หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 - ฝึกปราณสองคัมภีร์

            “เจ้านกอสูรตัวนี้เลี้ยงยากเสียจริงต้องเป็นเนื้อสุกถึงจะยอมกิน กินเสร็จแล้วยังต้องดื่มเหล้าอีก พอข้าไม่เอาให้!มันก็ทำให้ไหเหล้าแตกเอง ข้าไม่เคยเห็นนกแปลกเช่นนี้มาก่อนเลย” กงเสวียนพึมพำออกมา

            “ศิษย์พี่ใหญ่กลับมาแล้วทำไมถึงเร็วนักเล่า?” ชิงจีกล่าวทักทาย

            “พวกเจ้าไม่เห็นต้องกังวลขนาดนั้นแค่เข้าค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณเพื่อฝึกฝนครั้งเดียว ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดก็เพียงรับปราณเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปแล้วทำให้กล้ามเนื้อเสียหายเท่านั้น เกิดอะไรขึ้นกันเล่า?” กงเสวียนเหลือบมองอู๋ฉี่และคนอื่นๆขณะสงสัยว่าทำไมพวกนี้ถึงรู้สึกเครียดเช่นนี้

            “ถึงจะไม่มีผลร้ายแรงใดๆตามมา แต่ถ้าล้มเหลวพวกเขาก็จะเสียโอกาส ซึ่งก็จะส่งกระทบต่อพวกเขาในระยะแรก”ชิงจีกล่าว

            “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็เครียดกันไปเถิดข้าจะขอดื่มก่อน” กงเสวียนหยิบเหล้าหนึ่งขวดออกมาและเริ่มดื่มช้าๆ

            “ศิษย์พี่ใหญ่ท่านวางมันลงเถิด! ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับสิบสามน้อยแล้วก็...ท่านจะอธิบายให้อาจารย์ฟังว่าอย่างไรเล่า?” หยางเหล่ยเหลือบมองกงเสวียน

            “แค่ก! เป็นเรื่องใหญ่จริงๆถ้าสิบสามน้อยล่าช้าเพราะข้า ท่านอาจารย์จะต้องโกรธแน่นอน”หลังจากฟังคำพูดของหยางเหล่ย กงเสวียนก็สำลักแต่เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับลูกศิษย์อีกสองคนของตนเองนัก เพราะถ้าพวกเขาล้มเหลวก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเสียโอกาสในการพัฒนาพลังบ่มเพาะช่วงหนึ่งเท่านั้นแต่ถ้ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับเยี่ยซาง หลิ่วหยางอวี่จะจัดการเขาอย่างแน่นอน

            กงเสวียนอู๋ฉี่และคนที่เหลือต่างก็เงียบลง ไม่มีใครวางใจจนถึงขั้นนั่งบ่มเพาะรอลูกศิษย์ทุกคนสังเกตสถานการณ์ในค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณอย่างระมัดระวัง

            เยี่ยซางบนแท่นจวี้หลิงไท่ได้ใช้คัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์และคัมภีร์หมื่นวิถีดูดซับปราณทั้งหมดจากแท่นจวี้หลิงไท่เข้าสู่ร่างกาย

            สิ่งนี้ทำให้ฐานการบ่มเพาะของปราณแท้จริงและพลังปราณในร่างกายของเยี่ยซางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            สองวันผ่านไปในชั่วพริบตาคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ทำให้ปราณแท้จริงในตันเถียนของเยี่ยซางไปถึงระดับกลางของเลี่ยนชี่ขั้นหกส่วนคัมภีร์หมื่นวิถีก็พัฒนาพลังปราณในร่างกายมาถึงจุดสูงสุดของเลี่ยนเซวี่ยขั้นสี่

            หากเยี่ยซางไม่สามารถทะลวงขั้นของเลี่ยนเซวี่ยได้ร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซับปราณต่อไปได้ มีเพียงแต่จะต้องทะลวงขั้นเท่านั้นจึงจะสามารถเพิ่มพลังบ่มเพาะได้สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เยี่ยซางได้สติจากการทำสมาธิ

            หลังจากเยี่ยซางตรวจสอบสถานการณ์แล้วจึงตัดสินใจฝ่าด่านทะลวงขั้นไปเขาไม่อาจเสียโอกาสที่ดีเช่นนี้ในการฝึกฝนได้

            เพื่อให้สามารถทะลวงขั้นของคัมภีร์หมื่นวิถีได้สำเร็จเยี่ยซางจึงได้หยุดการบ่มเพาะคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์แล้วเร่งพลังปราณในร่างกายของเขา

            ภายใต้สถานการณ์นี้ความเร็วในการดูดซับของเยี่ยซางก็ลดลงอย่างไรก็ตามเมื่อขาดการกลั่นปราณแท้จริงในตันเถียน ก็จะเทียบเท่ากับการดูดซับปราณเพียงครึ่งเดียวสถานการณ์นี้ทำให้คนภายนอกทั้งสิบคนรับรู้ได้ทันที

            กงเสวียนยืนขึ้นหรี่ตาและจ้องไปที่ค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณ

            “ศิษย์พี่มีอะไรผิดปกติกับสิบสามหรือไม่?” หยางเหล่ยก็กังวลเล็กน้อยเช่นกัน

            กงเสวียนโบกมือและไม่ตอบคำพูดของหยางเหล่ยเขาพบว่าสถานการณ์ของเยี่ยซางนั้นมั่นคงมาก ไม่มีการเคลื่อนไหวที่ไม่มั่นคงของพลังปราณเลยแม้แต่น้อยดังนั้นจึงยังคงสังเกตต่อไป

            หลังจากโคจรพลังปราณในร่างกายอย่างรวดเร็วไม่กี่รอบเยี่ยซางก็ควบคุมพลังปราณทั้งหมดในร่างกายของตนเองเพื่อส่งไปยังเส้นเอ็นขนาดใหญ่จากเอวถึงคอ

            เส้นเอ็นนี้เรียกว่าเอ็นมังกรในคัมภีร์หมื่นวิถีการส่งพลังปราณเข้าไปในเอ็นมังกรเป็นขั้นตอนที่จะเข้าสู่ขั้นห้าของขอบเขตเลี่ยนเซวี่ยหากเส้นเอ็นนี้ได้รับการฝึกฝนแล้ว ความแข็งแรงของเอวของเยี่ยซางจะดีขึ้นอย่างมากซึ่งจะส่งผลต่อแขนและขาโดยตรง

            ขณะที่เยี่ยซางกระแทกพลังปราณทั้งหมดในร่างกายของตนเองเข้าไปที่กล้ามเนื้อแผ่นหลังของเขาก็เหมือนกับมีปลาทะเลชนิดหนึ่งที่แหวกว่ายไปมา จากบนลงล่างจากล่างขึ้นบน หลังจากผ่านไปมาสองสามทีเขาจึงค่อยๆ ทรงตัวขึ้น แล้วเยี่ยซางก็ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ขั้นห้าของเลี่ยนเซวี่ยแล้ว

            แม้ว่าเยี่ยซางจะเข้าสู่ขั้นห้าของเลี่ยนเซวี่ยได้แล้วเขาก็ยังคงฝึกฝนคัมภีร์หมื่นวิถีเพื่อให้พลังปราณในร่างกายมั่นคงมากขึ้นไม่เพียงแต่จะช่วยการฝึกฝนในอนาคตของเขาเท่านั้นแต่ยังช่วยพัฒนาการฝึกฝนในตอนนี้ของเขาด้วยเช่นกัน

            เมื่อเข้าสู่ขั้นที่ห้าของขอบเขตเลี่ยนเซวี่ยจุดชีพจรบนร่างกายของเยี่ยซางก็แข็งแกร่งขึ้นทำให้การดูดซับปราณเพิ่มขึ้นสามส่วนทันที

            “อืมความเร็วในการดูดซับปราณฟื้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ถึงระดับปกติ”หวาหนานบ่นด้วยเสียงต่ำ

            ทันทีที่คำพูดของหวาหนานเงียบลงหมอกสีขาวรอบๆ ตัวของเยี่ยซางก็จางลงเนื่องจากเขาเริ่มฝึกคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์ทำให้ตันเถียนของเขาเริ่มดูดซับปราณแท้จริง

            หลังจากเปิดใช้การโคจรปราณของทั้งสองคัมภีร์ความเร็วในการดูดซับปราณของเยี่ยซางก็เพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ทันทีถึงสามในสิบส่วนของการดูดซับทั้งหมดในช่วงก่อนซึ่งเป็นผลของการพัฒนาคัมภีร์หมื่นวิถี

            “ศิษย์พี่สามหลังจากที่ค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณปิดแล้ว ท่านกล้าจับสิบสามน้อยมาตรวจสอบหรือไม่?” ชิงจีถาม

            “ถ้าเจ้าจะจับก็อย่าลากศิษย์พี่สามไปด้วย ถ้าท่านอาจารย์รู้ เจ้าจะต้องเดือดร้อนแน่”หวาหนานพูดด้วยรอยยิ้ม

            “เจ้าเด็กนี่กำลังท้าทายสวรรค์แท่นจวี้หลิงไท่ของเขานั้นสูงกว่าคนอื่นๆ มากเกินไปแล้ว” หยางเหล่ยกล่าว

            “เขาน่าจะฝึกเคล็ดวิชาบ่มเพาะร่างกายไม่ใช่แค่จุดตันเถียนของเขาที่ดูดซับปราณแท้จริงแต่ร่างกายของเขาก็ดูดซับพลังปราณด้วย” กงเสวียนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว

            “วิชาบ่มเพาะร่างกายไม่ใช่ว่าหายไปจนหมดสิ้นแล้วหรือ? สิบสามน้อยจะรู้ฝึกวิชาบ่มเพาะร่างกายได้อย่างไรเล่า?” หยางเหล่ยกล่าวอย่างความประหลาดใจ

            ก่อนที่หยางเหล่ยจะเข้าสู่หุบเขาโอสถนางได้กินหญ้าเฉียงกู่ที่ทำให้กระดูกแข็งแรงเข้าไปร่างกายของนางก็เลยแข็งแรงกว่าคนอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลที่นางสามารถฝึกฝนคัมภีร์หัตถ์คลุมสวรรค์ได้จากนั้นเมื่อนางเข้ามาในหุบเขาโอสถแล้ว ก็ได้ยินหลิ่วหยางอวี่พูดถึงการบ่มเพาะร่างกายอย่างไรก็ตาม หยางเหล่ยก็พยายามอย่างเต็มที่ในการฝึกฝนปราณแท้จริงเพื่อเพิ่มพลังของคัมภีร์หัตถ์คลุมสวรรค์

            ตอนนี้ผู้คนล้วนฝึกฝนแต่ปราณแท้จริงเพราะสาเหตุหลักคือการหายไปของเคล็ดวิชาบ่มเพาะร่างกาย นอกจากนี้การบ่มเพาะร่างกายก็เป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จหากไม่ได้ฝึกฝนจนถึงระดับสูงสุดดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจการฝึกฝนที่ไร้ค่านี้

            “ความเร็วของการบ่มเพาะปราณแท้จริงก็เร็วมากเช่นกันเห็นได้ชัดว่าไม่ได้รับผลกระทบ การบ่มเพาะร่างกายสามารถใช้ส่งเสริมการฝึกฝนเพื่อให้ฝึกฝนคัมภีร์หัตถ์คลุมสวรรค์ของอาจารย์ได้”ศิษย์คนที่เจ็ดของหลิ่วหยางอวี่กล่าว

