กินเนื้อคายกระดูก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจ 1 อาทิตย์ก็ผ่านไป สถานการณ์ภายในเมืองแห่งดันเจี้ยนก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
เริ่มต้นจากร้านค้าจำนวนมากที่ปิดตัวลงเพราะไม่มีสินค้าจะวางขาย ได้ถูกแทนที่ด้วยร้านค้าใหม่ที่ถูกเปิดขึ้นโดยกลุ่มขั้วอำนาจที่พัฒนาสินค้าที่มีความสามารถคล้ายๆ กับแสงสุริยะเทียมของกัสขึ้นมา
สินค้าเหล่านี้ได้กลายเป็นสินค้าขายดีของเมืองแห่งนี้ไปแล้ว จึงไม่น่าแปลกที่กลุ่มขั้วอำนาจที่มีทั้งพลังและความสามารถจะพัฒนาสินค้าเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับกัส
กัสที่รู้เรื่องนี้ไม่ได้แปลกใจเลยสักนิด ทั้งยังชอบใจมากอีกด้วยเพราะเขาหวังเอาไว้แต่แรกว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะเขาเพียงคนเดียวไม่มีทางผลิตสินค้าได้ทันความต้องการของผู้คนในเมืองแห่งดันเจี้ยนอยู่แล้ว เขาจึงไม่แปลกใจเลยที่กลุ่มขั้วอำนาจจะเข้ามาร่วมวงต่อจากตระกูลเขี้ยวทองคำ
เมื่อมีสินค้าเลียนแบบหลายชนิดขึ้น การแข่งขันก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา กัสที่มีสถานะเป็นตัวแทนกลุ่มขั้วอำนาจนั้นจึงจัดการประชุมขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางในการขายสินค้าชนิดนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ไม่จำเป็น
ผลลัพธ์ของการประชุมประสบความสำเร็จด้วยดี สินค้าของกัสกลายเป็นสินค้าอันดับหนึ่งของเมืองแห่งดันเจี้ยนไปด้วยคะแนนสนับสนุนที่สูงที่สุด
ผลลัพธ์นี้ทำให้กัสอมยิ้ม แม้ว่าภายในใจจะลอบหัวเราะอยู่ก็ตามเพราะเขามองเจตนาของคนเหล่านี้ออกว่าทำไมพวกมันถึงได้ลงคะแนนสนับสนุนเขามากถึงเพียงนี้
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลักดันให้สินค้าของกัสกลายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายที่เขาขายได้เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย
ผลลัพธ์นี้หากมองแบบไม่คิดอะไร ก็คงจะเป็นเรื่องดี
แต่ถ้ามองในมุมของคนที่มีประสบการณ์แล้วละก็ มันก็จะเข้าใจได้ว่าการสนับสนุนในครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาดีเลยเพราะว่าประชากรส่วนใหญ่ในเมืองแห่งดันเจี้ยนของดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวนั้นเป็นคนธรรมดา
ดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวขึ้นชื่อในด้านของการฟูมฟักชีวิต ทำให้คนส่วนใหญ่ที่พยายามบุกเบิกดันเจี้ยนแห่งนี้เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีพลังและความสามารถ
เมื่อขาดทั้งพลังและความสามารถกำลังทรัพย์เองก็ย่อมมีจำกัด จึงไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะพยายามมองหาสินค้าที่มีราคาเหมาะสมซึ่งพวกมันสามารถจ่ายได้ มากกว่าสินค้าคุณภาพที่มีราคาแพงของกัส
ผลลัพธ์ของการสนับสนุนที่กัสได้รับจึงกลายเป็นการยกระดับสินค้าของเขาจนสูงขึ้นไปอีกระดับและทำให้คนธรรมดาไม่สามารถเอื้อมถึงนั่นเอง
เมื่อคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง ลูกค้าของเขาก็ย่อมถูกจำกัดให้เหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในเมืองแห่งดันเจี้ยนและทำให้การเติบโตของเขาถูกจำกัดตามไปด้วย
ปัญหานี้แน่นอนว่ากัสย่อมมองเห็นเพราะเขามีที่ปรึกษาที่มีความสามารถมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบลูอายที่ชำนาญการอ่านความรู้สึก เธอได้เข้าไปร่วมประชุมกับเขาด้วย เธอย่อมมองเจตนาร้ายของกลุ่มขั้วอำนาจออก
ฟลาวเวอร์ที่ชำนาญการวางแผนก็ยิ่งกว่ามองออก เธอถึงกับหัวเราะด้วยความสมเพชต่อจุดจบของกัสที่โดนยกขึ้นหิ้งจนกลายเป็นสินค้าอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ
ทว่ากัสไม่ได้สนใจเลยสักนิดเพราะเขาไม่ได้คิดที่จะแข่งกับกลุ่มขั้วอำนาจด้วยเรื่องแบบนี้แต่แรก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าวัตถุดิบสำรองของเขาได้หมดลงแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถเพิ่มกำลังผลิตได้มากไปกว่านี้อีก
แต่ถึงจะถูกยกขึ้นจนสูง ยอดขายของกัสก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนักเพราะชื่อเสียงที่โด่งดังเองก็เป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้สินค้าขายได้
ยังไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าสินค้าของเขามีคุณภาพสูงที่สุดจริงๆ โดยเฉพาะปุ๋ยชนิดพิเศษที่ไม่เหมือนใครของเขา มันมีประสิทธิภาพสูงจนไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้และขายดีจนกัสผลิตไม่ทันเลยทีเดียว
ในท้ายที่สุดกัสถูกบีบจนต้องนำเอาหัวเชื้อสำหรับหมักปุ๋ยออกมาขายโดยตรง พร้อมกับวิธีหมัก แต่ยอดขายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเพราะหัวเชื้อของเขานั้น ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้
เมื่อเวลาผ่านไปกัสก็สั่งให้บลูอายประกาศรับสมัครคนงานเพื่อทำหน้าที่ขุดแม่น้ำ
ประกาศฉบับนี้เขาประกาศเอาไว้ 3 แห่งด้วยกัน
หนึ่งนั้นคือลานกว้างของเมืองที่มีประกาศจำนวนมากติดตั้งเอาไว้ กัสเพียงจ่ายเงินส่วนหนึ่งเพื่อเช่าที่ในการวางป้ายประกาศ
สองคือหน้าร้านของสมาคมหญ้าสีฟ้าที่มีลูกค้าจำนวนมากที่ผ่านไปมาเป็นประจำ ทำให้ข่าวการรับสมัครคนงานของกัสแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายคือบนทุ่งหญ้าสีฟ้าซึ่งเป็นสถานที่ที่กัสตั้งใจจะขุดแม่น้ำนั่นเอง
ในจุดนี้มีคนที่มองเห็นมันค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ก็เพราะคนที่มีความสามารถมากพอที่จะข้ามแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์มาได้นั้นมีไม่มากนักและคนที่มีความสามารถในระดับนี้ย่อมไม่เห็นค่าจ้างอันน้อยนิดอยู่ในสายตา
แต่นี้ไม่ใช่กับคนส่วนใหญ่ในเมืองแห่งดันเจี้ยนที่เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีความสามารถที่จะหาเลี้ยงตัวเองได้ในช่วงเวลาแห่งหายนะ
สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จในดันเจี้ยนแห่งนี้แล้ว การเอาตัวรอดจากช่วงเวลาแห่งหายนะนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อมีแสงสุริยะเทียมและปุ๋ย ปัญหาส่วนใหญ่ของพวกมันก็หมดไป ปัญหาด้านปากท้องจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินกว่าจะรับไหวอีก บางคนถึงกับเหลือผลผลิตจำนวนมากจนสามารถนำออกมาขายได้เลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้เมื่อกัสประกาศรับสมัครงาน ประกาศของเขาจึงได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดี
เมื่อรวมกับการสนับสนุนด้วยท่าเรือเหาะด้วยแล้ว จำนวนคนงานที่ถูกส่งข้ามแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไปก็มีแต่จะมากขึ้นทุกวันๆ
และเมื่อมีคนงานจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปยังทุ่งหญ้า สิ่งที่ตามมาก็ไม่พ้นนิคมขนาดย่อมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักอาศัยของคนงาน
ซึ่งนิคมนี้ถูกกัสสร้างขึ้นโดยเครื่องจักร ส่งผลให้ขนาดของนิคมขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและมีร้านค้าจำนวนมากถูกสร้างขึ้นภายในนิคม ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่นั้นเป็นร้านค้าที่ถูกเปิดโดยสมาคมหญ้าสีฟ้า
ในหมู่ร้านค้าที่เปิดในนิคมนั้น มีร้านค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงอยู่หลายแห่งและที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็ไม่พ้นร้านอาหารราคาประหยัดที่ขายอาหารในราคาที่ต่ำกว่าปกติถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ทั้งนี้ก็เพราะอาหารที่ขายในร้านค้าแห่งนี้ เป็นอาหารที่ไม่ผ่านการควบแน่นโดยระบบของดันเจี้ยนนั่นเอง
อาหารทั้งหมดถูกนำออกมาโดยกล่องเก็บผลผลิตระดับ 10 ที่มีความสามารถพิเศษในการคงสภาพของวัตถุที่นำออกมาได้นานถึง 1 หมื่นวินาที หรือก็คือ 2 ชั่วโมงกับอีก 45 นาทีโดยประมาณ
ระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเกือบ 3 ชั่วโมงนี้แน่นอนว่าไม่นานพอที่จะให้ร่างกายดูดซับสารอาหารได้จนหมด ยิ่งรวมกับกระบวนการปรุงอาหารด้วยแล้ว ระยะเวลาก็ยิ่งสั้นลงไปอีก
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นร้านค้าแห่งนี้ก็ยังขายดีและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะร้านอาหารแห่งนี้มีอุปกรณ์เวทมนตร์ชนิดหนึ่งติดตั้งอยู่
อุปกรณ์ที่ว่านั้นจะเปลี่ยนพลังเวทของลูกค้าที่ส่งเข้าไปให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ปราณลึกลับ’ ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายย่อยและดูดซับสารอาหารได้อย่างรวดเร็วจึงไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเปล่า
ไม่เพียงเท่านั้นหากลูกค้ามีกล่องเก็บผลผลิตระดับ 5 ที่รู้กันดีว่ามันมีความสามารถในการคงสภาพของวัตถุในดันเจี้ยนที่ไม่ผ่านการควบแน่นแล้วละก็ ลูกค้าคนนั้นก็ยังสามารถซื้ออาหารใส่กล่องเพื่อนำกลับเข้าไปกินในดันเจี้ยนได้อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ร้านอาหารแห่งนี้จึงขายดีเป็นพิเศษเพราะราคาถูก ซึ่งต่างจากอาหารที่ขายอยู่ในเมืองแห่งดันเจี้ยนที่ผ่านการควบแน่นแล้ว ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่าถึง 10 เท่า
เมื่อกลุ่มขั้วอำนาจและตระกูลเขี้ยวทองคำเห็นสิ่งที่กัสทำ พวกมันก็อดไม่ได้ที่จะมองดูด้วยความประหลาดใจปนสงสัย ก่อนจะพยายามเลียนแบบ
แต่พวกมันก็ต้องพบเจอกับความล้มเหลวเพราะพวกมันไม่สามารถทำความเข้าใจกลไกการทำงานของอุปกรณ์เวทมนตร์ที่กัสใช้ได้
เมื่อไม่มีอุปกรณ์เวทมนตร์ชนิดนี้ พวกมันก็ไม่สามารถเปิดร้านอาหารแบบกัสได้ พวกมันจึงทำได้เพียงขายอาหารแบบนำกลับเข้าไปกินในดันเจี้ยนเท่านั้น ซึ่งลูกค้าที่สามารถซื้ออาหารและนำกลับเข้าไปได้ก็มีอยู่จำกัดมากเพราะคนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่มีกล่องเก็บของระดับ 5 เป็นของตัวเอง
วิธีเดียวที่พวกมันพอจะทำได้ก็มีเพียง การเปิดร้านอาหารใกล้ๆ ทางเข้าดันเจี้ยน เพื่อให้ลูกค้าถืออาหารและนำกลับเข้าไปในดันเจี้ยนก่อนที่อาหารจะสลายหายไปเท่านั้น
ซึ่งวิธีนี้ก็เทียบไม่ได้เลยกับการใช้บริการอุปกรณ์เวทมนตร์เพื่อช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังมีร้านขายอาหารที่ทำแบบนี้เกิดขึ้นจำนวนไม่น้อยรอบๆ ทางเข้าออกของดันเจี้ยน ส่งผลให้ลานกว้างที่เป็นทางเข้าออกเริ่มแออัด จนทำให้บางคนถึงกับไม่สามารถนำอาหารที่ซื้อกลับเข้าไปในดันเจี้ยนได้ทันเวลาเลยก็มี
ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยขึ้น ความนิยมของร้านอาหารเหล่านั้นก็ลดลงไป ส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่งที่ตั้งอยู่ไกลจากทางเข้าออกจำต้องปิดกิจการเพราะไม่มีลูกค้า จนเหลือร้านอาหารเพียงไม่กี่แห่งที่ตั้งอยู่ใกล้ทางเข้าออกมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้ร้านค้าที่ยังเปิดร้านอยู่ได้จึงเหลืออยู่เพียงแค่หยิบมือ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับร้านค้าที่อยู่ในนิยมของกัสซึ่งมีคนงานจำนวนมากเป็นลูกค้า
ยิ่งนิคมขยายตัวมากขึ้นเท่าไหร่ จำนวนร้านค้าที่เข้ามาเปิดกิจการในนิคมก็เพิ่มจำนวนขึ้น
แม้กระทั่งสมาคมพ่อค้าที่เดินทางมายังเมืองแห่งดันเจี้ยนแห่งนี้ก็ยังกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยและทำการเปิดร้านค้าจำนวนมากซึ่งช่วยให้นิคมของกัสมีชีวิตชีวามากขึ้นไปอีก
กัสที่เป็นผู้บุกเบิกก็ได้รับผลตอบแทนจากการเปิดให้เช่าร้านค้าไปอีกต่อหนึ่ง เรียกได้ว่ากำไรสองต่อเลยทีเดียว
ไม่เพียงแต่จะได้เงินกลับมาจากค่าแรงที่จ่ายให้กับคนงาน เขายังได้ค่าเช่าจากสมาคมพ่อค้าอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นแผนการก่อสร้างก็ยังดำเนินไปอย่างราบรื่นและเร็วกว่ากำหนดอีกด้วย
และเมื่อนิคมขยายตัวขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง สิ่งอำนวยความสะดวกก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนสมบูรณ์ในที่สุด
ถึงตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็ไม่พ้นหมู่บ้านขนาดใหญ่น้อย ซึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นจนกลายเป็นเมืองได้หากได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ทว่ากัสไม่ได้ให้ความสำคัญกับหมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นนี้สักเท่าไหร่เพราะเขามีแผนการที่สำคัญกว่าที่ต้องทำ
แม่น้ำขนาดใหญ่ถูกขุดจากริมแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ลากยาวเข้าไปในทุ่งหญ้า ยืดยาวออกไปหลายสิบกิโลเมตรและยืดยาวออกไปทุกวันๆ จากการทำงานหนักของแรงงานนับไม่ถ้วน
ยิ่งเวลาผ่านไป จำนวนแรงงานที่ออกมาทำงานก็มีแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้น สิ่งนี้สร้างความสงสัยให้กับกลุ่มขั้วอำนาจหลายกลุ่ม ซึ่งพอพวกมันเข้าไปตรวจสอบ พวกมันก็ต้องทึ่งเมื่อพบว่ากัสได้แอบปล่อยเทคนิคลับให้กับคนงาน
เทคนิคลับที่กัสปล่อยออกไปนั้น คือวิธีการนำพืชจากภายนอกเข้าไปปลูกในดันเจี้ยนนั่นเอง
เนื้อหาของเทคนิคนั้นได้กล่าวถึงการแนะนำให้นำเอาดินจากภายนอกกลับเข้าไปปลูกหญ้าสีฟ้าในดันเจี้ยน เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ เป็นปุ๋ยหรือเป็นอาหารสำหรับเผ่าอสูรที่มีสายเลือดของสัตว์กินพืชที่สามารถกินหญ้าสีฟ้าได้
เมื่อกลุ่มขั้วอำนาจได้รู้เรื่องนี้ พวกมันตกตะลึงไปชั่วขณะเพราะพวกมันไม่เคยคิดฝันว่ากัสจะทำขนาดนี้ จนเกิดเป็นความรู้สึกชื่นชมขึ้นมาในใจ
แม้กระทั่งตระกูลเขี้ยวทองคำที่มีความขัดแย้งกับกัสก็ยังต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหนและจำต้องหยุดยั้งความคิดที่จะปะทะขั้นแตกหักกับเขาไปอย่างเสียไม่ได้
ทั้งนี้ก็เพราะสถานะของกัสในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนกลุ่มขั้วอำนาจของเมืองแห่งนี้อีกต่อไป
