กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 44 มือสังหารระดับปรมาจารย์

    เมืองพิมาย…

    ดินแดนแห่งทะเลภูเขาและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์

    พื้นที่กว้างใหญ่ทอดยาวไปตามแนวภูเขาสลับซับซ้อน

    มีทะเลสาบน้ำจืดขนาดมหึมาตั้งอยู่ใจกลางเมือง

    แม่น้ำหลายสายไหลผ่านหล่อเลี้ยงผู้คนและผืนดิน

    ทันทีที่คาราวานของภูผาเดินทางมาถึง

    ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความรุ่งเรืองของเมืองแห่งนี้

    บ้านเรือนถูกสร้างอย่างประณีต ท่อนซุงใหญ่แกะสลักอย่างสวยงาม ทำเป็นเสา

    วัดวาอารามใหญ่โต จัดสถานที่ไว้อย่างลงตัวทำให้เห็นว่าเกิดจากฝีมือผู้มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี

    ตลาดเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายชนชั้น บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสดใส

    เสียงระฆังวัดดังแว่วมาตามสายลม

    ผสมกับเสียงพ่อค้าแม่ค้าอย่างมีชีวิตชีวา

    ภูผามองเมืองตรงหน้าเงียบๆ ก่อนยิ้มบาง

    “เมืองนี้…เหมาะจะเป็นศูนย์กลางค้าขาย”

    ทองขาวพยักหน้า

    “และเหมาะมาก สำหรับเป็นสถานที่ ซ่อนเร้นของยอดคนเก่งๆด้วย”

    “ใช่ ท่านอย่าลืมนะว่า ที่นี่คือบ้านเกิดของท่านขุนทองดีนะ”

    “จะเป็นยอดคน ขนาดนั้นได้ ต้องมีที่มา ที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”

    —

    ภูผาเลือกพื้นที่ลานกว้างริมแม่น้ำ

    ติดกับวัดใหญ่กลางเมือง เป็นที่ตั้งพักชั่วคราวของคณะ

    หลังส่งคนไปแจ้งเจ้าเมืองแล้ว ได้รับอนุญาตอย่างง่ายดาย เพราะเป็นที่รู้จักกันดี ในการร่วมกันทำศึก คราวที่แล้วมา

    ทุกคนก็เริ่มลงมือทำงานทันที

    เสียงตอกไม้ดังต่อเนื่อง

    บ้านไม้ไผ่หลายหลังถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

    จากเช้าจนถึงเย็น…

    พื้นที่โล่งกลับเริ่มกลายเป็นค่ายพักขนาดย่อมอย่างเป็นระเบียบ

    เรือนแก้วกับเจี่ยวเจี่ยวนั่งมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาตื่นเต้น

    “ดูสิแม่หญิง ดูพวกเขาเหล่านั้นทำงานเร็วมาก…ต่างคนต่างช่วยกัน คนละไม้คนละมือ อ้าวนั่น หลังเล็กนั้นเสร็จแล้ว นั่นมันคนหรือภูตพรายกันแน่นี่”

    เจี่ยวเจี่ยวพยักหน้าไม่หยุด

    “เหมือนทำแบบนี้มาทั้งชีวิตเลย”

    ไม่ว่าจะเป็นการจัดเกวียน

    ตั้งเตาไฟ

    วางจุดเวรยาม

    หรือขุดร่องน้ำกันฝน

    ทุกอย่างแม่นยำราวเครื่องจักร

    ส่วนภูผา…

    กำลังยืนวาดภาพลงบนกระดาษแผ่นใหญ่

    หมื่นพันยืนเกาหัว

    “นี่อะไร?”

    “แผนผังค่ายพัก”

    ภูผานำกระดาษไปแปะไว้ข้างรถม้า

    “ใครสงสัยอะไรก็มาดูตรงนี้”

    ทำเอาทหารหลายคนมองหน้ากัน

    เพราะแม้แต่การสร้างค่ายพัก

    ภูผายังทำออกมาราวกับวางแผนสร้างเมือง ภาพที่ภูผาวาดขึ้นมา คล้ายกันกับค่ายลับของพวกเขาอยู่หลายส่วน ทุกคนด้วยความคุ้นเคยจึงสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ภูผาจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กับที่พักของหญิงสาวทั้งสอง ทั้งส่วนของห้องนอนและห้องน้ำ ภูผาเป็นคนลงมือด้วยตนเอง

