อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 93 แมลงเกาะชะตา

            นอร่ากลับไม่มีท่าทีตื่นกลัวหรือตกใจเลยแม้แต่น้อยเธอเพียงแค่มีสีหน้าประหลาดใจแค่นั้น

            “คนแคระนักล่าค่าหัว? คนที่อยู่ๆ ก็โผล่มาพกอาวุธประหลาดทั่วตัว น่ะเหรอคะท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์”

            คาทาริน่าพยักหน้าบอกว่าเป็น

            “เขาคนนั้นค่ะ”

            นอร่าทำท่าแปลกใจ

            “เขาคนนั้น? ที่แท้คนแคระนักล่าค่าหัวก็เป็นผู้ชายนั่นเองเหรอพึ่งรู้เลยนะคะเนี่ย”

            คาทาริเงียบอึ้งไปเล็กน้อยเพราะเธอเองก็ไม่รุ้ว่าคนๆ นี้เป็นผู้หญิงหรือชาย แต่เธอก็รีบวางเรื่องนี้ลงและเฝ้าสังเกตปฎิกิริยาของนอร่าพบว่าเธอยังคงยิ้มแย้มไร้ซึ่งความวิตกกังวลราวกับว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ คาทาริน่าเหลือบมองไปที่แบรดซึ่งยืนด้านหลังพบว่าเขาส่ายหน้าเล็กน้อย คาทาริน่าก็หันหน้ากลับมาแล้วมองไปยังหญิงสาวที่ยืนด้านหลังนอร่า เธอพบว่าผู้หญิงคนนี้ก็ล้นด้วยเสน่ห์ลึกลับน่าดึงดูดเช่นกัน คาทาริน่าหันนสายกลับมาที่นอร่าถถามว่า

            “คุณนอร่าไม่รู้จักเขาเลยเหรอคะ?”

            นอร่าทำท่าครุ่นคิด

            “ถ้าแค่ชื่อล่ะก็พอรู้จักอยู่ค่ะ”

            คาทาริน่าหรี่ตาถามนอร่าว่า

            “คุณนอร่ารู้จักชื่อของเขาด้วยเหรอคะ”

            “ก็เขาชื่อคนแคระนักล่าค่าหัวไม่ใช่เหรอคะท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์?”

            คาทาริน่ารู้สึกอารมณ์เสียเล็กน้อยเพราะรู้สึกเหมือนกับโดนอีกฝ่ายปั่นหัวอยู่ แต่เพราะเห็นท่าทีที่ดู(เหมือน)บริสุทธิ์ใจนั้นทำให้เธอไม่สะดวกจะโวยวาย จึงรีบถามอีกคำถาม

            “เมื่อคืนนี้คุณให้คนของคุณไปทำการล่อลวงทหารที่หน้าโรงตีเหล็กสินะคะ?”

            นอร่าพยักหน้า

            “ใช่ค่ะมีอะไรหรือคะท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์?”

            “ทำไมคุณถึงทำแบบนั้นคะ?”

            นอร่ายิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางมาร์ควิสราฟาเอล

            “พอดีว่าอยากจะส่งสารไปถึงคนบางคนว่าถ้าเหนื่อยนักก็มาพักผ่อนที่หอห้องฝันได้น่ะสิคะ”

            มาร์ควิสราฟาเอลที่กำลังหยิบคุกกี้ขึ้นมาทานสะดุ้งเผลอทำคุกกี้ติดคอจนต้องรีบยกน้ำชาขึ้นมาดื่มค่อยรอดพ้นจากเหตุการณ์วิกฤติ นอร่าที่เห็นปฎิกิริยาของมาร์ควิสก็หัวเราะ คิกคิก

            คาทาริน่าหันไปมองแบรดพบว่าเขาส่ายหน้าเล็กน้อย เธอจึงหันกลับมาถามคาทาริน่าว่า

            “คุณนอร่าทราบมั้ยคะว่าทหารเหล่านั้นไปทำอะไรที่โรงตีเหล็ก”

            นอร่าก็ตอบไปด้วยท่าทีที่ ‘ใสซื่อ’ ว่า

            “คงเป็นเพราะทางกองทัพกำลังจ้างวานให้โรงตีเหล็กนั่นสร้างอาวุธที่เป็นความลับใช่มั้ยคะ”

            คาทาริน่าก้มมองชาในถ้วยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนอร่าถามว่า

            “งั้นฉันจะถามใหม่นะคะคุณนอร่า ฉันอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่า เฟย์ไรน์ เป็นตัวแทนของศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์ ทางเราต้องการคนแคระนักร่าค่าหัวคนนี้เป็นอย่างยิ่งดังนั้นฉันอยากให้คุณแจ้งพวกเรามาทีว่าคนๆ นี้อยู่ที่ไหน”

            คาทาริน่ายกศาสจักรขึ้นมาหมายจะกดดันอีกฝ่าย ทว่านอร่ายกถ้วยชาขึ้นมาดื่มก่อนจะพูดรากเสียงยานว่า

            “ต้องขออภัยด้วยนะคะท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่าผู้เป็นตัวแทนของศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์ ดิฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเขาอยู่ที่ไหน”

            คาทาริน่าไม่เชื่อที่นอร่าพูด

            “คนนอร่าคุณไม่จำเป็นต้องปกป้องเขาขนาดนั้น อำนาจของศาสนจักรไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างคุณจะขัดขืนได้”

            นอร่ากลับยิ้มให้เธอ

            “ดิฉันเองก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักเขานี่คะ ต่อให้พระสันตะปาปาผู้ที่ได้ชื่อว่าใกล้เคียงกับพระเจ้ามากที่สุดมาด้วยกันเองคำตอบก็ยังเป็นแบบเดิมค่ะฉันไม่รู้จักเขาและก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”

            แบรดที่ยืนด้านหลังคาทาริน่าเพ่งมองนอร่าแล้วก็ขมวดคิ้ว ในมือของเขาถืออุปกรณ์เวทย์มนต์ชิ้นหนึ่งเป็นรูปร่างกระดิ่งมีชื่อว่า กระดิ่งจับเท็จ เป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่มีประโยชน์ในการสืบหาความจริงเป็นอย่างยิ่ง  วิธีการใช้ก็ง่ายมากเพียงแค่ถือมันไว้ในมือถ่ายพลังเวทย์ลงไปที่มัน จากนั้นเมื่อมีคนพูดโกหกมันก็จะสั่น ทว่านับแต่นอร่าเริ่มคุยกับคาทาริน่ากลับไม่มีสักครั้งเลยที่กระดิ่งจะสั่นนั่นแปลว่าทั้งสองคนล้วนพูดความจริง หรืออีกอย่างก็คือนอร่ามีอะไรบางอย่างที่สามารถปิดกั้นการตรวจจับของกระดิ่งจับเท็จได้ ซึ่งแบรดเชื่อว่าเป็นอย่างหลังมากกว่า

            ส่วนเจมส์ตอนนี้ก็เริ่มอารมณ์ขึ้นตั้งแต่เห็นท่าทีของนอร่าแล้ว ในใจของเขาไม่เข้าใจว่าทำไมคาทาริน่าถึงแล้วอดทนคุยกับผู้หญิงคาวโลกีย์คนนี้ ทั้งที่สามารถใช้อำนาจของศาสนจักรกลับไปทรมานให้คลายความจริงออกมาก็จบแล้ว

            คาทาริน่าจ้อมมองนอร่าก่อนจะถามเธอว่า

            “คุณคิดว่าฉันไม่กล้ากับคุณไปทรมาน?”

