เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 48 ทรงอำนาจสุดเปรียบปาน

     “แต่ว่า ด้วยการจะอาศัยใช้เพียงมือคู่นี้ กลับยังไม่นับว่าพอที่จะฆ่าฉู่อิงได้ จนบีบให้อีกฝ่ายถอยทัพไป เหอหยงฝูยังคงส่ายหน้าไปมา สงครามระหว่างสองกองทัพ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่การตัดสินที่มาจากบู๊ลิ้ม ที่จะอาศัยพละกำลังของคนเพียงคนเดียว ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงพลิกแพลงสถานการณ์ได้ นี่ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากหรอกงั้นหรือ? เจวี๋ยหวู่หมิงกลับไม่ได้สนใจว่าคนอื่นนั้นจะคิดกันยังไง พริบตานั้นก็ได้ไล่ตามซูเหอไท่ที่กำลังควบม้าเพื่อหลบหนีอยู่ “ให้ตายเถอะ คนผู้นี้โผล่ออกมาจากที่ไหนกัน!รอจนเมื่อข้ากลับไป จะต้องรีบให้ยกทัพใหญ่ จับคนผู้นี้มาทั้งเป็น แล้วทำการเคี่ยวกรำอย่างสาสม ถึงกับฆ่ามาทำให้ข้าต้องสูญเสียผู้ช่วยคนสำคัญไปถึงสองนาย ช่างน่าตายนัก!” ซูเหอไท่ที่กำลังควบม้าพลางก่นด่าสาปแช่งไปพลาง โดยที่แทบจะไม่ปกปิดซ่อนเร้น ในหัวยังถึงกับวางแผนอันโหดเหี้ยมในแต่ละแบบออกมากันแล้ว “ลงมาได้แล้ว!” ในเวลายามนี้เอง ที่ข้างหูก็คล้ายกับได้มีเสียงอันเย็นยะเยือกดังออกมา ในขณะที่ยังไม่ทันใคร่ครวญ ก็ได้ถูกเจวี๋ยหวู่หมิงที่ไล่ตามไปจนทันดึงลงจากหลังม้า “โอ๊ย!เจ้าเจ้าเจ้า……เจ้าฆ่าข้าไม่ได้นะ!” ซูเหอไท่ล้มจนอยู่ในสภาพสับสนมึนงง พลิกร่างที่เจ็บปวด จนกระทั่งมองเห็นเงาร่างของมารร้ายตัดมาที่เบื้องหน้า จนอดไม่ได้ที่จะเกิดความเย็นวาบขึ้นในจิตใจ เนื้อตัวสั่นเทาตะโกนร้องออกมา “ไม่!อย่าได้……ข้าก็คือนายทัพใหญ่ของทัพหน้า!ข้าไม่สามารถตายแบบนี้ได้……” ซูเหอไท่พึ่งคิดจะวิงวอนขอร้อง เจวี๋ยหวู่หมิงที่คร้านที่จะเสวนามากความกับเขา ก็เข้าบีบไปที่คอของซูเหอไท่ทันที ก่อนที่ซูเหอไท่จะตาย ยังถึงกับคิดที่จะต่อต้าน ตีไม้ตีมือเป็นพัลวัน เจวี๋ยหวู่หมิงแทบจะไม่ได้เก็บมาใส่ใจ การโจมตีพวกนี้ในสายตาของเขา ก็คล้ายกับอาการแสบคันเท่านั้น เขาออกแรงขึ้นที่มืออย่างแผ่วเบา และบิดหัวของซูเหอไท่หลุดจากลำคอ “ผู้มาเอาชีวิตพวกเจ้า นามกู่!ยี่!” เสียงของเจวี๋ยหวู่หมิงที่แฝงเอาไว้ด้วยความเรียบเฉย ได้ดังก้องสู่ทั้งสองทัพในสนามรบ ในเมื่อคิดที่จะชดเชยให้แก่กู่ยี่ เช่นนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการกอบกู้ชื่อเสียงของเขา เขาเองก็ไม่ได้สนใจว่านามของกู่ยี่จะเป็นที่ทำให้ผู้อื่นทราบ ในทางกลับกันหากยิ่งเลื่องชื่อก็ยิ่งดี เมื่อเป็นเช่นนี้ กู่ยี่ ที่เป็นเพียงผู้น้อยที่ไม่เคยเป็นที่รู้จัก ก็จะต้องขจรขจายโด่งดังไปทั้งใต้หล้า จนเกิดเป็นชื่อเสียงสืบทอดไปตลอดหลายช่วงอายุคน ต่อให้เป็นเจวี๋ยหวู่หมิงจะใช้วิธีการของตัวเองเพื่อเป็นการชดเชยให้กับกู่ยี่ ถึงอย่างไรเดิมทีกู่ยี่ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว รอจนกระทั่งวันใดวันหนึ่งที่สามารถสำเร็จเป็นยอดคนขึ้นมา แล้วก็สร้างวีรกรรมครั้งใหญ่ขึ้นสักครา “เช่นนั้น ความปรารถนาของเจ้า ก็ให้ข้ามาเป็นคนทำให้สำเร็จให้เถอะ” มุมปากของเจวี๋ยหวู่หมิงได้ยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนกับกำลังบอกต่อดวงจิตของกู่ยี่ที่ไม่ทราบว่าไปยังที่แห่งใดกันแล้ว โดยแค่กล่าวออกมาในใจเท่านั้น ในระหว่างที่เหวี่ยงมือออก หัวของซูเหอไท่ก็ได้ถูกเจวี๋ยหวู่หมิงใช้วิถีพละกำลังอันบริสุทธิ์ถ่ายทอดออกไป จนเสียบเอาไว้บนเสาธงที่อยู่ตรงประตูเมืองอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ นี่ก็คือการเสียบหัวประจาน! กองทัพรักษาการต้าหมิง ถึงกับเกิดเป็นกำลังขวัญเพิ่มสูงขึ้นจนไม่อาจเปรียบเทียบได้อีก! ช่วงระยะเวลาหนึ่ง กำลังพลสองกองทัพที่อยู่ด้านนอกเมืองหวู่หลิงทั้งหมดต่างก็เงียบเชียบลง ถิ่นทุรกันดารกว้างใหญ่ ถึงกับเงียบเชียบเป็นเป่าสาก ด้วยความทรงอำนาจของเจวี๋ยหวู่หมิง ได้ทำให้กองทัพหมิงรู้สึกเลือดลมสูบฉีด จนแทบอดทนไม่ไหวที่จะบุกออกไป จัดการกับเจ้าพวกผมเปียกันสักรอบ และกองทัพโฮ่วจินที่อยู่อีกทางด้านหนึ่ง ถึงกับไร้ซึ่งสุ้มเสียงไปโดยปริยาย ซูเหอไท่ต่อให้จะไม่ใช่นายกองที่กล้าหาญ แต่ว่าชายฉกรรจ์ที่ติดตามอยู่ข้างกายเขาทั้งสองคนนั้น กลับถือว่ามีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาอยู่ เนื่องจากเป็นเพราะทราบถึงประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาของทั้งสองคนกันอยู่แล้ว นายทัพของกองทัพโฮ่วจินโดยส่วนใหญ่จึงได้ถูกการไล่สังหารทั้งสองคนโดยที่แทบจะไม่เปลืองแรงของเจวี๋ยหวู่หมิงจนแตกตื่นเสียขวัญไปตาม ๆ กัน “ทั้งสองคนนั้น ถือเป็นสุดยอดฝีมือของพรรคบัวขาว เป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริง แต่ยังถึงกับต้องมาตายด้วยเงื้อมมือของเด็กหนุ่มเช่นนี้ไปอย่างง่ายดายอีก!” ขุนศึกจากกองทัพโฮ่วจินนายหนึ่งถึงกับทอใบหน้าซีดเผือด ขุนศึกผู้นี้ก็ถือเป็นนายกองผู้ห้าวหาญอีกคน อีกทั้งยังได้เคยประลองแลกเปลี่ยนฝีมือกับยอดฝีมือทั้งสองที่ถูกเจวี๋ยหวู่หมิงฆ่าไปมาก่อน ย่อมต้องทราบถึงพลังทั้งสองคนเป็นอย่างดี ที่ทรงอำนาจสุดเปรียบปาน แทบจะไม่มีใครใดตั้งตัวเป็นศัตรูด้วยได้ แต่กลับคิดไม่ถึงว่า ผู้ที่ทรงอำนาจไร้เทียมทานที่ดำรงอยู่ในใจของเขามาโดยตลอด จะถึงกับถูกเจวี๋ยหวู่หมิงผู้นี้ที่ดูไปแล้วเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้ามนไม่มีพิษไม่มีภัย ที่หนึ่งกระแทก หนึ่งจามขวาน ก็ต้องสูญสิ้นไปในทันที เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็ไม่ได้รีบคิดที่จะบุกทะลวงเข้าไปยังภายในกองทัพโฮ่วจิน จากนั้นก็ได้ก้มหน้าแล้วเอาขวานที่ใหญ่เท่าบานประตูนั้นวางลงกับพื้น โดยที่จับเอาไว้ที่ด้ามขวานใหญ่ ออกแรงกระชาก จนถึงกับเผยตัวเหล็กบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในขวานถูกกระชากออกมาในทันที หลังจากที่ได้ดูแบบโครงสร้างของขวานใหญ่อันเท่าบานประตูทั้งสองด้าม เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้หันไปมองค้อนดาวตกที่อยู่บนพื้นชิ้นนั้น เท้าเพียงขยับวูบ ค้อนดาวตกนั้นก็ได้ลอยมาจนอยู่บนมือ แล้วทำการประเมินน้ำหนักของค้อนดาวตกทั้งสองก้อน เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็รู้สึกพึงพอใจอยู่พอสมควร “ถือว่าไม่เลว” พลังลมปราณได้ถูกกระตุ้น รวมเข้ากับการใช้ประโยชน์ร่วมจากพลังแห่งกลิ่นอายเลือด แววตาที่แตกตื่นของเหล่าผู้คน ค้อนดาวตกในมือของเจวี๋ยหวู่หมิงก็ถึงกับ ก็ได้กลายเป็นสีแดงเข้มโดยที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้ “ละลาย!” เสียงของวัตถุขาดออกจากกันพลันดังขึ้น เจวี๋ยหวู่หมิงยกแขนหงายมือ และใช้ค้อนดาวตกที่อยู่ในสภาพสีแดงเข้มเชื่อมกดเข้ากับขวานใหญ่ทันที ภายในฝ่ามือของเจวี๋ยหวู่หมิง ได้เปลี่ยนค้อนดาวตกจนกลายตัวออกด้วยอุณหภูมิที่สูงยิ่ง แล้วนำไปเชื่อมไว้เป็นเนื้อเดียวกันกับขวานใหญ่ในทันที “เขากำลังจะทำอะไร?” ทุกคนจากทั้งสองทัพที่ได้เห็นฉากเบื้องหน้านี้ ดวงตาที่คล้ายกับไข่มุกก็แทบจะร่วงหล่นออกมากันอยู่แล้ว เจวี๋ยหวู่หมิงในเวลานี้ที่ได้ใช้เพียงฝ่ามือคู่หนึ่งเข้าผนวกรวมค้อนดาวตกกับขวานใหญ่เอาไว้ด้วยกัน คล้ายกับว่าค้อนดาวตกกับขวานใหญ่นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่เหมือนกับถูกทำขึ้นมาจากฟองสบู่ก็ไม่ปาน นี่ยังเป็นเรื่องที่มนุษย์สามารถทำได้อีกอย่างงั้นหรือ? เห็นได้ชัดว่าจะต้องเป็นเทพเซียนมาเยือนแล้วอย่างแน่นอน! “วิชาเซียน นี่จะต้องเป็นวิชาเซียนอย่างแน่นอน!” เชียนฮู่ฉินอวิ๋นอ้าปากจนกว้าง จนเพียงพอที่จะสามารถกินลูกสาลี่เข้าไปได้ทั้งลูก ตื่นเต้นจนตะโกนขึ้นเสียงก้อง เหอหยงฝูเองก็ตะลึงลานขึ้นแล้ว เขาก็คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะถึงกับมองผ่านไปได้ถึงขนาดนี้ได้ “ท่านผู้สำเร็จมรรคผลอันสูงส่ง แต่เป็นข้าผู้แซ่เหอที่มีตาหามีแววไม่ ยังคงขอท่านผู้สำเร็จมรรคผลโปรดอย่าได้โกรธเคือง!” เหอหยงฝูจึงได้กล่าวรำพึงเสียงดังอยู่บนกำแพงเมือง จากที่ได้ยินเสียง เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วละสายตามองไปทางด้านหน้า หลังจากนี้เอง ค้อนดาวตกสองลูกและขวานใหญ่สองด้ามก็ถูกหลอมผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ สุดท้าย ถึงกับได้กลายเป็นขวานคล้องโซ่คู่หนึ่ง เจวี๋ยหวู่หมิงขยับทดสอบควบคุมใช้ขวานคล้องโซ่ จนหมุนวนควงรอบวิ่งไปมาอยู่รอบกาย เสียงสายลมดังหวีดหวีด เกิดจากวิถีพลังที่ส่งถ่ายมาจากขวานคล้องโซ่ จนทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก สิ่งของเช่นนี้ หากเหวี่ยงเข้าไปในกลางวงล้อมศัตรู จะต้องเป็นอาวุธสังหารชิ้นใหญ่ได้อย่างแน่นอน กองทัพแมนจูทั้งหมดที่พบความเคลื่อนไหวของเจวี๋ยหวู่หมิง,จนคล้ายกับได้เข้าใจว่าเขากำลังคิดที่จะทำอะไร “ยิงปืนใหญ่!รีบใช้ปืนใหญ่ระเบิดมันผู้นั้นให้ตาย!” ผู้สั่งการนายหนึ่งที่ตอบสนองกลับมาได้ทัน ก็ได้ตะโกนแล้วออกคำสั่ง ต่อมา ปืนใหญ่ทั้งหมดห้ากระบอก ก็ได้เล็งไปที่เจวี๋ยหวู่หมิงแล้ว และคล้ายกับว่าได้ระเบิดออกไปในเวลาเดียวกัน!...

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว ที่คุณอ่าน