EP 049 :: เบื้องหน้าเบื้องหลัง
กว่าสองชั่วยามผ่านไป หนึ่งในแม่ทัพของแคว้นก็ปรี่เข้ามารายงานสถานการณ์ที่ตนเองได้รับรายงานมาอีกที คำกล่าวของเขาทำให้นายทหารบริเวณนั้นลอบผ่อนลมหายใจหลังจากเคร่งเครียดกันมานาน
“ฝ่าบาท จัดการพวกนักฆ่าทั้งหมดเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ดี! เอาพวกมันไปคุมขังให้หมด!”
“ฝ่าบาท ยกเลิกราชพิธีแล้วเสด็จกลับวังก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เจิ้นก็คิดเช่นเดียวกัน อย่างไรเสียราชพิธีนี่ก็สมควรระงับไว้ก่อน ไปตามแม่ทัพใหญ่มาพบเจิ้น”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์หนึ่งครานายทหารที่คอยถวายการรับใช้อยู่ใกล้ ๆ ก็รีบออกไปทำตามพระบัญชา ไม่เร็วไม่ช้าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉินที่ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยหยาดโลหิตก็พลิ้วกายมาคุกเข่าเบื้องหน้าพระพักตร์
“ฝ่าบาท...”
“ลุกขึ้นอย่าได้มากพิธี แม่ทัพหยางสีหน้าเจ้าไม่ดีเอาเสียเลย ได้รับบาดเจ็บรึ?”
“หาได้มีบาดแผลใหญ่โต ขอพระองค์อย่าได้กังวลพระทัย”
แม้ปากจะพูดไปเช่นนั้นหากแต่สีหน้าของแม่ทัพใหญ่กลับย่ำแย่ยิ่งจนผู้มองดูมิอาจทำใจเชื่อได้ลง เฟยเกาจงฮ่องเต้ถอนปัสสาสะ หน่ายพระทัยกับสหายปากแข็งผู้นี้เหลือเกิน
“เจิ้นจะกลับไปสะสางเรื่องราวที่วังหลวง เจิ้นต้องการให้เจ้าติดตามเจิ้นกลับไป”
“...กระหม่อม...รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ท่าทางไร้วิญญาณของสหายทำให้ผู้เป็นฮ่องเต้มิอาจนิ่งเฉยได้
“เจิ้นขอสั่งเจ้า...บอกข้ามาเอ่อคัง เกิดอะไรขึ้น?”
สรรพนามที่คุ้นเคยทำให้แม่ทัพใหญ่ผู้เอาแต่ก้มหน้ามองดินเงยหน้าสบพระพักตร์บุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้าอย่างลืมตน ในขณะนั้นเองคำตอบของเขาก็ถูกเปล่งออกมาอย่างลืมตน
“...บุตรสาวข้า...หายไป”
น้ำเสียงที่เคยหนักแน่นมั่นคงยามบัญชาการศึกกลับแผ่วเบาและสั่นเครือน้อย ๆ หน้าที่ในฐานะเสาหลักต้นหนึ่งของบ้านเมืองกับอีกหน้าที่คือในฐานะบิดา ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ช่างทำให้บุรุษผู้ห้าวหาญผู้หนึ่งต้องเจ็บช้ำมิใช่น้อย
เฟยเกาจงฮ่องเต้ยังคงต้องการแม่ทัพใหญ่เพื่อควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองให้สงบสุข หากแต่ในฐานะคนเป็นพ่อก็อยากจะบินไปหาบุตรสาวที่เวลานี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไรอย่างไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
“เจิ้นมิอาจให้สัญญาใด ๆ ได้ แต่เจิ้นจะให้คนตามหาบุตรสาวเจ้าให้พบ หากยังอยู่ต้องเจอคนหากตายต้องเจอศพ ไม่ว่านางจะเป็นอย่างไรเจิ้นรับปากว่าต้องหาตัวนางมาคืนสู่อ้อมกอดเจ้าให้ได้”
“...”
“...ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยที่มิอาจอนุญาตให้เจ้าออกไปตามหาบุตรสาวด้วยตัวเอง”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ได้แต่กระซิบเสียงเบาด้วยความรู้สึกผิดในพริบตาต่อมาท่าทางโอนอ่อนก็พลันแข็งกระด้าง
“ให้หยางหย่งเลี่ยเป็นหัวหน้าในการนำกองทหารส่วนหนึ่งจัดการพื้นที่และตามหาคนหาย ไม่ว่าจะอยู่หรือตายต้องมีหลักฐาน หากพบเห็นศัตรูอื่นให้จับเป็นหากจับเป็นไม่ได้ให้จับตาย!”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
“ให้แม่ทัพหยางจัดกำลังคนอารักขาทั้งหมดในครึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นเราจะกลับวังหลวงทันที!”
หยางเอ่อคังหลับตาลงชั่วครู่จากนั้นจึงลืมตาขึ้นอีกครา เก็บซ่อนความอ่อนแอไว้ในส่วนลึก จากนั้นจึงกลับมาเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ดุดันและห้าวหาญอีกครา
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!”
“หาน้องเจ้าให้พบให้ได้ แล้วอย่าพึ่งแจ้งเรื่องนี้กับแม่เจ้าเล่า”
“ข้าทราบดีท่านพ่อ ข้าจะหาปิงเอ๋อร์ให้พบให้ได้”
หยางหย่งเลี่ยรับคำฝากฝังของบิดา หาได้นึกโกรธเคืองที่บิดาต้องติดตามฮ่องเต้กลับเมืองหลวงด้วยรู้ดีถึงความจำเป็นและความต้องการที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทางเคร่งขรึมนั้น
บิดารักปิงเอ๋อร์เพียงใดเขาย่อมรู้ดี แล้วทำไมจะไม่รู้ว่าเวลานี้บิดาต้องข่มกลั้นจิตใจตัวเองมากเท่าไหร่
“อีกเรื่องหนึ่ง...”
แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉินคุยกับลูกชายได้สักพัก คนที่แต่งกายเหมือนทหารยศน้อยและหญิงรับใช้นางหนึ่งก็เดินเข้ามาคุกเข่าอยู่ด้านข้าง
“ขอข้าน้อยอยู่ช่วยด้วยขอรับ!”
“...พวกเจ้า”
“เป็นความผิดของข้าเอง ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้คุณหนูมากที่สุดแต่กลับมิอาจปกป้องคุณหนูได้ นายท่าน คุณชายใหญ่โปรดอนุญาตด้วยขอรับ!”
ตี้ถู่โขกศีรษะลงกับพื้นดินอย่างแรงครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเหล่าสหายที่อยู่ด้านข้างมิคิดห้ามปราม ทั้งยังอยากเข้าไปช่วยรุมกระทืบซ้ำด้วยซ้ำ แต่หากจะว่าไปแล้วพวกเขาก็ผิดที่มิได้อยู่ข้าง ๆ แล้วคอยช่วยเหลือคุณหนูในยามที่ภัยร้ายมากกล้ำกราย เด็กน้อยในวันวานทั้งสามคนจึงพร้อมใจกันโขกศีรษะ
“โปรดกรุณาด้วยขอรับ / เจ้าค่ะ”
เพราะเฟิ่งปิงเป็นห่วงคนรอบข้างจึงให้พวกเขาแยกย้ายกันไปดูแลสหายของนาง สุ่ยหลิวคอยดูแลเพ่ยฟาง ชุยเฟิงคอยช่วยหมีกู่ เอี้ยนฮั่วรั้งอยู่ที่ตีนเขาคอยจัดการเรื่องราวโดยรอบ องครักษ์เงาทั้งสามล้วนถูกโอนย้ายไปช่วยเหลือบิดาและพี่ชาย ตัวนางจึงมีเพียงตี้ถู่ที่คอยอยู่ช่วยเหลือ
...มิคิดว่าถึงตั้งใจระวังเต็มที่แล้วก็ยังเกิดเหตุร้ายขึ้นได้
แม้จะเป็นเหตุร้ายที่เกิดขึ้นจากคนปองร้าย แต่ตี้ถู่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ
ตี้ถู่สอบถามทหารรอบข้างแล้ว มีคนทันเห็นเหตุการณ์ตอนที่คุณหนูโดนผลักตกหลังม้า และแน่นอนว่ายังไงตี้ถู่ก็ต้องเอาคืน เขาเข้าไปขวางไม่ให้ผู้ใดเข้าไปปกป้องนาง และปล่อยให้สตรีนางนั้นโดนดาบของพวกนักฆ่าฟันไปเสียหลายแผล ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีแผลเป็น ซึ่งนับเป็นเรื่องร้ายแรงของเหล่าคุณหนูชนชั้นสูง
ส่วนหลังจากนี้จะถูกนายท่านและเหล่าคุณชายเอาคืนเช่นไรก็ไว้ค่อยว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ การกระทำชั่วร้ายของนางจะต้องเป็นที่รู้กันไปทั่วแคว้น เอาให้ไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเลย
“เช่นนั้นให้ตี้ถู่และชุยเฟิงอยู่ที่นี่ ส่วนสุ่ยหลิวเจ้ากลับไปกับขบวนเดินทาง”
“แต่ข้า...!”
หญิงสาวกำลังจะร้องโวยวาย แต่หยางเอ่อคังก็เอ่ยขัด
“ที่ไม่ให้เจ้าอยู่หาใช่เพราะเจ้าเป็นสตรี แต่เจ้าต้องไปรับหน้าฮูหยิน อย่าพึ่งให้นางรู้ว่าปิงเอ๋อร์หายตัวไป จะไปเตี๊ยมกับบุตรสาวตระกูลซือหม่าและตระกูลสวี่ไว้ก่อนก็ได้”
“...เจ้าค่ะ”
สุ่ยหลิวกำมือแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ สุดท้ายก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำ นางขอตัวเดินออกไปหาสหายทั้งสองของคุณหนูเพื่อเตรียมคำโกหกคำโตที่ต้องแจ้งกับนายหญิง
“นายท่าน ยามลงเขาไปขอให้พาเอี้ยนฮั่วไปด้วยนะขอรับ ข้ามั่นใจว่าเขาต้องช่วยท่านได้ไม่มากก็น้อย”
“เอี้ยนฮั่ว?”
“ขอรับ เขาอยู่ที่ตีนเขา ให้สุ่ยหลิวแจ้งเรื่องราวแก่เขา ส่วนข้าจะช่วยคุณชายใหญ่ตามหาคุณหนูให้พบให้ได้ขอรับ” ชุยเฟิงกล่าววาจาอย่างฉะฉานจากนั้นจึงโขกหัวลงกับพื้นดินอีกหน
“ข้าจะไม่กระทำพลาดซ้ำสองให้ท่านผิดหวังขอรับ” ตี้ถู่กล่าวอย่างฉะฉานแล้วโขกศีรษะตามเช่นกัน
“เช่นนั้นข้าจะกลับเมืองหลวงก่อน ฝากที่เหลือไว้กับพวกเจ้าด้วย”
หยางเอ่อคังทำได้เพียงเอ่ยปากฝากฝัง แล้วหันหลังกลับหวนคืนสู่สมรภูมิของเหล่าขุนนางที่เมืองหลวงในฐานะหนึ่งในฐานอำนาจที่มั่นคงที่สุดของฮ่องเต้
เหล่าขุนนางและคุณหนูทั้งหลายต่างต้องติดตามขบวนเสด็จกลับเมืองหลวงทั้ง ๆ ที่พึ่งมาถึง แต่หลังจากที่พึ่งผ่านเหตุการณ์อกสั่นขวัญผวา ไม่ว่าใครต่างก็รับเก็บของโดยมิคิดสงสัยหรืออ้าปากค้านแม้แต่ครึ่งคำ ขบวนเสด็จดั่งเช่นขามาจึงออกเดินทางได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“ฮ่า ๆ สนุกจังเนอะเสี่ยวจู”
“...”
ผู้ติดตามที่ควบม้าอยู่เคียงข้างแทบถลึงตามองผู้เป็นนาย คนที่เอาแต่ร้องโวยวายบังคับม้าวิ่งไปวิ่งมาในขณะที่เขาต้องรับมือกับนักฆ่าที่เบนเป้ามายังองค์ชายนอกคอกอย่างเอาเป็นเอาตาย คิดว่าเขาจะสนุกด้วยหรือไม่
นอกจากเนื้อตัวจะเปื้อนเหงื่อเปื้อนเลือดร่างกายยังเมื่อยขบไปหมดแล้ว!
“นี่ เสี่ยวจู เจ้าว่ามีผู้ใดหายไปหรือไม่?”
“...อ๊ะ...ชินอ๋อง?”
“ถูกต้อง ไม่รู้จักสังเกตรอบข้างยังใช้ไม่ได้นะ”
“แต่ชินอ๋องจะหายไปที่ไหนได้พ่ะย่ะค่ะ?”
องค์ชายนอกคอกอู่เซียวเฉินกระหยิ่มยิ้มที่ดูก็รู้ว่ามีเลศนัย แต่แล้วก็กลับยักไหล่ตอบแบบไม่คิดสนใจ
“เรื่องของเขา ข้าจะไปรู้มั้ยเล่า?”
“เช่นนั้นองค์ชายเอ่ยเรื่องเขาขึ้นมาเพื่อสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” แม้หัวคิ้วจะขมวดมุ่น แต่เสียงที่ตอบกลับก็ยังคงความนิ่งสงบได้แบบแปลกประหลาด จะบอกว่าเขาโดนองค์ชายผู้นี้ก่อกวนจนเคยชินแล้วก็ว่าได้กระมัง
“ฮุ ๆ แล้วเจ้าคิดว่าแคว้นฉินจะทำเช่นไรหากชินอ๋องแห่งแคว้นเซี่ยมาหายตัวไปในพิธีล่าสัตว์ที่โดนโจมตี”
“คนที่มีบรรยากาศน่ากลัวถึงเพียงนั้น ไม่น่าจะเสียท่ากับกองกำลังนักฆ่าเพียงเท่านั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ” ผานเถียจูกล่าวขึ้นมายามหวนคิดถึงบรรยากาศกดดันน่าขนลุก
“เจ้านี่ช่างขัดเสียจริง แต่ช่างเถอะ มาคอยดูการกลับวังครั้งนี้ของแคว้นฉินดีกว่า ข้ามั่นใจมากว่ามันจะต้องสนุกแน่นอน”
คลื่นลูกใหญ่ที่กำลังจะซัดล้างสิ่งไม่เป็นระเบียบภายในแคว้นฉินในครั้งเดียว
การเตรียมการเกือบสิบปีของฮ่องเต้แคว้นฉินแม้จะไม่มีผู้ใดรู้ แต่เขาก็เดาได้ ศึกชิงบัลลังก์ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล แม้เบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยความขาวสะอาด แต่ภายในที่ไม่มีใครได้อนุญาตให้ล่วงรู้นั้นกลับดำมืดจนน่าขนหัวลุก ไม่ว่าจะเป็นแว่นแคว้นใดก็เป็นเหมือน ๆ กัน
เบื้องหน้าของเฟยเกาจงฮ่องเต้ผู้รักสงบและพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง เบื้องหลังนั้นแปดเปื้อนด้วยเลือดไปเท่าไรแล้วใครเล่าจะกล้าคิด
“ข้าค่อนข้างมั่นใจว่ารัชทายาทของแคว้นฉินจะถูกกำหนดภายในเร็ววันนี้เนี่ยแหละ”
“ว่าอย่างไรนะ ฮ่องเต้รอดตายอย่างนั้นรึ!?”
“เจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เวลานี้ฮ่องเต้กำลังเสด็จกลับวังเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้เรื่อง!”
เพล้ง!
มือเรียวที่มีรอยย่นกวาดชุดน้ำชาราคาแพงหล่นจากโต๊ะโดยไม่คิดใส่ใจว่าสิ่งของจะแตกหัก ใบหน้างดงามที่เริ่มชราบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ มือที่มีรอยเหี่ยวย่นคว้ากระดานหมากที่อยู่ใกล้มือเขวี้ยงใส่หัวของสาวรับใช้ที่อยู่ใกล้ตัวอย่างแรง จนหน้าผากของสาวใช้ปริแตก
“เจ้ามั่นใจนะว่าข่าวที่ได้รับมาถูกต้อง”
“...อึก...มั่นใจเจ้าค่ะ”
“แล้วหลานข้า หลานข้าเวลานี้เป็นอย่างไร!?”
“...บ่าวมิทราบเจ้าค่ะ”
หญิงรับใช้หมอบกราบกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ร่างแบบบางไหวระริกด้วยความหวาดกลัวแต่ก็มิกล้าหลั่งน้ำตา
“ไร้ประโยชน์! เลี้ยงเสียข้าวสุกยิ่งนัก! บุตรชายข้าเวลานี้อยู่ที่ใด!?”
“...นะ...นายท่านได้รับราชโองการให้เตรียมเข้าเฝ้าที่วังหลวง ทันทีที่ฮ่องเต้เสด็จกลับมาถึงเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้การแล้ว... เจ้าฮ่องเต้ชั่วนั่นต้องรู้อะไรมาแล้วแน่ ๆ บอกอี้เอ๋อร์ว่าอย่าเข้าวังไปตามรับสั่งเด็ดขาด!”
ร่างของหญิงรับใช้ที่หมอบกราบตัวสั่นชะงักนิ่งก่อนที่ร่างที่เคยหมอบกราบก็พลันลุกขึ้นยืน ใบหน้าธรรมดาสามัญนิ่งสงบจนชวนขนหัวลุก
“หากท่านกล้ากล่าววาจาว่าร้ายฮ่องเต้อีกเพียงครึ่งคำ ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย!”
“อะไร!? เจ้ากล้า! ใครก็ได้เข้ามาจับนางเด็กไม่รักดีนี่ไปโบยให้ตาย!!”
เสียงของหญิงชราดังก้องไปรอบตัวจวน หากแต่คนที่ควรเฝ้ารอรับคำสั่งอยู่ภายนอกกลับไม่มีผู้ใดเข้ามาแม้แต่คนเดียว หญิงชรามองซ้ายมองขวาอย่างหวาดกลัวแต่ก็กลั่นใจตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าบอกว่าใครก็ได้อย่างไรเล่า พวกเจ้ามัวหดหัวไปไหนกันหมด!!”
“จะร้องเรียกจนคอแตกก็ไม่มีประโยชน์หรอกฮูหยินผู้เฒ่า คนใกล้ชิดของท่านในเวลานี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนของฮ่องเต้ที่ท่านบริพาษถึงอย่างไรล่ะ”
“!!!” ใบหน้าชราคล้ายจะแก่ลงนับสิบปีในเสี้ยววิ ดวงตาฝ้าฟางสั่นระริก “หมะ...หมายความเช่นไร?”
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านฉลาดมาตั้งนานกลับมาโง่ในเวลาเช่นนี้หรือ” อดีตนางรับใช้กล่าวค่อนแขวะ ดวงตาปรายมองด้วยความรังเกียจ ก่อนจะแสยะยิ้มร้ายกาจ
“...จะ...เจ้า”
“ข้าจะบอกว่า...ถึงเวลากำจัดเนื้อร้ายในแคว้นฉินให้หมดสิ้นจริง ๆ เสียทีอย่างไรเล่า”
----
เรื่องนี้น่าจะนานกว่าแปดปี... ಥ‿ಥ