บทที่57
จ้างมือสังหาร
หลังจากที่ได้ยินว่าหลี่หยางเฟิงของผู้นำตระกูลเสนอแนวคิดเรื่องจ้างมือสังหารใบหน้าของสมาชิกตระกูลหลี่แต่ละคนก็เริ่มแสดงความสนใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดดวงตาของพวกเขาต่างหันไปจ้องมองหลี่หยางอี้ราวกับรอการยืนยัน ความคิดนี้ดูเหมือนจะเข้าท่าไม่น้อย
“ผู้ใด?” หลี่หยางอี้เอ่ยถามเสียงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความใคร่รู้
“จางหวัง” คำตอบสั้น ๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่นของหลี่หยางเฟิงทำให้ผู้คนภายในห้องโถงพากันเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ
“จางหวัง...ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นสูงสุดงั้นหรือ?” หลี่หยางอี้เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจดวงตาเผยประกายเคร่งเครียดทันที เพราะในโลกแห่งการฝึกตนนั้นมือสังหารไม่ได้เป็นเพียงแค่ฆาตกรทั่วไป แต่คืออาวุธมีชีวิตที่ต้องมีเส้นทางเฉพาะในการติดต่อ และยิ่งเป็นชื่อของ "จางหวัง"แล้วด้วย ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกเหลือเชื่อ
“ใช่แล้วเป็นจางหวังผู้นั้น” หลี่หยางเฟิงยืนยันเสียงหนัก “แต่ค่าจ้างของเขาไม่ธรรมดา ต้องจ่ายถึง 50 หินวิญญาณระดับสอง”
เมื่อเสียงของเขาสิ้นสุดลง บรรยากาศภายในห้องโถงก็ตึงเครียดขึ้นชั่วขณะแต่แล้วก็มีเสียงฮือฮาตามมาอย่างรวดเร็ว ผู้คนเริ่มส่งเสียงสนับสนุนบางคนถึงกับเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างตื่นเต้น
แม้จำนวนหินวิญญาณระดับสองถึง 50 ก้อนจะไม่ใช่น้อย หากเทียบเท่ากับหินวิญญาณระดับหนึ่งถึงห้าพันก้อนก็ตามแต่ดูเหมือนว่าความโกรธแค้นที่มีต่อหยุนโม่จะบดบังความลังเลในเรื่องของทรัพย์สินไปจนสิ้น
ในห้องโถงแห่งนี้มีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้นที่จะสามารถจ่ายค่าจ้างจำนวนนี้ได้โดยไม่สะเทือนฐานะและตระกูลหลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
หลี่หยางอี้ทอดสายตามองสมาชิกตระกูลของตนที่ต่างพากันกระตือรือร้นเขานิ่งคิดเพียงครู่ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“เอาเช่นนั้นก็ได้…จัดการติดต่อจางหวังให้เรียบร้อย”
…
วันที่สิบเจ็ดหลังจากที่หยุนโม่เดินทางมายังโลกใบนี้...และเป็นวันที่สามที่เขาใช้เวลาออกล่าอยู่ภายในป่าอสูรอวี้หยาง
ยามเช้าในเขตลึกของป่าอสูรอวี้หยางยังคงงดงามและเงียบสงบแสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบร่วงโรยเป็นลำแสงทอดยาวลงมายังพื้นดินชื้นกลิ่นไอดินขับเน้นให้เงาไม้ไหวเอนอ่อนโยน
ข้างลำธารสายหนึ่งที่ไหลรินผ่านโขดหินน้อยใหญ่เสียงสายน้ำกระทบหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่วเบาเหมือนเสียงขับกล่อมของป่าใหญ่บริเวณโดยรอบมีหมอกจาง ๆ ปกคลุมอ้อยอิ่งให้บรรยากาศยิ่งดูลึกลับและเย็นเยือก
ริมลำธารแห่งนั้นมีชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีดำทมิฬ สวมหน้ากากเหล็กเย็นเฉียบ กำลังนั่งคุกเข่าอยู่เขาเอื้อมมือวิดน้ำจากลำธารขึ้นมาล้างอย่างเชื่องช้า และเมื่อหยดน้ำเย็นแตะผิวมือเสียงหัวเราะแผ่วเบาก็หลุดลอดผ่านหน้ากากออกมา
แม้จะไม่เห็นใบหน้าแต่ก็รับรู้ได้ว่าภายใต้หน้ากากนั้นกำลังเผยรอยยิ้ม
"อันใดกัน...แม่นางหมิงถึงกับคิดถึงข้าขนาดนี้เลยหรือ?" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่นแฝงความเย้าแหย่"หากรู้ว่าท่านคิดถึงข้าถึงเพียงนี้ข้าคงยอมลำบากเดินทางไปหาเสียเองคงไม่ปล่อยให้แม่นางต้องลำบากฝ่าป่าเข้ามาหาข้าเช่นนี้"
เสียงของเขายังไม่ทันจางหายร่างของสตรีผู้หนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นจากอีกฝั่งของลำธาร
นางคือหมิงเยว่หลาน
วันนี้นางสวมอาภรณ์ผ้าบางสีอ่อนตัดเย็บประณีตแนบเนื้อ ผ้าคลุมหลังบางเบาปลิวไสวตามจังหวะย่างเท้าผิวพรรณขาวเนียนยามต้องแสงยิ่งขับให้นางดูโดดเด่นประหนึ่งเทพธิดาก้าวย่างลงจากวังสวรรค์ดวงตาคมลึกสงบนิ่งที่มักแฝงความเฉยเมยบัดนี้กลับเผยแววขำบางเบา
นางก้าวเดินอย่างช้า ๆผ่านลำธารหินเล็ก ๆ ที่น้ำไหลเฉี่ยวย่ำพื้นอย่างแผ่วเบา ไม่มีความเร่งรีบไม่มีความระแวดระวัง ราวกับนางมั่นใจว่าหยุนโม่จะไม่มีทางลงมือกับนางแน่นอน
และหยุนโม่...เพียงแค่ได้ยินเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคย เขาก็ยังคงนั่งนิ่งไม่หันไปมองแม้แต่น้อยทว่ามุมปากภายใต้หน้ากากนั้น... กลับยกยิ้มขึ้นสูงยิ่งกว่าเดิม
นางแย้มยิ้มอย่างทรงเสน่ห์รอยยิ้มบางเบาแต่น่าค้นหานั้นแต่งแต้มบนเรียวปากของหมิงเยว่หลานขับเน้นความงามของใบหน้าเรียวระหง
“หากเจ้าพูดเช่นนั้นข้าก็ว่าเช่นนั้น” เสียงของนางนุ่มนวลทว่ายังแฝงความเฉียบคมเช่นเคย
หยุนโม่ส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอมุมปากภายใต้หน้ากากเหล็กนั้นยังคงแฝงรอยยิ้มอย่างผ่อนคลายขณะที่หมิงเยว่หลานหันไปมองร่างลึกลับทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ชายทั้งสองปกปิดร่างกายด้วยผ้าคลุมสีดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าไม่เผยให้เห็นแม้แต่ผิวหนังหรือประกายแววตา ทั้งยังยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักไร้ชีวิต
แต่ด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของหมิงเยว่หลานนางรู้ได้ในทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ...แม้จะเพ่งสมาธิเพื่อสัมผัสชีพจรหรือไอปราณของทั้งสองคนแต่นางกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งใดเลย
‘แปลกประหลาดนัก’นางครุ่นคิดในใจ ‘หรือนี่จะเป็นผู้ฝึกตนที่มีวิชาปิดซ่อนลมหายใจขั้นสูง...หรือไม่ก็เป็นนักฆ่าที่ถูกฝึกมาอย่างเฉพาะทาง’
แม้ความสงสัยจะผุดขึ้นในใจแต่บนใบหน้านั้นกลับปราศจากความวุ่นวาย นางเพียงยิ้มและเอ่ยเสียงหวาน “ว่าแต่นั่น... ผู้ใดกัน? ไม่แนะนำให้ข้ารู้จักหรือ?”
หยุนโม่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องสนใจ พรรคพวกของข้าเอง”
หมิงเยว่หลานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงตาของนางมีประกายระยับขบขัน
“งั้นหรือ?” นางไม่ถามต่ออีก ราวกับจะยอมรับว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจจะเปิดเผยเรื่องนี้
หยุนโม่กลับมานิ่งสงบอีกครั้งเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ว่าแต่แม่นางหมิง...มาพบข้าในป่าเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องสำคัญใช่หรือไม่?”
เขารู้ดี...หมิงเยว่หลานมิใช่สตรีที่มีเวลาว่างพอจะออกเดินลัดเลาะป่าดงดิบเพื่อมาเยี่ยมเยือนเขาเพียงเพราะ “คิดถึง” คำพูดก่อนหน้านั้นเป็นเพียงการหยอกล้อเท่านั้น
หมิงเยว่หลานบิดกายเล็กน้อย นางหมุนตัวช้าๆ แล้วนั่งลงบนก้อนหินเรียบข้างลำธาร ท่าทางสง่างามไม่ขัดตาแม้แต่น้อย
“ข้าเพียงแค่มาเตือนเจ้าเท่านั้น”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
หยุนโม่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เตือน?”
นางพยักหน้าเล็กน้อยดวงตาเรียวยาวทอดมองเขานิ่ง
“ใช่แล้ว... มาเตือน”นางกล่าวพลางหยิบก้อนกรวดเล็ก ๆ ขึ้นมาหย่อนลงในลำธาร “ในตอนนี้เจ้าทำให้ตระกูลหลี่โกรธเสียจนพวกมันไปว่าจ้างนักฆ่าแล้ว”