ลมหนาวพัดลอดรอยไม้แตกเข้ามาในห้องครัวั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างดีเด็กสาวร่างผอมบางย่อตัวลงหน้าเตา ใช้กิ่งไม้เขี่ยฟืนที่ชื้นจนแทบติดไฟไม่ได้ควันสีขาวพุ่งใส่หน้าแสบตา แต่เธอไม่ได้หยุด มือทั้งสองข้างยังทำงานต่อไป
ในหม้อดินมีเพียงน้ำซุปใสกับผักกาดดองสองสามเส้น
บ้านซูมีคนหกคนแต่ในหม้อมีของพอให้คนอิ่มจริง ๆ ไม่ถึงสองคนด้วยซ้ำ
“ซูเยว่ไฟติดหรือยัง?” เสียงของหลี่กุ้ยฮวาดังมาจากนอกห้องครัวไม่ดังมาก แต่กดลงมาจนคนฟังรู้สึกเหมือนตัวเองช้าเกินไปเสมอ “ถ้าพ่อเธอออกไปทำงานสายวันนี้ทั้งบ้านจะเอาคะแนนงานที่ไหนไปแลกข้าว”
“ใกล้เสร็จแล้ว”ซูเยว่ตอบเรียบ ๆ
เธอไม่เถียงไม่ใช่เพราะเถียงไม่เป็ เพราะรู้ดีว่าในบ้านหลังนี้การเถียงไม่เคยช่วยให้ได้อะไรขึ้นมา มีแต่ทำให้เื่เล็กกลายเป็เื่ใหญ่และคนที่โดนลากเข้าไปด้วยมักเป็ซูอัน
ซูเยว่เหลือบมองเงาร่างบางที่อยู่ไม่ไกลจากเธอนักเด็กชายวัย 13 ปีนั่งอยู่มุมเตาสวมเสื้อฝ้ายเก่าจนสีแทบซีดเป็เทา หนังสือเล่มบางในมือถูกเปิดค้างไว้เขาก้มหน้าอ่านในแสงสลัวราวกับไม่รู้สึกถึงอากาศหนาวที่กัดเข้ากระดูก
ซูเยว่เหลือบมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันกลับมาคนหม้อ
ในบ้านนี้เธอไม่มีอะไรให้หวังแล้ว ยกเว้นเด็กคนนี้
ซูอันเรียนเก่งครูที่โรงเรียนเคยพูดต่อหน้าพ่อว่า ถ้าเด็กคนนี้ได้เรียนต่อเขาอาจมีโอกาสพ้นจากชีวิตแบบคนในหมู่บ้านได้ คำพูดนั้นซูเยว่จำมาจนทุกวันนี้จดจำจนขึ้นใจ…
พอหม้อเดือดเธอก็ตักลงชามอย่างรวดเร็ว ชามหนึ่งมีผักดองมากกว่าอีกชามนิดหน่อยก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็น เธอก็สลับชามนั้นไปวางไว้ตรงที่ซูอันนั่งประจำแล้วค่อยยกชามที่เหลือให้ตัวเอง
หลี่กุ้ยฮวาเดินเข้ามาพอดีหญิงหม้ายจากอีกหมู่บ้านคนนี้ไม่ได้มีใบหน้าดุดันอะไรนัก ตรงกันข้ามนางจัดว่าหน้าตาเรียบธรรมดา ปากบาง ตาเล็กและมักพูดด้วยน้ำเสียงแบบคนมีเหตุผลเสียด้วยซ้ำเพียงแต่เหตุผลทุกอย่างในบ้านหลังนี้ มักจะเอียงไปหาลูกของนางเสมอ
“เป่าเอ๋อร์ยังไม่ตื่นเหรอ?”หลี่กุ้ยฮวาหันไปสั่งลูกสาวของตัวเอง “เสี่ยวชุน ไปปลุกน้องซิ”
เถียนเสี่ยวชุนขานรับอย่างเสียไม่ได้แล้วลุกออกไป
ไม่นานซูต้าซานก็เดินเข้ามา เขาเป็ผู้ชายตัวใหญ่ ไหล่กว้างผิวคล้ำจัดจากการตากแดดมานานหลายปี มือหนาและแตกเป็ร่องเห็นชัดว่าเป็คนสู้งานและถูกมองว่าเป็คนซื่อสัตย์คนหนึ่งมีเพียงลูกสาวอย่างซูเยว่ที่รู้สึกว่าเขาเป็เหมือนก้อนหินทึมทื่อก้อนหนึ่งที่ไม่เคยสามารถปกป้องพวกเธอได้เลย
“กินเถอะ”เขาพูดเบา ๆ
ทุกคนจึงเริ่มขยับเข้าไปที่โต๊ะกินข้าว
ซูอันวางหนังสือลงแล้วหยิบชามของตัวเองหลี่กุ้ยฮวาเห็นเข้าก็ถอนหายใจยาว “ยังจะอ่านอีกเหรออ่านทั้งวันแล้วช่วยให้มีข้าวเพิ่มขึ้นบ้างไหม?”
