บทที่ 55 ช่วยเหลือ
หลังจากได้ยินคำพูดของพี่ชายสวมแจ็กเกตหนังแล้ว ทั้งเยี่ยเจียอี๋และเจิ้งอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างต่างก็อึ้งไปชั่วขณะ
ตอนที่พวกเขาเห็นท่าทีคุกคามของพี่ชายสวมแจ็กเกตหนังและลูกน้องสองคน ยังคิดว่าพวกนั้นจะมาคิดบัญชีกับหานชิงอวี่อยู่เลย
แต่คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะตรงกันข้าม พวกเขามาที่นี่ไม่ใช่เพราะการรักษาของหานชิงอวี่มีปัญหา แต่พวกเขารู้สึกว่าการรักษาของหมอหานนั้นดีมาก และต้องการให้ชายหนุ่มช่วยรักษาพวกเขาต่อไป
เจิ้งอวิ๋นมองเหตุการณ์ตรงหน้าเขาแล้วอดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
คนเหล่านี้ทำกับโรงพยาบาลเป็นเหมือนสปา ต้องการช่างคนไหน ก็เลือกช่างคนนั้นได้
เดาว่าคงเป็นเพราะแผนกฉุกเฉินเห็นท่าทางของพวกเขาแบบนี้แล้วถึงได้ปล่อยพวกเขามาทางนี้
แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อพวกเขามาที่นี่เพื่อพบหานชิงอวี่ นี่ก็เป็นโอกาสให้เขาได้ฝึกฝนด้วย
“หลิน… บัง… ฮวา”
เจิ้งอวิ๋นหรี่ตาลง มองชื่อคนไข้บนฟิล์มแล้วค่อย ๆ พูดช้า ๆ
“ทำไมพูดอย่างนั้นกับลูกพี่ฉัน? เรียกชื่อเต็มลูกพี่ได้อย่างไร? เรียกว่าพี่หลินสิ!”
ขณะที่เจิ้งอวิ๋นกำลังจะเลื่อนสายตาลงเพื่อดูข้อมูลเฉพาะของฟิล์ม ลูกน้องสองคนที่อยู่ด้านหลังบังฮวาก็ขยับตัวออกมา ยืนด้านหน้าลูกพี่ใหญ่ของตน
ทั้งคู่ดูเหมือนยังเด็กมาก แม้จะรู้สึกเหมือนยังไม่เป็นผู้ใหญ่เลยสักนิด แต่พอพูดขึ้นมาทีก็น่ากลัวอยู่
หลินบังฮวายกมือขึ้นตีลงบนตัวทั้งสองคนสองครั้ง พร้อมทั้งพูดด้วยสายตาแหลมคม
“ที่นี่คือโรงพยาบาล! จะเอะอะทำไมฮะ! อย่ารบกวนการรักษาของหมอคนอื่น!”
จากนั้น หลินบังฮวาก็หันหลังกลับมาพูดกับเจิ้งอวิ๋นตรงหน้าด้วยใบหน้าใจดี
“คุณหมอ อย่าโกรธเลยนะครับ พวกเขาทั้งคู่ยังเป็นเด็กไม่รู้ความ อย่าไปสนใจพวกเขาเลย”
เจิ้งอวิ๋นเพียงตอบอืมในลำคอ ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก ท่าทางของคนตรงหน้าแตกต่างจากคนดึงดันสองคนที่อยู่ข้าง ๆ อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่บุคคลต้องห้ามในการรับเข้ารักษา
ดังนั้นเขาจึงโบกมือไปให้หานชิงอวี่ที่อยู่ด้านข้าง “เสี่ยวหาน คนไข้มาแล้ว อย่ามัวแต่นั่งมึนอยู่ตรงนั้น มาดูฟิล์มนี้เร็ว แล้วหาวิธีแก้ปัญหา”
เมื่อเขามองไปที่คนตรงหน้าที่ได้ยินว่าชื่อหานชิงอวี่ แววตาของหลินบังฮวาก็เป็นประกาย ส่วนในใจของเจิ้งอวิ๋นก็ทอดถอนใจ
จริง ๆ แล้วสำหรับฟิล์มที่อยู่ตรงหน้า ตัวเขาเองก็ยังไม่มีไอเดียอะไรเลย เพราะมันอาจจะเกี่ยวข้องกับความเสียหายของเส้นประสาท ดังนั้นเขาจึงต้องการอาศัยโอกาสที่หานชิงอวี่ดูฟิล์ม ดูว่าตนจะสามารถคิดวิธีใหม่ ๆ ได้หรือไม่
หานชิงอวี่ตอบรับ จากนั้นก็วิ่งไปยืนอยู่ข้างเจิ้งอวิ๋น แล้วก้มหน้าลงดูฟิล์มหลายภาพที่ถ่ายไว้
ทั้งในออฟฟิศ ดูเหมือนว่าจะมีเพียงเยี่ยเจียอี๋นั่งอยู่ในออฟฟิศโดยไม่มีอะไรทำ ซึ่งเธอรู้สึกอึดอัดใจจริง ๆ
“ผู้อำนวยการ ให้ฉันดูด้วยนะคะ”
ตอนหานชิงอวี่ลุกขึ้นเดินไปทางเจิ้งอวิ๋น เยี่ยเจียอี๋เองก็ยืนขึ้นและอยากเดินไปยังตำแหน่งเดียวกัน แบบนี้เธอจะได้ไม่อึดอัดใจมาก
แต่สิ่งที่เยี่ยเจียอี๋ไม่คาดคิดก็คือทันทีที่เธอหยัดกายยืนขึ้น ลูกน้องสองคนของหลินบังฮวาก็เข้ามาขวางเอาเธอไว้จากด้านข้าง
แขนดำคล้ำสองแขนขวางอยู่ตรงหน้า พร้อมทั้งมีเสียงเกรี้ยวกราดดังมาจากทั้งสองข้าง “พี่ใหญ่เรียกหมอหาน คนอื่นอย่ายื่นมือเข้ามายุ่ง!”
เยี่ยเจียอี๋เงยหน้าขึ้นมองไปที่ลูกน้องสองคนที่เป็นเหมือนเทพเจ้าผู้รักษาประตูด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธและอาย ก่อนจะกระทืบเท้าอย่างโมโห หมุนตัวกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง
แต่หลินบังฮวาดูเหมือนจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เพราะเขาเอาแต่มองไปที่หานชิงอวี่ตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อ “หมอหาน เป็นอย่างไรบ้าง คิดวิธีอะไรออกบ้างไหม?”
แม้ว่าลูกน้องสองคนนี้จะมุทะลุ แต่หลินบังฮวาสามารถเก็บพวกเขาไว้ข้างกายได้ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็ตาม แสดงว่าไม่ใช่คนโง่อย่างแน่นอน
ตอนที่เขาเพิ่งจะเข้ามา เขาก็รู้สึกว่ามีบรรยากาศบางอย่างไม่ถูกต้องระหว่างแพทย์หญิงตรงหน้าเขากับหานชิงอวี่ และหลังจากนั่งอยู่ตรงนี้เป็นเวลานาน เขาก็พบว่าแพทย์หญิงที่อยู่ตรงหน้าคนนี้กำลังรอหัวเราะหานชิงอวี่อยู่
ดังนั้นเมื่อแพทย์หญิงตรงหน้าเขาทำตัวโง่งม จึงไม่คิดจะห้ามการกระทำของลูกน้องทั้งสองของตัวเอง
ในออฟฟิศมีเพียงหานชิงอวี่และเจิ้งอวิ๋นเท่านั้นที่ให้ความสนใจกับอาการของหลินบังฮวาจริง ๆ แต่ในเวลานี้คิ้วของพวกเขาทั้งคู่กำลังขมวดเข้าหากันเป็นปม
สีหน้าของเจิ้งอวิ๋นแตกต่างออกไป เป็นเพราะการผ่าตัดที่อยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องยากมาก ๆ ปัญหาทางระบบประสาท ถ้าไม่ระวัง เกรงว่าขาข้างใดข้างหนึ่งของหลินบังฮวาอาจจะไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป
ส่วนหานชิงอวี่ที่ขมวดคิ้วเป็นปม เป็นเพราะในเวลานี้กำลังใช้สมาธิสูง
ตอนนี้เขาใช้ทักษะ ‘การพัฒนาแนวทางการผ่าตัด’ ในระบบของเขา เพื่อจำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการผ่าตัดต่าง ๆ ในสมองของเขา และเลือกวิธีที่ดีที่สุด
เวลานี้ทำให้เยี่ยเจียอี๋จับจุดอ่อนอีกฝ่ายได้ เธอมองไปที่หานชิงอวี่แล้วพูดขึ้นว่า
“หานชิงอวี่ นายช่วยจริงจังกับคนไข้มากกว่านี้หน่อยได้ไหม? ฉันเห็นว่านายดูอยู่ที่เดียวมานานแล้วนะ!”
ทั้งห้อง ไม่มีใครตอบกลับประโยคนั้น รวมถึงหานชิงอวี่และเจิ้งอวิ๋น
หานชิงอวี่ไม่ตอบเพราะเขากำลังจดจ่ออยู่กับการทดลองแผนจึงไม่สามารถผละออกไปโต้ตอบได้เลย ส่วนเจิ้งอวิ๋น เป็นเพราะเขากำลังกระวนกระวายใจคิดวิธีแก้ปัญหาไม่ออก
ลูกน้องสองคนมองไปที่เจิ้งอวิ๋นและหานชิงอวี่พร้อมกับสีหน้าที่ไม่มีความเคารพเหมือนเมื่อกี้แล้ว
“ไม่สิ ฉันขอถามคุณหน่อยสิตาแก่ ตกลงรู้วิธีรักษาหรือเปล่า? ดูแล้วก็เหมือนเสแสร้งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทำไมตอนนี้ไม่แม้แต่จะพูดอะไรสักคำเลยล่ะ?”
แม้ว่าหลินบังฮวาจะหันกลับไปหยุดพวกเขาด้วยสายตา แต่ชายหนุ่มสองคนที่อยู่ข้างหลังเขาก็ยังคงดูไม่พอใจเล็กน้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ และยังคงมองดูพวกเขาด้วยสายตาดูถูก
เจิ้งอวิ๋นเช็ดเม็ดเหงื่อที่เกาะบนหน้าผากของเขา ขณะที่กำลังอยากขอให้พวกเขาให้เวลาอีกสักหน่อย
แต่สิ่งที่เขานึกไม่ถึงก็คือ จู่ ๆ หานชิงอวี่ตรงหน้าก็แย่งพูดขึ้นมา “อาจารย์ มาทางหน่อยสิครับ ผมจะอธิบายแผนที่ผมคาดการณ์ไว้ให้คุณฟัง…”
เมื่อเจิ้งอวิ๋นได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที แม้ว่าเขาจะรู้ว่าระดับอย่างหานชิงอวี่ก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดแผนการใด ๆ ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง
แต่ถ้าหานชิงอวี่พูดแบบนี้ มันก็จะพอช่วยตัวเขาได้บ้าง ท้ายที่สุดแล้วการมีแผนการรักษาที่ยังไม่สมบูรณ์ยังดีกว่าการไม่มีเบาะแสอะไรเลย
จากนั้นจะได้แจ้งคนไข้ให้กลับบ้านเพื่อเตรียมร่างกายก่อน และรอแผนการผ่าตัดสุดท้ายภายหลัง แล้วค่อยไปหารือกับเหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลอีกที
เจิ้งอวิ๋นมีความคิดนี้ตั้งแต่แรก แต่เมื่อหานชิงอวี่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น และกระบวนการต่าง ๆ มีรายละเอียดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนดวงตาของเจิ้งอวิ๋นค่อย ๆ เบิกกว้าง
เขาถึงกับอยากหยุดหานชิงอวี่ตรงหน้าด้วยซ้ำ และถามว่าแผนดังกล่าวมาจากสมองของเขาจริง ๆ เหรอ
ท้ายที่สุดแล้วการวางแผนขั้นตอนการผ่าตัดอย่างละเอียดแบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงนักศึกษาแพทย์ ST เลย สำหรับนักศึกษาแพทย์ที่มาเป็นหมอเต็มตัวแล้ว สำหรับพวกเขายังเป็นแค่ฝันกลางวันด้วยซ้ำ
แต่ในสายตาของเจิ้งอวิ๋น ตอนนี้แผนการผ่าตัดที่หานชิงอวี่กล่าวมาแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ อย่างน้อยในสายตาของเจิ้งอวิ๋นก็ไม่มีข้อบกพร่องเลยสักนิด!
ดังนั้นเจิ้งอวิ๋นจึงเดินงก ๆ เงิ่น ๆ ไปถามหานชิงอวี่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แผนนี้ นายคิดขึ้นมาเองจริง ๆ เหรอ?”