ศึกทางด้านแคว้นต้าหนาน หนานจงเยว่คิดจะจับตัวพี่ชายของตนมาสำเร็จโทษให้จงได้ เหตุนี้ราชาองค์ใหม่จึงได้นำทัพใหญ่หนึ่งแสนนายมาด้วยตนเอง เห็นได้ชัดเจนว่าเขาจริงจังกับศึกครานี้มากเพียงใด
“ทูลฝ่าบาท แคว้นลู่และแคว้นหมาน ส่งยันต์สื่อสารมาว่าได้ปิดล้อมประตูเมืองด้านเหนือและและด้านตะวันออกไว้แล้วพะย่ะค่ะ” แม่ทัพผู้หนึ่งกล่าวถวายรายงาน
หนานจงเยว่ยืนอยู่กลางวงล้อมของทหารนับแสน ยิ่งรู้สึกถึงความสูงส่งยิ่งใหญ่ของบัลลังก์ราชา ความรู้สึกที่ว่าตนสามารถกำหนดชีวิตเป็นตายของคนนับแสนนับล้านได้นั้น วิเศษอย่างยิ่ง !
‘เป็นดังที่ชายชุดดำผู้นั้นเคยให้คำมั่นไว้ เขาสามารถทำให้ตนขึ้นครองราชย์ได้ และยังสามารถทำให้แคว้นลู่ยินยอมนำทัพสัตว์อสูรมาจัดการแคว้นอวิ๋นร่วมกับเขา’
เดิมทีแคว้นลู่ที่เห็นต้าหนานเป็นเพียงบริวารระดับล่าง ไม่มีทางตกลงร่วมศึก จนยอมเป็นศัตรูกับธิดาเทพยุทธ์และต้าเยว่เป็นแน่ ทว่าหลังจากที่ชายชุดดำผู้นั้นไปเกลี้ยกล่อม ลู่เหวินหลางกลับตกลงร่วมเป็นพันธมิตรกับต้าหนานอย่างง่ายดายจนน่าแปลกใจ…
ใต้หล้าล้วนรู้ดีว่า ราชาแห่งต้าเยว่มีสัมพันธ์อันดีกับธิดาเทพยุทธ์ มู่เชียน … หากผู้ใดเป็นศัตรูกับนางจะถูกราชาผู้นั้นสังหารอย่างโหดเหี้ยมทั้งตระกูล … ทว่าเกี่ยวกับข่าวนี้ ไม่ว่าหนานจงเยว่จะคิดอย่างไรก็รู้สึกมีปัญหา
เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าเหตุใดราชาอันดับหนึ่งผู้นั้น ต้องคอยสนับสนุนช่วยเหลือธิดาเทพยุทธ์ ที่จะมาทำลายกระจกวิเศษของตนด้วย บ้างก็ว่าเป็นเพียงแผนการณ์หลอกให้นางตายใจก่อนจะลงมือสังหารนางอย่างโหดเหี้ยมเท่านั้น…..
อย่างไรก็ตามสำหรับต้าหนานแล้ว ใช่ว่ากระจกรัตติกาลจะส่งผลเสียอะไรมากมาย ก็แค่ปราณธาตุสำหรับฝึกยุทธ์น้อยลงไปบ้าง แคว้นต้าหนานไม่ใช่ดินแดนที่เน้นเรื่องการฝึกตน แต่เป็นแคว้นแห่งการเพาะปลูกและเยียวยาต่างหาก
ต้าหนานก็มีภูติพฤกษาคอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์และกดข่มธาตุมืด ‘ไม่แน่ว่า.. ยิ่งกระจกรัตติกาลอาละวาดรุนแรง จนทั้งแผ่นดินแห้งแล้งประสบภัย.. แคว้นของข้าอาจจะยิ่งร่ำรวยขึ้นก็ได้’ หนานจงเยว่คิดอย่างเห็นแก่ตัว ก่อนจะนึกถึงข่าวลือล่าสุดที่เพิ่งได้ยินมานั่นคือแคว้นอวิ๋นครอบครองภูติพฤกษาถึงห้าต้น
หนานจงเยว่ไม่มีวันยอมให้ฉายาแคว้นที่อุดมสมบูรณ์อันดับหนึ่งถูกแย่งไปเด็ดขาด !!
ดวงตาราชาแห่งต้าหนาน มีสีดำปนแดงกระพริบวาบอย่างน่าประหลาดใจ พร้อมกับเสียงในหัวที่สั่งการให้เขาสังหารธิดาเทพยุทธ์และเข้าครอบครองพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์นั้นแทน
เห็นประตูเมืองแคว้นอวิ๋นยังปิดสนิท หนานจงเยว่ยิ่งคิดมั่นใจ.. ‘ด้านในคงกำลังวุ่นวายกับการรับศึกสามด้านอยู่สินะ’ ใบหน้าหนานจงเยว่พลันปรากฏรอยยิ้มเยาะหยัน เขาพยักหน้าคราหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ให้เริ่มเปิดศึกได้ องครักษ์คู่ใจรีบโค้งกายรับก่อนจะก้าวออกไปตะโกนก้องด้วยลมปราณ
“ราษฎรแคว้นอวิ๋นทั้งหลายฟังไว้ วันนี้ราชาแห่งต้าหนานยกทัพมา มิใช่เจตนาแสดงอำนาจหรือหวังทำลายแคว้นอวิ๋น ทว่าจ้าวครองแคว้นของพวกเจ้าได้ปกป้องหนานจื่อชิ่ง นักโทษร้ายแรงของต้าหนานเอาไว้ คนผู้นี้ต้องสงสัยว่าสังหารอดีตราชา ทั้งยังลอบซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ……. พวกเราพยายามเจรจาด้วยไมตรีกับแคว้นอวิ๋นแล้ว ทว่าไม่เป็นผล จึงได้แต่ตอบโต้ความอยุติธรรมด้วยความแข็งกร้าวแล้ว !! ”
องครักษ์ผู้นั้นวาทศิลป์ดียิ่ง เพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถพลิกลิ้น เปลี่ยนแคว้นทั้งสาม ที่ยกพวกมาล้อมกรอบแคว้นอวิ๋นอยู่นั้น ให้กลายเป็นผู้กล้าผดุงความยุติธรรมไปได้
“หากยอมเปิดประตูเมือง วางอาวุธยอมแพ้ พวกเราสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายพวกเจ้า.. ต้าหนานต้องการเพียงทวงสิทธิ์อันชอบธรรมที่เป็นของพวกเราเท่านั้น” ประโยคนี้นั้น หากเหล่าทหารและประชาชนด้านหลังกำแพงไม่ทราบความจริงมาก่อน คงถูกลวงให้เกลียดชังแคว้นตนเอง และต้องการช่วยต้าหนานไปแล้ว
หนานจื่อเยว่ยืนสำรวมอยู่ด้านหลังประตูเมืองด้วยสีหน้าเย็นเยือก อิงอู่หลานคิดจะตะโกนตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม ทว่ากลับถูกเขาห้ามไว้
“ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกมันทำลายชื่อเสียงท่านและศิษย์น้องเช่นนี้ได้ !”
“จำไว้…..เสียงของผู้ชนะดังที่สุดเสมอ” หนานจื่อชิ่งเอ่ย ก่อนจะหันไปมองทัพอารักขาหนึ่งพันคนทางด้านหลัง การรวมตัวกันของจ้าวยุทธ์หนึ่งพันคนนั้น นับเป็นครั้งแรกของทวีปกลางเลยทีเดียว !!
ราชาหนานจงเยว่ เห็นประตูบานใหญ่ยังคงปิดสนิท ก็ไม่คิดรั้งรอต่อไป ร่างในชุดเครื่องทรงเต็มยศโบกมือครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม “ออกคำสั่งให้เริ่มบุกเมืองได้ !!”
แม่ทัพร่างใหญ่ของต้าหนานมีสีหน้าไม่สบายใจนัก … เขารู้จักองค์ชายใหญ่ พระองค์ไม่มีทางสังหารอดีตราชา อีกทั้งไม่มีทางซ่องสุมกำลังกบฎเป็นแน่ มิเช่นนั้นเหตุใดเขาจึงไม่เคยได้รับการทาบทามเล่า
องค์ราชาผู้นี้เสียอีก หลังครองราชย์ก็ประหารคนที่เคยมีสัมพันธ์กับองค์ชายใหญ่ไปหลายร้อย ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆ นี่ไม่ต่างจากทรราชย์สักนิด
ทว่าคำสั่งทหาร.. ไม่อาจฝ่าฝืน แม่ทัพแห่งต้าหนานได้แต่กล้ำกลืนทำตามคำสั่งจ้าวเหนือหัวของแคว้นต่อไป
ขณะที่แม่ทัพใหญ่จะออกคำสั่งให้แปรรูปขบวนสำหรับโจมตีกำแพงเมืองนั้น ประตูเมืองบานใหญ่กลับค่อยเปิดออก พร้อมกับร่างของหนานจื่อชิ่งที่ปรากฏขึ้นเป็นคนแรก… เหล่าทหารได้เห็นล้วนจำได้ นี่คืองค์ชายใหญ่ผู้เมตตาอารี ทั้งสูงศักดิ์และเป็นที่รักของปวงประชาต้าหนานอย่างยิ่ง
เห็นเหล่าทหารนิ่งงันไม่ไหวติง หนานจงเยว่พลันมีท่าทางไม่พอใจ องครักษ์ข้างกายรับรู้ถึงความรู้สึกเจ้านายรีบตะโกนว่า “กบฎหนานจื่อชิ่ง ปรากฏตัวแล้ว รีบจับมันเร็วเข้า !!”
ทหารบางส่วนที่ไม่เคยยินเรื่องพระเมตตา พลันถลันพุ่งกายออกมาตามคำสั่ง ทว่าไม่ทันเข้าใกล้ กลับถูกปราณกดดันมหาศาลที่แผ่จากเบื้องหลังอดีตองค์ชายผู้นั้น กดจนทรุดลงกับพื้น
“กองทัพอารักขารับคำสั่ง.. โอบล้อม !!” หนานจื่อชิ่งตะโกนขึ้นบ้าง ซึ่งจ้าวยุทธ์หนึ่งพันคนด้านหลังก็ปฏิบัติตามคำสั่งของเขาทันที
ทัพจากแคว้นต้าเยว่ช่างแตกต่างนัก เพียงข้อความสั้นๆ พวกเขาก็เข้าใจจุดประสงค์ได้ คนหนึ่งพันกระจายตัวออกไปล้อมทัพของต้าหนานเอาไว้ตรงกลาง ทั้งยังสร้างเกราะจากธาตุมืดขึ้นมาเชื่อมกัน โอบล้อมศัตรูทั้งหนึ่งแสนไว้ด้วยเกราะทมิฬ
การที่จ้าวยุทธ์ผู้หนึ่งจะรับมือกับนักยุทธ์ด้วยอัตราหนึ่งต่อร้อยนั้นเป็นเรื่องง่ายดายอย่างมาก.. ประสาอะไรกับกองทัพของต้าหนาน ที่ทหารส่วนใหญ่เป็นเพียงนักยุทธ์เท่านั้น
ไม่รอให้หนานจงเยว่มีคำสั่งใด ร่างหลายร่างที่อยู่รอบนอกก็ทรุดด้วยลงด้วยไม่อาจทนปราณกดดันจากระดับจ้าวยุทธ์ได้ เพียงลมหายเดียวจากร่างทรงพลังนั้น ก็สามารถสังหารนักยุทธ์เช่นพวกเขาได้แล้ว
“พวกเจ้า… พวกเจ้า…” ราชาต้าหนานถึงกับพูดไม่ออก เมื่อต้องพบกับกองกำลังระดับนี้.. มันเกินกว่าคำว่าคาดไม่ถึงไปมาก
“น้องรอง ยอมแพ้ซะเถอะ” หนานจื่อชิ่งเอ่ย สรรพนามที่เขาใช้ทำให้หนานจงเยว่บันดาลโทสะออกมาทันที
“เรียกข้าว่าฝ่าบาท… เจ้าเป็นเพียงนักโทษกบฏ หาใช่พี่ชายของข้าอีกแล้ว !!”
“เจ้าเคยเห็นข้าเป็นพี่ชายด้วยหรือ ?” หนานจื่อชิ่งเอ่ยเสียงเรียบ หนานจงเยว่ไม่ได้ตอบคำถามนี้ เพียงมองมาที่เขาอย่างเคียดแค้นเท่านั้น
หนานจื่อชิ่งรู้ดีว่า การจะให้น้องชายเอ่ยปากยอมแพ้เป็นเรื่องยากนัก อดีตองค์ชายแห่งต้าหนานจึงตะโกนเสียงดัง “ข้ามิได้ทำผิด .. ย่อมไม่อาจรับคำว่ากบฎได้ ทว่ายังต้องป้องกันตนเอง” เช่นกันกับต้าหนาน เขาเริ่มจากการหาเหตุผลเพื่อรองรับการกระทำต่อมาของตนก่อน
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าหลายคนไม่เป็นตัวของตัวเอง ฉะนั้นผู้ใดยอมแพ้ ขอให้วางอาวุธและนั่งลงกับพื้น ข้าจะไว้ชีวิต… แต่หากพวกเจ้าคนใด ยังต้องการจับตัวข้า ขอให้ยืนนิ่งไว้ ข้าย่อมสนองความต้องการนั้นอย่างสุดความสามารถ”
ประโยคทั้งปลอบประโลม และปิดท้ายด้วยการขู่สังหาร นี่คือศิลปะชั้นสูงของผู้เป็นราชาที่หนานจื่อชิ่งได้รับการสั่งสอนมาตลอด และยามนี้มันกำลังส่งผลต่อจิตใจของทหารต้าเยว่อย่างมาก หลายคนเริ่มวางอาวุธ และทรุดตัวลงนั่งเพื่อเอาชีวิตรอด
“ผู้ใดกล้านั่งลงให้ประหารทันที !!” หนานจงเยว่ตะโกนเสียงดัง ก่อนจะเริ่มโจมตีเข้าใส่ร่างหทารบางคนที่แสดงเจตนายอมแพ้แล้ว
แม่ทัพใหญ่เห็นทหารที่ตนชุบเลี้ยงมาถูกสังหารโดยราชาบ้าอำนาจ ก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นนัก ทหารเหล่านี้ควรจะตายตกในสนามรบเพื่อปกป้องแผ่นดิน มิใช่ถูกสังหารโดยราชาของตนเอง ด้วยเรื่องการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพี่น้อง
แม่ทัพผู้นั้น กระโดดขึ้นไปขวางอยู่เบื้องหน้าหนานจงเยว่ที่กำลังจะสังหารพลทหารอีกคน เพื่อยับยั้งเขาเอาไว้ ทว่ากลับถูกผู้เป็นราชาตบหน้าอย่างแรงต่อหน้าคนในกองทัพทั้งหมด
“กล้าขัดขืนคำสั่งข้า คิดจะกบฎหรือ ?”
สำหรับชายชาติทหารแล้ว การตบหน้าถือเป็นการเหยียดหยามที่รุนแรงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ดวงตาของแม่ทัพใหญ่เปล่งประกายตัดสินใจ ก่อนจะยื่นมือไปยึดลำคอหนานจงเยว่เอาไว้แน่น กึ่งดึงกึ่งลากราชาผู้นี้จนมาหยุดตรงหน้าหนานจื่อชิ่งในที่สุด
มือแม่ทัพใหญ่คลายออก ทิ้งร่างของหนานจงเยว่ลงเบื้องหน้าหนานจื่อชิ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงทำความเคารพอดีตองค์ชายผู้เปี่ยมเมตตาด้วยความอ่อนน้อม
“ทรราชย์หนานจงเยว่.. บ้าอำนาจ ปองร้ายพี่น้อง สังหารขุนนางราชสำนักโดยไร้ความผิด ชักนำแคว้นเข้าสู่ภาวะสงคราม … ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งราชาแคว้น” เสียงแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหนานประกาศก้อง
“ข้าขอบังอาจสนับสนุนองค์ชายใหญ่ขึ้นครองราชย์แทน !!” สิ้นเสียงนั้น ทหารหนึ่งแสนนายทั้งที่ยืนอยู่และคุกเข่ายอมแพ้ พลันเปลี่ยนเป็นค้อมกายลงถวายความเคารพหนานจงเยว่อย่างพร้อมเพรียงกัน
“ถวายบังคมฝ่าบาท !!”
แม้หนานจื่อชิ่งยังมิได้รับปาก ทว่าหลังจากจับหนานจงเยว่ได้ สงครามฝั่งทิศใต้กับแคว้นต้าหนานจึงจบลงทันที.. นับเป็นสงครามที่ละมุนละม่อมและไร้ความสูญเสียโดยสิ้นเชิง
“นี่สินะ ที่ว่าช่วยชีวิตคนได้นับแสน” ฟู่เจี่ยอีปรากฏตัวขึ้นข้างกายหนานจื่อชิ่งด้วยสีหน้าเข้าใจ หากส่งจ้าวยุทธ์มาเพียงหนึ่งร้อย แม้สามารถเอาชัยได้ แต่คงไม่อาจทำให้คนยอมสยบได้ในไม่กี่อึดใจเช่นนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีการสู้รบนองเลือดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
หนานจื่อชิ่งพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “ไม่เพียงแสนคนเท่านั้น … คนเหล่านี้ล้วนมีพ่อแม่ลูกเมีย ช่วยชีวิตพวกเขาคนหนึ่งได้ อีกหลายชีวิตด้านหลังก็ถือว่ารอดตายเช่นกัน”
ท่านหญิงฟู่แห่งต้าเยว่มองผลลัพท์มหัศจรรย์ตรงหน้าด้วยความปลื้มใจ ในแคว้นต้าเยว่.. มักใช้พละกำลังอันเหนือชั้นเพื่อทำลายล้าง ขณะที่นายหญิงมู่กลับใช้พละกำลังนั้นเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น.. นายหญิงของนางช่างเหมาะสมกับฝ่าบาทเหลือเกิน