            นอร่ายังคงตอบด้วยท่าทีสบายๆ

            “ฉันรู้ว่าคุณกล้าแต่ถ้าคุณทำแบบนั้นก็แค่เสียเวลาเปล่าเพราะยังไงฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าคนที่คุณต้องการเป็นใครและอยู่ที่ไหน”

            คาทาริน่าจ้องมองนอร่าก่อนจะหันไปมองมาร์ควิสราฟาเอลที่เอาแต่นั่งเงียบมาโดยตลอด ถามเขาว่า

            “ท่านมาร์ควิสคิดว่ายังไงคะ”

            มาร์ควิสราฟาเอลก้มมองถ้วยชาที่ดื่มจนหมดก่อนจะตอบคำถามว่า

            “ข้าคิดว่าคุณนอร่าไม่ได้พูดโกหกหรอกครับ จริงอยู่ที่การกระทำของเธอในครั้งนี้ทำให้แผนการของคุณต้องเสียหาย แต่ผมว่ามันเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเธอมากกว่า และความสะเพร่าของผมเองด้วยที่ไม่แจ้งให้พวกหญิงคณิกาทั้งหลายทราบว่าพวกเรากำลังทำธุระสำคัญอยู่”

            คาทาริน่านิ่งเงียบไปพักหนึ่งคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับนอร่าพบว่าเธอยังคงมีท่าทีไม่ทุกข์ร้อน หันสายตาไปหามาร์ควิสราฟาเอลพบว่าชายชราคนนี้กำลังรินชาลงในถ้วยคล้ายกับว่าที่มาคุยกันในครั้งนี้เพียงแค่มาร่วมงานเลี้ยงน้ำชาเท่านั้น

            หลังจากที่คาทาริน่าปล่อยให้คนแคะนักล่าค่าหัวหนีไปได้ เธอจึงเลือกตามกับเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่มีก็คือหญิงคณิกาที่ทำการล่อลวงทหารที่กำลังทำหน้าที่เฝ้าบริเวณโรงตีเหล็กของแกรี่ เธอจึงได้ขอให้มาร์ควิสราฟาเอลใช้กำลังคนตามสืบว่าหญิงคณิกาเหล่านั้นมาจากที่ไหน ซึ่งก็ตามได้ไม่ยากเพราะพวกเธอต่างเป็นหญิงข้าคณิกาที่มาจากที่เดียวกัน ก็คือหอห้วงฝันที่มีนอร่าเป็นเจ้าของ

            เมื่อรู้สถานที่และความเป็นมาของหญิงคณิกาเหล่านั้นเธอก็ได้ให้มาร์ควิสราฟาเอลนำกำลังทหารเจ้าล้อมไว้ และเลือกที่จะเดินทางมาสอบสวนด้วยตัวเอง แต่เมื่อทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในหอห้วงฝันเธอกลับต้องแปลกใจเมื่อพบว่าเหล่าหญิงคณิกาต่างทำตัวดูไม่ทุกข์ร้อนกับสถานการณ์เช่นนี้ จนเมื่อเธอได้พบกับนอร่ากลับยิ่งต้องแปลกใจเพราะผู้หญิงคนนี้ดูใจเย็นกว่าที่เธอคิดมาก เมื่อเธอลองคุยดูโดยให้แบรดใช้กระดิ่งจับเท็จ ผลลัพธ์ที่ได้กลับอยู่เหนือความคาดคิดของเธอไปมาก ไม่เพียงแต่กระดิ่งจับเท็จจะไม่ดังแล้วการพูดจาของผู้หญิงคนนี้กลับดูเป็นธรรมชาติไม่มีท่าทีตื่นกลัวเลยแม้แต่น้อย และตอนนี้คาทาริน่าได้ค้นพบปัญหาอีกอย่างหนึ่งแล้วนั่นก็คือ มาร์ควิสราฟาเอล

