
เพล้ง!
แก้วน้ำชาแตกกระจายก้องกังวานไปทั่วร้านชา
หลี่หานเหวินยืนขึ้นเต็มความสูง แววตาเย็นเยียบประดุจกระบี่ต้องน้ำค้าง ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำชัดถ้อยชัดคำ
"ในน้ำชามีพิษ!”
สิ้นเสียง เขาเงื้อกระบี่ออกจากฝัก ฉวัดฉวะ! พุ่งเป็นเส้นแสงเงินตวัดตรงไปยังชายเจ้าของร้านที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้
เจ้าของร้านซึ่งดูอ่อนน้อมถ่อมตนมาตลอดกลับกระโดดถอยหลังด้วยท่วงท่าพลิ้วว่องไว ร่างหมุนตัวกลางอากาศ พรึ่บ! เลี่ยงคมกระบี่เฉียดผ่านเส้นผมไปเพียงกระเบียด
เขาชักมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ดวงตาเขาฉายประกายคมกริบ รอยยิ้มที่เคยสุภาพอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นเยาะหยัน
“หึ... นับว่าตาสว่างไม่เลว หลี่หานเหวิน เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าใส่พิษในชา?”
บรรยากาศในร้านชาแปรเปลี่ยนฉับพลัน จากสถานที่ธรรมดา กลับกลายเป็นลานประลองอันตราย กลิ่นใบชาหอมกรุ่นผสมเข้ากับกลิ่นคมดาบราวกับควันพิษ
หานเหวินยกกระบี่ขึ้นชี้ตรง ใบหน้าสงบนิ่งทว่าดวงตาแฝงความกราดเกรี้ยว
"เจ้ามีไอสังหาร"
"ชิ! เจ้านี่ ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาเหมือนครั้งก่อนแล้ว" ลุงเจ้าของร้านน้ำชาสถบออกมา
...ทั้งคู่ตั้งท่าเตรียมประจันหน้ากันในระยะเพียงไม่กี่ก้าว
กระบี่ในมือ หลี่หานเหวิน ส่องประกายเย็นเยียบ ราวแสงจันทร์ต้องผืนน้ำ ส่วนมีดสั้นในมือเจ้าของร้านชา กลับหม่นดำคล้ายกลืนแสงรอบข้าง
พรึบ!
เสียงกระบี่ตวัดเฉือนอากาศดัง วืด! สายลมแตกกระจายเป็นเส้นตรงดิ่งหาอกคู่ต่อสู้ แต่เจ้าของร้านกลับบิดตัวหลบอย่างแม่นยำ ปลายเท้าแตะพื้นไม้เพียงเบาๆ ร่างก็เหินพลิ้วประดุจเงาผี
เคร้ง!
คมกระบี่กับคมมีดสั้นปะทะกันประกายไฟแตกกระจาย กลิ่นสนิมเหล็กฟุ้งไปทั่วร้านชา
เจ้าของร้านน้ำชาสะบัดมีดสั้นออกเป็นเงาร้อยเล่ม พุ่งแทงมาหาอย่างรวดเร็วราวพายุสายฟ้า
หานเหวินมิหวั่นไหว กลับก้าวย่างมั่นคง เขาแผ่ลมปราณเข้าสู่กระบี่ วืด! วืด! ฟาดออกสามกระบวนท่า
ทุกกระบวนท่าฟาดฟันมีดสั้นเป็นระลอก คลื่นกระบี่กวาดเกลียวลมแตกพร่า ครืน! โต๊ะเก้าอี้ภายในร้านถูกแรงกดดันทำลายจนแตกกระจาย
เจ้าของร้านชาเพียงหัวเราะเย็น
“หึ... วิชากระบี่เจ้ายอดเยี่ยม แต่พิษในกายเจ้ากำลังแผ่กระจายทีละน้อย! อีกไม่นาน เจ้าจะไร้เรี่ยวแรง”
หานเหวินสีหน้าไม่เปลี่ยน ดวงตาสงบนิ่ง
“พิษหรือไร้พิษ หากใจยังไม่ดับ กระบี่ก็ยังคงอยู่!”
เขาแปรท่ากระบี่ทันที ฉวัดฉวะ!
ปลายกระบี่เปลี่ยนเป็นอ่อนช้อยราวหยดน้ำ กลับรวดร้าวรุนแรงยิ่งกว่าเก่า เส้นกระบี่พันรอบเงามีดสั้นราวกับมังกรขดตัว
ฉัวะ!
เสียงมีดสั้นข้างหนึ่งถูกสลัดหลุดกระเด็นไปปักกับเสาไม้ เสียงดังสะท้อนก้อง
ใบหน้าเจ้าของร้านชาเปลี่ยนสีในบัดดล เขากัดฟันแน่น ขณะนี้แววตาสุขุมของหานเหวินกลับฉายประกายมั่นใจ
คมกระบี่ในมือสะท้อนแสงราวสายฟ้า ก่อนจะกวัดเหวี่ยงตรงไป
ฉัวะะะ!
คมกระบี่ของ หลี่หานเหวิน แทงเข้าที่แขนซ้ายของเจ้าของร้านชา เลือดสาดกระเซ็นเป็นเส้นสีแดงฉานบนพื้นไม้ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นชาอบอวลจนชวนเวียนหัว
“อ๊ากกก!!”
เจ้าของร้านร้องลั่น มือที่ถือมีดสั้นสั่นระริกก่อนปล่อยหลุดร่วงลงกับพื้น เสียงเหล็กกระทบไม้ กริ๊ง...
หานเหวินก้าวเข้าหนึ่งก้าว แววตาเด็ดขาดเย็นเฉียบ
“เจ้าเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงกล้ามาลอบกัดข้า!”
กระบี่เล็งตรงไปยังลำคออีกฝ่าย แต่เพียงชั่วกระพริบตา
เจ้าของร้านกัดฟันสะบัดแขนขวา ปล่อยควันดำหนาทึบพุ่งกระจายเต็มร้าน ฟุ่บ! กลิ่นฉุนราวพิษร้ายลอยปกคลุมจนมองไม่เห็นแม้แต่เงา
หานเหวินเหวี่ยงกระบี่ปัดไปทั่ว ฟาด! ฟาด! กระแสลมพัดควันแตกออกบ้าง แต่เงาร่างของศัตรูกลับเลือนหายไปราวกับภูตผี ทิ้งไว้เพียงคราบเลือดที่หยดเป็นทางยาวออกจากประตูหลัง
เงียบ...
เหลือเพียงเสียงไม้ร้านชาที่แตกหัก กับแสงแดดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
หานเหวินกำกระบี่แน่น ยืนท่ามกลางซากความพินาศ
ดวงตาเขาฉายแสงแห่งความสงสัยและโกรธแค้นปะปน
“ถ้าแม้แต่ร้านชาธรรมดายังซ่อนศัตรูที่มีวรยุทธ์สูงเช่นนี้...”
เขาเหงยหน้ามองทางขึ้นเขาสู่สำนักอวิ๋นหลินเบื้องหน้า
"ที่นี่มีอะไรกันแน่?"
หานเหวินหยิบยาสมุนไพรในถุงสมบัติออกมาเคี้ยวเพื่อแก้พิษจากชา
"เฟิง รอข้า ข้ามาถึงแล้ว!"
เขาถอนหายใจยาว คำสอนโบราณผุดขึ้นในใจ
“สายน้ำที่ใสสะอาดที่สุด มักมีห้วงลึกที่อันตรายซ่อนอยู่”
ร้านน้ำชาที่ดูไม่มีพิษมีภัยท่ามกลางหุบเขาที่ธรรมชาติร่มรื่น หากเขาประมาทเขาคงพลาดท่าเสียทีแน่ๆ หรืออาจเสียชีวิตไปแล้วก็ได้
หานเหวินนั่งโคจรลมปราณสักพัก เพื่อรวมพลังปราณ ดีที่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เขาไม่ได้บาดเจ็บอะไร
...หลี่หานเหวินเดินออกจากร้านน้ำชาออก เอี๊ยดด... เสียงไม้เก่าดังสะท้อน ก่อนก้าวออกสู่ถนนเงียบสงัด
เบื้องหน้าคือเส้นทางคดเคี้ยวทอดขึ้นเขาสูงใหญ่ ป่าไผ่เรียงรายแน่นขนัด กิ่งไผ่เสียดสีกันดัง กรึ๊บ กรึ๊บ ราวกับเสียงกระซิบของผีสาง หมอกหนาขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว จนแทบมองไม่เห็นปลายทาง
บนยอดเขา...
เงาร่างตึกสูงใหญ่ปรากฏเลือนรางกลางหมอก คือ สำนักอวิ๋นหลิน ที่เล่าขานกันว่าถูกทิ้งร้างมากว่าพันปี ไม่มีผู้ใดกล้าเหยียบเข้าไปอีกเลย
แต่ยามนี้... หัวใจของหานเหวินกลับเต้นแรงไม่เป็นส่ำ
ดวงตาของเขาจ้องมองขึ้นไปเบื้องบน พลันความรู้สึกประหลาดก็ไหลบ่าเข้ามา
ความอบอุ่นคล้ายกลับบ้าน
ความเศร้าลึกซึ้งคล้ายสูญเสียบางสิ่ง
และความลี้ลับประหนึ่งเสียงเรียกจากอดีตกาล
เขากำกระบี่แน่นโดยไม่รู้ตัว เหงื่อเย็นซึมออกมาที่ฝ่ามือ
“เหตุใด... ข้าจึงรู้สึกคุ้นเคยที่แห่งนี้?”
ลมภูเขาพัดวูบหนึ่ง หมอกไหวพริ้วราวม่านผืนใหญ่ บนยอดเขาเงาอาคารเก่าก็ส่องสะท้อนใต้แสงจันทร์คล้ายปราสาทผีสิง
ในหูของหานเหวิน... คล้ายมีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น
“ฮ่าๆ ศิษย์น้อง”
เขาสะดุ้งหันซ้ายหันขวา แต่รอบกายกลับเงียบสนิท มีเพียงเสียงไผ่ลู่ลมและหมอกที่คืบคลานราวสัตว์ร้ายกำลังโอบล้อม
หานเหวินสูดลมหายใจยาว เอ่ยในใจ
“ผู้ที่ไม่รู้ชาติกำเนิดของตน ย่อมไร้วันก้าวข้ามเคราะห์กรรม”
ก้าวแรกเหยียบเข้าสู่ป่าไผ่ เสียง กรอบ แกรบ ดังสะท้อนราวก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง....