ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณ!
ในชั่วพริบตานี้รอบลานประลองล้วนแต่ตกอยู่ในความเงียบงันแม้กระทั่งสวีจ้านก็ยังมีใบหน้าแสดงถึงความประหลาดใจ ผู้ที่สามารถปล่อยพลังจิตออกมานอกร่างกายได้เช่นนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตจึงจะสามารถทำได้
พลังจิตขั้นจิต!
ภายในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้มีผู้คนมากมายไม่อาจพัฒนาไปถึง มีผู้คนมากมายที่ทำได้เพียงมองอย่างทอดถอนใจ ทว่าเด็กหนุ่มที่อายุไม่ถึงยี่สิบปีผู้นี้กลับสามารถทำได้!
ในชั่วพริบตานี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นทุกคนล้วนแต่มองไปยังลานประลองด้วยความตกตะลึงทั้งสิ้น
เวลานี้ตงหลายต้าซือซึ่งอยู่ในจุดรับรองแขกอันทรงเกียรติก็หรี่ตามองไปยังลานประลองก่อนจะเอ่ยด้วยความชะงักงัน
“พลังจิตของผู้ที่ประมือกับข้าในวิหารใหญ่คือเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อคิดได้ดังนั้นตงหลายต้าซือก็ตกอยู่ในความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้เมิ่งฝานผู้นี้แฝงตัวได้อย่างยอดเยี่ยมเสียจริง นึกไม่ถึงว่าจะก้าวหน้ามาถึงขั้นนี้ได้โดยไม่มีผู้ใดรับรู้
เดิมทีเขาคิดว่าตนเองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าสูงมากพอแล้วแต่ในวันนี้เขากลับได้รับรู้ว่ามันยังต่ำเกินไป!
เมื่อนึกถึงอายุของอีกฝ่ายตงหลายต้าซือพลันรู้สึกอิจฉาขึ้นในใจหากให้เวลาเขาฝึกบำเพ็ญตนมากพอ อีกไม่กี่ปีหลังจากนี้จะก้าวหน้าไปได้ในขั้นที่น่าตระหนกเพียงใดกัน?
“แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
เซี่ยหลันที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมกัดฟันเอ่ยออกไปเวลานี้นางไม่คิดชักจูงเมิ่งฝานให้มาอยู่กับตนอีกต่อไปในเมื่อเขาแข็งแกร่งดั่งปีศาจเช่นนี้ หากมีโอกาสออกจากลานประลองแห่งนี้คงจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าในเวลาสามปีเป็นแน่ต่อให้เป็นอาณาจักรต้าก้านก็ยังไม่อาจขวางอนาคตของเขาได้
ผู้ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้จะให้มาเป็นผู้รับใช้ได้อย่างไร?
ทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้นเขายังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยมีพลังจิตแผ่ซ่านรอบกาย เบื้องหน้าของเขามีระลอกคลื่นพลังจิตอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้นแม้ว่ามันจะไร้ซึ่งรูปร่างแต่จิตสังหารภายในมุ่งตรงไปยังสวีจ้าน
“เป็นไปได้อย่างไร?”
สีหน้าของสวีจ้านเปลี่ยนไปในพริบตาเพราะยามนี้กลับมีความร้อนรนปรากฏขึ้นมาแล้ว
เดิมทีคิดว่าการที่ตนเองอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณจะทำให้สามารถเอาชนะเมิ่งฝานได้เป็นแน่แต่ยามนี้ดูท่าเมิ่งฝานคงมิได้เป็นดั่งเด็กหนุ่มธรรมดาเหล่านั้น นับได้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งดุจปีศาจอย่างแท้จริง
หลังจากตวาดเสียงต่ำสวีจ้านก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็น “ไม่เลวแต่ถึงเจ้าจะมีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตแล้วอย่างไรถึงอย่างไรวันนี้เหล่าจื่อก็จะฆ่าเจ้าอยู่ดี!”
ต่อให้หัวใจสั่นสะท้านแต่สวีจ้านก็กลับมามีสีหน้าปกติหลังจากที่ลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณพลันปรากฏขึ้นแล้วผสานตัวกลายเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่กลางอากาศก่อนจะดิ่งลงมาเบื้องล่าง!
ฝ่ามือใหญ่ตะปบลงมาด้วยพลังประหนึ่งอุกกาบาตทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ขยับแขนชกขึ้นไปปะทะกับฝ่ามือขนาดใหญ่กลางอากาศด้วยหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณทั้งหมดที่มี
ธาราหลั่งสมุทร!
เงาหมัดรวดเร็วปานสายฟ้าพละกำลังดั่งพยัคฆ์ กลิ่นอายพลังดั่งสามารถกลืนกินได้ทั้งขุนเขาและสายธาร!
เพียงชั่วพริบตาพลังอันน่าสะพรึงพลันแล่นผ่านท่อนแขนของเมิ่งฝานแล้วพุ่งทะยานไปยังฝ่ามือใหญ่ของสวีจ้านที่อยู่กลางอากาศ
ระลอกคลื่นแผ่ซาน เสียงระเบิดดังสนั่นต่อเนื่องเมื่ออยู่ภายใต้พลังอันแข็งแกร่งก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกราวกับว่ากระดูกในร่างกำลังจะแตกละเอียดไปจนสิ้นก็ไม่ปาน
แต่ในเวลาต่อมาสมุทรปราณของเด็กหนุ่มพลันสั่นไหวพลังปราณที่คล้ายดั่งลูกศรพุ่งทะยานออกไปหาสวีจ้าน
แม้ว่าสวีจ้านจะอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณแต่พลังจิตของเขากลับอยู่เพียงขั้นวิญญาณธรรมดาเท่านั้น ฉะนั้นแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีด้วยพลังจิตของเมิ่งฝานจึงทำให้เขารู้สึกยากที่จะรับมือ
แล้วในวินาทีต่อมาพลังจิตที่เป็นดั่งลูกศรก็พุ่งทะยานเข้าสู่ศีรษะของสวีจ้านแล้วแตกระเบิดอยู่ในจุดสมุทรจิตดั่งสายฟ้าฟาด พลังจิตของสวีจ้านพลันสั่นสะท้านในพริบตา
อ๊าก!
หลังจากที่ร้องออกมาด้วยเสียงที่น่าเวทนาสวีจ้านก็ล่าถอยอกไปอย่างฉับพลันยามนี้เขารู้สึกราวกับมีแลงวันนับแสนตัวบินอยู่ในหัว มีเพียงเสียง ‘หวึ่งๆ ’ ดังขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
และนี่ก็คือความน่าสะพรึงของพลังจิตสังหารโดยไร้ร่องรอย คร่าชีวิตเพียงมือเดียวหากไม่ใช่เพราะสวีจ้านอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณป่านนี้สมุทรจิตของเขาก็คงจะแตกสลายไปแล้ว
ยามนี้ผู้ที่เดิมพันว่าสวีจ้านจะได้รับชัยชนะล้วนแต่ยกยิ้มอย่างเก้อเขินเพราะนึกไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันมาได้ถึงเพียงนี้นอกจากเมิ่งฝานจะไม่ได้พ่ายแพ้ไปตั้งแต่กระบวนท่าแรกแล้ว ยังพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในการต่อสู้อีกต่างหาก!
แต่ถึงอย่างไรจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่งพลังปราณของสวีจ้านสั่นสะท้านไปทั่วร่างก่อนจะฟื้นตัวกลับมาในเวลาไม่นานทว่าในขณะที่สวีจ้านยืนหยัดอย่างมั่นคงได้เพียงชั่วพริบตา พลันมีจิตสังหารประหนึ่งลมพายุถาโถมเข้ามาหาอย่างบ้าคลั่ง
สีหน้าของเมิ่งฝานที่อยู่กลางอากาศเผยความเยือกเย็นในเมื่อมีโอกาสจู่โจมได้เขาย่อมไม่มีทางปล่อยมันให้หลุดลอยไปเป็นแน่
เพียงชั่วพริบตาพลันมีแสงสว่างเปล่งประกายขึ้นมาจากฝ่ามือยามนี้เด็กหนุ่มได้ยกระดับพลังปราณให้อยู่ในขีดสูงสุดแล้วจู่โจมไปยังสวีจ้านอย่างดุดัน
หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!
ฝ่ามือขาวปรากฏที่ปลายนิ้วมีพลังปราณเคลื่อนขยับ แม้จะเป็นเพียงนิ้วเดียวแต่กลับแฝงไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานทะลวงอากาศพุ่งเข้าชนร่างของสวีจ้านประหนึ่งอุกกาบาต
แค่ก แค่ก!
นิ้วของเมิ่งฝานจู่โจมไปยังเสื้อเกราะของสวีจ้านครู่หนึ่งเกราะนั้นก็แตกร้าวด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อถูกพลังปราณที่แข็งแกร่งพุ่งกระทบเกราะรบจากพลังปราณบนร่างของสวีจ้านจึงแตกกระจายไป
ชายฉกรรจ์กระอักเลือดพร้อมกับที่กระดูกบริเวณหน้าอกที่ไม่รู้ว่าแตกร้าวไปมากมายเพียงใดขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ทะยานขึ้นกลางอากาศด้วยจิตสังหารเปี่ยมล้นถึงขีดสุด
ในวินาทีต่อมาแขนทั้งสองข้างซึ่งเป็นเสมือนขุนเขาสองลูกพลันดิ่งลงมาจากฟากฟ้ากำลังภายในแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านทำให้อากาศรอบตัวสั่นสะเทือน และดิ่งลงไปบนร่างของสวีจ้านอย่างดุดัน
แม้ว่าร่างกายของอีกฝ่ายจะอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณแต่เมื่อถูกการโจมตีอันแข็งแกร่งนี้พุ่งกระทบก็ยังไม่อาจต้านทานได้
ปัง!
ระลอกคลื่นแห่งพลังถาโถม ร่างของสวีจ้านถูกเมิ่งฝานที่ดิ่งลงมาจากเบื้องบนจู่โจมจนทรุดลงไปบนพื้นเขากระอักเลือดท่ามกลางเศษฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย เวลานี้แท่นประลองแห่งนี้แทบไม่เหลือชิ้นดีแล้วเพราะมันเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสอง
รอยร้าวปรากฏขึ้นทั่วแท่นประลองหินสวีจ้านพยายามลุกขึ้นยืนด้วยสภาพร่างกายที่ไม่ต่างไปจากมนุษย์โลหิตกระดูกบนร่างแตกหักไปหลายชิ้น เลือดสีแดงสดที่หลั่งไหลบ่งบอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
กลับกลายเป็นเขาที่บาดเจ็บ!
ไม่ว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะสามารถทำให้สวีจ้านตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ต่อให้สวีจ้านแข็งแกร่งเพียงใดก็คงจะสูญสิ้นพลังปราณไปไม่น้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีที่แข็งแกร่งเพียงนี้
โฮก!!
สวีจ้านร้องคำรามออกมาด้วยเสียงที่คล้ายดั่งสัตว์ป่าก็ไม่ปานนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารจ้องมองเมิ่งฝานไม่ละสายตา หลังจากนั้นจึงเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็น“เมิ่งฝาน ต่อให้เจ้าแข็งแกร่งเพียงใด วันนี้ข้าก็จะทำให้เจ้าต้องตายอยู่ที่นี่!”
เมื่อพูดจบเขาก็ก้าวออกมาด้านหน้าพร้อมทั้งยื่นมือขนาดใหญ่ออกมาด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายแผ่ซ่านออกไปรอบกายอย่างช้าๆ ยามนี้เลือดสีแดงสดบนกายของเขาได้หลั่งไหลขึ้นมารวมอยู่ที่ฝ่ามือแล้ว
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเพราะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่มากมายและแข็งแกร่งบ่งบอกว่าสวีจ้านกำลังบ้าคลั่ง เลือดสีแดงสดหลั่งไหลมารวมกันที่ฝ่ามือ ขณะเดียวกันสวีจ้านก็ตวาดเสียงดัง“หัตถ์โลหิตสังหาร!”
เสียงดังก้องไปทั่วลานประลอง ก่อนที่ชั่วพริบตาต่อมาสวีจ้านจะยื่นมือขนาดใหญ่ออกไปพลันมีฝ่ามือสีแดงโลหิตขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางอากาศแล้วฝ่ามือที่คล้ายดั่งขุนเขาก็ดิ่งลงมาหาเมิ่งฝานที่อยู่เบื้องล่าง! นี่เป็นการผสานกระบวนท่าอันน่าสะพรึงของแปรโลหิตสังหาร เห็นได้ชัดว่าสวีจ้านได้ฝึกฝนวิชายุทธ์ดังกล่าวอยู่ในขั้นต้นแล้ว
นี่เป็นการโจมตีอย่างสุดกำลังของจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณฝ่ามือโลหิตกลางอากาศมีความกระหายเลือดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมันเคลื่อนตัวผ่านอากาศบรรยากาศในบริเวณนั้นก็ถูกทำลายด้วยอานุภาพที่คล้ายดั่งสามารถควบคุมฟ้าดิน!
“ผสานสัตตะดารา!”
เมิ่งฝานตวาดเสียงดังแม้ต้องอยู่ภายใต้อานุภาพแรงกดดันอันแข็งแกร่งเขาก็ยังเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันแทนที่จะหลบเลี่ยงร่างของเด็กหนุ่มพุ่งทะยานขึ้นไปหาฝ่ามือโลหิตที่อยู่กลางอากาศ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากันในที่แคบผู้ใดกล้าหาญผู้นั้นจะได้รับชัยชนะ เมื่อมาถึงยามนี้แล้วก็เหลือเพียงการสังหาร มีเพียงการสังหารเท่านั้น!
ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ขยับแขนทั้งสองข้างพลังมหาศาลและพลังจิตภายในสมุทรจิตทั้งหลายพลันมารวมตัวกันอยู่ที่หมัดของเด็กหนุ่มเมื่อเขาชกออกไปอย่างฉับพลันจนเห็นได้เพียงเงาราวกับว่าเป็นการโจมตีของอุกกาบาต!
เพียงชั่วพริบตาต่อมาภายใต้กลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งทำให้คนทั้งหลายต่างก็หยุดหายใจไปชั่วครู่แล้วมองมายังลานประลองด้วยความตกตะลึงบรรดาผู้ชมต่างก็รู้ดีว่าการต่อสู้ของทั้งสองดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายแล้วจะเป็นหรือตายก็ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับการโจมตีในครั้งนี้ทั้งสิ้น!
เพียงชั่วพริบตาต่อมาพลังอันน่าสะพรึงทั้งสองสายก็ปะทะกันกลางอากาศระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่าน แล้วภาพการระเบิดที่คล้ายดั่งดอกเห็ดก็ปรากฏขึ้นบนอากาศเหนือแท่นประลองและปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ระลอกคลื่นแผ่ซ่านกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เแผ่นดินเบื้องล่างทั้งหมดเกิดรอยร้าวขึ้นในทันใดระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแผ่ซ่านไปโดยรอบอย่างน่าสะพรึงอยู่นาน ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
พรึ่บ!
เพียงชั่วพริบตาบรรดาคนของผู้ทรงอิทธพลทั้งหลายต่างก็ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังลานประลองด้วยความตกตะลึงการต่อสู้ที่ปรากฏขึ้นมาในยามนี้อยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขาอย่างยิ่งควมดุดันน่าชมเหนือกว่าการประลองฝีมือใด ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ไม่อาจมีสิ่งใดทัดเทียมได้
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่สามารถเดินลงมาจากแท่นประลองได้จะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นหากไม่ใช่สวีจ้านก็ต้องเป็นเมิ่งฝาน
เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางหายสายตาของผู้คนทั้งหลายที่มองไปยังแท่นประลองก็พบว่ามีเงาร่างของคนผู้หนึ่งยืนตระหง่านแม้ร่างกายจะอาบไปด้วยเลือดแต่ก็ยังไม่ยอมล้มลงไป และเขาผู้นั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง!
“เมิ่งฝาน!”
ในชั่วพริบตาต่อมาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เอ่ยด้วยความตกตะลึงขณะเดียวกันก็กำหมัดแน่นจนมือซีด น้ำตาของนางก็หลั่งไหลลงมาด้วย “เหตุใดเจ้าจึงได้โง่เขลาเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงได้โง่เขลาเพียงนี้....”
แล้วเจ้าของร่างที่อาบไปด้วยเลือดพลันมองออกไปเบื้องหน้าหลังจากนั้นเขาจึงยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก ในที่สุดเขาก็ชนะ!
เบื้องหน้าของเขานั้น ร่างของสวีจ้านถูกโจมตีจนกระดูกภายในแหลกละเอียดนอนตายอยู่อย่างนั้นด้วยสภาพที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางรอด
ผู้คนทั้งหลายมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออกเพราะถึงอย่างไรสวีจ้านก็เป็นถึงนายกองขององครักษ์แพรโลหิตคือผู้ที่ไม่ยำเกรงสิ่งใดในเทือกเขาชิงหลง แม้แต่ในเมืองไท่หยางเขาก็ยังเลื่องชื่อในเรื่องความชั่วร้ายแต่ในวันนี้กลับถูกจอมยุทธ์อายุไม่ถึงยี่สิบปีสังหารไปเสียแล้ว
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปเมืองไท่หยางคงตกต้องสั่นสะเทือนนามของเมิ่งฝานก็จะก้องไกรไปทั้งเมืองไท่หยางหรืออาจทั่วทั้งอาณาจักรต้าก้าน
อาศัยขั้นหลอมปราณสังหารขั้นเกลาวิญญาณความสามารถเช่นนี้มากพอที่จะทำให้จอมยุทธ์อัจฉริยะทั้งหลายตกอยู่ในความตกตะลึง! ภายใต้สายตานับหมื่นคู่นั้น เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะลากร่างที่อาบไปด้วยเลือดของตนเองเดินไปหาไป๋สุ่ยเอ๋อร์
เขาเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงซึ่งระหว่างทางที่เดินล้วนแต่เต็มไปด้วยรอยเลือด เมิ่งฝานคลี่ยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเช็ดน้ำตาของไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วเอ่ยว่า“ข้าบอกแล้วว่าจะมาช่วยเจ้า ข้าทำได้แล้ว!”
สังหารสวีจ้านเพียงลำพัง ทำให้องครักษ์แพรโลหิตต้องสั่นสะท้านทุกสิ่งที่ทำไปก็เพียงเพราะ...คำสัญญาของตนเอง!