ซูเยว่ พลิกชะตาข้ามค้าสองโลก (1960)

    ตอนที่ 1 ครอบครัวซู


             

            ลมหนาวพัดลอดรอยไม้แตกเข้ามาในห้องครัว๻ั้๹แ๻่ฟ้ายังไม่สว่างดีเด็กสาวร่างผอมบางย่อตัวลงหน้าเตา ใช้กิ่งไม้เขี่ยฟืนที่ชื้นจนแทบติดไฟไม่ได้ควันสีขาวพุ่งใส่หน้าแสบตา แต่เธอไม่ได้หยุด มือทั้งสองข้างยังทำงานต่อไป

            ในหม้อดินมีเพียงน้ำซุปใสกับผักกาดดองสองสามเส้น

            บ้านซูมีคนหกคนแต่ในหม้อมีของพอให้คนอิ่มจริง ๆ ไม่ถึงสองคนด้วยซ้ำ

            “ซูเยว่ไฟติดหรือยัง?” เสียงของหลี่กุ้ยฮวาดังมาจากนอกห้องครัวไม่ดังมาก แต่กดลงมาจนคนฟังรู้สึกเหมือนตัวเองช้าเกินไปเสมอ “ถ้าพ่อเธอออกไปทำงานสายวันนี้ทั้งบ้านจะเอาคะแนนงานที่ไหนไปแลกข้าว”

            “ใกล้เสร็จแล้ว”ซูเยว่ตอบเรียบ ๆ

            เธอไม่เถียงไม่ใช่เพราะเถียงไม่เป็๞ เพราะรู้ดีว่าในบ้านหลังนี้การเถียงไม่เคยช่วยให้ได้อะไรขึ้นมา มีแต่ทำให้เ๹ื่๪๫เล็กกลายเป็๞เ๹ื่๪๫ใหญ่และคนที่โดนลากเข้าไปด้วยมักเป็๞ซูอัน

            ซูเยว่เหลือบมองเงาร่างบางที่อยู่ไม่ไกลจากเธอนักเด็กชายวัย 13 ปีนั่งอยู่มุมเตาสวมเสื้อฝ้ายเก่าจนสีแทบซีดเป็๲เทา หนังสือเล่มบางในมือถูกเปิดค้างไว้เขาก้มหน้าอ่านในแสงสลัวราวกับไม่รู้สึกถึงอากาศหนาวที่กัดเข้ากระดูก

            ซูเยว่เหลือบมองน้องชายอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันกลับมาคนหม้อ

            ในบ้านนี้เธอไม่มีอะไรให้หวังแล้ว ยกเว้นเด็กคนนี้

            ซูอันเรียนเก่งครูที่โรงเรียนเคยพูดต่อหน้าพ่อว่า ถ้าเด็กคนนี้ได้เรียนต่อเขาอาจมีโอกาสพ้นจากชีวิตแบบคนในหมู่บ้านได้ คำพูดนั้นซูเยว่จำมาจนทุกวันนี้จดจำจนขึ้นใจ…

            พอหม้อเดือดเธอก็ตักลงชามอย่างรวดเร็ว ชามหนึ่งมีผักดองมากกว่าอีกชามนิดหน่อยก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็น เธอก็สลับชามนั้นไปวางไว้ตรงที่ซูอันนั่งประจำแล้วค่อยยกชามที่เหลือให้ตัวเอง

            หลี่กุ้ยฮวาเดินเข้ามาพอดีหญิงหม้ายจากอีกหมู่บ้านคนนี้ไม่ได้มีใบหน้าดุดันอะไรนัก ตรงกันข้ามนางจัดว่าหน้าตาเรียบธรรมดา ปากบาง ตาเล็กและมักพูดด้วยน้ำเสียงแบบคนมีเหตุผลเสียด้วยซ้ำเพียงแต่เหตุผลทุกอย่างในบ้านหลังนี้ มักจะเอียงไปหาลูกของนางเสมอ

            “เป่าเอ๋อร์ยังไม่ตื่นเหรอ?”หลี่กุ้ยฮวาหันไปสั่งลูกสาวของตัวเอง “เสี่ยวชุน ไปปลุกน้องซิ”

            เถียนเสี่ยวชุนขานรับอย่างเสียไม่ได้แล้วลุกออกไป

            ไม่นานซูต้าซานก็เดินเข้ามา เขาเป็๲ผู้ชายตัวใหญ่ ไหล่กว้างผิวคล้ำจัดจากการตากแดดมานานหลายปี มือหนาและแตกเป็๲ร่องเห็นชัดว่าเป็๲คนสู้งานและถูกมองว่าเป็๲คนซื่อสัตย์คนหนึ่งมีเพียงลูกสาวอย่างซูเยว่ที่รู้สึกว่าเขาเป็๲เหมือนก้อนหินทึมทื่อก้อนหนึ่งที่ไม่เคยสามารถปกป้องพวกเธอได้เลย

            “กินเถอะ”เขาพูดเบา ๆ

            ทุกคนจึงเริ่มขยับเข้าไปที่โต๊ะกินข้าว 

            ซูอันวางหนังสือลงแล้วหยิบชามของตัวเองหลี่กุ้ยฮวาเห็นเข้าก็ถอนหายใจยาว “ยังจะอ่านอีกเหรออ่านทั้งวันแล้วช่วยให้มีข้าวเพิ่มขึ้นบ้างไหม?”

            มือของซูอันชะงักไปนิดหนึ่งแต่เขาก็ไม่ได้ตอบ

            ซูเยว่ยื่นชามให้เขาเงียบๆ “รีบกิน เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย”

            หลี่กุ้ยฮวาหันมาทันที “เรียนๆๆวันทั้งวันมีแต่เ๱ื่๵๹เรียนบ้านเรามีเงินทองนักหรือไงถึงจะส่งคนเรียนไม่รู้จักจบทุกวันแบบนี้”

            ห้องครัวเงียบลงทันทีแม้แต่ซูต้าซานที่กำลังยกชามขึ้นดื่มก็ยังหยุดมือไปครู่หนึ่ง

            ซูเยว่ยกชามขึ้นดื่มแต่ปลายนิ้วกลับเกร็งแน่นกว่าเดิม เ๱ื่๵๹นี้เริ่มถูกพูดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆและบางทีอีกไม่นานก็คงไม่ใช่เพียงแค่การพูดบ่นแล้ว

            ความรู้สึกกระวนกระวายในใจของหญิงสาวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะแม้ว่าปฏิกิริยาจะดูนิ่งเฉยอยู่ก็ตาม

            ซูต้าซานไอเบา ๆก่อนจะพูดขึ้น “ซูอันเรียนดี จะให้หยุดกลางคันก็น่าเสียดาย”

            หลี่กุ้ยฮวาหันมามองสามี“เสียดายแล้วยังไง? เรียนเก่งแล้วยังไง? สุดท้ายก็ต้องกินข้าวเหมือนเดิม ให้บ้านเรามีคนทำงานเพิ่มขึ้นสักคนก็ยังดีกว่ามีแต่คนล้างผลาญ”

            ซูอันก้มหน้าลง

            ซูเยว่เงยหน้าขึ้นมองพ่อชายกลางคนก้มตาลงมองชามในมือ ไม่พูดอะไรอีก

            ความรู้สึกในอกของซูเยว่เย็นลงทันที

            เธอเคยเสียใจกับความเงียบของพ่อมากกว่านี้แต่พอโดนซ้ำบ่อยเข้า ความเสียใจก็เริ่มแข็งตัว กลายเป็๞อะไรบางอย่างที่เย็นและคมกว่าเดิม

            หลังอาหารเช้าซูอันสะพายกระเป๋าผ้าเก่าออกไปโรงเรียน ซูเยว่เดินตามออกมาส่งถึงหน้าบ้านดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นสูงมาก ลมเช้าพัดใส่หน้าเด็กชายจนปลายจมูกแดง

            “พี่ กลับไปเถอะเดี๋ยวป้าจะบ่นพี่อีก” เขาบอก

            ซูเยว่ยื่นมือไปดึงชายเสื้อเขาให้เข้าที่“ตอนเที่ยงถ้าโรงอาหารให้มาน้อย ก็…กินช้า ๆ หน่อย จะได้ไม่หิวเร็ว”เธอพึมพำเสียงเบา

            ซูอันพยักหน้าแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง“พี่...ถ้าเกิดว่า…”

            ซูเยว่ยกมือขยี้ผมเขา “ตั้งใจเรียนไปก็พอเ๱ื่๵๹อื่นไม่ต้องคิดให้มากหรอก พี่จะจัดการให้นายเอง”

            เด็กชายมองเธออยู่ชั่วขณะรู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของพี่สาวได้จึงได้เพียงแต่พยักหน้าแล้วรีบเดินออกไป

            ซูเยว่ยืนมองจนแผ่นหลังผอมบางนั้นหายไปหลังแนวต้นไม้จึงหันกลับเข้าบ้านไปทำงานของตัวเอง

            ล้างชาม ซักผ้า กวาดลานหิ้วน้ำ สับฟืน ล้างรางข้าวหมู… เธอยังคงทำสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆทุกวันราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

