นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 376 สองผู้แสวงวิถี

        ตอนที่ 376 สองผู้แสวงวิถี

         

         

        เรือขนส่งของสมาคมนักผจญภัยลำใหญ่แล่นใกล้เข้ามา เรือลำเดียวลำนั้นแผ่พลังจิตวิญญาณสูงส่งหนาแน่นโดดเด่นสะดุดตา สัญลักษณ์แผนที่และกล้องส่องทางไกลที่ใบเรือถูกสลักขึ้นจากอัญมณีอย่างยิ่งใหญ่

         

        แม้ขนาดโดยรวมจะเล็กกว่าเรือโดยสารที่นิทานเคยนั่งหากระดับพลังกลับเหนือชั้นกว่ากันอย่างไม่อาจเทียบ ยามที่มันโผล่พ้นขอบฟ้าเข้าสู่ระยะตรวจจับของคีตาจิตสัมผัสตลอดทั้งร่างของทั้งสองพลันตื่นตัว

         

        เมื่อสายตาของคีตามองไปยังเรือลำนั้น สายตาอีกสองคู่ก็มองสวนกลับมาทางคีตาอย่างว่องไว สายตาทั้งสองคู่นั้นมองผ่านระยะทางหลายกิโลเมตรมาพบต้นตอของพลังอย่างคีตาได้อย่างรวดเร็ว

         

        ทางด้านนิทานเองเมื่อได้รับรู้สิ่งที่คีตาประสบ เขาพลันสำรวมท่าที นึกทวนย้อนและกล่าวกับตนเองว่าตนคือเรนเดล เป็นนักบวชธุดงค์ ทางด้านโฟเรลแม้จะไม่สามารถสัมผัสได้ไกลเช่นพวกเขาแต่เมื่อดูจากท่าทีของเรนเดลแล้วเขาก็พอจะเดาได้

         

        ผู้ที่มากับเรือลำนั้นคือนักผจญภัยระดับผู้แสวงวิถีถึง 2คน ผู้แสวงวิถีน่านน้ำทองและผู้แสวงวิถีพรพิรุณ ร่างของผู้แสวงวิถีทั้งสองลอยเคียงข้างประกบเรืออยู่ไม่ห่าง

         

        นิทานนั้นคาดไว้ระดับหนึ่งแล้วว่าเรือของสมาคมนักผจญภัยที่มาเพื่อรับทาสนั้นต้องไม่ธรรมดา แต่เขาย่อมไม่มีทางนึกไปว่าสมาคมนักผจญภัยจะส่งผู้แสวงวิถีมาถึงสองคน ตอนที่ได้รับข้อความจากบัตรนักผจญภัยของโฟเรลเขาเกือบคิดว่าเป็นของปลอมเสียด้วยซ้ำ

         

        เมื่อยืนยันได้ถึงความปลอดภัย ท่าทางข่มขู่ของสองผู้แสวงวิถีจึงหายไป นิทานและคีตาจึงได้ตรวจสอบทั้งสองโดยละเอียดอีกครั้ง

         

        รูปลักษณ์ของทั้งสองไม่มีสิ่งใดสะดุดตา ผู้แสวงวิถีน่านน้ำทองเป็นชายร่างใหญ่เผ่ากิกัน ผู้แสวงวิถีพรพิรุณเป็นหญิงสาวหน้าตาอ่อนโยน ดูจากหน้าตาสมควรมีเชื้อชาติมาลาไค

         

        สิ่งที่สะดุดตาคีตาไม่ใช่ระดับพลังของทั้งสอง แต่เป็นปากกาเขียนชะตาของทั้งคู่ สำหรับผู้แสวงวิถีแล้วการเรียกใช้ปากกาเขียนชะตาหมายถึงสถานะพร้อมต่อสู้ การที่ทั้งสองเรียกใช้มันตลอดเวลาเช่นนี้หมายความว่าพวกเขาอยู่ในสถานะพร้อมรับมือกับศัตรูตลอดเวลา

         

        ปากกาที่ราวกับก่อขึ้นจากมวลน้ำสีทองกระชับอยู่ในมือของผู้แสวงวิถีน่านน้ำทอง ร่างใหญ่ของเขาหรี่ตามองโฟเรลและนิทาน แล้วจึงหันไปมองเหล่าทาสนับร้อยที่ยังไม่รู้ถึงการมาของพวกเขา

         

        ปากกาอีกแท่งหนึ่งก่อตัวขึ้นจากหยาดพิรุณที่รวมตัวกัน พลังศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นส่องแสงเรืองรองตามการหมุนวนของมัน ผู้แสวงวิถีพรพิรุณไม่ได้ถือปากกาเขียนชะตาของตนไว้ หากกลับนำมันทัดหู

         

        ดวงหน้าอ่อนโยนของเธอกวาดสายตาตรวจสอบทั้งโฟเรลและเรนเดล รอยยิ้มอ่อนโยนประดับใบหน้าของเธอทำให้นิทานไม่รู้สึกประหม่ามากนัก ผู้แสวงวิถีพรพิรุณนั้นดูใจดีกว่าผู้แสวงวิถีน่านน้ำทองอย่างเห็นได้ชัด

         

        ท่าทีของทั้งสองและการวางตัวทำให้นิทานเข้าใจว่าการส่งมอบตัวทาสในครั้งนี้สำคัญเพียงไร แม้จะเป็นเรื่องที่โจรสลัดหลายคนแอบกระทำแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าขุมกำลังใหญ่อย่างสมาคมนักผจญภัยนั้นปล่อยปละละเลย

         

        เมื่อมีโอกาสได้ช่วยเหลือทาสจำนวนมากเช่นนี้ พวกเขาก็แสดงความจริงจังออกมาถึงที่สุด

         

        เมื่อเข้าสู่ระยะที่ใกล้พอ โฟเรลค้อมตัวลง บัตรประจำตัวนักผจญภัยสีเหลืองอ่อนของเขาถูกชูขึ้นอย่างเคารพ เป็นการแนะนำตัวรวมถึงยืนยันตัวตน พลังจิตวิญญาณหนาแน่นกวาดผ่านทั้งสองอย่างรวดเร็ว บัตรนักผจญภัยทำปฏิกิริยาน้อย ๆ ยืนยันว่ามิใช่ของปลอมแปลง

         

        บัตรนักผจญภัยสีขาวขุ่นสองใบปรากฏขึ้นบนอกของผู้แสวงวิถีทั้งสอง บัตรประจำตัวนักผจญภัยระดับจันทรกานต์

         

        ทาสทั้งหมดเมื่อได้ยลโฉมสองตัวตนระดับสูง เสียงร้องไห้ด้วยความสุขก็ดังขึ้นทั่วเรืออีกครั้ง พวกเขาย่อมไม่ทราบถึงความแข็งแกร่งของสองนักผจญภัย พวกเขาแทบทั้งหมดเป็นเพียงผู้เรียนรู้ แต่ด้วยรัศมีพลังและความหนาแน่นของพลังจิตวิญญาณก็มากพอจะทำให้พวกเขารู้แล้วว่าพวกตนปลอดภัยแล้ว

         

        ทั้งสองคือผู้พิทักษ์ที่จะพาพวกเขาส่งคืนบ้านอย่างปลอดภัย ผู้พิทักษ์ผู้แข็งแกร่งมากพอจะต้านทานไม่ว่าจะเป็นโจรสลัดหน้าไหน

         

        “ขอบคุณผู้แสวงวิถีทั้งสองท่านมากครับ” โฟเรลก้าวเข้าไปกล่าวทักทาย ทั้งหมดในที่แห่งนี้ เขาคือผู้ที่เหมาะสมที่สุด

         

        “โฟเรลสินะคะ? เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากเลยนะ” ผู้แสวงวิถีพรพิรุณตอบกลับอย่างเป็นมิตรในขณะที่ผู้แสวงวิถีน่านน้ำทองเพียงพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา

         

        “เพียงทำสิ่งที่สมควรทำครับ” โฟเรลปั้นยิ้มตอบกลับ ผู้แสวงวิถีพรพิรุณไม่เพียงอ่อนโยนแต่ยังมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นในดวงตา เธอหันไปหาเหล่าทาสนับร้อยที่ปิดปากเงียบ

         

        “เป็นพวกเราเองที่ไร้ความสามารถ พวกคุณจึงต้องทนทุกข์ทรมานจากเงื้อมมือของโจรสลัดสารเลวเหล่านั้น ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ” ผู้แสวงวิถีพรพิรุณค้อมตัวลงน้อย ๆ ทาสหลายคนที่มีอายุและประสบการณ์มากหน่อยต่างพากันพูดปฏิเสธอย่างกระวนกระวาย 

         

        ตัวตนสูงชั้นที่พวกเขาไม่อาจแม้แต่จะเข้าใจกลับก้มหัวให้พวกเขา

         

        "ตอนนี้ปลอดภัยแล้วนะจ๊ะ" เธอย่อตัวลงพูดกับทาสเด็กหญิงคนหนึ่ง

         

        ความอ่อนโยนของเธอทำให้ทาสเด็กหญิงคนนั้นร้องไห้จ้า เธอโผเข้ากอดผู้แสวงวิถีผู้สูงส่ง ผู้แสวงวิถีเองก็มิได้มีท่าทีรังเกียจใด ๆ เพียงลูบหัวเธอเพื่อปลอบโยน

         

        ในระหว่างที่ผู้แสวงวิถีพรพิรุณปลอบโยนเหล่าทาส ผู้แสวงวิถีน่านน้ำทองหันมาสนใจโฟเรลและเรนเดลต่อ

         

        “ผู้แสวงวิถีเช่นพวกข้ามิอาจเดินทางได้โดยอิสระในผืนน้ำ” เขาพูดเสียงเบา เสียงของเขาแหบพร่าราวกับชายชราทั้ง ๆ ที่ หน้าตาของเขาดูไม่ต่างอะไรไปจากชายวัยกลางคน

         

        เรนเดลเลิกคิ้วน้อย ๆ เมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้แสวงวิถีน่านน้ำทอง ตัวตนระดับเขาจะมีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีก

         

        ผู้แสวงวิถีเหลือบตามองเรนเดลน้อย ๆ เขาย่อมเคยได้ยินเกี่ยวกับนักผจญภัยหน้าใหม่ที่หลายคนจับตามองอย่างโฟเรล แต่ไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับนักบวชหญิงผู้นี้มาก่อน แต่การที่เธอสามารถช่วยเหลือโฟเรลเรื่องทาสได้เช่นนี้บ่งบอกมากพอแล้วว่าเธอนั้นไม่ธรรมดา

         

        “ผมเข้าใจครับ โจรสลัดเองก็มีหลายคนที่เป็นถึงผู้แสวงวิถี” โฟเรลพยักหน้ารับ แม้เขาจะอายุยังไม่มากแต่ในฐานะนักผจญภัยเขาเองก็ประสบมาหลายสิ่ง เส้นแบ่งคำว่าดีและเลวนั้นเลือนรางไปนานแล้ว

         

        เรนเดลเหลือบตามองโฟเรลพร้อมแสดงสีหน้าไม่พอใจ ตัวตนนักบวชเช่นเธอย่อมไม่พอใจนัก มีคนไม่รู้เท่าใดที่ถูกจับไปเป็นทาส แต่สมาคมนักผจญภัยกลับพูดราวกับกำลังปัดความรับผิดชอบ

         

        แน่นอนว่าไม่ใช่หน้าที่ของขุมกำลังใดที่ต้องคอยลงโทษโจรสลัดที่แหกพันธสัญญาปฐพีและวารี แต่เป็นการร่วมมือกันลงโทษเมื่อพบเจอ ในสายตาของเรนเดล ผู้แข็งแกร่งก็ควรจะพยายามให้มากกว่าคนอื่น

         

        ในใจจริงของนิทานนั้นเขากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาเข้าใจดีว่าคนทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตนยึดมั่นและให้ความสำคัญ มีคนไม่มากที่จะให้สิ่งอื่นใดสำคัญกว่าชีวิตตัวเอง แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นกฎเกณฑ์หรือสิ่งที่สมควรกระทำ

         

        หากเขาเป็นผู้แสวงวิถีน่านน้ำทอง เขาเองก็คงไม่ออกเดินทางเพื่อปราบอธรรมไปทั่วทุกพื้นที่เช่นกัน ทุกการต่อสู้คือความเสี่ยงต่อชีวิตของตน ยิ่งในกรณีที่ไม่ได้รับภารกิจก็เท่ากับการเสี่ยงโดยไร้ผลตอบแทน นิทานไม่คิดว่าตนเองจะเป็นคนดีเช่นนั้นได้เสมอไป การช่วยเป็นครั้งคราวคือขีดจำกัดของเขา

         

        อย่างครั้งนี้เองนิทานก็ลงมือช่วยเพราะเขานั้นทำได้ ไม่ใช่เพราะเขาสมควรทำ

         

        ผู้แสวงวิถีไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับเรนเดลมากไปกว่าการชำเลืองมอง ตัวตนที่โดดเด่นแต่หลงงมงายในคำว่าคุณธรรมเช่นนี้ส่วนมากมักมีชีวิตไม่ยืนยาว บุคคลเช่นนี้ไม่คู่ควรให้เขาจดจำ เขามีภาระหน้าที่อื่นที่สำคัญมากกว่าการจดจำคนตาย

         

        ผู้แสวงวิถีพรพิรุณกลับมาหาโฟเรลหลังจากที่ปลอบเหล่าทาสเสร็จ คราวนี้เป็นผู้แสวงวิถีน่านน้ำทองที่กระตุกปากกาเขียนชะตาแผ่วเบา รังสรรค์สายน้ำสีทองที่โอบอุ้มทาสทั้งหมดไปขึ้นเรือโดยสาร

         

        “เรนเดลใช่มั้ยคะ? แด่นักสำรวจผู้เบิกทาง แด่อัญมณีอันสูงค่าค่ะ” ผู้แสวงวิถีค่อย ๆ เหยียดมือขวาขึ้นฟ้า แล้วจึงสะบัดนิ้วชี้ชี้ไปบนฟ้า นี่คือท่าทางเคารพสำหรับผู้ที่สรรเสริญหัวหน้าสมาคมนักผจญภัย ผู้ที่เบิกทางให้แก่สิ่งมีชีวิตทรงปัญญา ผู้ออกสำรวจและขุดค้นมหาทวีป

         

        เรนเดลรีบตอบกลับด้วยการจิ้มนิ้วของตนลงกลางฝ่ามือ เคารพกลับด้วยท่าเคารพของศาสนาปฐมมันตรา เธอไม่ค่อยพบเห็นท่าทางการเคารพของเหล่านักผจญภัยเช่นนี้เท่าไหร่นักจึงตอบสนองช้าไปบ้าง

         

        ปกติแล้วนักผจญภัยนั้นมีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์สูงมาก ดังนั้นเหล่าคนที่พวกเขานับถือจึงมีเยอะตามไป มีคนเพียงไม่มากนักที่นับถือหัวหน้าสมาคมนักผจญภัยเอง

         

        ‘แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทรค่ะ’

         

        ท่าทีงกเงิ่นของเรนเดลกลับทำให้ดูน่าเอ็นดู ผู้แสวงวิถีพรพิรุณอมยิ้มพลางตอบรับด้วยรอยยิ้ม เธอเข้ากุมมือของเรนเดลอย่างสนิทสนม “ในวันนี้พวกคุณได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนนับร้อย ถึงแม้เราจะไม่ได้นับถือองค์เดรฟัสแต่องค์เดรฟัสต้องกำลังอำนวยพรพวกคุณอยู่แน่นอนค่ะ”

         

        “ต้องการเดินทางกลับด้วยกันมั้ยคะ พวกเราจะนำพวกเขาไปที่ศูนย์ใหญ่ก่อนเพื่อตรวจสอบตัวตน ถ้าไปทางเดียวกันจะติดไปด้วยก็ได้นะ” ผู้แสวงวิถีพรพิรุณเอ่ยอย่างเป็นมิตร

         

        ศูนย์ใหญ่ของสมาคมนักผจญภัยอยู่ทางตอนใต้ของปีกเกือกฝั่งซ้าย เป็นพื้นที่ของตระกูลอิสึกะและสมาคมนักผจญภัย คำเชิญชวนของผู้แสวงวิถีพรพิรุณเกิดจากเผ่าพันธุ์ของโฟเรล

         

        เผ่าพันธุ์จิตวิญญาณเองก็อาศัยอยู่ทางตอนใต้สุดเช่นกัน เป็นพื้นที่ห่างไกลที่หากต้องการเดินทางข้ามอ่าวใต้บาดาลต้องใช้เวลาในหลักเดือน แต่หากไปกับสองผู้แสวงวิถีที่มาถึงที่นี่ได้ในวันเดียวย่อมเร็วกว่านั้นมาก

         

        “ขอบคุณสำหรับคำเชิญนะครับ แต่พวกผมยังมีธุระอื่นที่น่านน้ำฝั่งปีกเกือกขวาครับ” โฟเรลกล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ ดงโขดหินกระต่ายแฝดนั้นไม่ได้อยู่ทิศทางนั้น

         

        หลังจากกล่าวลา เรือโดยสารจึงได้เตรียมแยกออกไป ทาสหลายคนเดินเข้ามากล่าวขอบคุณทั้งสองอีกครั้ง ทาสเด็กสาวคนหนึ่งได้เดินเข้ามาเกาะชายเสื้อของเรนเดลอย่างแผ่วเบา เธอเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่สมควรดูแล้วอายุยังไม่ถึง 20ปีดี

         

        “ขอบคุณมากนะคะคุณนักบวช! คุณนักผจญภัย! คุณม้า!” เธอกล่าวขอบคุณทั้งสามก่อนจะวิ่งกลับไปขึ้นเรือโดยสาร เข้าสู่อ้อมกอดของครอบครัวอันอบอุ่น เรนเดลโบกมือลาตามด้วยรอยยิ้ม

         

        เรือโดยสารแยกตัวออกไปอย่างเชื่องช้า ระหว่างที่แล่นออกไปเหล่าทาสยังคงโบกมือลาพร้อมทั้งตะโกนกล่าวขอบคุณเรนเดลและโฟเรล สองผู้แสวงวิถีคนหนึ่งลอยตัวอยู่บนเรือ เปิดใช้งานข่ายอาคมป้องกัน อีกคนหนึ่งลอยอยู่ข้างเรือ พร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝัน

         

        ในใจของนิทานเกิดความร้อนขึ้นเล็กน้อย ภาพรอยยิ้มและคำขอบคุณของทาสเด็กสาวคนเมื่อกี้และครอบครัวซ้อนทับกับภาพของอัลบัส แซม และเฮเทอร์ ครอบครัวพ่อค้าเร่ที่ที่เขาพบนอกหมู่บ้านเขาวัว

         

        มือของนิทานชะงักไปน้อย ๆ ความกลัวในจิตใจถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง มือที่เตรียมจะโบกลากลับกลายเป็นยื่นออกไปหมายจะคว้าแขนของเด็กสาวคนเมื่อกี้เอาไว้ นิทานหลับตาตั้งสติของตนใหม่อีกครั้ง มือที่เคยสั่นเครือโบกลาตอบอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม

         

        ถึงแม้ชีวิตของทั้งสามเขาไม่อาจรักษาไว้ได้ แต่อย่างน้อย ๆ วันนี้เขาก็รักษาชีวิตของอีกครอบครัวหนึ่งไว้ได้

         

        ความคิดเช่นนั้นกลับทำให้นิทานเริ่มหายใจติดขัด เขารู้สึกราวกับว่าตนเพียงกล่าวเพื่อปลอบตนเอง คล้ายกับพยายามปัดความรับผิดชอบทิ้งไป

         

        ชีวิตของพวกเขาย่อมไม่อาจชดใช้ชีวิตที่เสียไปและสิ่งที่นิทานทำพลาดไปย่อมไม่มีวันถูกแก้ไข นิทานกลับกลายเป็นสับสนกับตนเอง ที่เขาพยายามช่วยชีวิตทาสเหล่านี้มันเป็น เขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่? 

         

        เพราะเขาสามารถช่วยได้จึงเลือกที่จะช่วย หรือเพราะเขาแค่อยากทำเพื่อปลอบใจตนเองว่าเขาได้ช่วยชีวิตคนแล้ว?

         

        มือที่เริ่มสั่นอีกครั้งของนิทานสัมผัสเข้ากับขนนุ่ม ๆ ของคีตา ในร่างเซเรนเซ่นี้ขนของมันสั้นลงเยอะแต่ก็ยังคงนุ่มน่ากอด ไออุ่นจากร่างของเซเรนเซ่ทำให้จิตใจของนิทานกลับมาสงบได้อีกครั้ง ความคิดลบที่กดดันตนเองของนิทานสลายหายไป 

         

        เรนเดลซุกหน้าลงกับขนนุ่ม ๆ ของเซเรนเซ่ 

         

        จะยังไงก็ช่าง วันนั้นเขาช่วยไว้ไม่ได้ แต่วันนี้เขาช่วยไว้ได้ แค่นี้ก็มากพอแล้ว


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน