ฮัสกี้ลืมตามองจ้าวลี่อิ่งอย่างเกียจคร้านหนึ่งแวบก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
จ้าวลี่อิ่งโกรธจัด คว้าหมอนข้างรูปจระเข้ขึ้นมาฟาดใส่มันอีกหน
“ลุก! ลุกขึ้นสิ!! ได้ยินไหม! ไปซื้อข้าวกับฉัน!!”
จริงๆ แล้วจ้าวลี่อิ่งไม่ได้ถึงขั้นอยากให้ฮัสกี้ไปซื้อข้าวด้วยแต่แค่เห็นมันนอนหลับอย่างไม่สนโลกแบบนั้นแล้วหงุดหงิดขึ้นมา
สวี่มั่วตั้งใจจะแกล้งทำเป็นตายต่อแต่จ้าวลี่อิ่งกลับไม่ยอมแพ้ราวกับเด็กที่พอโมโหแล้วก็ไม่เลิกหยิบตุ๊กตาบนเตียงมาฟาดมันจนหมดสุดท้ายยังคว้าขาหลังข้างหนึ่งลากมันออกมาจากกองตุ๊กตาจนตัวมันห้อยออกมาครึ่งเตียง
“อ๊ากกก!! ยอมเธอแล้ว! ฉันยอมแล้ว!!”
สวี่มั่วจนปัญญา ตะโกนลั่นพลางลุกขึ้นมาเสียทีจ้าวลี่อิ่งจึงหยุดการรบกวนลง
“ฮึ่ม! ทีนี้เลิกแกล้งตายได้แล้ว!ออกมากับฉันเดี๋ยวนี้!” จ้าวลี่อิ่งฮึดฮัดอย่างได้ใจคว้าขนหลังคอฮัสกี้ไว้แน่นเหมือนกลัวมันจะหนี แล้วลากมันออกมานอกห้องนอนก่อนเอาสายจูงมาคล้องไว้
ทิเบตันมาสทิฟที่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ได้ยินเสียงโวยวายเมื่อเห็นหัวหน้าตัวเองถูกเจ้านายสาว ‘ลาก’ ออกมาจากห้องก็ตกตะลึงก่อนจะมองจ้าวลี่อิ่งด้วยสายตาเลื่อมใสจากนั้นรีบลุกขึ้นวิ่งกระดิกหางไปยืนข้างสวี่มั่ว เอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ลูกพี่ๆจะได้ออกไปเล่นข้างนอกเหรอ”
สวี่มั่วเหลือบมองมันอย่างอ่อนแรง แล้วตอบไปว่า “เออๆ เลิกพูดมากซะทีตามมาก็พอแล้ว”
“โอ้ๆ!!” ทิเบตันมาสทิฟกระดิกหางแรงยิ่งกว่าเดิมรีบวิ่งไปยืนรอที่หน้าประตูก่อนหันกลับมามองจ้าวลี่อิ่งกับสวี่มั่วด้วยความกระตือรือร้น
จ้าวลี่อิ่งประหลาดใจอยู่พักหนึ่งเธอได้ยินเสียงหมาสองตัวเห่าโต้ตอบกันราวกับกำลังสื่อสารแล้วก็เห็นทิเบตันมาสทิฟวิ่งปราดไปที่ประตูอย่างตื่นเต้น
นี่มันรู้ว่ากำลังจะได้ออกไปข้างนอก เลยคิดจะตามไปด้วยงั้นหรือ
จ้าวลี่อิ่งทั้งงุนงงทั้งแอบดีใจ คิดว่านี่อาจเป็นโอกาสดี
บางทีอีกฝ่ายอาจอยากไปเอง เดี๋ยวพาออกไปแล้วมันก็คงไม่กลับมาอีก
ครู่ต่อมา จ้าวลี่อิ่งก็พาฮัสกี้ออกจากอาคาร ข้างๆมีทิเบตันมาสทิฟวิ่งตามมาติดๆ
เมื่อออกมาถึงด้านนอก จ้าวลี่อิ่งลองพูดกับทิเบตันมาสทิฟว่า“อย่าตามฉันมาเลย กลับไปทางของแกเถอะ”
“โฮ่ง??” ทิเบตันมาสทิฟเงยหน้ามองเธอด้วยดวงตาใสแจ๋วที่เต็มไปด้วยความเว้าวอน
จ้าวลี่อิ่งพูดต่อ “เข้าใจที่ฉันพูดไหม กลับบ้านของแกไปสิอย่ามาตามฉันเลย ฉันไม่ใช่เจ้าของแกนะ”
ว่าแล้วเธอก็ดึงสายจูง บอกกับฮัสกี้ว่า “มั่วมั่ว ไปกันเถอะ”
ทิเบตันมาสทิฟรีบร้อนหันไปถามสวี่มั่วว่า “ลูกพี่! ทำยังไงดีเจ้านายจะไล่ผมแล้วเหรอ”
สวี่มั่วเหลือบมองมันอย่างไม่ใส่ใจ “เธอแค่ลองดูว่าแกจะไปจริงไหมแกแค่เดินตามมาเงียบๆ ก็พอ”
“โอ๊ะโอ๋! ผมไม่ไปหรอก ผมไม่ไปแน่ๆ!”ทิเบตันมาสทิฟพยักหน้าหงึกๆ แล้วรีบเดินตามฮัสกี้ไปติดๆ ทำหน้าตาซื่อสัตย์สุดชีวิต
จ้าวลี่อิ่งเห็นว่าทิเบตันมาสทิฟยังคงตามมาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ“ทำไมยังตามมาอีกล่ะ…ก็บอกแล้วไงว่าอย่าตาม”
แต่ครั้งนี้ทิเบตันมาสทิฟทำเป็นไม่เข้าใจ แลบลิ้นหอบเบาๆพลางกระดิกหางอย่างเอาใจ
“ช่างเป็นหมาที่แปลกจริงๆ…” จ้าวลี่อิ่งส่ายหน้าทำความเข้าใจไม่ได้เลยว่าทำไมหมาตัวนี้ถึงไม่ยอมไปเสียที
เพราะฉันมีเสน่ห์มากเกินไป? หลงตัวเองไปหรือเปล่านะเรา
คิดแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ ความรู้สึกดีๆพลันเอ่อล้นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
จ้าวลี่อิ่งเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังมองมาที่เธอด้วยสายตาหื่นกาม เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วรีบยกมือขึ้นดึงคอเสื้อให้แน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
เธอไม่ใช่คนที่รังเกียจการแสดงออกถึงความงามของตัวเองแต่ไม่ชอบการถูกมองด้วยสายตาแบบนั้น แต่เพราะอยู่บนถนนใหญ่เธอจึงไม่อยากไปต่อความยาวสาวความยืดกับใคร
จู่ๆ ทิเบตันมาสทิฟวิ่งพรวดขึ้นไปข้างหน้าเห่ากร่างใส่ชายคนนั้นเสียงดัง
“โฮ่งๆ! โฮ่งๆๆ โฮ่ง! (มองอะไรนักหนา!ห้ามมองเจ้านายคนใหม่ของฉันด้วยสายตาหื่นแบบนั้นเด็ดขาด!ไม่อย่างนั้นจะกัดให้ตายเลย!)”
ทิเบตันมาสทิฟคำรามใส่ชายคนนั้นอย่างดุดันแล้วยังพุ่งไปงับขาอีกฝ่ายเข้าเต็มแรง
โชคดีที่เขาหลบทันจึงไม่ถูกกัดเข้าเต็มๆแต่กลับเหยียบพลาดจนล้มกลิ้งตกจากฟุตปาธ ท่าทางทุลักทุเลสุดๆ
ชายคนนั้นหน้าถอดสี รีบลุกขึ้นยืนแทบไม่ทัน มองทิเบตันมาสทิฟทีจ้าวลี่อิ่งที จากนั้นก็วิ่งหนีหางจุกตูด ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมา
จ้าวลี่อิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึง
พอเห็นชายคนนั้นหนีหายไปก็หันไปมองเจ้าหมาที่วิ่งดุกดิกกลับมาหาเธอด้วยท่าทางดีใจราวกับตัวเองเป็นผู้ชนะเธอถึงกับกลั้นขำไม่อยู่
“เมื่อกี้แกช่วยฉันเหรอ”จ้าวลี่อิ่งมองเจ้าทิเบตันมาสทิฟด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มออกมา “ไม่เลวเลยนะทำตัวดีเชียว ฉลาดกว่าหมาของฉันซะอีก”
ว่าแล้วเธอก็เหลือบมองฮัสกี้ที่ยืนเฉยอยู่ข้างๆ ราวกับจะตำหนิว่าทำไมตอนเธอถูกชายแปลกหน้ามองด้วยสายตาแปลกๆ ถึงไม่ทำอะไรเลย
สวี่มั่วทำเป็นไม่เห็น หันไปพูดกับทิเบตันมาสทิฟว่า “ฉลาดใช้ได้นี่ไม่ต้องให้สอนก็รู้จักแสดงฝีมือแล้ว”
“นี่น่ะ เจ้านายเก่าสอนให้ผมเอง!เขาบอกว่าถ้ามีใครกล้าหาเรื่องเขา ก็ให้ผมกระโจนเข้าใส่ได้เลย!”ทิเบตันมาสทิฟโต้ตอบพลางส่ายหัวดิ๊กๆ
“ต่อไปขู่ให้กลัวก็พอ อย่าไปกัดใครมั่วซั่วล่ะยัยนี่ไม่ชอบให้ทำแบบนั้น”
“อ้อ...”
ระหว่างทางหลังจากนั้นทิเบตันมาสทิฟก็กลายเป็นบอดี้การ์ดขาโหดไปโดยปริยายใครที่กล้าลอบมองจ้าวลี่อิ่งด้วยสายตาหื่นมันก็จะจ้องกลับพร้อมส่งเสียงขู่ในลำคอจนคนพวกนั้นต้องรีบหลบเลี่ยงไปเหมือนเห็นนักเลงหัวไม้
จ้าวลี่อิ่งหัวเราะคิกคักตลอดทางรู้สึกว่าเจ้าหมาตัวนี้ดูไปดูมาก็น่ารักดีเหมือนกัน
พอมาถึงตลาดสด จ้าวลี่อิ่งก็เริ่มจับจ่ายซื้อของ พอเดินวนรอบหนึ่งเธอก็หยุดอยู่ที่แผงขายผักแห่งหนึ่งแล้ววางถุงใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยผักลงก่อนจะเลือกของต่อ
สวี่มั่วหันไปสั่งทิเบตันมาสทิฟที่กำลังชะเง้อมองรอบๆ ว่า“ไปคาบถุงนั่นมา”
ทิเบตันมาสทิฟมองถุงผักอย่างงงๆ “อะไรนะ”
“ให้ทำก็ทำสิ จะพูดมากอะไรนัก!”
“โอ้...”
ทิเบตันมาสทิฟเดินไปอย่างว่าง่าย แล้วงับตรงหูหิ้วขึ้นมาถุงก็ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงคางมันพอดี
“อ๊ะ?” จ้าวลี่อิ่งเห็นการกระทำนั้นเข้าก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างตกใจว่า “อะไรเนี่ย จะช่วยถือให้ฉันเหรอ”
ทิเบตันมาสทิฟพูดไม่ได้เพราะงับถุงอยู่ เลยได้แต่กระดิกหางประจบ
จ้าวลี่อิ่งยิ่งแปลกใจ “ทำไมถึงฉลาดขนาดนี้นะ...”
เธอกลั้นใจลูบหัวทิเบตันมาสทิฟเบาๆ แล้วเอ่ยชม “ดีมากๆ เลยงั้นช่วยถือให้ฉันก็แล้วกันนะ!”
ทิเบตันมาสทิฟยิ่งดีใจ ส่ายหางไม่หยุดคาบถุงเดินดุกดิกตามจ้าวลี่อิ่งไปไม่ห่าง
ถ้าโจวเหล่ยเจ้าของเก่ามันมาเห็นเข้าคงได้กระอักเลือดตายแน่ๆ...ทุ่มทุนฝึกหมาตัวนี้ให้กลายเป็นขาโหดประจำสนามต่อสู้สุดท้ายกลับกลายมาเป็นหมารับใช้อย่างกับหมาปักกิ่ง...