            ตอนสายเธอนั่งซักผ้าอยู่ข้างถังน้ำ น้ำเย็นจัดจนมือเธอชาไปหมดแต่เธอก็ทำไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย เถียนเสี่ยวชุนนั่งอยู่บนธรณีประตูกำลังเย็บขอบแขนเสื้อให้ตัวเองอย่างไม่รีบร้อน

            “ได้ยินที่แม่ฉันพูดเมื่อเช้าหรือเปล่า?”เด็กสาวถามขึ้นลอย ๆ “ถ้าซูอันออกจากโรงเรียนก็ดีต่อไปพ่อคงให้เขาไปช่วยเก็บแต้มงานได้”

            ซูเยว่บิดผ้าผืนหนึ่งแรงจนหยดน้ำกระเด็นหันไปมองเธอตรง ๆ “น้องฉันจะเรียนต่อ”

            เถียนเสี่ยวชุนหัวเราะเบาๆ “พูดเหมือนกับจะตัดสินใจเองได้อย่างนั้นแหละ ตอนนั้นเธอเองก็ยอมลาออกมาง่ายๆไม่ใช่เหรอ? ให้ซูอันลาออกอีกคนจะเป็๞อะไรไปมีใครบ้างไม่เป็๞แบบนี้?” น้ำเสียงแหลมเล็กแฝงไปด้วยเจตนาร้าย

            เถียนเสี่ยวชุนเป็๲ลูกติดของหลี่กุ้ยฮวาก่อนที่แม่ของเธอจะแต่งงานใหม่กับตระกูลซูเธอก็ไม่มีสิทธิ์ได้เรียนหนังสืออยู่แล้วในตอนแรกเธอจึงอิจฉาสองพี่น้องคู่นี้มากและมักจะช่วยมารดาเป่าหูซูต้าซานอยู่บ่อยๆว่าครอบครัวของพวกเขานั้นยากจนเกินกว่าจะทำเ๱ื่๵๹ทะเยอทะยานแบบนั้น

            สุดท้ายซูเยว่ที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมและมีความหวังที่จะได้เรียนต่อมัธยมก็ยอมลาออกเพื่อให้ซูอันได้เรียนต่อ 

            ทว่าตอนนี้เด็กหนุ่มกลับไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของบ้านอีกต่อไปหลี่กุ้ยฮวาจึงเริ่มวางแผนใหม่เพื่อปูอนาคตให้กับลูกชายสุดที่รักของนาง

            ซูเยว่ไม่ตอบโต้กลับในทันทีเธอเพียงก้มหน้าซักผ้าต่อ แต่แรงที่กดลงไปบนผืนผ้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนข้อนิ้วซีด

            เธอบิดผ้าทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก่อนกำลังจะเทน้ำออก แต่เถียนเสี่ยวชุนรีบห้ามไว้ “อย่าเพิ่ง!เอาตัวนี้ไปซักให้ฉันด้วย” เธอพูดพลางโยนเสื้อที่เพิ่งเย็บใหม่ลงไปในอ่างน้ำ

            อากาศเริ่มหนาวแล้วน้ำในอ่างก็เย็นเข้ากระดูก เถียนเสี่ยวชุนเร่งมืออยู่ตั้งนานแต่เพราะมัวพูดคุยถากถางซูเยว่จึงทำให้เสียเวลา 

            ซูเยว่เหลือบมองเสื้อที่ดูใหม่กว่าตัวที่เธอสวมอยู่หลายเท่าค่อยๆจมลงในอ่างน้ำ “นี่มันชุดของเธอ ก็ซักเองสิ” 

            “ไม่น้ำมันเย็นเกินไป ฉันทนไม่ไหวหรอก!” เถียนเสี่ยวชุนกอดอก พูดอย่างเย่อหยิ่ง “ไหนๆเธอก็ซักพวกนั้นจนเสร็จหมดแล้ว แค่ซักของฉันอีกตัวหนึ่งจะเป็๞อะไรไป”

            ซูเยว่ “...”

            ซ่า!!!

            อ่างน้ำถูกพลิกคว่ำในพริบตา

            “อ๊าาา ซูเยว่!” 

            เถียนเสี่ยวชุนกรีดร้องขณะที่วิ่งตามไปเก็บเสื้อตัวโปรดของตัวเองที่ไหลไปกับกองโคลนเมื่อหยิบขึ้นมาแล้วก็ยังต้องเผชิญหน้ากับท่าทียียวนของซูเยว่อีก

            เด็กสาวมองเธอสลับกับก้อนโคลนผืนนั้นยิ้มบางๆ ขณะพูดว่า “ดูสิ ไหนๆ เธอก็เปื้อนไปหมดแล้ว งั้นตอนนี้ก็ทำเองได้แล้วสิ”