บทที่ 53 ภารกิจลับจับกุมทหารเทพ
หลังจากฆ่าเจ้าเมืองสำเร็จยูเมะก็เหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่เปลี่ยนไปที่ตรงไหนนั้นก็ยากที่จะบอกได้
สิ่งที่เด่นชัดที่สุดนั้นดูเหมือนจะเป็นความสงบนิ่งและผ่อนคลายยามที่ต่อสู้
แม้จะต้องเผชิญหน้ากับองครักษ์ที่เหลืออยู่นับสิบที่ติดสถานะบ้าคลั่งหรือเผชิญกับทหารเทพนับร้อยที่ตามมาสมทบ เขาก็สามารถจัดการได้อย่างผ่อนคลาย
ถึงจะใช้เวลาต่อสู้นานไปบ้างเนื่องจากการฝืนอย่างต่อเนื่องจนทำให้ค่าพละกำลังเหลือน้อยเกินไปทำให้ไม่สามารถใช้สกิลได้บ่อยนัก การฆ่าองครักษ์และทหารเทพแต่ละนายจึงใช้เวลานานกว่าปกติ
แต่ยิ่งสู้ความเร็วในการฆ่าก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ความเร็วในการฆ่าที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นหรือเกิดจากค่าพละกำลังที่ฟื้นฟูจนสามารถใช้สกิลได้บ่อยขึ้น
แต่เป็นเพราะการเคลื่อนไหวของเขาเฉียบคมขึ้นคล่องแคล่วขึ้นและลื่นไหลกว่าเดิม ทำให้เขาสามารถหยิบยืมปัจจัยต่างๆ มาใช้งานได้อย่างเต็มที่
ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้ศัตรูโจมตีใส่กันเองการเบี่ยงการโจมตีของศัตรูไปยังศัตรูข้างเคียง หรือการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายมากกว่าหนึ่ง
ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่เดิมทียูเมะก็ใช้ได้อยู่แล้วแต่ตอนนี้เขาใช้มันได้ดีกว่าเดิม แม่นยำกว่าเดิมและง่ายกว่าเดิมส่งผลให้จำนวนของศัตรูที่น่าจะเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด กลายเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับเขาไป
ทหารเทพนับร้อยจึงมีค่าไม่ต่างอะไรจากทหารเทพสิบนายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะสถานที่ที่ทำให้เคลื่อนไหวได้จำกัด แต่ปัจจัยที่เด่นชัดที่สุดก็ยังเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าตกตะลึงของยูเมะอยู่ดี
โดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่ยูเมะในตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่าจิตใจของเขาได้แยกออกเป็นสองส่วนโดยสมบูรณ์มันทำให้เขาสามารถควบคุมร่างกายและสอดส่องสภาพแวดล้อมไปพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้แม้จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมากเขาก็ยังเคลื่อนไหวได้อย่างใจเย็นและแม่นยำโดยไม่มีความผิดพลาด ทำศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าแทบจะไม่มีความหมาย
หากไม่ติดว่าค่าพละกำลังเหลือน้อยเต็มทนจนใช้สกิลได้ไม่บ่อยนักยูเมะก็คงจะฆ่าทหารเทพทั้งร้อยนายไปหมดแล้ว
แต่เพราะค่าพละกำลังต่ำเขาจึงต้องรักษารอบปราณเอาไว้โดยไม่ฝืนใช้ออกการโจมตีที่ใช้ได้จึงมีเพียงการโจมตีธรรมดาที่ประหยัดพลังที่สุดซึ่งกว่าจะฆ่าทหารเทพทั้งหมดได้ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง
ระยะเวลาที่ยาวนานนี้ทำให้ยูเมะเริ่มเหนื่อยขึ้นมาบ้างแต่ก็ทำให้เขาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกัน
‘เกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่..ทำไมจิตใจถึงได้แยกออกเป็นสองส่วนได้แบบนี้นะ’
ยูเมะครุ่นคิดด้วยความสับสนปนประหลาดใจเขารู้สึกว่าสภาพจิตใจของตัวเองในตอนนี้เปลี่ยนไปจนแปลกประหลาด เขารู้สึกเหมือนว่ามีความคิดอื่นเพิ่มเข้ามาในหัวมันเป็นความรู้สึกที่แปลก
แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือเขากลับไม่รู้สึกตื่นตระหนกหรือต่อต้านความผิดปกตินี้
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาเจอเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก่อนแล้วอย่างหน้าต่างระบบทำให้เขารู้สึกว่าต่อให้เกิดอะไรขึ้นก็ยังสามารถยอมรับได้
หรืออาจจะเป็นเพราะความคิดที่เพิ่มเข้ามานั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขามันไม่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นความคิดของคนแปลกหน้าแต่ให้ความรู้สึกเหมือนกับมีตัวเองอีกคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาเสียมากกว่า
ด้วยเหตุนี้แม้จะยังสับสนและไม่เข้าใจแต่ยูเมะก็ยังสามารถสงบใจและใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงนี้ต่อสู้ต่อไปได้โดยไม่แสดงความผิดปกติใดๆ
จนกระทั่งฆ่าทหารเทพทั้งหมดทิ้งเขาถึงได้มีเวลามาคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
แต่ยูเมะก็คิดได้ไม่นานนักเพราะหน้าต่างข้อความที่ปรากฏขึ้นได้บอกให้เขารู้ถึงภารกิจลับที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
‘ภารกิจลับอีกแล้วหรือ จะบอกว่าแปลกหรือไม่แปลกดีนะดูเหมือนว่าพวกเราจะบังเอิญทำตามเงื่อนไขลับของดินแดนเทพสินะ’
แม้จะแปลกใจอยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่เล่นเกมออนไลน์มามากแบบยูเมะมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่นักที่จะเจออะไรแบบนี้
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเกมออนไลน์นั้นมักจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ผูกกันเป็นห่วงโซ่ทำให้บางครั้งเมื่อผู้เล่นทำตามเงื่อนไขบางอย่างสำเร็จ ก็จะทำให้ผู้เล่นสามารถเข้าสู่ภารกิจลับได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างเช่นครั้งนี้ยูเมะก็เดาได้ว่าภารกิจลับที่เขาเปิดขึ้นมานั้น น่าจะเป็นเพราะการฆ่าเจ้าเมืองได้ในเหตุการณ์ใหญ่ทำให้มีภารกิจลับ ‘จับกุมทหารเทพ’ปรากฏขึ้น
เงื่อนของภารกิจนั้นทำให้ยูเมะคาดเดาถึงภารกิจต่อไปได้ในระดับหนึ่งและทำให้เขาตื่นเต้นขึ้นมาไม่น้อยเพราะเขารู้สึกว่าหากทำภารกิจลับนี้ได้สำเร็จการผ่านด่านต่อๆ ไปก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย
หลังจากหยุดคิดเล็กน้อยยูเมะก็รีบออกไป เขาพักกินอาหารและยาจำนวนหนึ่งช่วยให้พละกำลังฟื้นฟูกลับมาได้เล็กน้อยจนพอที่จะสู้ต่อไปได้
แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าหลังจากกลับไปสนามรบสิ่งที่รออยู่กลับเป็นกองทหารเทพที่ถูกจับกุมเรียบร้อย
หลังจากคุยกับอัลเบิร์ตเล็กน้อยเขาก็เข้าใจว่าภารกิจลับนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เขาฆ่าเจ้าเมืองแล้วแต่ภารกิจมันแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือภารกิจสนับสนุนกองกำลังกบฏเพื่อจับกุมทหารเทพกับส่วนที่ยูเมะเจอคือภารกิจจับกุมทหารเทพ
สองภารกิจนี้จะคล้ายๆกัน แต่มีเนื้อหาที่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ความยากง่ายในการจับกุมและผลลัพธ์หลังการจับกุม
ในจุดนี้หลังจากเปรียบเทียบกันแล้วเขาก็ไม่เห็นว่ามันจะมีผลลัพธ์ที่ต่างกันมากเท่าไหร่ พวกเขาเลยไม่สนใจมากนัก
หลังจากติดตามเนื้อหาของภารกิจต่อไปจนกระทั่งจบด่านด้วยการยึดครองเมืองสวรรค์โดยสมบูรณ์พวกเขาก็เข้าร่วมกับกองกำลังกบฏเพื่อเตรียมตัวบุก ‘วังจักรพรรดิเทพ’ ซึ่งเป็นด่านที่ 7หรือด่านสุดท้ายของดินแดนเทพ
