จากที่สำรวจไปคราวๆก็สามารถสรุปออกมาได้ว่าสภาพของเมืองเป็นลักษณะเมืองที่อยู่ใต้ดินโดยใจกลางของเมืองจะมีวัตถุทรงกลมสีดำประหลาดที่แผ่กระแสไฟฟ้าสีดำไปรอบๆระยะหนึ่งถึงห้าเมตร
ผมเดินมายังถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายสัญจรไปมาก็พบกับความจริงที่ว่าผู้คนที่เห็นนั้นเป็นผู้คนที่ได้กลายเป็นหุ่นเชิดที่มีเส้นใยเกาะกุมเอาไว้ทำให้สามารถขยับไปมาได้ ที่เห็นเป็นแบบนั้นได้ นั่นก็มาจากผลดวงตาแห่งความจริงสูงสุดที่มองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่
โดยเส้นใยพวกนั้นที่เกาะกุมร่างกายของผู้คนอยู่นั้นกำลังดูดเอาพลังงานสีขาวออกไปจากตัวของผู้คนที่ได้กลายเป็นหุ่นเชิดเพื่อส่งไปหล่อเลี้ยงวัตถุทรงกลมที่อยู่ใจกลางเมือง
เมื่อเป็นแบบนั้นยิ่งทำให้ผมสงสัยว่าพวกมันกำลังตั้งใจที่จะทำอะไรกันแน่...
ผมใช้มือไปสัมผัสร่างกายของผู้คนหลายต่อหลายคนแล้วใช้ทักษะช่วงชิงออกมาเพื่อสืบหาสาเหตุต้นตอเมื่อได้ลองไปนับร้อยๆคนแล้วผลที่ออกมานั้นน่าผิดหวังกว่ากลุ่มคนพวกก่อนที่อยู่ในห้องที่เอาไว้ใช้ควบคุมดันเจี้ยนซะอีกเพราะในหัวของพวกเขามีแต่เรื่องในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่รู้ว่าความจริงแล้วตนเองได้กลายเป็นหุ่นเชิดไปแล้ว
ผมสังเกตโดยรอบจนกระทั่งพบเข้ากับจุดที่ผู้คนในเมืองมากมายนั้นเดินออกมา ที่แห่งนั้นคือโดมขนาดใหญ่ที่มีอักขระสีแดงเข้มไหลออกไปในอากาศ
ผมได้เดินเข้าไปยังโดมขนาดใหญ่แทรกตัวผ่านผู้คนที่กลายเป็นหุ่นเชิดมากมายเข้าไปจนกระทั่งพบกับชายสองคนที่กำลังสนทนากันอยู่เนื้อความก็จะพูดถึง...
.....
“เป็นยังไงบ้างติดต่อหน่อยที่สี่สิบแปดได้รึยังว่าทำไมพวกมันไปนานแปลกๆ”
“ยังไม่ได้เลยครับหัวหน้า หรือว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น”
“ไม่มีหรอก เดิมทีพวกมันก็ชอบเล่นกันแบบนี้อยู่แล้ว”
“ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันความเป็นไปได้ทางนั้นจะมากกว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่แวมไพร์ตนนั้นจะสามารถออกมาจากดันเจี้ยนที่ถูกวางเอาไว้ให้เขามาตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นก็วางใจได้แล้วว่าแวมไพร์ตนนั้นต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัย”
“ดีมาก ถ้าเรื่องที่ว่าพวกเราดักแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ได้แล้วสามารถฆ่ามันได้ด้วยขึ้นมาละก็ ไม่อยากคิดเลยว่าชีวิตของพวกเราจะรุ่งเรืองหลังจากนี้ไปมากขนาดไหน”
“นั่นสิครับ ผมเองก็อดที่จะรอดูผลงานคราวนี้ไม่ไหวแล้วสิ”