มือของซูอันชะงักไปนิดหนึ่งแต่เขาก็ไม่ได้ตอบ
ซูเยว่ยื่นชามให้เขาเงียบๆ “รีบกิน เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย”
หลี่กุ้ยฮวาหันมาทันที “เรียนๆๆวันทั้งวันมีแต่เื่เรียนบ้านเรามีเงินทองนักหรือไงถึงจะส่งคนเรียนไม่รู้จักจบทุกวันแบบนี้”
ห้องครัวเงียบลงทันทีแม้แต่ซูต้าซานที่กำลังยกชามขึ้นดื่มก็ยังหยุดมือไปครู่หนึ่ง
ซูเยว่ยกชามขึ้นดื่มแต่ปลายนิ้วกลับเกร็งแน่นกว่าเดิม เื่นี้เริ่มถูกพูดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆและบางทีอีกไม่นานก็คงไม่ใช่เพียงแค่การพูดบ่นแล้ว
ความรู้สึกกระวนกระวายในใจของหญิงสาวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะแม้ว่าปฏิกิริยาจะดูนิ่งเฉยอยู่ก็ตาม
ซูต้าซานไอเบา ๆก่อนจะพูดขึ้น “ซูอันเรียนดี จะให้หยุดกลางคันก็น่าเสียดาย”
หลี่กุ้ยฮวาหันมามองสามี“เสียดายแล้วยังไง? เรียนเก่งแล้วยังไง? สุดท้ายก็ต้องกินข้าวเหมือนเดิม ให้บ้านเรามีคนทำงานเพิ่มขึ้นสักคนก็ยังดีกว่ามีแต่คนล้างผลาญ”
ซูอันก้มหน้าลง
ซูเยว่เงยหน้าขึ้นมองพ่อชายกลางคนก้มตาลงมองชามในมือ ไม่พูดอะไรอีก
ความรู้สึกในอกของซูเยว่เย็นลงทันที
เธอเคยเสียใจกับความเงียบของพ่อมากกว่านี้แต่พอโดนซ้ำบ่อยเข้า ความเสียใจก็เริ่มแข็งตัว กลายเป็อะไรบางอย่างที่เย็นและคมกว่าเดิม
หลังอาหารเช้าซูอันสะพายกระเป๋าผ้าเก่าออกไปโรงเรียน ซูเยว่เดินตามออกมาส่งถึงหน้าบ้านดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นสูงมาก ลมเช้าพัดใส่หน้าเด็กชายจนปลายจมูกแดง
“พี่ กลับไปเถอะเดี๋ยวป้าจะบ่นพี่อีก” เขาบอก
ซูเยว่ยื่นมือไปดึงชายเสื้อเขาให้เข้าที่“ตอนเที่ยงถ้าโรงอาหารให้มาน้อย ก็…กินช้า ๆ หน่อย จะได้ไม่หิวเร็ว”เธอพึมพำเสียงเบา
ซูอันพยักหน้าแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง“พี่...ถ้าเกิดว่า…”
ซูเยว่ยกมือขยี้ผมเขา “ตั้งใจเรียนไปก็พอเื่อื่นไม่ต้องคิดให้มากหรอก พี่จะจัดการให้นายเอง”
เด็กชายมองเธออยู่ชั่วขณะรู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของพี่สาวได้จึงได้เพียงแต่พยักหน้าแล้วรีบเดินออกไป
ซูเยว่ยืนมองจนแผ่นหลังผอมบางนั้นหายไปหลังแนวต้นไม้จึงหันกลับเข้าบ้านไปทำงานของตัวเอง
ล้างชาม ซักผ้า กวาดลานหิ้วน้ำ สับฟืน ล้างรางข้าวหมู… เธอยังคงทำสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆทุกวันราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
