บทที่ 12: เสียงสวดส่งิญญาในวังหลวง
สามวันผ่านไปไวเหมือนโกหก
นครหลวงฉางอันในยามนี้ถูกประดับประดาด้วยธงทิวสีแดงและโคมไฟมงคลทั่วทุกมุมถนน เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบหกสิบพรรษาขององค์ฮ่องเต้ เสียงประทัดดังเซ็งแซ่ แต่สำหรับผู้มีััพิเศษอย่างไป๋อวิ๋น เสียงเ่าั้กลับฟังดูเหมือนเสียงะเิไล่ผีเสียมากกว่า
หน้าประตูวังหลวง (ประตูไท่เหอ)
ขบวนรถม้าของขุนนางน้อยใหญ่จอดเรียงรายยาวเหยียด แม่ทัพหวังเจี้ยนในชุดเกราะเต็มยศสีทองอร่าม ขี่ม้าศึกตัวใหญ่นำหน้าขบวนรถม้าตระกูลหวัง โดยมีไป๋อวิ๋น (ในฐานะกุนซือคนใหม่) และอาเจาท์ (คนแบกของ) เดินติดตามเข้าไปในฐานะผู้ติดตาม
"แปลก..." ไป๋อวิ๋นกระซิบเบาๆ ขณะก้าวผ่านธรณีประตูวัง
"อะไรแปลกหรือขอรับนายน้อย?" อาเจาท์ถามพลางขยับกล่องของขวัญใบใหญ่ที่แบกอยู่บนบ่า "ข้าว่าวังหลวงก็ดูอลังการดีออก พื้นปูด้วยหินอ่อน เสาแกะสลักัทอง... ถ้าแงะไปขายคงรวยเละ"
"ไม่ใช่เื่นั้น" ไป๋อวิ๋นส่ายหน้า สายตาคมกริบกวาดมองเหล่าทหารราชองครักษ์ที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินตลอดสองข้างทาง "เ้าดูทหารพวกนั้นสิ... แววตาว่างเปล่า ไร้ประกายชีวิต ลมหายใจแ่เบาจนแทบไม่มี... เหมือน 'หุ่นเชิด' ที่ถูกชักใยมากกว่าคนเป็"
แม่ทัพหวังเจี้ยนที่เดินอยู่ข้างหน้าได้ยินดังนั้นก็กำหมัดแน่น "ข้าก็สังเกตเห็น... ทหารพวกนี้ไม่ใช่คนของกองทัพข้า แต่เป็กองกำลังส่วนตัวที่ราชครูนำเข้ามาผลัดเวรเมื่อเดือนก่อน อ้างว่าเป็ทหารธรรมะผู้ทรงศีล"
"ทรงศีลกับผีน่ะสิ" ไป๋อวิ๋นแค่นหัวเราะ "กลิ่นไอความตายโชยหึ่งขนาดนี้"
ณ ท้องพระโรงตำหนักใหญ่
บรรยากาศภายในงานเลี้ยงช่างแตกต่างจากงานมงคลทั่วไป มันเงียบสงัดจนน่าขนลุก ขุนนางนับร้อยนั่งประจำที่กันอย่างเป็ระเบียบ ไม่มีเสียงพูดคุยสังสรรค์ ไม่มีเสียงหัวเราะ ทุกคนนั่งตัวตรงจ้องมองไปที่บัลลังก์ัด้วยสายตาเหม่อลอย
บนบัลลังก์ทองคำ องค์ฮ่องเต้ผู้ชราภาพนั่งเอนกายอย่างหมดเรี่ยวแรง พระพักตร์หมองคล้ำ ขอบตาดำลึก ร่างกายผอมแห้งจนแทบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดูราวกับคนป่วยหนักที่ใกล้สิ้นใจ
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของไป๋อวิ๋นที่สุด คือบุรุษที่นั่งอยู่บนตั่งทองคำทางด้านขวาของฮ่องเต้... ในตำแหน่งที่สูงกว่าขุนนางทั้งปวง
ชายผู้นั้นสวมจีวรสีทองอร่ามประดับอัญมณี ศีรษะโล้นเลี่ยน ใบหน้าอิ่มเอิบยิ้มแย้มดูเมตตาอารี รัศมีสีทองจางๆ แผ่ออกมาจากร่าง ดูราวกับพระโพธิสัตว์เดินดิน
'ราชครูผู่ตู้' (Pudu Cihang)
ทันทีที่ไป๋อวิ๋นเห็นหน้ามัน 'เสี่ยวเหมย' (เหมยซานเหนียง) ที่ปลอมตัวเป็สาวใช้ยืนอยู่ด้านหลัง ถึงกับตัวสั่นสะท้าน เข่าอ่อนจนเกือบทรุด
"นายท่าน..." เสี่ยวเหมยส่งกระแสจิตบอกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "นั่น... นั่นคือกลิ่นอายของท่านจอมมาร! แต่มัน... มันรุนแรงกว่าตอนที่ข้าเคยเจอเป็ร้อยเท่า!"