การสนทนาระหว่างที่ชายทั้งสองได้พูดกันไปพวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังมีคนดักฟังอยู่เงียบๆในเงามืด
“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาส่งงานใหญ่ที่ทำมากว่าหมื่นปีของพวกเราแล้ว เตาพลังงานแห่งความมืดที่รวบรวมพลังแห่งชีวิตจากแสงเปลี่ยนสภาพกลายเป็นความมืดอาวุธชิ้นนี้นี่แหละที่จะใช้ข่มขวัญพวกแวมไพร์ให้อยู่หมัด แล้วจากนั้นพวกเราก็จะได้ครอบครองดินแดนรัตติกาลนิรันดร์สิ้นแสงของพวกแวมไพร์ที่เป็นดินแดนที่เป็นสายธารแห่งการไหลของพลังแห่งความมืดที่อยู่ในโลกจักรวาลแห่งนี้ ท้ายที่สุดพวกเราก็จะกลายเป็นคนกลุ่มเดียวที่ครอบครองทั้งแสงและความมืด และที่สำคัญพวกเราก็จะต้องไปเชิญท่านผู้นั้นกลับมา”
“ทะ...ท่านผู้นั้น”
ผมมองสีหน้าของชายที่เป็นลูกน้องของเขาก็พบเหงื่อเย็นไหลออกมาไม่หยุด
“หัวหน้าครับองค์กรแปดดาราแห่งแสงกับกลุ่มปีกสวรรค์มีเป้าหมายในการนำท่านผู้นั้นกลับมาจริงๆเหรอครับ”
“ถูกต้องมีเพียงท่านเท่านั้นที่จะปกครองทั้งแสงและความมืดขึ้นเป็นราชันที่แท้จริงของโลกจักรวาลแห่งนี้ ไม่สิทุกโลกจักรวาลจะต้องก้มหัวให้กับท่านผู้นั้น”
“ถะ...ถ้าท่านผู้นั้นกลับมาจริงแล้วท่านก็จะกลายเป็นปฏิปักษ์กับเหล่าทวยเทพอีกครั้งละครับนั่นมันจะไม่เป็นการที่พามนุษย์เข้าไปขัดแย้งกับเหล่าทวยเทพหรอกเหรอ”
“นั่นคือสิ่งที่เบื้องบนคาดหวังเอาไว้แล้วทำใจเอาไว้เถอะ”
“คาดหวังเอาไว้แล้วเหรอ”
ชายคนนั้นที่มีฐานะเป็นลูกน้องทรุดเข่าลงไปกับพื้นพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ที่เขาเป็นแบบนี้นั้นเดิมทีแล้วการเข้ามาในองค์กรแห่งนี้ก็เพื่อช่วยน้องสาวของเขาที่ถูกจับตัวมาโดยการแฝงตัวเข้ามารับใช้เหล่าผู้มีอำนาจภายในองค์กรทั้งที่เขาพยายามสร้างผลงานใหญ่ๆได้หลายๆอย่างทั้งหมดใกล้จะสูญเปล่าแล้ว
เพราะ "ท่านผู้นั้น" ที่ว่ากำลังจะกลับมาจากขุมนรกอีกครั้ง ทำไมถึงกลายเป็นสิ้นหวังขนาดนี้นั่นเพราะการทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากการที่มนุษย์เลือกที่จะเข้าข้างปีศาจหันหลังให้กับเหล่าทวยเทพ
"ท่านผู้นั้น" ที่พูดถึงกันนั้นเขาก็คือจักรพรรดิปีศาจไร้พ่ายที่มีชื่อเสียงเรื่องความแข็งแกร่งที่สุดในโลกจักรวาลในขณะนั้นที่มีชีวิตอยู่เมื่อหลายแสนปีก่อน แต่ด้วยตัวคนเดียวจึงไม่ได้ไร้เทียมทานทำให้พลาดท่าให้กับเหล่าทวยเทพจนถูกส่งไปผนึกในนรกขุมที่ลึกที่สุดจนถึงบัดนี้
ไม่ต้องถามเลยว่าถ้า "ท่านผู้นั้น" กลับมามันจะสร้างความปั่นป่วนที่รุนแรงขนาดไหนให้กับโลกจักรวาลปัจจุบันต่อให้มีพวกแวมไพร์ที่ค้านอำนาจกับเหล่าทวยเทพการที่จะเอาชนะ "ท่านผู้นั้น" แทบเป็นไปไม่ได้คงเหลือแค่วิธีเดียวเท่านั้นนั่นก็คือการผนึกไปอีกรอบ
ลองคิดดูสิว่าคนที่เคยโดนเล่นงานแบบนั้นไปครั้งหนึ่งเขาจะพลาดแบบนั้นอีกรอบเหรอและยิ่งเป็นความแค้นที่สั่งสมมานานหลายแสนปีด้วยแล้วมันไม่ใช่อะไรที่ "ท่านผู้นั้น" จะไม่ระเบิดความโกรธแค้นทั้งหมดไปให้เหล่าทวยเทพโดยเฉพาะมนุษย์ที่เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่ทำให้ "ท่านผู้นั้น" ถูกผนึกเอาไว้ด้วย
.....
เรื่องต่างๆที่ผมได้ยินจากบทสนทนาแทบทำเอาผมไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเพราะแผนการที่พวกมันคิดจะทำก็คือการขึ้นเป็นนายเหนือของโลกจักรวาลแห่งนี้โดยการโค่นล้มแวมไพร์ยึดเอาดินแดนรัตติกาลนิรันดร์สิ้นแสงที่เป็นดั่งหัวใจของเผ่าแวมไพร์
เพื่อที่จะเอามารวมกับสายธารแห่งแสงที่พวกมันครอบครองไว้แต่แรกอยู่แล้ว สุดท้ายถ้าแผนการที่พวกมันว่ามาสำเร็จด้วยดีก็จะสามารถขึ้นเป็นใหญ่ได้โดยที่ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้อีก
ไม่ใช่แค่นั้นยังจะเชิญ “ท่านผู้นั้น” ที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ถ้าฟังจากที่ชายคนนั้นที่เป็นหัวหน้าพูดออกมา ดูเหมือน “ท่านผู้นั้น” ที่ว่าจะแข็งแกร่งมากถึงขนาดว่าเหล่าทวยเทพยังไม่ให้การยอมรับการมีตัวตนเช่นนั้น
"เป็นแบบนี้เองสินะ ฉันเข้าใจแล้วทำไมพวกแกถึงอยากกำจัดแวมไพร์นักไม่สิเก็บไว้ใช้งานมากกว่า"
ชายคนนั้นที่เป็นหัวหน้าก็มองซ้ายมองขวาเพราะที่แห่งนี้ไม่น่าจะมีใครได้นอกจากเขาและลูกน้องของเขาเอง
"แกเป็นใครออกมาเดี๋ยวนี้นะ"
ผมเดินออกมาจากมุมมืดมุมหนึ่งยืนประจันหน้ากับชายสองคนที่มองมาที่ผมด้วยความตกตะลึง
"เฮ้อ พวกแกนี่เป็นพวกลืมคนที่พวกแกเล่นงานกันง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ เอาเถอะถึงจำฉันไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะยังไงพวกแกก็จะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว"
“ปากมากจังนะ เพราะแบบนี้ไงฉันถึงได้เกลียดพวกแวมไพร์นัก”
“จะว่าไปวัตถุทรงกลมนั่นเป็นแผนการที่พวกแกวางเอาไว้มาเนิ่นนานแล้วสินะ แล้วถ้ามันหายไปทั้งแบบนั้นจะเป็นอะไรไหม”
“แน่นอนว่าเป็น แต่แกไม่ต้องไปมองดูตรงนั้นหรอกเพราะแกจะไม่มีวันได้ออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิตแน่”
“อย่างนั้นหรอกเหรอ ดีมากถ้าอย่างนั้นก็มาลองความสามารถใหม่ดูหน่อยเป็นยังไง”
ผมจ้องมองไปยังวัตถุทรงกลมแล้วใช้ทักษะออกมา
อำนาจการควบคุมสูงสุด – กำหนดลำดับกฎเกณฑ์ ลบล้าง
“ฮ่า ฮ่า ทำอะไรของแก ไปนอนฝันกลางวันก่อนเถอะถ้าคิดที่จะลบล้างมันออกไปได้”
“มะ...มะ...ไม่จริง เตาพลังงานแห่งความมืดหายไปแล้ว”
ชายคนที่เป็นลูกน้องร้องออกมาด้วยความตกใจ ส่วนชายคนที่เป็นหัวหน้าไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริงก็มองไปยังเตาพลังงานแห่งความมืดที่ตอนนี้มันได้หายไปอย่างสมบูรณ์ภายใต้การลบล้างของผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”
ชายที่เป็นหัวหน้าได้แต่ตกตะลึงไม่หาย
“ความสามารถที่ได้มาใหม่ใช้ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ต้องขอบคุณพวกแกมากเลยนะที่ให้ฉันได้มีโอกาสเข้าไปในดันเจี้ยนแล้วได้ความสามารถนี้มาเป็นของตนเอง”
ผมเคลื่อนย้ายพริบตาไปอยู่ข้างตัวของชายที่เป็นหัวหน้า
“เอาละ คราวนี้ถึงเวลาที่จะต้องดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในหัวบ้าง”
มือซ้ายของผมสัมผัสที่ตัวของชายที่เป็นหัวหน้าโดยที่ตอนนี้เขาไม่แม้แต่จะสามารถรับรู้ถึงตัวตนของผมได้
ความทรงจำที่ช่วงชิงไหลเข้ามาในหัวของผม ภาพที่เห็นก็จะเป็นฐานประจำการของพวกมันที่เป็นฐานที่เป็นรองจากฐานใหญ่ที่ประจำการอยู่โลกชนชั้นที่สองมันมีทั้งลักษณะฐานแผนที่ทั้งหมดของที่นั่น
ภาพต่อมาจะเป็นภาพการประชุมลงมือในแผนการที่จะกำจัดผม ต่อด้วยแผนการที่จะยึดครองดินแดนรัตติกาลนิรันดร์สิ้นแสงที่โดนผมทำลายไปแล้ว และสุดท้ายก็เป็นแผนการเชิญ “ท่านผู้นั้น” ขึ้นมาจากขุมนรก
จากนั้นภาพก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ครั้งนี้ผมมองเห็นชายหนึ่งที่ลักษณะไม่ต่างไปจากเงาคนคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่มีหัวของสัตว์ในตำนานทั้งสี่ประดับอยู่แทบเท้า ชายคนนั้นเขามองมาที่ผมพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา
“นี่เจ้ามองเห็นข้าด้วยอย่างนั้นเหรอ”
“หืม! น่าสนใจนิแกคงเป็น “ท่านผู้นั้น” ที่พวกนี้กล่าวมาสินะ”
“จะว่าแบบนั้นก็ไม่ผิดไปหรอกเป็นข้าเองอีกไม่นานก็จะกลับขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง เจ้าเป็นคนที่น่าสนใจพอสมควร สนใจมาเป็นลูกน้องคนสนิทของข้าไหมละแล้วข้าจะให้สิ่งที่เจ้าปรารถนา”
“ไม่ละ ฉันไม่สนใจเดิมทีแล้วฉันก็ไม่ได้ชอบให้ใครสั่งด้วยสิ เอาแบบนี้เป็นยังไงถ้าแกขึ้นมาที่นี่ได้สักครั้งมาต่อสู้กันเถอะถ้าแกชนะฉันได้ ฉันจะทำตามที่แกต้องการทุกอย่างถ้าแกพ่ายแพ้ละก็ ฉันจะขอชีวิตของแกก็แล้วกัน”
“ฮ่า ฮ่า เจ้านี่เป็นเด็กที่ใจกล้าไม่เบาจิตวิญญาณการต่อสู้ของเจ้ามันมีมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาในชีวิตเลย”
