกตเห็นชื่อที่เขียนอยู่ กัสก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ
บลูอายเห็นแบบนั้นก็นึกสงสัยเลยแอบมองดูแล้วก็ยิ้มด้วยความอ่อนใจเมื่อเห็นชื่อและเส้นกราฟแสดงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
“ช่วยไม่ได้นี่กัส..เจ้าก็รู้ว่านางเป็นวิศวกรมนตรา นางไม่ใช่นักรบแบบพวกเรา การฝึกฝนของนางต่างจากพวกเราทุกคน”
“ข้ารู้ แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าข้าละเลยนางมากเกินไปหรือไม่..เพราะมีแค่นางเพียงคนเดียวที่พัฒนาตัวเองได้ช้าแบบนี้..บอกตามตรงข้ารู้สึกว่าข้าละเลยนางมากไป”
บนหน้าจอของบันทึกโลกวิญญาณ ข้อมูลของแองจี้ถูกแสดงขึ้นมาในรูปแบบของเส้นกราฟที่เข้าใจง่าย กัสสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของแองจี้ได้จากเส้นกราฟนี้
ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย เช่นความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่นไปจนถึงมวลของกระดูกและกล้ามเนื้อที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย
สิ่งเดียวที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในเส้นกราฟของแองจี้นั้น มีเพียงพลังวิญญาณ
แต่ถ้าเทียบกับเส้นกราฟของทุกคนแล้ว พัฒนาการของแองจี้ก็ยังน้อยมากหากเทียบกับทุกคน พูดได้เลยว่าแองจี้นั้นพัฒนาได้ช้าที่สุดในกลุ่มของเขาเลย
“บางที..ข้าคงต้องให้ความสำคัญกับนางมากกว่านี้แล้วสินะ”
กัสพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามองเห็นและคิดแบบนี้ แต่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็บอกไม่ได้เช่นกัน
บลูอายเองก็รู้เรื่องนี้ดีและอมยิ้มด้วยท่าทีที่ไม่จริงจังเท่าไหร่นักเนื่องจากกัสพูดแบบนี้มากกว่าสองครั้งแล้ว
“เจ้าไม่กลัวว่าจะทำพลาดหรือไงกัส..ถ้าขืนเจ้าทำอะไรแองจี้ละก็..มันจะไม่จบแค่โดนลงโทษนะ”
กัสยิ้มฝืนๆ ให้กับบลูอายที่พูดย้ำเขาแบบนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ ทว่าตอนนี้กัสตั้งใจแน่แล้วว่าเขาต้องทำให้ได้เพราะถ้าเขาไม่ทำ แองจี้จะกลายเป็นคนเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับสนับสนุนจากเขา
ต่อให้เขารู้ว่ามีเหตุผลที่ทำให้เขาต้องหลีกเลี่ยงแองจี้ แต่เขาไม่มั่นใจว่าแองจี้จะเข้าใจ หรือต่อให้เธอเข้าใจ มันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่รู้สึกอะไรที่ถูกละเลยแบบนี้
“ไม่ต้องห่วง..คราวนี้ข้าไม่พลาดแน่เพราะว่าซิลวี่อยู่กับนางด้วย หากมีซิลวี่อยู่ด้วยข้ามั่นใจว่าข้าไม่มีทางพลาดทำอะไรแองจี้แน่”
ต่อหน้าความมุ่งมั่นของกัสนั้น บลูอายทำได้เพียงยิ้มด้วยความอ่อนใจเพียงเท่านั้นเพราะคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจแบบนี้นั้น ไม่ได้ชวนให้เธอเชื่อมั่นในคำพูดของกัสได้เลย
‘ก็หวังว่าจะเป็นอย่างที่เจ้าคิดนะกัส..แต่เจ้าไม่คิดบ้างหรือ ว่าการที่มีซิลวี่อยู่ด้วยจะยิ่งทำให้เจ้าทำพลาดง่ายขึ้น’
แม้จะอยากเอ่ยปากเตือนแต่บลูอายก็เข้าใจว่ากัสทำแบบนี้เพราะอะไรเธอเลยไม่อยากขัดเขามากจนเกินไป