ตอนสายเธอนั่งซักผ้าอยู่ข้างถังน้ำ น้ำเย็นจัดจนมือเธอชาไปหมดแต่เธอก็ทำไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย เถียนเสี่ยวชุนนั่งอยู่บนธรณีประตูกำลังเย็บขอบแขนเสื้อให้ตัวเองอย่างไม่รีบร้อน
“ได้ยินที่แม่ฉันพูดเมื่อเช้าหรือเปล่า?”เด็กสาวถามขึ้นลอย ๆ “ถ้าซูอันออกจากโรงเรียนก็ดีต่อไปพ่อคงให้เขาไปช่วยเก็บแต้มงานได้”
ซูเยว่บิดผ้าผืนหนึ่งแรงจนหยดน้ำกระเด็นหันไปมองเธอตรง ๆ “น้องฉันจะเรียนต่อ”
เถียนเสี่ยวชุนหัวเราะเบาๆ “พูดเหมือนกับจะตัดสินใจเองได้อย่างนั้นแหละ ตอนนั้นเธอเองก็ยอมลาออกมาง่ายๆไม่ใช่เหรอ? ให้ซูอันลาออกอีกคนจะเป็อะไรไปมีใครบ้างไม่เป็แบบนี้?” น้ำเสียงแหลมเล็กแฝงไปด้วยเจตนาร้าย
เถียนเสี่ยวชุนเป็ลูกติดของหลี่กุ้ยฮวาก่อนที่แม่ของเธอจะแต่งงานใหม่กับตระกูลซูเธอก็ไม่มีสิทธิ์ได้เรียนหนังสืออยู่แล้วในตอนแรกเธอจึงอิจฉาสองพี่น้องคู่นี้มากและมักจะช่วยมารดาเป่าหูซูต้าซานอยู่บ่อยๆว่าครอบครัวของพวกเขานั้นยากจนเกินกว่าจะทำเื่ทะเยอทะยานแบบนั้น
สุดท้ายซูเยว่ที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมและมีความหวังที่จะได้เรียนต่อมัธยมก็ยอมลาออกเพื่อให้ซูอันได้เรียนต่อ
ทว่าตอนนี้เด็กหนุ่มกลับไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของบ้านอีกต่อไปหลี่กุ้ยฮวาจึงเริ่มวางแผนใหม่เพื่อปูอนาคตให้กับลูกชายสุดที่รักของนาง
ซูเยว่ไม่ตอบโต้กลับในทันทีเธอเพียงก้มหน้าซักผ้าต่อ แต่แรงที่กดลงไปบนผืนผ้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนข้อนิ้วซีด
เธอบิดผ้าทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก่อนกำลังจะเทน้ำออก แต่เถียนเสี่ยวชุนรีบห้ามไว้ “อย่าเพิ่ง!เอาตัวนี้ไปซักให้ฉันด้วย” เธอพูดพลางโยนเสื้อที่เพิ่งเย็บใหม่ลงไปในอ่างน้ำ
อากาศเริ่มหนาวแล้วน้ำในอ่างก็เย็นเข้ากระดูก เถียนเสี่ยวชุนเร่งมืออยู่ตั้งนานแต่เพราะมัวพูดคุยถากถางซูเยว่จึงทำให้เสียเวลา
ซูเยว่เหลือบมองเสื้อที่ดูใหม่กว่าตัวที่เธอสวมอยู่หลายเท่าค่อยๆจมลงในอ่างน้ำ “นี่มันชุดของเธอ ก็ซักเองสิ”
“ไม่น้ำมันเย็นเกินไป ฉันทนไม่ไหวหรอก!” เถียนเสี่ยวชุนกอดอก พูดอย่างเย่อหยิ่ง “ไหนๆเธอก็ซักพวกนั้นจนเสร็จหมดแล้ว แค่ซักของฉันอีกตัวหนึ่งจะเป็อะไรไป”
ซูเยว่ “...”
ซ่า!!!
อ่างน้ำถูกพลิกคว่ำในพริบตา
“อ๊าาา ซูเยว่!”
เถียนเสี่ยวชุนกรีดร้องขณะที่วิ่งตามไปเก็บเสื้อตัวโปรดของตัวเองที่ไหลไปกับกองโคลนเมื่อหยิบขึ้นมาแล้วก็ยังต้องเผชิญหน้ากับท่าทียียวนของซูเยว่อีก
เด็กสาวมองเธอสลับกับก้อนโคลนผืนนั้นยิ้มบางๆ ขณะพูดว่า “ดูสิ ไหนๆ เธอก็เปื้อนไปหมดแล้ว งั้นตอนนี้ก็ทำเองได้แล้วสิ”