ก่อนที่จะถึงด่านที่7 ยังมีด่านที่ 4 5 และ 6 รออยู่ ในจุดนี้กองกำลังกบฏจะกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของพวกเขาที่จะช่วยให้พวกเขาบุกฝ่าเข้าไปถึงวังจักรพรรดิเทพเพื่อโค่นล้มจักรพรรดิเทพทำลายระบบการปกครองของดินแดนเทพและปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ของดินแดนเทพ
ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาของภารกิจบุกดินแดนเทพที่ทางเกมประกาศไว้ซึ่งยูเมะกับทุกคนคุ้นเคยดีและผ่านภารกิจนี้มาหลายครั้งแล้วพวกเขาเลยไม่สนใจเนื้อหาของเกมเท่าไหร่นัก
จะมีก็แต่ชีอาที่สนใจจนแอบถามเมโลดี้อยู่หลายคำทำให้เธอเข้าใจเนื้อหาของภารกิจบุกดินแดนเทพมากขึ้น
แต่ชีอาก็ยังใหม่กับเกมมากเกินไปเธอจึงไม่ได้คิดอะไรที่มันซับซ้อนหรือมีความคิดที่จะค้นหาความลับจากเนื้อเรื่องของภารกิจ
สุดท้ายทุกคนก็รวมตัวกันพักผ่อนและบุกไปยังด่านต่อไป ด่านที่ 4 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับด่านที่สอง แต่จะต่างกันตรงที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรีบบุกทะลวงไปยังป้อมปราการอีก
นอกจากนั้นด้วยผลลัพธ์จากภารกิจจับกุมทหารเทพก่อนหน้าทำให้กองกำลังกบฏที่เดิมทีแทบจะช่วยอะไรในด่านนี้ไม่ได้ก็กลายเป็นผู้ช่วยที่ทรงพลังที่สุดไปอย่างเหนือความคาดหมาย
ด้วยกองกำลังผสมของกองกำลังกบฏและทหารเทพที่ยอมแพ้ได้รวมกันเป็นกองทัพบุกทะลวงไปยังป้อมปราการที่สองของดินแดนเทพในด่านที่ 4
เพราะตัวช่วยที่ทรงพลังอย่างกองกำลังผสมการบุกทะลวงผ่านที่ 4 จึงกลายเป็นเรื่องง่าย
แต่ยูเมะกับอัลเบิร์ตก็ยังปฏิเสธความง่ายเพราะตัวช่วยที่แข็งแกร่งและเลือกที่จะออกไปสู้ที่แนวหน้าอยู่รวมกับกองกำลังผสมและต่อสู้ไปพร้อมกันโดยไม่อาศัยพลังของกองกำลังผสมเพียงฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขารู้ดีว่าเกมนั้นไม่เคยให้อะไรง่ายๆมาฟรีๆ ถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่มาก ก็ต้องพยายามให้มากตาม นี่คือสัจธรรมของเกมที่เกมเมอร์ทุกคนเข้าใจ
ด้วยเหตุนี้ยูเมะอัลเบิร์ตและนิกกี้จึงออกไปทำหน้าที่หัวหอกเหมือนกับตอนที่บุกทะลวงขบวนทหารม้าในด่านที่2
แต่เพราะครั้งนี้มีกองกำลังผสมเป็นผู้ช่วยแรงกดดันในการบุกทะลวงจึงลดลงไปมาก ชีอากับเมโลดี้ก็แทบไม่ต้องสู้เลยทั้งสองติดตามกองกำลังผสมไปอย่างสบายอารมณ์ เมโลดี้ก็บัพไปตลอดทางทำให้การบุกทะลวงผ่านไปอย่างราบรื่น
จนกระทั่งไปถึงป้อมปราการที่สองถึงได้เริ่มการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่เป็นการต่อสู้ที่แท้จริงของด่านที่ 4นั่นคือการทำลายป้อมปราการ
งานนี้ผู้ช่วยอย่างกองกำลังผสมนั้นมีบทบาทสำคัญมากเพราะมีจำนวนคนที่มากอีกทั้งยังขนอาวุธสงครามมาจากเมืองสวรรค์ได้เยอะกว่าปกติ ทำให้การตีหักป้อมปราการง่ายกว่าเดิมมาก
ทันทีที่ทำลายประตูได้ยูเมะกับอัลเบิร์ตก็ทำหน้าที่เป็นทัพหน้า บุกทะลวงเข้าไปอย่างกระตือรือร้น
ทางด้านของยูเมะนั้นเขาพุ่งทะยานเข้าไปด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ควงดาบสะบัดฝ่ามือซัดอาวุธลับออกไปตลอดทางเขาบุกฝ่าไปราวกับกำลังเดินเล่นในสวน ทำให้อัลเบิร์ตที่ติดตามมาแอบตกใจอยู่ลึกๆ เมื่อเห็นความสามารถที่น่าทึ่งของเพื่อนสนิท
‘ไอ้หมอนี่!! ทำไมอยู่ๆมันเก่งขึ้นอีกแล้วฟระ!!’
อัลเบิร์ตตะโกนอยู่ในใจด้วยความตกใจ แต่ก็รีบสงบใจแล้วติดตามไปอย่างใกล้ชิดและพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยความรู้สึกกดดันอยู่ลึกๆ
ยิ่งยูเมะแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่อัลเบิร์ตก็ต้องใช้ความสามารถในการสนับสนุนมากขึ้นเท่านั้นเพราะถ้าเขาไม่พยายามให้มากพอแค่จะติดตามความเร็วในการเคลื่อนไหวของยูเมะก็ยังยาก
ยังดีที่อัลเบิร์ตเป็นมือธนูหากมันยังใช้ดาบเหมือนเมื่อก่อนละก็ มันคงถูกยูเมะทิ้งไปแบบไม่เห็นฝุ่นแล้ว
แต่เพราะใช้ธนูจึงมีบทบาทในการสนับสนุนที่ต่างจากอาวุธประชิดอย่างดาบหรือกระบี่ การสนับสนุนของอัลเบิร์ตจึงมีประโยชน์ต่อยูเมะไม่น้อยเขาจึงพยายามรักษาความเร็วในระดับที่อัลเบิร์ตสามารถตามได้ทันเสมอ
ทั้งสองร่วมมือกันบุกทะลวงผ่านป้อมปราการเข้าไปจนเจอกับผู้บัญชาการเทพของด่านที่4
ครั้งนี้ยูเมะก็ทำเหมือนเดิมแต่ใช้สกิลได้หนักหน่วงกว่าเดิม ด้วยการเปิดฉากอย่างเรียบง่ายด้วยสกิลย่นระยะจากนั้นตามมาด้วยกระบวนท่าต่อเนื่องจากการโจมตีธรรมดาและสกิล จนกระทั่งบอสเปิดช่องว่างยูเมะก็ซัดท่าไม้ตายอัดเข้าไปเต็มแรง
ท่าไม้ตายที่ใช้ยังเป็น7 ดาบอสุราเช่นเดิมเพราะมันเป็นท่าไม้ตายแบบเป้าหมายเดียวที่ทรงพลังที่สุดของเขาในตอนนี้แล้วและยังเป็นท่าไม้ตายที่เหมาะต่อการโจมตีมอนเตอร์รูปแบบมนุษย์ด้วย
หลังจากถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงถูกถล่มด้วยสกิลและซ้ำด้วยท่าไม้ตายผู้บัญชาการเทพที่อ่อนแอก็ตายไปอย่างง่ายดายโดยไม่มีโอกาสที่จะต่อต้านเลย
ราวกับลูกไก่ในกำมือที่ถูกบดขยี้โดยไม่อาจต่อต้านยูเมะในตอนนี้นับว่ามีความสามารถมากพอที่จะทำแบบนั้นได้ยิ่งมีอัลเบิร์ตสนับสนุนจากด้านหลัง ก็ยิ่งง่ายและสะดวกกว่าเดิม
พอผู้บัญชาการเทพตายทหารเทพในป้อมปราการก็เสียขวัญกำลังใจ ความสามารถในการต่อสู้ของพวกมันตกลงไปอย่างรวดเร็วก่อนจะมีภารกิจลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทำให้ยูเมะกับอัลเบิร์ตยิ้มกว้าง
“มีภารกิจจับกุมทหารเทพอีกแล้ว มีอะไรแนะนำไหมอัล”
“ก็..มีอยู่ สั้นๆ ง่ายๆ ทุบไม่ต้องยั้ง แต่อย่าให้ตายหรือพิการ”
“โอเค ง่ายดีจริงๆ”
ยูเมะหัวเราะแบบขำๆ แต่ก็เข้าใจความหมายในคำพูดนี้ ง่ายๆเลยมันเป็นวิธีที่ใช้ในภารกิจประเภท ‘จับกุม’ ที่เคยทำ นั่นคือการโจมตีที่เน้นการลดค่า ‘ขวัญกำลังใจ’มันเป็นวิธีที่จะทำให้ศัตรูยอมแพ้อีกวิธีหนึ่งซึ่งจะใช้ได้กับศัตรูที่มีสติปัญญาในระดับหนึ่งหรือไม่ก็ใช้ในตอนที่ต้องการจับพวกสัตว์ป่า
พอเข้าใจเคล็ดลับ ยูเมะก็คิดหาวิธีได้อย่างรวดเร็ว เขาเก็บดาบใส่ฝักแล้วกระโจนออกไปราวกับสายฟ้า จากนั้นใช้สองมือซัดอาวุธลับออกไปราวกับห่าฝน
หลังจากฝึกฝนมากับทหารเทพขบวนใหญ่เมื่อวันก่อนยูเมะในวันนี้มีความชำนาญในการใช้อาวุธลับในระดับหนึ่งแล้ว ยิ่งกับเป้าหมายที่ยืนรวมกันเป็นกลุ่มการโจมตีในรูปแบบนี้ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ
เพียงแค่ไม่กี่รอบของการซัดอาวุธลับถล่มลงไปทหารเทพจำนวนมากก็เริ่มยอมแพ้ ขวัญกำลังใจของพวกมันลดลงอย่างรวดเร็วจากการโจมตีของยูเมะ
อาวุธลับพวกนี้ไม่มีเอฟเฟคลดขวัญกำลังใจแต่การโจมตีของยูเมะนั้น จู่โจมถูก ‘จุดตาย’ ของพวกมัน ทำให้พวกมันสูญเสียขวัญกำลังใจไปอย่างรวดเร็ว
นี่ถือเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ผู้เล่นหลายรู้จักการโจมตีจุดตายด้วยพลังโจมตีต่ำ โดยมากแล้วคนที่นิยมใช้เทคนิคนี้จะใช้กับอาวุธจำพวกแส้ที่มีเอฟเฟคเพิ่มความ‘เจ็บปวด’ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำราบเพื่อจับกุม
ผลลัพธ์ของอาวุธลับนั้นค่อนข้างน่าทึ่งแต่มันก็มีประสิทธิภาพที่จำกัด เนื่องจากระยะโจมตีของอาวุธลับนั้นค่อนข้างสั้นซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับอัลเบิร์ตที่ใช้สกิล ‘ฝนธนู’ยิงธนูขึ้นฟ้าแล้วแตกออกเป็นลูกธนูจำนวนมาก
การจับกุมทหารเทพในด่านที่3 นั้น คนที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็คืออัลเบิร์ตและวิธีที่มันใช้ก็คือวิธีนี้เช่นกันนั่นคือการใช้การโจมตีจำนวนมากสะกดข่มศัตรู
แม้จะต่างกันบ้างเล็กน้อยแต่โดยเทคนิคแล้ววิธีที่ยูเมะกับอัลเบิร์ตใช้คือวิธีเดียวกัน ทั้งสองจึงหันมายิ้มให้กันเล็กน้อยอย่างเพื่อนที่รู้ใจ
โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดยูเมะก็ขยับเข้ามาประชิดอัลเบิร์ตทำหน้าที่คุ้มกันและคอยซัดอาวุธลับใส่ทหารเทพที่อยู่รอบตัวส่วนอัลเบิร์ตนั้นก็ยิงถล่มทหารเทพที่อยู่ห่างออกไป
ทั้งสองร่วมมือกันได้อย่างสมบูรณ์แบบหนึ่งใกล้ หนึ่งไกล หนึ่งป้องกัน หนึ่งรุกไล่ เพียงไม่กี่สิบนาทีทหารเทพที่ยอมแพ้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลายสิบนาย
กองกำลังกบฏก็ออกมาสนับสนุนตามบทบาทหน้าที่พวกมันจับกุมทหารเทพที่ยอมแพ้ไปทีละนายๆ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งการต่อสู้จบลงจำนวนกองกำลังผสมที่ลดลงจากการตีหักป้อมปราการก็เพิ่มขึ้นมาจากทหารเทพที่ถูกจับกุมในป้อมปราการ
การผ่านด่านที่ง่ายดายนี้ทำให้ทุกคนตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมากถึงกับคึกคักยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะบุกด่านต่อไปในทันที
แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าพวกเขาฝืนมากเกินไปและด่านที่5 ก็ไม่ง่ายเหมือนด่านนี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านได้ในสภาพที่เหนื่อยอ่อนแบบนี้
ทุกคนจึงตัดสินใจหยุดพักก่อนและนัดมาเจอกันในตอนค่ำเพื่อผ่านด่านที่5 ซึ่งเป็นด่านที่ยากที่สุดอีกด่านหนึ่งเช่นกัน
ความยากของด่านที่5 นั้น คือจำนวนบอสที่เยอะกว่าด่านอื่นๆ เพราะเป็นด่านที่ผู้เล่นต้องตีฝ่าค่ายทหารเทพทำให้ต้องปะทะกับขุนพลเทพและแม่ทัพเทพจำนวนมาก
ซึ่งขุนพลเทพทั้งหมดที่เจอในด่านนี้จะมีระดับความสามารถในระดับที่ใกล้เคียงกับขุนพลเทพของด่านแรกความยากในการต่อสู้จึงมีมากกว่าขุนพลเทพในด่านที่ 3 ซึ่งไม่ถือว่าเป็นขุนพลเทพที่แท้จริงโดยสิ้นเชิง
ด้วยเหตุนี้ทุกคงจึงต้องหยุดพักกันก่อนถึงจะกล้าบุกด่านที่ 5 ที่มีบอสจำนวนมาก
ยูเมะเองก็เห็นด้วยแม้เขาจะไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะลุยเดี่ยวในด่านนี้โดยทิ้งเพื่อนทุกคนเพราะการทำแบบนั้นมันไม่ถูกต้อง
อย่างน้อยก็ในฐานะของคนที่เป็นคนเอ่ยปากชวนทุกคนมาบุกดินแดนเทพเขาคิดว่าคงไม่เหมาะที่จะทำแบบนั้นนอกจากนี้ระยะเวลาในการฝ่าดินแดนเทพก็ยังเหลืออยู่ เขาจึงไม่รีบจนเกินไป
และเนื่องจากครั้งนี้ไม่มีภารกิจอื่นให้ทำยูเมะจึงไม่อยู่ต่อเหมือนครั้งก่อน ทันทีที่ทุกคนออฟไลน์ออกไปในค่ายทหารของกองกำลังผสมยูเมะก็ออฟไลน์ไปพร้อมกันและใช้โอกาสนี้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างจริงจัง
เขานั่งสมาธิอยู่นานตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้นจนกระทั่งมั่นใจว่ามันไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เขาถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจเพราะถึงจิตใจจะแยกออกเป็นสองแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนสองบุคลิกแต่อย่างใด
‘ไม่มีปัญหาก็ดีแล้วแต่ก็นึกไม่ถึงเลยแฮะว่าจะมีเรื่องอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับเราจริงๆแบบนี้มันอย่างกับพระเอกในนิยายเลย’
ยูเมะคิดแบบขำๆ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วออกไปทำอะไรฆ่าเวลาขณะรอให้ถึงมื้อเย็น
เมื่อเขากลับเข้ามาในเกมอีกครั้งเขาก็พบว่าทุกคนเข้ามากันก่อนแล้ว ทำให้เขานึกแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจว่าเพราะอะไร
“แกช้านะชูร่า!”
“ไม่เอาน่า ยังไม่ถึงเวลานัดสักหน่อย”
ยูเมะตอบกลับไปแบบขำๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนักเพราะเขามองออกว่าทุกคนกำลังคึกคักตื่นเต้นเพราะผ่านด่านที่4 ได้ง่ายกว่าที่เคยและตื่นเต้นที่จะผ่านด่านที่ 5 ด้วยกองกำลังผสม
หลังจากหยอกล้อกันเล็กน้อยยูเมะก็ตามทุกคนไปบุกด่านที่ 5 ต่อทันทีด้วยการเข้าไปทักทายแม่ทัพกองกำลังกบฏที่เป็นผู้นำของกองกำลังกบฏตามเนื้อเรื่อง
ทันทีที่ทักทายพูดคุยตามเนื้อเรื่องทุกคนก็ได้รับตัวเลือกจำนวนหนึ่งซึ่งทุกคนคุ้นเคยดี นี่คือการเลือก ‘ผู้ช่วย’ ในจุดนี้ยูเมะก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างเขาเห็นตัวเลือกที่ต่างจากเดิม
แทนที่จะมีกรอบตัวเลือกเพียง1 ชุดเหมือนคนอื่น ยูเมะกลับมีกรอบตัวเลือกสองชุด หนึ่งคือเลือกผู้ช่วยจากกองกำลังกบฏส่วนอีกกรอบนั้นเป็นการเลือกผู้ช่วยจากทหารเทพที่ยอมแพ้ซึ่งเขาสามารถเลือกได้ทั้งหมด ทำให้ผู้ช่วยที่เขาสามารถรับได้มีมากกว่าทุกคน
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนแปลกใจแต่ทุกคนก็พอจะเดาได้ว่าทำไม
“น่าสนใจดีแฮะ มีภารกิจลับของคนที่สังหารเจ้าเมืองด้วยหรือเนี่ย”
“นั่นสิ! แต่แบบนี้ก็ดีนะพวกเราจะได้ผ่านด่านนี้ได้ง่ายขึ้น”
ทุกคนพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ด่านที่ 5 นี้พวกเขาต้องบุกเข้าไปในค่ายทหารของศัตรูการมีผู้ช่วยติดตามเข้าไปมากจะทำให้เอาชนะขุนพลเทพและแม่ทัพเทพได้ง่ายยิ่งขึ้นเพราะผู้ช่วยจะคอยกันทหารองครักษ์ของขุนพลเทพและแม่ทัพเทพให้ทำให้ผู้เล่นสามารถสู้กับขุนพลเทพและแม่ทัพเทพได้ง่ายกว่าเดิม
“แบบนี้ก็ดีเลย! ถ้าอย่างนั้นฉันขอแยกไปตีแม่ทัพเทพเลยก็แล้วกัน”
“เฮ้ย! เอาจริงดิชูร่า!!”
“แน่นอน! บางที..ถ้าทำแบบนี้ได้พวกเราอาจจะจับกุมขุนพลเทพในด่านนี้ได้ก็ได้นะถึงตอนนั้นด่านต่อไปที่ว่ายากก็อาจจะง่ายขึ้น”
ข้อเสนอของยูเมะทำให้ทุกคนตื่นเต้นขึ้นมาทันที แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันแต่ความเป็นไปได้นี่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่เพราะถ้าดูจากตำแหน่งของขุนพลเทพและแม่ทัพเทพแล้วมันมีการวางรูปแบบให้ผู้เล่นสามารถบุกเข้าไปโจมตีแม่ทัพเทพโดยตรงได้
เพียงแต่ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้นเพราะทันทีที่โจมตีแม่ทัพเทพขุนพลเทพทั้งหมดจะถูกเรียกตัวมาช่วย ซึ่งจะเท่ากับว่าต้องสู้กับบอสพร้อมกันหลายตัว
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสทั้งนี้ก็เพราะก่อนที่แม่ทัพเทพจะเรียกขุนพลเทพให้มาช่วยนั้นยังมีเวลาอยู่เล็กน้อย ซึ่งมากพอที่จะจบการต่อสู้ได้หากผู้เล่นมีความสามารถมากพอ
หากสามารถฆ่าแม่ทัพเทพได้ก่อนที่ขุนพลเทพจะเข้ามาช่วยการที่จะจับกุมขุนพลเทพก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ทุกคนจึงมีความเห็นที่แตกต่างกัน
ความเสี่ยงนั้นแน่นอนว่าย่อมมีแต่ทุกคนในที่นี้ก็เหมือนจะถูกความสามารถที่น่าทึ่งของยูเมะทำให้เชื่อว่าเขาจะทำได้จึงไม่มีใครค้าน
“ตกลง!! แกไปฆ่าแม่ทัพส่วนพวกเราจะจัดการขุนพลเทพให้เอง!!”