            “อะไรกัน!พวกเจ้าไม่รู้หรือ ข้าเคยเจอในอ่านตำราเล่มหนึ่ง ในสงครามของเหล่าทวยเทพ ราชานักสู้หลี่เฟิง นั้นน่าอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด เขาบ่มเพาะร่างกายจนแข็งแกร่ง ถึงกับเป็นเรื่องยากที่จะทำร้ายเขาด้วยหอกและดาบเขาสามารถสังหารคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันได้” กงเสวียนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

            “ยุคสมัยเปลี่ยนไปการบ่มเพาะร่างกายไม่มีใครฝึกฝนอีกแล้ว ยามนี้เป็นยุคแห่งการปรุงยาต่างหาก”โจวเจิ้งกล่าว

            “ไม่ใช่ว่าไม่มีใครฝึกฝนแต่มรดกเคล็ดวิชาพวกนั้นล้วนถูกทำลายไปหมดสิ้นแล้ว แต่ถึงที่สุดแล้วย่อมต้องพลิกกลับ!ใครจะไปรู้ว่าเคล็ดวิชาการบ่มเพาะร่างกายจะปรากฎขึ้นอีกครั้งเมื่อไร?” กงเสวียนไม่เห็นด้วยกับคำพูดของโจวเจิ้ง

            หลังจากฟังคำพูดของกงเสวียนแล้วโจวเจิ้งก็หยุดพูด แม้เขาจะรู้สึกว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกต้องแต่เขาก็ยังต้องฟังความคิดเห็นของกงเสวียน อย่างไรแล้วกงเสวียนก็ไม่มีเจตนาทำร้ายเขา

            ความสนใจของกงเสวียนอยู่ที่ค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณเขาพบว่าความเร็วในการดูดซับปราณของเยี่ยซางเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขารู้สึกกังวลเล็กน้อย

            ด้วยการฝึกฝนขั้นที่ห้าของเลี่ยนเซวี่ยจุดชีพจรของเยี่ยซางดูดซับพลังปราณได้เร็วขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุความกังวลใจของกงเสวียน

            แต่หลังจากเคร่งเครียดอยู่สักพักหนึ่งกงเสวียนก็รู้สึกโล่งใจ เมื่อพบว่าพลังในร่างกายของเยี่ยซางมั่นคง

            “สิบสองคนรวมกันไม่เท่าเขาคนเดียวเขาไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว” กงเสวียนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            “ศิษย์พี่ใหญ่กลัวว่าอาจารย์จะโกรธสินะ!”หยางเหล่ยพูดด้วยรอยยิ้ม

            “อาจารย์จะตำหนิก็ตำหนิเถิดแต่ข้าไม่ต้องการให้ท่านอาจารย์เสียใจอีกอุบัติเหตุของสิบสองส่งผลกระทบต่อท่านอาจารย์อย่างหนัก พวกเจ้าก็เหมือนกันในอนาคตเมื่อเจ้าออกไปหาประสบการณ์ฝึกฝนข้างนอกต้องระวังตัวให้มากพวกเจ้าทั้งหมดคือหัวใจและจิตวิญญาณของท่านอาจารย์”กงเสวียนพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            หลังจากได้ยินคำพูดของกงเสวียนแม้แต่หยางเหล่ยที่กระตือรือร้นที่สุดก็หยุดพูด นางเข้าใจคำพูดของกงเสวียน หลิ่วหยางอวี่เป็นอาจารย์ของพวกเขาไม่เพียงแต่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบ่มเพาะ แต่ยังมอบความรักราวกับบิดาให้แก่พวกเขาด้วย

    ในช่วงเวลาต่อมารูปแบบการฝึกฝนภายในค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณนั้นต่างมั่นคงมาก ทั้งสิบสามคนจึงฝึกฝนอย่างเงียบๆ