เซี่ยงมู่หยางเดินกลับจากเรือนอนุจางในเช้าวันถัดมาหลังพระอาทิตย์ขึ้นด้วยอารมณ์แจ่มใส ก่อนออกมาจากเรือน อนุภรรยาของเขายังฉวยโอกาสกินเต้าหู้เขาอยู่นานไม่ยอมปล่อยตัวเขามาง่าย ๆ เพียงแค่นึกถึงท่าทางออดอ้อนของนางแล้วก็ทำให้เขายกยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
อิ๋นซวงที่ยืนรอเขาอยู่ที่เรือนหลักั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างต้องใช้ความอดทนในการข่มกลั้นความไม่พอใจที่มีอยู่ สตรีไร้ยางอายผู้นั้นแต่เดิมก็ไม่ควรเข้ามาอยู่ในจวนนี้ ต่อเมื่อตกบันไดคราวนั้นก็สมควรจะตายไปแล้วแต่กลับไม่ยอมตาย ฟื้นขึ้นมาครั้งนี้ยังสามารถดึงนายท่านให้ลุ่มหลงมัวเมาได้ยิ่งกว่าเดิม
หากจะกล่าวว่าเขาลุ่มหลงมัวเมาก็ไม่ผิดนัก เซี่ยงมู่หยางแต่เดิมก็ใส่ใจเพียงการเล่าเรียน เมื่อสอบได้เป็จอหงวนและเข้ารับราชการก็มุ่งมั่นใส่ใจแต่เื่งาน แต่หลังจากที่สตรีผู้นั้นเข้ามา เวลาน้อยนิดที่เขาเหลืออยู่กลับต้องยกให้นางอีก เพียงแค่ 2 วันที่ผ่านมาอิ๋นซวงก็อยากจะกระอักเืแล้ว หากยังคงเป็เช่นนี้เรื่อยไป ไม่ใช่ว่าเขาจะยกย่องอนุผู้นั้นให้ขึ้นมาเป็ฮูหยินรองสักวันหนึ่งหรอกหรือ
ไหนจะมีสตรีแซ่กัวที่อยู่ด้านนอกนั่นอีก นางให้ อิ๋นจู้ พี่ชายของนางที่ใช้ชีวิตอิสระอยู่ด้านนอกคอยสืบข่าวเื่สตรีแซ่กัวอยู่เสมอ เพราะรู้ว่ากัวเชี่ยนเหลียนเป็สตรีคนเดียวที่มีอิทธิพลอยู่ในใจของเซี่ยงมู่หยางมาหลายปี เมื่อครั้งที่บิดาของเขายังมีชีวิตอยู่ก็เคยพาเขาไปที่ค่ายทหารทำให้มีโอกาสพบกับกัวเชี่ยนเหลียนซึ่งมีบิดาเป็ขุนนางในกรมกลาโหมอยู่หลายครา
อดีตนายท่านยังเคยพูดถึงสตรีแซ่กัวผู้นั้นว่างดงามเหมาะสม หากได้มาเป็ลูกสะใภ้คงเป็เื่น่ายินดี นางจำได้ว่าเซี่ยงมู่หยางเองก็ดูพึงพอใจกับคำกล่าวของบิดาเช่นกัน ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา ตระกูลเซี่ยงก็คล้ายว่าจะมีโอกาสเกี่ยวดองกับตระกูลกัว ถึงแม้จะยังไม่เป็ทางการ แต่ก็มีความเป็ไปได้สูง จวบจนกระทั่งนายท่านผู้เฒ่าและนายท่านจากไปในา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป อำนาจทางการทหารที่เคยอยู่ในมือแม่ทัพใหญ่จากตระกูลเซี่ยงถึง 2 คนถูกโยกย้ายไปยังตระกูลเฉียนที่บัดนี้มีทั้งแม่ทัพใหญ่ผู้เป็บิดา และรองแม่ทัพที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเซี่ยงมู่หยาง
ส่วนสตรีแซ่กัวผู้นั้นน่ะหรือ... นางได้ข่าวมาจากพี่ชายว่า เวลานี้กัวเชี่ยนเหลียนมีท่าทีให้ความสนใจรองแม่ทัพเฉียนมากกว่าเสียแล้ว แต่เซี่ยงมู่หยางยังคงปักใจอยู่เช่นเดิม...
นางได้แต่ภาวนาให้กัวเชี่ยนเหลียนลงเอยกับรองแม่ทัพเฉียนนั่นให้สิ้นเื่สิ้นราว อย่าได้วนกลับมาหานายท่านของนางอีกเลย!
“เสี่ยวซวงเตรียมน้ำให้นายท่านเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ” แม้ในใจจะคุกรุ่น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ท่าทางและน้ำเสียงของอิ๋นซวงก็มีแต่ความนอบน้อมอ่อนหวานอยู่เสมอ
เซี่ยงมู่หยางปรายตามองสาวใช้ข้างกายแว่บหนึ่งก่อนจะบอกว่า
“หากมีเวลาว่างเ้าก็เตรียมเสื้อผ้าของข้าสักสามสี่ชุดเอาไปไว้ที่เรือนอนุจางด้วย เผื่อวันใดที่ข้ากลับมาช้า จะได้มีเสื้อผ้าให้ผลัดเปลี่ยน”
คำสั่งของเขาทำให้นางอึ้งงัน ไปค้างคืนยังไม่พอ หากนำเสื้อผ้าไปไว้ที่นั่น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปขลุกอยู่กับอนุภรรยาทั้งวันทั้งคืนเลยหรือไร
เมื่อเห็นว่าสาวใช้ข้างกายไม่ตอบรับ เขาก็ถามอีกครั้ง
“ได้ยินหรือไม่”
“เสี่ยวซวงรับทราบเ้าค่ะ”
เซี่ยงมู่หยางเห็นนางบีบมือตนเองไว้แน่น ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าสาวใช้ผู้นี้คิดอะไรกับเขา แต่ที่ผ่านมาเขาขีดเส้นแบ่งนายบ่าวชัดเจน ไม่เพียงกับนางเท่านั้น แต่กับสตรีทุกคนในจวนตระกูลเซี่ยง ตระกูลอื่น ๆ อาจมีเ้านายที่คิดรับบ่าวเป็สาวใช้อุ่นเตียงหรืออนุภรรยา แต่ไม่ใช่เขา และบุรุษตระกูลเซี่ยงรุ่นไหน ๆ ก็ไม่เคยทำเช่นนั้นมาก่อน ได้แต่หวังว่านางจะเข้าใจสถานการณ์และความเป็จริงได้เสียที
ที่เรือนท้ายจวน เหลียงซูถิงเริ่มกลับมาทำงานของตัวเองตามแผนที่วางเอาไว้ ทำงานตอนกลางวัน ปั๊มเหรียญตอนกลางคืนก็ไม่ถือว่าแย่ เรียกได้ว่าเป็การแบ่งเวลาได้เหมาะสมที่สุดแล้ว
วันนี้เธอจะวาดรูปสโนว์ไวท์ให้เสร็จ ตามด้วยการนั่งทำต้นฉบับนิยายเื่ ‘ไป๋เสวี่ยกงจู่ : ห้ายอดพธูแห่งโอวโจว ลำดับที่ 1’ การสั่งปริ๊นท์นิยายหรือหนังสือจากห้างแต้มบุญง่ายและเร็วเท่าความคิด เธอเคยเห็นนักเขียนนิยายบ่นเล่น ๆ ว่าอยากให้มีเครื่องมือที่สามารถเปลี่ยนจินตนาการให้เป็ตัวอักษรได้โดยไม่ต้องใช้นิ้วกดแป้นพิมพ์ เพราะมันจะทำให้การเขียนนิยายง่ายขึ้นและเสร็จเร็วขึ้น ใครจะไปคิดว่าเครื่องมือที่ว่านั้นจะมีอยู่จริง ก็ห้างแต้มบุญของเธอยังไงล่ะ! ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยจินตนาการ แค่นั่งคิดนอนคิดว่าจะเขียนคำไหนประโยคไหน ระบบก็จัดให้ แถมปริ๊นท์สีเย็บเล่มให้เสร็จสรรพ ขอแค่คุณมีจินตนาการที่ชัดเจนเท่านั้น ทุกอย่างสามารถออกมาเป็รูปร่างที่จับต้องได้จริงทั้งหมด!
เวลานี้เธอจึงวาดรูปไปสลับกับแต่งนิยายใส่ห้างแต้มบุญไปจนใกล้จะเสร็จแล้ว และยังมีปิ่งจีคอยเฝ้าต้นทางให้อยู่หน้าเรือนด้วย
ขณะที่เหลียงซูถิงกำลังเก็บรายละเอียดภาพวาดขั้นตอนสุดท้ายอยู่ เธอก็ได้เสียงปิ่งจีพูดคุยกับใครสักคนที่หน้าเรือน แต่ในเมื่อนางไม่ได้เข้ามารายงาน คาดว่าคงไม่ใช่เซี่ยงมู่หยาง คราวแรกเธอว่าจะไม่สนใจ แต่เสียงคุยนั้นดังขั้นเรื่อย ๆ จนใกล้จะเป็เสียงทะเลาะอยู่แล้ว ทำให้เธอต้องเดินออกมาดูด้วยตัวเอง
“มีเื่อะไรกัน?”