            ตอนแรกคาทาริน่าเองก็สงสัยว่าทำไมทหารของดราโกวิชถึงเหลวแหลก ทั้งที่ยังอยู่ในขณะปฏิบัติหน้าที่แต่กลับไปมีอะไรกับหญิงคณิกาที่มายั่วยวน แต่พาลองมานึกดูเธอกลับพบเห็นความย้อนแย้งแปลกๆ อย่างแรกเลยเธอได้ทราบข้อมูลมาก่อนว่าอาณาจักรดราโกวิชมีความมุ่งมั่นที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นนั่นก็คือการขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่แห่งที่แปด ทำให้มักก่อสงครามเพื่อขยายอาณาเขตอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าวินัยทหารของอาณาจักรนี้เรียกได้ว่าเข้มแข็งเป็นอย่างมาก แม้ว่าช่วงนี้จะพักการขยายอาณาเขตอยู่ แต่วินัยทหารก็ไม่ได้มีความย่อหย่อนแต่อย่างใด ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีทางเลยที่ทหารจะละเลยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นเพราะมีหญิงคณิกาพวกนั้นใช้เวทย์จำพวกชาร์มที่มีผลทำให้เป้าหมายเกิดอาการหลงไหล แต่เธอกลีบเอะใจอะไรบางอย่างขึ้นมาถ้าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเหล่านี้ที่มีปัญหาแต่ทางทหารดราโกวิชก็มีปัญหาด้วย

            เมื่อเป็นเช่นนี้เธอก็เข้าใจได้ในทันทีถึงฝ่ามือนั้นที่เขาตบลงมา อาจดูเหมือนเจตนาจะเล่นงานเป้าหมายของเธอเพื่อแสดงความเคารพโดยไม่รู้ว่าเป้าหมายของเธอคืออะไร ซึ่งนั่นทำให้เป้าหมายหนีหายไปได้ แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่ตัวมาร์ควิสเองด้วยล่ะก็ฝ่ามือนั้นที่เขาตบลงมาก็คือเจตนาบดบังไม่ให้เธอมองเห็นเป้าหมายเพื่อสร้างจังหวะให้เป้าหมาย เมื่อเป็นแบบนี้ความไร้ระเบียบที่ทหารแสดงออกมาก็สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที สรุปได้ว่ามาร์ควิสราฟาเอลเปลือกนอกให้ความร่วมมือกับเธอต่างลับหลังกลับลอบให้ความช่วยเหลือเป้าหมาย

            คาทาริน่าก้มหน้าลงพักหนึ่งก่อนจะเงยหน้าพร้อมกับพูดว่า

            “ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือส่วนข้าต้องขอตัวไปจัดการธุระบางอย่างก่อน”

            มาร์ควิสราฟาเอลเตรียมจะลุกขึ้นเพื่อตามคาทาริน่าออกไป แต่คาทาริน่าบอกว่า

            “ท่านมาร์ควิสไม่จำเป็นต้องส่งหรอกค่ะ ท่านมาร์ควิสพักผ่อนต่อสักหน่อยดีกว่าเพราะว่าท่านนั้นเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว”

            คาทาริน่ายิ้มให้มาร์ควิสราฟาเอลก็จะนำพาแบรดและเจมส์ออกไป ทั้งให้มาร์ควิสนั่งดื่มชาต่อกับนอร่า มาร์ควิสยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มพลางกล่าวชม

            “เป็นชาที่ดีจริงๆ”

            นอร่าพูดพลางรินชาลงในถ้วยว่า

            “ความจริงท่านตามน้ำกับนางไปตอบว่าจะสอบสวนข้าเรื่องนี้ก็ได้นะ เพราะทุกอย่างในเมืองนี้ก็ล้วนเป็นคนของท่านอยู่แล้ว”

            พูดจบนอร่าก็ยกชาขึ้นมาดื่ม มาร์ควิสราฟาเอลยิ้มเล็กน้อย

            “ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนโง่จะช้าหรือเร็วนางก็ต้องเดาออกว่าเป็นข้าที่ลอบให้ความช่วยเหลือเด็กคนนั้น”

            นอร่าดูจะแปลกใจไปไม่น้อย

            “เด็กคนนั้น? ที่แท้ท่านมาร์ควิสก็รู้อยู่แล้วว่าคนแคระนักล่าค่าหัวยังเป็นเด็กอยู่ ท่านคงไม่ได้จะบอกว่ารู่ตัวจริงของเขาหรอกนะ”

