ตอนที่ 6 :ห้าวหลานเจิ้งชี่
"พวกเ้า……"
ใบหน้าของฟางฉิงเสวี่ยเปลี่ยนเป็สีแดงเรื่อเพราะนางมิรู้เื่อะไรมากมายเกี่ยวกับเื่ความรักทางโลกฉากนี้ทำให้นางทั้งกังวลและโมโห
"ยังจะหัวเราะอีก ! "
หลินอี้ลุกขึ้นยืนขึ้นในเวลาเดียวกัน ใบหน้าเย้ยหยันส่ายหัวกล่าวว่า"หัวหน้าเขตซุน ท่านยังมิเข้าใจความร้ายแรงของเื่นี้อีกหรือ ! "
"ท่านบัณทิตนั่นเป็เพราะท่านมีความยุติธรรมในจิตใจ กล้าที่จะเรียกร้องต่อความอยุติธรรมในโลกมิว่าข้าจะเป็ปัญญาชนหรือไม่ก็ตาม ข้าเชื่อว่าหากได้พบกับบัณทิตฟางท่านจะมิยืนเฉยแน่นอน เพราะท่านคือปัญญาชน ! "
ร่างกายที่บอบบางของฟางฉิงเสวี่ยสั่นเล็กน้อยนางจ้องมองที่หลินอี้ด้วยความงุนงง ดวงตาของนางสั่นไหว หัวใจเต้นแรง
หลินอี้กล่าวต่อไปว่า"ท่านหัวหน้าเขต ท่านบอกว่าบัณทิตฟางมิมีคุณสมบัติที่จะแทรกแซงคดีของข้าเพราะข้ามิใช่ปัญญาชน? "
“แต่ท่านอาจต้องผิดหวัง เพราะข้าคือปัญญาชน! ”
หัวใจของหลินอี้เต้นเร็วขึ้นเขาก้าวไปข้างหน้าและกระชากมืออย่างรุนแรง
เคว้ง !
หลินอี้กระชากโซ่ตรวนขาดออกจากกันด้วยพลังอันแรงกล้าพลังพร์ไหลเวียนอยู่ระหว่างแขนของเขา
"พลังพร์ ! "
ซุนเหวินเยี่ยนอุทานออกมาโดยมิรู้ตัวทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ตื่นตระหนก ในสมองอื้ออึง
“เป็ไปได้อย่างไร ? ”
จางเชิงฉายทรุดนั่งลงบนพื้นด้วยความตกตะลึงใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ซูหวายจื้อจ้องมองไปด้วยแววตาว่างเปล่าไปที่พลังพร์ที่พลุ่งพล่านของหลินอี้ แม้ว่าจะมิแข็งแกร่งมากแต่ก็เป็สัญญาณของผู้มีหัวใจแห่งวรรณกรรม
จู่ ๆเขาก็เข้าใจคำกล่าวของฟางฉิงเสวี่ย บ่มเพาะปัญญาชนอย่างหลินอี้ขึ้นมา !
การปลุกจิตใจใฝ่คุณธรรมแห่งพรแสวง
เป็คนแรกในรอบร้อยปี
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนดูหมดหวังเขาอยากจะเอ่ยเตือนหัวหน้าเขต แต่ที่ปรึกษากลับหยุดเขาไว้
บัดนี้เป็เช่นไร !
เื่มาถึงจุดนี้ย่อมมิมีผู้ใดรอดไปได้แม้แต่ผู้เดียว
หลินอี้มองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนหัวหน้าเขตก่อนจะกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ "ข้า หลินอี้ขอสาบานในฐานะปัญญาชนว่า ข้ามิเคยทำสิ่งใดที่เป็อันตรายต่อผู้คนแม้อาคมลัทธิเต๋าจะถูกขโมยไป แต่ข้า หลินอี้ มิได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยแม้แต่น้อย ! ”
“และในฐานะปัญญาชนการขโมยอาคมลัทธิเต๋ามีผลต่อความปลอดภัยของผู้คนในใต้หล้า ข้า หลินอี้ ้าตรวจสอบเื่นี้อย่างละเอียดด้วยตนเองเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้า คืนความสงบสุขให้แก่ชาวเมืองอันหยาง ! "
หลินอี้อารมณ์ปะทุขึ้นมาคำพูดของเขาจึงเต็มไปด้วยความหนักแน่น
เมื่อน้ำเสียงจบลง
ทันใดนั้นพลังพร์ในโลกาก็พุ่งทะยานขึ้นกลุ่มเมฆแห่งพร์รวมตัวกันอยู่เหนือท้องฟ้าเหนือศาลาว่าการเขต
จากนั้นก็มีเสาแห่งพร์สีทองตกลงมาจากกลุ่มเมฆ้าคลอบคลุมหลินอี้เอาไว้
ที่หว่างคิ้วของเขา จู่ ๆ ก็มีเครื่องหมายสีทองปรากฏขึ้น
ท่าทางของฟางฉิงเสวี่ยเปลี่ยนไปทันที"ตราห้าวหลาน ! เ้าได้รับตราห้าวหลานเจิ้งชี่จากเสียงสะท้อนแห่งฟ้าดิน ! "(ตราแห่งความชอบธรรมห้าวหลาน)
ตุบ ๆ
ซุนเหวินเยี่ยนใมากเขาถอยกลับออกไป ั์ตาราวกับเห็นผี ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมมิได้พึมพำด้วยเสียงต่ำทุ้มว่า "ตราห้าวหลาน เ้าเด็กนี่จะเอาข้าถึงตาย……"
ตราห้าวหลาน
ตามตำนานแล้วพลังซึ่งยอดเยี่ยมที่สุดในโลกาคือพลังพร์เป็พลังแรกเมื่อจักรพรรดิขึ้นครองโลก
พร์เช่นนี้มิใช่สิ่งที่ทุกคนจะมีได้ ต้องเป็ปัญญาชนที่มีจิตใจใฝ่ในวรรณกรรมเพื่อขับเคลื่อนโลกาด้วยสถานการณ์บางอย่างกระตุ้นเสียงสะท้อนของความชอบธรรมห้าวหลาน และได้รับตราประทับอันน่าเกรงขาม
เพียงแค่เป็ปัญญาชนที่ได้รับการยอมรับจากตราห้าวหลานพร์ที่เขาจะฝึกฝนต่อจากนี้ จะเป็ห้าวหลานเจิ้งชี่อย่างแน่นอน
มิใช่พร์ธรรมดาเช่นผู้ใฝ่ในวรรณกรรม
นี่เป็โอกาสที่ดี !
ในประวัติศาสตร์มีปัญญาชนที่จิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมเพียงมิกี่คนที่ฝึกฝนห้าวหลานเจิ้งชี่
หลินอี้รู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งตัวร่างกายของเขารู้สึกเบาสบายยิ่งนัก
แต่หลังจากได้ยินคำกล่าวของฟางฉิงเสวี่ยเขาก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
“เสียงสะท้อนของห้าวหลานเจิ้งชี่ ? ”
หลินอี้รู้สึกะเืใจอย่างมากเขารู้ดีว่าห้าวหลานเจิ้งชี่คืออะไร
นี่คือพร์ที่เหล่าผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมถวิลหา
สิ่งนี้แสดงถึงความชอบธรรมแห่งโลกและ์ซึ่งมีข้อได้เปรียบมิเหมือนใครในการจัดการกับิญญาชั่วร้ายและการแสดงทักษะทางวรรณกรรม
"ข้าคิดมิถึงว่าข้าจะดึงดูดเสียงสะท้อนของห้าวหลานเจิ้งชี่และได้รับตราห้าวหลาน ? ”
หลินอี้รู้สึกว่าทุกอย่างมันน่าเหลือเชื่อเกินไป
แต่มันเป็โอกาสอันดีจริง ๆ
เพียงแค่โอกาสอันดีล้วนมาพร้อมกับความเสี่ยงบัดนี้เขามีความรู้สึกพิเศษบางอย่าง
ดูเหมือนว่าตราบใดที่เขามิทำตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อครู่จัดการสืบสวนคดีอย่างละเอียดและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน…...อาจทำให้ตราห้าวหลานเกิดการโจมตีย้อนกลับมาได้
ผลที่ตามมาคือจิตใจแห่งวรรณกรรมจะถูกโจมตีกลับสูญเสียคุณสมบัติในการเป็ปัญญาชน
แต่หากว่าสำเร็จ
พร์ของเขาจะเปลี่ยนเป็ห้าวหลานเจิ้งชี่
“นั่นหมายความว่า……ข้าต้องตรวจสอบเื่การขโมยอาคมลัทธิเต๋าอย่างละเอียด ? แต่ก็เป็สิ่งที่ดีเช่นกัน ข้าได้รับห้าวหลานเจิ้งชี่มาจากคดีลักขโมยข้ามิได้สูญเสียสิ่งใด ! ”
หลินอี้มิได้กังวลมากนักบิดาของเขาในชาติที่แล้วเป็แพทย์นิติเวช เขาย่อมได้เรียนรู้วิธีการสืบสวนบางอย่างจากบิดามา
เขายังเคยช่วยเ้าหน้าที่ในการจับกุมผู้ต้องสงสัยอาชญากรผ่านการแจ้งเบาะแส
การที่อาคมลัทธิเต๋าในศาลาเจิ้นโมถางหายไปจะต้องทิ้งเบาะแสไว้อย่างแน่นอน เพราะมิมีอาชญากรรมคนใดสมบูรณ์แบบในโลกนี้
ต่อมา
จู่ ๆตราห้าวหลานที่หว่างคิ้วของหลินอี้ก็แยกออกเป็แสงสีทองสองเส้น มันพุ่งไปทางหน้าผากของหัวหน้าเขตซุนและที่ปรึกษาจางเชิงฉายก่อนจะหวนคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว
ตุบ !
ตุบ !
หัวหน้าเขตซุนและจางเชิงฉายตัวสั่นถอยหลังออกไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัวสีหน้าเหลือเชื่อ
นี่คือตราห้าวหลานเช่นกัน
แต่ตราห้าวหลานเช่นนี้ก็เสมือนการผูกมัดเพียงแค่หลินอี้ไขคดีและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาได้ คนที่ตัดสินว่าหลินอี้มีความผิดจะถูกตราห้าวหลานโจมตีกลับ
นี่เรียกว่าเวรกรรม
“หลินอี้ เ้าหมายความว่าอย่างไรข้าตัดสินคดีอย่างยุติธรรม ข้าใส่ความผู้บริสุทธิ์ที่ไหนกัน ? ”
ซุนเหวินเยี่ยนโกรธมากจนอยากจะฆ่าหลินอี้ในทันที
หลินอี้กล่าวว่า"ใต้เท้าซุนใส่ความใครหรือไม่ เมื่อถึงเวลาก็จะทราบเอง ! "
ซุนเหวินเยี่ยนรู้ว่าเมื่อเื่มาถึงจุดนี้ย่อมมิสามารถหันหลังกลับได้แล้ว ดังนั้นเขาจึงหายใจเข้าลึก ๆ กล่าวอย่างเ็าว่า"มิเป็ไร เช่นนี้ก็ดี หากเ้ามิสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ก็รอถูกโจมตีโดยจิตใจใฝ่วรรณกรรมเถอะ ! ”
หลินอี้กล่าวอย่างใจเย็น"ท่านใต้เท้าซุน มิต้องกังวลเื่ข้า ตราห้าวหลานเกิดจากคุณธรรมแห่งฟ้าดินตรงกันข้าม หากข้าได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้าแล้วท่านใต้เท้าซุนและที่ปรึกษาจางต้องระวังเอาไว้ ! "
"เหอะ ! "
ซุนเหวินเยี่ยนตะคอกออกมาอย่างเ็าว่า"ข้ามิเคยกลัวคำขู่ใด ๆข้าอยากจะรู้นักว่าเ้าจะสืบสวนคดีนี้อย่างละเอียดภายในสามวันทั้งยังพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเ้าได้อย่างไร ! "
สามวันคือระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดในการคงอยู่ของตราห้าวหลาน
ภายในสามวันนี้ หากหลินอี้มิอาจสืบสวนคดีอาคมลัทธิเต๋าที่หายไปเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาได้ ตราห้าวหลานจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กลับทันที
และการขโมยอาคมลัทธิเต๋าจากศาลาเจิ้นโมถางครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ามิใช่โจรธรรมดา
ซุนเหวินเยี่ยนมิคิดว่าหลินจะไขคดีนี้ได้
แม้แต่ฟางฉิงเสวี่ยซึ่งอยู่ในขอบเขตผู้มีเมตตาระดับเจ็ดก็มิสามารถสืบสวนจนประสบความสำเร็จใน่เวลาสั้น ๆ เช่นนี้ได้
“ข้าจะมิทำให้ใต้เท้าต้องหนักใจแน่ ! ”
หลินอี้มองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนอย่างมิแยแสจากนั้นหันไปมองฟางฉิงเสวี่ย เอ่ยถามว่า "ข้าสามารถไปที่ศาลาเจิ้นโมถางเพื่อสอบสวนเพิ่มเติมได้หรือไม่"
ฟางฉิงเสวี่ยพยักหน้ากล่าวว่า"ได้ บัดนี้เ้าได้เป็ผู้มีจิตใจฝักใฝ่วรรณกรรมเ้ามีคุณสมบัติที่จะเข้าไปแทรกแซงเื่ที่ศาลาเจิ้นโมถางได้ ! ”
ศาลาเจิ้นโมถางคุมขังผู้ฝึกลัทธิเต๋าหลายคนไว้และยังผนึกมารลัทธิเต๋าไว้อีกหลายคน
เดิมทีก่อนหน้านี้เป็ศิษย์จากสำนักศึกษาที่คอยมาจับตาดูแต่ในเมืองผิงโจว มีปัญญาชนน้อยนัก มิอาจมากพอที่จะดูแลศาลาเจิ้นโมถางได้
ดังนั้นแต่ไหนแต่ไรมาที่นี่จึงได้รับการปกป้องโดยเ้าหน้าที่จากศาลาว่าการเขต
ครั้งนี้ที่อาคมลัทธิเต๋าของศาลาเจิ้นโมถางหายไปเ้าหน้าที่ในศาลาว่าการต้องรับผิดชอบอย่างยิ่งส่วนสำนักศึกษาต้องหาอาคมลัทธิเต๋าที่ถูกขโมยไปกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
มิฉะนั้นจะมีปัญหามิรู้จบ
บัดนี้หลินอี้นับว่าเป็ปัญญาชนที่มีจิตใจฝักใฝ่วรรณกรรมเป็กึ่งศิษย์ของสำนักศึกษาแน่นอนว่าเขามีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่ในศาลาเจิ้นโมถาง