หมู่บ้านเวินซิน
ครอบครัวตระกูลหวังพ่อแม่ลูกนั่งเรียงกันบนโซฟาดูโทรทัศน์
รายการข่าวค่ำของเมืองตงหลิงกำลังออกอากาศพิธีกรสาวสวยแสดงสีหน้าเคร่งขรึมและหนักใจ
"ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศครั้งใหญ่และัั์ล้วนมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของพร์สัตว์อสูร"
"ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก สัญญาณเตือนภัยวิกฤตสีแดงเป็เพียงความผิดพลาดจะไม่มีผลกระทบต่อเมืองตงหลิง เพื่อชดเชยความใที่เกิดขึ้นกับประชาชนท่านเ้าเมืองและหน่วยพิทักษ์จึงตัดสินใจ..."
"..."
หวังเฉินกระตุกมุมปากเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่ออกอากาศในโทรทัศน์
เขาไม่เคยคิดเลยว่าการใช้พร์หลอมรวมสัตว์อสูรของเขาจะสร้างความวุ่นวายขนาดนี้
ให้ตายสิ!
ทำให้เกิดการแปรปรวนของสภาพอากาศทั่วทั้งเมืองตงหลิง
สมกับที่เป็สัตว์อสูรเทพาพญาัเหมันต์แล้วสินะ?
เขาคิดในใจขณะที่กำลังเหม่อมองหน้าจอโทรทัศน์
ภาพในกล้องค่อนข้างเบลอสิ่งมีชีวิตขนาดั์ที่น่ากลัวกำลังร่ายรำวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าคำรามก้องกังวานเป็ระยะๆ บนพื้นดินผู้คนจำนวนมากก้มตัวลงด้วยความหวาดกลัวสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เพียงแวบเดียวเขาก็เห็นพ่อและแม่ของเขาอยู่ข้างป้ายรถเมล์ในภาพที่ฉายผ่านไปเพียงวินาทีหนึ่งเท่านั้น
ในฉากนั้นพ่อผู้ซื่อสัตย์และอ่อนโยนกำลังโอบกอดแม่ไว้ในอ้อมแขนร่างกายของเขาดูเหมือนจะสั่นเทา...
ก่อนที่หวังเฉินจะได้ดูอย่างละเอียด
หน้าจอโทรทัศน์ก็ปิดลง
ผู้เป็บิดาหน้าซีดเล็กน้อยรีบคว้ารีโมทมาปิดอย่างรวดเร็ว
"ไม่ต้องดูแล้ว ท่านเ้าเมืองและท่านผู้พิทักษ์บอกว่าไม่มีอะไรเื่นี้ก็ผ่านไปแล้ว"
"เสี่ยวเฉิน วันนี้พิธีเปลี่ยนอาชีพของลูกเป็ไปได้ด้วยดีไหม?"
เฒ่าหวังผู้เป็บิดาแสร้งทำเป็ไม่สนใจเขาปิดโทรทัศน์ แล้วเม้มริมฝีปากถาม
"..."
หวังเฉินอ้าปากเขาอยากจะบอกเื่พญาัเหมันต์ให้พ่อแม่ดีใจ แต่ดูจากท่าทีของพ่อแล้วเกรงว่ามันจะทำให้เขานึกถึงประสบการณ์ที่อยากจะลืมเลือนไป
"ก็ดีครับ เปลี่ยนเป็อาชีพผู้ฝึกสัตว์อสูรครับ!"
"ผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าไม่มีปัญหาแน่นอนครับ"
เมื่อคิดดูแล้วหวังเฉินก็ไม่ได้บอกว่าเขาเป็อาชีพฝู้ฝึกสัตว์อสูรั์เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พ่อแม่เป็ห่วง
ถึงอย่างไรก็เป็ผู้ฝึกสัตว์อสูรเหมือนกันถ้าเขาไม่พูด คนอื่นก็คงดูไม่ออก
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชายพ่อและแม่ของเขาก็ดีใจเป็อย่างล้นพ้นแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ลืมประสบการณ์ก่อนหน้านี้ก็ตาม
"ดี ดี ดี สมกับเป็ลูกชายของหวังเจี้ยนกั๋ว ลูกเปลี่ยนเป็ผู้ฝึกสัตว์อสูรแถมยังทำผลงานได้ดีในโรงเรียน ลูกรัก แกต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งได้แน่นอน"
พ่อยิ้มกว้างแล้วตบหน้าอกด้วยท่าทางโล่งอก
ส่วนแม่ไม่ได้พูดอะไรแต่จากรอยยิ้มบนใบหน้าก็สามารถบอกได้ว่า เธอมีความสุขมากแค่ไหน
นับั้แ่ที่ประเทศหลงกั๋วได้กำหนดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับผู้เปลี่ยนอาชีพทางการจึงได้แบ่งมหาวิทยาลัยสำหรับผู้เปลี่ยนอาชีพทั่วประเทศออกเป็สี่ระดับได้แก่ สี่มหาวิทยาลัยชั้นนำ ยี่สิบมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่ง แปดสิบมหาวิทยาลัยชั้นสองและมหาวิทยาลัยชั้นสามมากกว่าสองร้อยแห่ง
มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านศักยภาพการสอนและทรัพยากรจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับของมหาวิทยาลัยนั้นๆ
พูดได้อย่างไม่เกินจริงว่าจำนวนทรัพยากรที่แตกต่างกันระหว่างแต่ละระดับนั้น อย่างน้อยก็ประมาณสิบเท่า
ในความคิดที่เรียบง่ายของพ่อแม่มหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งก็ถือเป็สุดยอดความปรารถนาที่พวกเขามีให้หวังเฉินแล้วจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยสำเร็จจากเมืองตงหลิงในแต่ละปีนั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย
หวังเฉินมีความหวังที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งได้แค่นั้นก็ถือเป็เกียรติอย่างยิ่งสำหรับพวกเขาแล้ว
แต่ทว่า...
สำหรับความคาดหวังของพ่อหวังเฉินเพียงแค่ยิ้มและไม่พูดอะไร
มหาวิทยาลัยชั้นหนึ่ง?
ถ้าเป็เมื่อก่อนเขาคงจะรู้สึกตื่นเต้นกับเื่นี้
แต่ตอนนี้...
เมื่อได้รับพร์และทักษะระดับสุดยอดมาสามอย่างทั้งยังทำสัญญากับพญาัเหมันต์ สัตว์อสูรเทพาผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตมุมมองของหวังเฉินก็ได้ขยายกว้างขึ้นอย่างยิ่งยวด
เป้าหมายของเขาได้เปลี่ยนไปเป็สี่มหาวิทยาลัยชั้นนำที่อยู่จุดสูงสุดของหลงกั๋วไปนานแล้ว
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้นที่จะทำให้พร์ของเขาได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และได้รับทรัพยากรที่ดีมากยิ่งขึ้น
แต่...
ความแตกต่างของทรัพยากรระหว่างชั้นหนึ่งชั้นสอง และชั้นสามคือสิบเท่า
และสี่มหาวิทยาลัยชั้นนำที่อยู่ในจุดสูงสุดนั้นเมื่อรวมทรัพยากรทุกประเภทที่พวกเขามีเข้าด้วยกันแล้วจะมีจำนวนมากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งหมดรวมกันเสียอีก
ในแต่ละปีผู้สำเร็จการศึกษาที่ยอดเยี่ยมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างน้อยก็มีระดับความแข็งแกร่งถึงผู้เปลี่ยนอาชีพขั้นที่สี่ขึ้นไปเมื่อเทียบกับเมืองชั้นสามอย่างเมืองตงหลิงแล้วพวกเขาจะได้รับตำแหน่งหน่วยพิทักษ์โดยตรงเลย
เทียบเท่ากับเ้าเมืองควบคุมอำนาจในการตัดสินชีวิตและความตายของผู้คนนับล้าน!
แน่นอนว่าหวังเฉินไม่ได้ตั้งใจที่จะบอกเป้าหมายนี้กับพ่อแม่ของเขาในตอนนี้รอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก่อน แล้วค่อยทำให้พวกเขาทั้งสองประหลาดใจ
“ลูกรัก แกแอบคิดอะไรไม่ดีอีกแล้วใช่ไหม?"
หวังเจี้ยนกั๋วเห็นลูกชายยิ้มแต่ไม่พูดอะไรจึงเอื้อมมือไปตบไหล่หวังเฉิน
แต่เขาไม่ได้ถามอะไรมากเขาเข้าใจลูกชายของตัวเองดีที่สุด ั้แ่เด็กจนโต หวังเฉินมีความคิดเป็ของตัวเองทำอะไรเป็ระเบียบเรียบร้อย ไม่จำเป็ต้องให้เขาเป็ห่วงมากนัก
"มาเถอะๆ เพื่อเป็การเฉลิมฉลองที่แกเปลี่ยนอาชีพสายต่อสู้สำเร็จพ่อเตรียมของขวัญให้แกด้วย"
ขณะที่พูดพ่อก็เลื่อนกล่องที่ถืออยู่ในมือั้แ่กลับมา วางไว้ตรงหน้าหวังเฉิน
"ยังมีของขวัญอีกเหรอครับ?"
เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ไม่น่าแปลกใจที่วันนี้พ่อกับแม่กลับมาช้าที่แท้ก็เตรียมเซอร์ไพรส์อยู่นี่เอง
"แน่นอน รีบเปิดดูสิ!"
หวังเจี้ยนกั๋วพูดอย่างภาคภูมิใจ
หวังเฉินไม่ลังเลรีบเปิดกล่องออกเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน เขาก็เม้มริมฝีปาก
ดาบยาวคมกริบ
รองเท้าแห่งความว่องไว
สร้อยคอแห่งความกล้าหาญ
เกราะผ้าแห่งความแข็งแกร่ง
ในกล่องมีอุปกรณ์สี่ชิ้นวางเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ
ภายใต้แสงสว่างที่สาดส่องประกายเหล็กกล้าสีดำทอประกายแสง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตาของหวังเฉิน
อุปกรณ์ทั้งสี่ชิ้นนี้คือชุดอุปกรณ์สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลายที่มีชื่อเสียงหรือที่เรียกว่า ‘เซ็ตไอเท็มสี่ชิ้นสำหรับผู้เริ่มต้น’
แม้ว่าชื่อจะดูธรรมดาแต่ก็สามารถให้ความช่วยเหลือได้ไม่น้อยสำหรับผู้เปลี่ยนอาชีพที่เพิ่งเปลี่ยนอาชีพใหม่ๆ
"พ่อครับ แม่ครับ"
หวังเฉินมองพ่อแม่ด้วยสายตาลึกล้ำเสียงของเขาแหบแห้งเล็กน้อย
ในโลกปัจจุบันสิ่งใดที่สามารถส่งผลต่อผู้เปลี่ยนอาชีพได้ ล้วนมีราคาแพงทั้งสิ้น
เซ็ตไอเท็มสี่ชิ้นสำหรับผู้เริ่มต้นนี้ก็เช่นกันราคารวมกันสูงถึงหนึ่งแสนเหรียญทอง
หวังเฉินรู้ว่าพ่อแม่คงนำเงินเก็บทั้งหมดออกมาเพื่อซื้ออุปกรณ์เหล่านี้
"แกกำลังจะเรียนจบมัธยมปลายแล้ว ทำไมยังทำตัวเหมือนเด็กอยู่อีก ฮึ?"
แม่โอบไหล่ลูกชายด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
"ถึงแม้ว่าบ้านเราจะยากจน แต่สิ่งที่คนอื่นมี แกก็ต้องมีเหมือนกัน"
"รีบเอาไปลองที่ห้องสิ เผื่ออุปกรณ์จะไม่พอดีตัว"
พ่อที่อยู่ข้างๆไม่ได้พูดอะไร แต่ก็มองหวังเฉินด้วยความชื่นชม
"ครับ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของแม่หวังเฉินก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น เขาจับอุปกรณ์ทั้งสี่ชิ้นไว้ในมือความมุ่งมั่นยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้นไปอีก
พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อเขามาทั้งชีวิตั้แ่นี้ไปก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องตอบแทนบุญคุณพวกท่านบ้างแล้ว