ฝ่ามือที่มองไม่เห็น

    บทที่ 9 : หยั่งเชิงมังกรซ่อน

    แสงแดดยามบ่ายร้อนระอุ จนลานหินหน้าสำนักคุ้มภัยชิงเฟิงแผ่ไอระเหยขึ้นมา กู้เสวียนในชุดขุนนางสีน้ำเงินครามก้าวลงจากหลังม้า มีเฉินกู่กุมด้ามดาบเดินตามหลังเข้าสู่โถงรับรอง


    กู่เฉินซานนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าเรียบเฉยยามเห็นผู้มาเยือน เขาลุกขึ้นประสานมือ “คารวะใต้เท้ากู้และท่านมือปราบ สำนักชิงเฟิงยินดีต้อนรับ มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้”


    นายอำเภอหนุ่มประสานมือตอบ ก่อนทรุดกายนั่ง “ประมุขกู่เกรงใจไป เมืองจินไห่ปั่นป่วนยิ่งนัก ทั้งการตายของเตียวเปียวและเส้นทางเดินเรือที่ตกมาอยู่ในมือท่าน... ในฐานะนายอำเภอ ข้าเพียงมาสอบถามตามหน้าที่”


    พ่อบ้านยกน้ำชาร้อนเข้ามาจัดวาง กู่เฉินซานพยักหน้ารับ “เรื่องท่าเรือนั้นเป็นเพราะพ่อค้าตื่นตระหนก จึงมาว่าจ้างเราให้คุ้มครองสินค้ากะทันหัน พวกเราทำมาค้าขายสุจริตตามสัญญา มิได้มีเจตนาฉวยโอกาส”


    “ข้าเข้าใจ” กู้เสวียนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สายตาสำรวจห้องโถงอันโอ่อ่า “ฝีมือกระบี่ของท่านสร้างรากฐานได้จริง แต่เงินก้อนโตที่ใช้กว้านซื้อโกดัง... ดูจะเกินกำลังสำนักเปิดใหม่”


    ขุนนางหนุ่มวางถ้วยชาลงแผ่วเบา “ประมุขกู่… ข้าตรวจบัญชีร้านแลกเงินดูแล้ว พบว่ามีเงินก้อนใหญ่โอนจากต่างเมืองเข้าสำนักท่านสม่ำเสมอ สูงกว่าค่าจ้างทั่วไปหลายเท่า ข้าใคร่รู้ยิ่งนัก... ท่านมีผู้สนับสนุนรายใหญ่ใช่หรือไม่”


    กู่เฉินซานชะงักไปเล็กน้อย แววตาไหววูบเมื่อโดนจี้จุดเส้นทางการเงิน เขามองนายอำเภอหนุ่มตรงหน้าอย่างชั่งใจ นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย “ใต้เท้าสืบบัญชีได้ละเอียดนัก... ถูกต้อง ข้ามีผู้สนับสนุน”


    “นานเท่าใดแล้ว” กู้เสวียนถามเสียงราบเรียบ


    “นับจากข้ามาตั้งรกรากที่นี่”


    “เช่นนั้นเงินทุนที่ใช้ก่อตั้งสำนักชิงเฟิงก็ไม่ใช่ของท่านทั้งหมด”


    “ไม่ผิด”


    “ขอบคุณประมุขกู่ที่ให้ความร่วมมือ” กู้เสวียนหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดข้อมูลลงไป “ทว่าหมากตานี้นับว่าแหลมคมยิ่ง ข้าอยากทราบนามยอดคนผู้นั้น เผื่อวันหน้าข้าจะได้ทำหนังสือขอบคุณ”


    กู่เฉินซานสูดหายใจลึก “เรียนใต้เท้าตามตรง... ข้าไม่เคยพบหน้ายอดคนผู้นั้นแม้ครั้งเดียว เงินทุนเหล่านั้นส่งผ่านร้านแลกเงินมาพร้อมจดหมาย”


    “มีเรื่องเช่นนั้น” นายอำเภอหนุ่มเลิกคิ้ว


    กู่เฉินซานพยักหน้า กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในยุทธภพข้าพเนจรไปทั่ว เคยช่วยชีวิตผู้คนไว้หลายครั้ง คาดว่าเป็นคหบดีลึกลับทางใต้ที่ข้าเคยช่วยชีวิตไว้ ท่านคงเห็นว่าข้าขาดแคลนทุนรอนจึงส่งมาเกื้อหนุนโดยไม่ประสงค์ออกนาม เป็นเรื่องบังเอิญหาใช่ความลึกลับอันใดไม่”


    “อ้อ... ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” นายอำเภอพยักหน้ารับ สายตาเรียบเฉย “ยอดฝีมือย่อมได้รับผลตอบแทนจากคุณความดี ฟังดูสมเหตุสมผล”


    “แต่ความบังเอิญของท่าน มันประจวบเหมาะเกินไป” เฉินกู่เอ่ยขัดเสียงต่ำ “คนเก่าทยอยล้มหายตายจาก แต่สำนักท่านกลับโตวันโตคืน ข้าเป็นมือปราบมาค่อนชีวิต ไม่เคยพบความบังเอิญที่หมดจดปานนี้”


    “ท่านมือปราบโปรดระวังคำพูด” กู่เฉินซานขมวดคิ้ว “หากทางการมีพยานหลักฐานแน่ชัด ก็เชิญนำหมายอาญามาควบคุมตัวข้าได้ทุกเมื่อ”


    “ใจเย็นก่อนทุกท่าน” กู้เสวียนยกมือห้าม “เรามาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ยามนี้หลักฐานยังไม่เพียงพอ จะปรักปรำผู้ใดตามความรู้สึกไม่ได้”


    เขาลุกขึ้นยืนจัดแจงเสื้อคลุม “วันนี้ขออภัยที่มารบกวน วันหน้าหากมีสิ่งใดเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือ ข้าคงต้องมาขอคำชี้แนะอีก”


    กู่เฉินซานประสานมือตอบ สายตามองตามร่างของขุนนางหนุ่มและมือปราบเฒ่าที่เดินออกไปสู่ลานหินเบื้องล่าง ประมุขกู่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ ทอดสายตามองฝ่าม่านหมอกของเมืองจินไห่ที่ยังคงปกคลุมหนาทึบไม่แปรเปลี่ยน



    คล้ายกับเรื่องฝ่ามือที่มองไม่เห็น ที่คุณอ่าน