“ขอบคุณที่ชม”
“ข้าเป็นคนใจกว้างมากพอที่จะให้โอกาสมดปลวกอย่างเจ้า ข้าตกลงที่จะทำการต่อสู้กับเจ้า ทำให้ข้าสนุกกว่าพวกทวยเทพพวกนั้นด้วยละ การพบกันครั้งนี้คงจบลงเพียงเท่านี้ ไว้เจอกันในการต่อสู้อีกไม่นานเกินรอ”
ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปเพราะผมดันไปท้าสู้กับคนที่น่าจะเป็นลาสบอสเอาดื้อๆแบบนี้แถมมันยังตอบตกลงอีกต่างหาก แต่ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามจิตวิญญาณการต่อสู้ของผมมันก็มีแต่จะให้ผมท้าทายกับ “ท่านผู้นั้น” ที่มีพลังอำนาจมหาศาลบางทีอาจเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดเลยก็ว่าได้
ก็ช่างมันสิผมไม่ได้สนใจอยู่แล้วถ้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับผมและคนรอบข้างของผม ผมก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าโลกนี้มันจะเป็นยังไง ไม่ใช่ว่าผมเห็นแก่ตัวหรืออะไรเดิมทีแล้วผมก็ไม่ได้อยากผูกสัมพันธ์กับใครแต่เพราะด้วยความสัมพันธ์ที่มันได้สร้างขึ้นมาแล้วทำให้ผมต้องลุกขึ้นเพื่อต่อสู้เอาวันอันแสนสงบสุขไร้ซึ่งความขัดแย้งมาให้ได้ และให้มันเป็นวันที่ผมได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวแค่นั้นก็พอแล้ว
ความทรงจำที่เหลือก็ไม่มีอะไรน่าสนใจไม่สิบางทีความทรงจำที่สำคัญน่าจะถูกพวกระดับสูงลบออกไปก่อนหน้านี้แล้ว ปกปิดเอาไว้แน่นหนาจริงๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาละนะที่ใครจะลบความทรงจำเพราะต่อให้เป็นคนที่เก็บความลับไว้แน่นขนาดไหนถ้าถูกค้นดูความทรงจำมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเหมือนเดิม
“ขอบคุณสำหรับความทรงจำ”
“แกมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เรื่องนั้นแกคงไม่มีวันที่จะได้รู้หรอก”
กลืนโลหิต
พลังงานสีแดงมากมายรวมตัวกันเป็นมังกรขนาดใหญ่อ้าปากออกเพื่อที่จะกลืนกินชายที่เป็นหัวหน้า
"นี่มัน...เป็นไปไม่ได้ ทักษะกลืนโลหิตในตำนาน…"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่จะถูกมังกรกลืนกินชายที่เป็นหัวหน้าเข้าไป ร่างของมังกรสีแดงแตกสลายหลอมรวมเข้ากับร่างกายของผมในทันที
ทำให้ระดับความสามารถของผมเพิ่มพูนขึ้นจนกระทั่งทะลวงไปอยู่คอขวดได้แล้วแต่มันก็ยังไม่สามารถก้ามข้ามผ่านระดับความสามารถไปได้ง่ายๆ ความสามารถในการดูดกลืนพลังการฝึกฝนหลังจากการฆ่าไปด้วยนี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
“เอาละ คราวนี้เป็นตาแกบ้างแล้วมีอะไรจะสั่งเสียไหม”
ผมพูดพร้อมมองไปยังชายที่เป็นลูกน้องที่เหลืออยู่คนเดียว
. . .