            มารควิสราฟาเอลหยิบคุกกี้ขึ้นมายิ้มเล็กน้อยไม่ตอบคำ นอร่าก็รู้ว่าคงไม่ได้คำตอยจึงลี่ยนเป็นถามว่า

            “ท่านมาร์ควิสไม่กลัวพวกศาสนจักรกล่าวหาว่าท่านเป็นพวกนอกรีตหรอกเหรอ”

            มาร์ควิสเคี้ยวคุกกี้ก่อนจะดื่มนน้ำชาแล้วตอบคำถามนอร่า

            “จับด้วยข้อหาอะไรเหรอข้าให้ความร่วมมือทั้งยังแสดงความจริงใจด้วยการออกตัวจัดการเป้าหมายแม้ว่านั่นจะมีผลลัพธ์คือการทำให้คนที่ทางศาสนจักรต้องการหนีไปได้ก็ตาม ซึ่งทั้งหมดก็เพราะว่าข้าไม่รู้ว่าเป้าหมายของศาสนจักรคืออะไรน่ะนะ” มาร์ควิสยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่มก่อนจะถามว่า “ว่าแต่คุณนอร่ารอดพ้นจากระดิ่งจับเท็จมาได้ยังไงครับ”

            นอร่ายืดตัวบิดขี้เกียจโดยแม้ว่าวันนี้เธอจะใส่ชุดที่ปิดมิดชิดแต่จาก่าวนเว้าส่วนโค้งที่เห็นรวมทั้งอกที่ตูมตั้งที่มีเม็ดเล็กๆ สองจุดนูนบนผืนผ้า กลับให้ความรู้สึกเย้ายวนไม่น้อย ก่อนจะตอบเพียงว่า

            “ความลับของผู้หญิงค่ะท่านมาร์ควิส”

             

            คาทาริน่านำพาแบรดและเจมส์เดินผ่านฝูงชนในขณะที่หูของเธอนั้นมีวงแหวนเวทย์มนต์ขนาดเล็กอยู่ สิ่งที่ถ่ายทอดผ่านวงแหวนเวทย์มนต์ขนาดเล็กนี้คือบาทสนทนาระหว่างมาร์ควิสราฟาเอลกับนอร่า ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่าก่อนที่เธอจะลุกออกจากเก้าอี้เธอได้ทิ้งกระดาษแผ่นหนึ่งไว้บนเก้าอี้ที่เธอนั่ง

            จารึกมนตราขนาดเล็กที่มีคุณสมบัติในการดักฟังโดยผลของมันจะอยู่ได้แค่แปดชั่วโมง แม้ว่ามันจะมีขนาดเล็กแต่ราคาของมันกลับไม่ได้เล็กตาม ราคาของมันนั้นแพงชนิดที่ราคาของอาร์ติแฟกต์บางชิ้นก็ยังสู้ไม่ได้ แถมการหาซื้อก็เป็นอะไรที่ยากมากทำให้มีแค่องค์กรใหญ่ๆ เท่านั้นที่จะมีกำลังในการจัดหามา ที่ออฟฟิศส่วนตัวของแกรี่ภายในโรงตีเหล็กก็มีการติดตั้งกระดาษแผ่นนี้เช่นกัน

            “เด็ก?”

            คาทาริน่าพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อหูเธอสงสงสัยในตัวตนของคนแคระนักล่าค่าหัวต่างนานามากมาย แต่เธอไม่คิดเด็ดขาดว่าตัวจริงของเขาจะเป็นเด็ก ตอนนี้เธอถึงกับสงสัยว่าสองคนนี้เข้าใจผิดหรือเปล่า เพราะจากขนาดร่างกายของเด็กคนนี้เต็มที่ก็อายุไม่เกิน 11-12 ปี แล้วเด็กที่อายุเพียงเท่านี้มาเป็นนักล่าค่าหัว เธอรู้สึกว่าแบบนี้มันเป็นอะไรที่เหลวไหลจนยากจะเชื่อ แต่ตอนนี้ก็มีเรื่องหนึ่งที่เธอรู้นั่นก็คือมาร์ควิสราฟาเอลรู้เรื่องนี้มากกว่านอร่าวึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะรู้ตัวจริงของคนแคระนักล่าค่าหัวด้วย