    —

    ตกกลางคืน…

    หลังอาหารเย็นง่ายๆ จบลง

    ภูผา ทองขาว และหมื่นพัน แอบเดินออกมาด้านหลังค่ายพัก

    แสงจันทร์ส่องลงบนลานหญ้าเงียบสงบ

    ทองขาวหยิบห่อผ้าดำออกมาอย่างระมัดระวัง

    ของล้ำค่าทั้งสามอย่าง จากท่านอาจารย์อรชุน…

    “ควายธนู

    สมิงพราย

    และกุมารทอง”

    ยังมีตำรามนต์คาถาอีกสองเล่ม ผ้ายันต์ ตระกรุดคงกระพัน สามเส้น

    หมื่นพันกลืนน้ำลายอึกใหญ่

    “ข้ายังไม่ชินกับของพวกนี้เลย…”

    ภูผาหัวเราะเบาๆ ก่อนหยิบผอบอันหนึ่งขึ้นมา แล้วเปิดออก ในนั้นมีรูปปั้นกุมารทองอยู่ เขาหยิบขึ้นมาแล้ววางลงพื้นที่ว่างด้านหน้า พร้อมท่องมนต์คาถาบทหนึ่งขึ้น

    "นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ จะภะกะสะ จิเจรุนิ นะอิงอิตอพุทโธ”

    “ออกมาเถอะ”

    ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน

    ก่อนร่างเด็กน้อยอายุราวหกเจ็ดขวบจะค่อยๆ ปรากฏขึ้น

    เด็กน้อยหน้าตาน่ารัก ผิวขาวซีดเล็กน้อยแต่ริมฝีปากแดงระเรื่อ

    ดวงตากลมโตเป็นประกาย

    ก้มตัวลง คารวะทักทายอย่างยิ้มแย้มขึ้นว่า

    “นายท่านเรียกข้าหรือขอรับ?”

    หมื่นพันสะดุ้งเฮือกทันที

    “เฮ้ย!”

    แต่กุมารทองกลับหัวเราะคิกคัก

    ภูผาลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ

    “ช่วงเดินทางครั้งนี้ ฝากเจ้าช่วยเป็นหูเป็นตาให้พวกเราด้วย  ความปลอดภัยทั้งหมดภายในค่ายพัก มอบหมายให้เจ้าเป็นผู้ดูแลนะ”

    กุมารทองพยักหน้ารัวๆ

    “ได้ขอรับ!”

    ก่อนเอียงหน้าคิดเล็กน้อย

    “แล้วข้าจะไปถามเจ้าที่แถวนี้ให้ด้วย ว่ามีเรื่องแปลกอะไรหรือไม่ หากท่านต้องการ จะได้ไม่เสียแรงเลี้ยงดูมา นี่ก็กินของเซ่นไหว้ไปตั้งเยอะแล้ว”

    “ฮะ…บอกนิดเดียว พูดซะเยอะเชียว บอกมาเถอะ ครั้งนี้อยากกินอะไร”

    “ดี..ดี… ถ้างั้นขอเป็นไก่ย่าง ขนมหวาน แล้วก็น้ำแดงนะ”

    “ได้ เตรียมไว้ให้แล้ว”

    หมื่นพันได้ยินถึงกับขนลุกซู่

    “ถาม…เจ้าที่?”

    ทองขาวหัวเราะหึๆ

    “ตอนนี้เจ้ากลัวแล้วหรือ?”

    “ข้ากลัวมาตั้งแต่เห็นกุมารเดินได้แล้ว!”

    เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆท่ามกลางแสงจันทร์

    —

    แต่ในกลางดึกของคืนนั้น…

    กุมารทองน้อย เจ้าขวัญกลับรีบมาหาภูผา

    “นายท่าน…มีคนมาขอรับ”

    “มันมองเห็นข้าด้วย คาดว่าต้องเก่งไม่เบาเลย”

    ภูผาลืมตาทันที

    “กี่คน?”

    “คนเดียวขอรับ”

    ดวงตาของภูผาหรี่ลง

    เพราะหากเป็นคนที่สามารถเดินเข้ามาใกล้ค่ายได้โดยไม่มีใครรู้ตัว…

    อีกฝ่ายย่อมไม่ธรรมดา

    ภูผาลุกออกจากซุ้มนอนอย่างเงียบเชียบ

    นอกค่ายพัก…

    ชายวัยราวห้าสิบกว่าปียืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ยืนหันหลังมือประสานไขว้กันไว้ที่ด้านหลัง คล้ายยืนชมจันทร์อย่างมีความสุข

    เขาสวมเสื้อผ้าธรรมดา

    แต่เนื้อผ้ากลับละเอียดประณีตราวขุนนางชั้นสูง

    สายตาของชายผู้นั้นสงบนิ่งจนน่ากลัว กล่าวเบาๆว่า

    “ตามข้ามาเถอะ”

    เขาพูดเพียงสั้นๆ ก่อนเดินนำออกไป

    ภูผาตามไปโดยไม่ลังเล

    ทั้งสองเดินไปจนถึงริมหน้าผาเงียบสงัด

    มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหุบเขา

    ชายชราหันกลับมา

    “ข้าชื่อ…สมิงนรธา”

    เพียงได้ยินชื่อ

    ดวงตาของภูผาก็เปลี่ยนไปทันที

    “อาจารย์ของมังมหานรธา?”

    ชายชรายิ้มบาง

    “ถูกต้อง”

    แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างของเขาช้าๆ

    แม้ยืนเฉยๆ

    แต่กลับให้ความรู้สึกราวสัตว์ร้ายโบราณกำลังจ้องมองเหยื่อ

    “ข้ามาที่นี่…เพื่อประลองกับเจ้า”

    ลมเย็นพัดผ่านลานหินเงียบงัน

    สมิงนรธามองภูผา ก่อนพูดต่อ

    “เจ้าจะเลือกวันเอง…หรือไม่?”

    คำถามสั้นๆ

    แต่กลับแฝงความหมายลึกซึ้ง

    เพราะหากภูผาเลือกวัน

    นั่นหมายถึงเขากำลังบอกว่า “ตนพร้อมเมื่อใด”

    ภูผานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนตอบกลับอย่างสงบ

    “ท่านเป็นแขกผู้มาเยือน ท่านเลือกเถิด”

    รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสมิงนรธา

    “ไม่ธรรมดา..ไม่ธรรมดา สมเป็นยอดคนรุ่นหลังนัก”

    “ถ้าอย่างนั้นก็อีกสามวันเถิด”

    เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า

    “คืนพระจันทร์เต็มดวง ยามแรก”

    ก่อนชี้ไปยังยอดเขาสูงไกลลิบ

    “ลานหินกว้างบนนั้น”

    พูดจบ ไม่ได้รอคำตอบแต่อย่างไร

    ร่างของชายชราก็ค่อยๆ เดินหายเข้าไปในความมืด

    ไร้เสียง…ไร้ร่องรอย

    —

    เมื่อภูผากลับถึงค่ายพัก

    ทองขาวกับหมื่นพันกำลังนั่งรออยู่แล้ว

    “ใคร?” ทองขาวถามทันที

    “สมิงนรธา”

    หมื่นพันนิ่งค้าง

    ส่วนทองขาวกลับเพียงพยักหน้าเบาๆ

    “อ้อ”

    ภูผาเลิกคิ้ว

    “พี่ใหญ่ เจ้าไม่ตกใจ?”

    ทองขาวยักไหล่

    “จะให้ตกใจด้วยเหตุใจ ข้าเพียงเป็นห่วงและสงสารคนผู้นั้นมากกว่า”

    หมื่นพันรีบพยักหน้าแรงๆ ทันที

    “ใช่! ข้าก็คิดเหมือนกัน!”

    —

    เช้าวันต่อมา

    ภูผาแบ่งกำลังออกเป็นสองทีม

    ทีมแรก…

    นำสินค้าไปเปิดร้านติดกับตลาดกลางเมือง

    ทั้งสมุนไพร

    ผ้าแพร

    เกลือ

    น้ำตาล

    เพียงไม่นาน ผู้คนก็เริ่มสนใจร้านค้าของพวกเขาทันที สินค้าใหม่แปลกตา ทั้งมีความงาม 

    ร่มเมืองเหนือของเจี่ยวเจี่ยว เป็นที่สะดุดตา ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหลาย เข้ามามุงดูและซื้อหาเป็นจำนวนมาก

    ส่วนอีกทีม…

    กำลังเตรียม “ของดี” เจ็ดอย่าง กำไรทองคำ สร้อยไข่มุกอันล้ำค่า แหวนพลอยนพเก้า ปืนไฟ ธนู หน้าไม้ และแพรไหม อย่างดี

    เพื่อเข้าไปมอบให้เจ้าเมืองแห่งพิมาย

    พระยาพิมาย…

    คณะนี้ภูผาและเรือนแก้วเป็นคนนำ เพราะต้องการแสดงการให้เกียรติ์อย่างสูงที่สุด

    จุดประสงค์สำคัญคือ จะร้องขอของดีจากท่านเจ้าเมือง นั่นคือ “เหล็กน้ำพี้”

    ……


     

    คล้ายกับเรื่องกำปั้นผ่ามิติ ที่คุณอ่าน