แต่ได้กลายเป็นผู้นำไปเป็นที่เรียบร้อย กัสไม่เพียงแต่จะมีพลังอำนาจ มีความแข็งแกร่ง มีชื่อเสียงและยังมีบารมีที่ยากจะเทียบได้
เขาได้สร้างงานสร้างอาชีพ ได้มอบหนทางเอาชีวิตรอดให้กับผู้คนจำนวนมาก ส่งผลให้ชื่อเสียงของเขาพุ่งทะยานขึ้นจนถึงขีดสุด ในระดับที่ไม่มีใครที่ยังมีสติดีต้องการตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา
ด้วยเหตุนี้การปะทะขั้นแตกหักจึงไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ ส่งผลให้กลุ่มขั้วอำนาจจะต้องเปลี่ยนวิธีใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งพวกมันก็คิดหาวิธีได้อย่างรวดเร็ว โดยการยืมวิธีที่กัสใช้กลับมาเล่นงานเขา
วิธีที่ว่าก็คือ การใช้เสียงข้างมากและความยุติธรรมที่เขายึดถือมาเป็นเครื่องต่อรองเพื่อแย่งอำนาจของตัวแทนกลุ่มไปจากเขา
ด้วยการยกอ้างเหตุผลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ค่าตอบแทนและปัจจัยอีกหลายอย่าง ในที่สุดกลุ่มขั้วอำนาจทั้งหลายที่นำโดยตระกูลเขี้ยวทองคำก็บรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อบีบให้กัสออกจากตำแหน่งได้ในที่สุด
กัสที่เผชิญกับเหตุผลนี้ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงหัวเราะออกมาดังๆ ก่อนจะตอบรับคำขอกึ่งบังคับของกลุ่มขั้วอำนาจและถอนตัวจากตำแหน่งคนกลางในที่สุด
เมื่อกัสลงจากตำแหน่ง ส่วนแบ่งที่เขาจะได้จากการขายของกลุ่มขั้วอำนาจทุกกลุ่มก็ถูกส่งต่อไปยังตระกูลเขี้ยวทองคำที่เป็นตัวแทนคนใหม่ ซึ่งเขามั่นใจว่าพวกมันต้องมีข้อตกลงร่วมกันอยู่แน่ถึงได้ยอมให้ตระกูลเขี้ยวทองคำขึ้นเป็นผู้นำแบบนี้
ส่วนตัวกัสนั้นเมื่อออกมาจากตำแหน่ง เขาก็ไม่ได้พยายามตอบโต้หรือพยายามเอาตำแหน่งคืนแต่อย่างใด
หากแต่ถอนตัวออกมาจากการซื้อขายกับสมาคมพ่อค้าและหันไปพัฒนาพื้นที่บนทุ่งหญ้าอย่างเต็มกำลังแทน
เมื่อกลุ่มขั้วอำนาจเห็นเช่นนั้นพวกมันก็หัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจและลอบยิ้มเยาะเย้ยกัสอยู่ในใจ พร้อมกับถ้อยคำดูถูกมากมายที่ตราหน้าเขาด้วยความสุขสำราญใจในชัยชนะที่ได้รับ
ท่ามกลางความพึงพอใจของกลุ่มขั้วอำนาจนั้น มีเพียงตระกูลเขี้ยวทองคำเท่านั้นที่เฝ้ามองการกระทำของกัสด้วยสายตาที่ดุร้าย พวกมันเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเขามาโดยตลอดและพยายามอ่านความคิดของเขาอยู่เสมอ
ทว่าพวกมันก็ไม่เคยคาดเดาความคิดของกัสได้ถูกเลย หรือต่อให้คาดเดาได้พวกมันก็ไม่อาจหาเหตุผลมารองรับการกระทำของเขาได้เลยสักครั้ง
ด้วยเหตุนี้แม้พวกมันจะเห็นว่ากัสยอมรับความพ่ายแพ้และจากไปโดยไม่ตอบโต้ แต่แทนที่พวกมันจะพึงพอใจ พวกมันกลับรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจแทนเพราะมันมีความรู้สึกว่านี่คือส่วนหนึ่งของแผนการที่เขาจงใจสร้างขึ้น
ภายใต้ความรู้สึกนี้ตระกูลเขี้ยวทองคำจึงไม่อาจครอบครองอำนาจได้อย่างสุขสบายใจและไม่อาจตักตวงผลประโยชน์ได้อย่างที่ใจต้องการโดยไม่ต้องคอยระมัดระวังตัว
ซึ่งแตกต่างจากกัสที่เป็นฝ่ายถอนตัวจากไป เขานั้นไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกหงุดหงิด เขายังตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมากเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นไปตามแผนของเขาทั้งหมด
กัสจึงรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ราวกับได้โยนภาระที่หนักอึ้งทิ้งไป เขาดีใจจนแทบจะร้องเพลงออกมาเลยด้วยซ้ำ
แต่เขาก็จำต้องเก็บอาการและแสดงท่าทางเคร่งขรึม ทำตัวเหมือนผู้แพ้ที่จากไปอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะหายเข้าไปในดันเจี้ยนนานถึง 1 อาทิตย์เต็มๆ โดยไม่ปรากฏตัวออกมาให้ใครเห็นแม้แต่ครั้งเดียว
การแสดงออกของกัสยิ่งทำให้กลุ่มขั้วอำนาจชอบใจมากขึ้นไปอีกเพราะพวกมันตีความการกระทำของเขาว่าเขากำลังอับอายจนไม่กล้าออกมาสู้หน้าใคร
แม้กระทั่งตระกูลเขี้ยวทองคำก็ยังเกิดความสงสัยและคล้อยตามความคิดของกลุ่มขั้วอำนาจที่สนับสนุนมันไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ที่ไม่มีใครรู้เลยก็คือ เหตุผลที่กัสเก็บตัวอยู่ในดันเจี้ยนนานกว่า 1 อาทิตย์นั้น ไม่ได้เกิดจากความอับอายขายหน้าเลยสักนิด
แต่เขากำลังเสพสุขอยู่กับเหล่าภรรยาและข้ารับใช้ของเขาอยู่ต่างหาก เขาถึงกับจัดงานเลี้ยงฉลอง 7 วัน 7 คืนอย่างสุขสำราญยิ่งกว่าผู้ชนะเสียอีก
เหตุผลที่กัสมีความสุขก็ไม่แปลกเพราะสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นไปตามแผนการที่เขาวางเอาไว้ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นการชักนำให้เกิดการรวมกลุ่ม การสร้างตำแหน่งตัวกลางเพื่อกำหนดเป้าหมายในการช่วงชิง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบีบพื้นที่ต่อสู้ให้อยู่ในพื้นที่จำกัดเพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
ต่อจากนั้นก็กระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ส่งสินค้าทั้งสองชนิดออกไปขายเพื่อกระตุ้นความโลภของกลุ่มขั้วอำนาจเป็นการยืมมือพวกมันเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่น่าสงสาร
และเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์ดีแล้ว ปัญหาที่เกิดจากหายนะบรรเทาลง กัสก็สามารถตอบมโนธรรมในใจของเขาได้ เขาจึงหันกลับไปให้ความสำคัญกับแผนการที่มีความสำคัญต่อรากฐานของเขาต่อจากนี้มากกว่า
ซึ่งแผนการที่ว่าก็คือการบุกเบิกดินแดนใหม่เพื่อสร้างเมืองของเขาขึ้นมานั่นเอง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้เขามีรากฐานที่มั่นคงและอยู่ใกล้เมืองแห่งดันเจี้ยนมากที่สุด
และเพื่อการนั้นกัสย่อมไม่ลังเลที่จะสละผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ระยะยาวต่อจากนี้
ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่ทราบว่าหายนะที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่และดันเจี้ยนแห่งไหนคือดันเจี้ยนแรกที่มีการฟื้นตัว
“อีกแค่ 5 ปีเท่านั้น ดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวก็จะฟื้นฟู ถึงตอนนั้นข้าค่อยกลับไปชิงตำแหน่งกลับมาก็ยังไม่สาย..อีกอย่าง ข้ายังมีข่ายอาคมประตูมิติอยู่ ข้าขายอาหารที่นี่ไม่ได้ งั้นก็เอาไปขายที่เมืองอื่นก็สิ้นเรื่อง”
พูดแล้วกัสก็ไหวไหล่ด้วยความรู้สึกขบขันที่มีต่อกลุ่มขั้วอำนาจและตระกูลเขี้ยวทองคำ จนทำให้บลูอายยิ้มขำ
“ก็จริงของเจ้านะกัส..แต่ข้าละสงสารคนพวกนั้นจริงๆ พยายามกันแทบตายเพื่อแย่งกระดูกที่เจ้าคายทิ้งแบบนี้”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็หัวเราะร่าด้วยความสะใจที่บลูอายรู้จักเปรียบเทียบเพื่อทำให้เขามีความสุข เขาเลยถึงเธอเข้ามาหอมแก้มไปฟอดใหญ่จนบลูอายหน้าแดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน โดยมีเหล่าภรรยาที่รักแย้มยิ้มและหัวเราะอยู่เป็นเพื่อน
“นั่นสินะ..ถ้าพวกมันรู้ว่าสิ่งที่พยายามกันแทบตายเพื่อให้ได้มาเป็นเพียงเศษกระดูกสำหรับข้า พวกมันจะรู้สึกยังไงนะ ฮะๆ”