ไป๋อวิ๋นส่งกระแสจิตตอบกลับ "ใจเย็นๆ ตราบใดที่ข้ายืนอยู่ตรงนี้ เงาของมันก็ทาบทับเ้าไม่ได้"
ทันใดนั้น ราชครูผู่ตู้ก็ลุกขึ้นยืน เสียงระฆังใสกังวานดังขึ้นเองโดยไม่มีใครตี
"เจริญพร..." เสียงของราชครูทุ้มนุ่มกังวานไปทั่วท้องพระโรง "เนื่องในวันมงคล อาตมาขอสวดมนต์ 'มหากรุณาธารณีสูตร' เพื่อขจัดภัยและอำนวยพรให้อายุวัฒนะแด่องค์เหนือหัว และเหล่าขุนนางทุกท่าน..."
ฮ่องเต้พยักหน้าช้าๆ อย่างคนไร้สติ "ดี... ดี... ท่านราชครูโปรดสวดเถิด ข้า... ข้ารู้สึกปวดหัวเหลือเกิน"
ราชครูผู่ตู้พนมมือ หลับตาลง แล้วเริ่มเปล่งเสียงสวด
"นา... โม... โซ... โป... เฮ... ยา..."
เสียงสวดนั้นไม่ได้ไพเราะเสนาะหูอย่างที่ควรจะเป็ แต่มันกลับเป็เสียงที่มีคลื่นความถี่ประหลาด แทรกซึมเข้าไปในโสตประสาท บิดเบือนการรับรู้
เหล่าขุนนางในงานเริ่มมีอาการเคลิบเคลิ้ม บางคนน้ำลายไหลยืด บางคนเริ่มโยกตัวไปมา ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข... ความสุขจอมปลอมที่ถูกสะกดจิต
แม่ทัพหวังเจี้ยนกัดฟันกรอด เหงื่อกาฬไหลพราก "เสียงนี่... มันทำให้ข้า... ง่วง... อยากจะยอมแพ้..."
ไป๋อวิ๋นหรี่ตาลง 'วิชาสะกดจิตเสียงมาร... ใช้เสียงสวดมนต์บังหน้าแต่แฝงคลื่นเสียงทำลายจิติญญา หากปล่อยไว้ ขุนนางพวกนี้คงกลายเป็ทาสรับใช้มันถาวรแน่'
เขาหันไปพยักหน้าให้อาเจาท์
อาเจาท์แสยะยิ้ม ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ 'ฉาบทองเหลือง' คู่เล็กๆ ออกมา (ที่ไป๋อวิ๋นสั่งให้เตรียมไว้)
ในจังหวะที่เสียงสวดของราชครูกำลังไต่ระดับความเข้มข้นสูงสุด...
เพล้งงงงงงงงงง!!!!
อาเจาท์ตีฉาบสุดแรงเกิด! เสียงแหลมสูงแสบแก้วหูดังแทรกผ่านเสียงสวดมนต์ ราวกับมีคนเอามีดกรีดกระจกกลางวงดนตรีคลาสสิก
ขุนนางทั้งหลายสะดุ้งโหยงตื่นจากภวังค์ ฮ่องเต้ถึงกับผงะตกจากพนักพิง
"โอ๊ย! ใคร! ใครทำเสียงดัง!" ขุนนางคนหนึ่งะโลั่น กุมหัวตัวเองด้วยความมึนงง
เสียงสวดของราชครูผู่ตู้ชะงักลงทันที รอยยิ้มเมตตาบนใบหน้ากระตุกวูบเล็กน้อย ดวงตาที่เคยหลับพริ้มค่อยๆ ลืมขึ้น...
ั์ตาคู่นั้นไม่ได้มีความเมตตาเลยแม้แต่น้อย มันลึกล้ำ ดำมืด และเต็มไปด้วยความอำมหิตที่ถูกขัดจังหวะ
"ผู้ใด..." ราชครูเอ่ยถามเสียงเย็น "ผู้ใดบังอาจทำลายพิธีศักดิ์สิทธิ์?"
ไป๋อวิ๋นก้าวออกมาจากแถวหลังอย่างสง่าผ่าเผย เขาโบกพัดจีบเบาๆ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
"ข้าน้อยเองขอรับ ท่านราชครู" ไป๋อวิ๋นยิ้มกวนประสาท "พอดีคนรับใช้ของข้าเป็คนมือไม้อ่อน ตื่นเต้นที่ได้เห็นบารมีของท่าน เลยเผลอทำฉาบหลุดมือ... ต้องขออภัยจริงๆ"
"ฉาบหลุดมือ?" ราชครูจ้องมองไป๋อวิ๋นเขม็ง พลังจิตสังหารพุ่งตรงเข้าใส่ชายหนุ่มราวกับเข็มพิษนับพันเล่ม
แต่ไป๋อวิ๋นกลับยืนยิ้มแป้น ไม่สะทกสะท้าน พลังจิตเ่าั้เมื่อกระทบถึงตัวเขาก็สลายหายไปราวกับโยนหินลงทะเล
'เด็กคนนี้... มีของดีคุ้มกาย' ราชครูคิดในใจ 'ไม่ใช่คนธรรมดา'
"ท่านคือ..." ราชครูถาม
"ข้าเป็เพียงบัณฑิตพเนจร นามว่าไป๋อวิ๋น ผู้ติดตามท่านแม่ทัพหวัง" ไป๋อวิ๋นตอบ "วันนี้ข้าได้เตรียมของขวัญพิเศษมาถวายองค์ฮ่องเต้ เชื่อว่าของสิ่งนี้จะช่วยแก้อาการปวดพระเศียรได้ดียิ่งกว่าบทสวดใดๆ"
ฮ่องเต้ที่ดูมึนงง ตรัสถามเสียงแหบพร่า "ของขวัญ... อะไรรึ?"
ไป๋อวิ๋นดีดนิ้ว อาเจาท์รีบวางกล่องไม้ขนาดใหญ่ลงกลางท้องพระโรง แล้วเปิดฝาออก
สิ่งที่อยู่ภายใน... ไม่ใช่ทองคำ หรือสมุนไพรวิเศษ แต่มันคือ "ระฆังใบใหญ่ที่สร้างจากกระจกเงาทั้งใบ"
"นี่คือ 'ระฆังกระจกเงาฟ้า' " ไป๋อวิ๋นอธิบาย "นอกจากเสียงจะไพเราะแล้ว ผิวของมันยังสามารถสะท้อน 'ธาตุแท้' ของสรรพสิ่งได้ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะสวมหน้ากาก หรือ... แปลงกายมา"
คำว่า "แปลงกาย" ทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงเย็นะเืขึ้นมาทันที
ราชครูผู่ตู้จ้องมองระฆังกระจกใบนั้นด้วยสายตาหวาดระแวง มันััได้ถึงพลัง 'ปราบมาร' ที่แผ่ออกมาจากวัตถุชิ้นนั้น
"เหลวไหล!" ราชครูตวาด "เอาระฆังอัปมงคลเข้ามาในวัง คิดจะแช่งฝ่าารึ! ทหาร! นำตัวมันไปตัดหัว!"
"ช้าก่อน!" แม่ทัพหวังเจี้ยนก้าวออกมาขวาง "ข้าเป็คนรับรองคุณชายไป๋! หากใครจะแตะต้องเขา ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!"
ทหารราชองครักษ์ (ที่เป็หุ่นเชิด) ชักดาบออกมาเตรียมรุมล้อม สถานการณ์ตึงเครียดจนแทบจะะเิ
ไป๋อวิ๋นยังคงใจเย็น เขาหันไปมองราชครูผู่ตู้ "ท่านราชครู... ท่านเป็ผู้ทรงศีล เหตุใดจึงกลัวกระจกเงาบานเดียว? หรือท่านกลัวว่า... เงาในกระจก จะไม่ใช่เงาของพระโพธิสัตว์ แต่เป็เงาของ... ตะขาบั์?"
คำว่า "ตะขาบ" เหมือนไปสะกิดต่อมะเิ
ราชครูผู่ตู้คำรามลั่น "เ้ามารน้อย! กล้ากล่าวหาสังฆราช! วันนี้ข้าจะส่งิญญาเ้าลงนรก!"
จีวรสีทองของราชครูพองลมขึ้น แสงสีทองเจิดจ้าสาดส่องออกมา แต่มันไม่ใช่แสงธรรมะ มันคือแสงลวงตาที่ซ่อนอำนาจมืด!
"อาเจาท์! คุ้มกันแม่ทัพ!" ไป๋อวิ๋นสั่งเสียงเฉียบขาด
"รับทราบ!" อาเจาท์คว้ากระบองเหล็ก (ที่ซ่อนไว้ในกล่องของขวัญ) ออกมาควงเตรียมพร้อม
ไป๋อวิ๋นสะบัดพัดจีบ ลอยตัวขึ้นไปยืนบนยอดระฆังกระจก ท้าทายอำนาจมืดที่สุดในแผ่นดิน
"อยากส่งข้าลงนรก? ถามกระบี่ในใจข้าหรือยัง!"