            ตอนนี้คาทาริน่าเริ่มครุ่นคิดแล้วว่าจะทำยังไงต่อดีไม่ว่าจะเป็นติดต่อไปทางศาสนจักรเพื่อขอกำลังเสริมมาช่วยจัดการ ตอนนี้เธอรู้แล้วว่ากำลังทหารของมาร์ควิสราฟาเอลคงหวังพึ่งไม่ได้ เพราะจะโดนกระตุกขาหลังเมื่อไรก็ไม่รู้ หรือเธอจะทำทีจากไปแล้วซุ่มดูที่เมืองนี้เพื่อรอให้คนๆ นั้นกลับมาอีกรอบ คาทาริน่าครุ่นคิดรู้สึกเสียดายไม่ได้พานักบวชที่มีเวทย์อ่านใจมา พลันได้ยินแบรดถามว่า

            “ท่านคาทาริน่าครับคือว่าเขายังหนีพวกเราไม่พ้นครับ”

            คาทาริน่าหันมามองเขารอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ เจมส์ที่กำลังจะพูดให้คาทาริน่าขอกำลังเสริมจากศาสนจักรแล้วจับตัวนอร่าไปทรมานเพื่อเค้นความจริงก็กลืนคำพูดแล้วหันไปมองแบรดเช่นกัน

            “แมลงเกาะชะตาไม่ได้กำจัดง่ายเช่นนั้นครับเพราะว่าของมันก็บอกว่าครับว่า เกาะชะตา”

            คาทาริน่ากับเจมส์ยังคงเงียบแบรดจึงอธิบายว่า

            “ทันทีที่เขาหยิบห่อผ้าที่มีแมลงเกาะชะตาไปก็เท่ากับว่าเขาได้ถูกแมลงเกาะชะตานั้นตามติดแล้วครับท่านคาทาริน่า การที่เขาเลือกจะกำจัดแมลงเกาะชะตาโดยการโยนทิ้งนั้นเป็นวิธีที่โง่เขลามากแถมไร้ประโยชน์ เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้คุณสมบัติของแมลงเกาะชะตาทำงาน ซึ่งมันก็คือจะติดตามโชคชะตาของคนๆ นั้นโดยที่ไม่สามารถสลัดหลุดได้เพราะที่มันเกาะไม่ใช่ตัวคนแตะเป็นชะตาของเขา จากนั้นไม่เกินหนึ่งเดินตำแหน่งที่คนๆ นั้นอยู่ก็จะปรากฏบนกระจกแล้วอำนาจของแมลงเกาะชะตาก็จะหายไปตลอดกาล”

            คาทาริน่ากับแบรดได้ฟังต่างก็พากันนิ่งทั้งสองที่เป็นคนของศาสนจักนแม้จะรู้จักแมลงเกาะชะตาอยู่ก่อนแล้วแต่คุณสมบัติเช่นนี้กลับพึ่งจะได้รู้ เจมส์ถามขึ้นทันที

            “เป็นความจริง? ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินมาก่อน”

            “เป็นความจริงสิและที่เจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อนก็เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่มีแมลงเกาะชะตาแล้วไหวตัวทันแล้วชิงกำจัดด้วยการโยนทิ้งแบบคนๆ นี้น่ะ ส่วนใหญ่มักจะโดนตามจับได้ก่อน”

            คำตอบของแบรดทำให้ปัญหาหนักอกที่คาทาริน่าครุ่นคิดได้รับการแก้ไขทันที เธอยิ้มบางๆ ออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็แค่รอก็พอสินะ”

            แบรดพยักหน้า

            “ครับท่านคาทาริน่าต่อให้เขารู้เรื่องนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีเพราะถึงยังไงเขาก็หนีพวกเราไม่พ้น”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน