หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 65 เจตจำนงกระบี่ปะทะเจตจำนงดาบ

    บทที่ 65 เจตจำนงกระบี่ปะทะเจตจำนงดาบ

            “ศิษย์น้องฉิน เป็นไปได้พยายามอยู่ห่างเฉียนชิงเข้าไว้ นอกจากเขาจะแข็งแกร่งแล้ว ภูมิหลังของเขาก็ซับซ้อนมาก รองเจ้าสำนักกับเจ้าสำนักล้วนปกป้องเขา เขายังเป็นคนจากราชวงศ์เฉียนอีก มีทั้งพลังและอำนาจอยู่ในมือ นับว่ามีสถานภาพสูงส่งกว่าสำนักไหนๆ การที่พวกเขาปล่อยให้สำนักใหญ่ๆ ดำรงอยู่และไม่ลงมือสักที อาจเป็นเพราะกังวลว่าสำนักใหญ่ๆ จะร่วมมือกันเพื่อคานอำนาจราชวงศ์พวกเขา” หลิวเสวี่ยอธิบายให้ฉินชูฟัง

            ฉินชูขมวดคิ้ว “เพราะเขามีชาติกำเนิดที่ดี จึงไม่ควรแตะต้องเขาหรือ ข้าไม่กลัว หากราชวงศ์เฉียนต้องการแก้แค้น ข้ายังพอหลบซ่อนเอาตัวรอดได้ เอาไว้รอให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น ค่อยเก็บกวาดพวกนั้นทีเดียว”

            “ไม่ได้บอกว่าแตะต้องไม่ได้ เอาไว้พวกเรามีพลังมากกว่านี้ แข็งแกร่งกว่าพวกเขา แล้วค่อยทยอยเชือดมันทิ้ง ถึงวันที่ราชวงศ์เฉียนจะแก้แค้น ก็หาตัวพวกเราไม่เจอแล้ว” หลิวเสวี่ยพูดขึ้น

            เมื่อได้ยินที่หลิวเสวี่ยพูด ฉินชูจึงคลี่ยิ้ม “นึกไม่ถึงว่าศิษย์พี่หลิวจะวางแผนเอาไว้แล้ว”

            “ข้ากังวลว่าเจ้าจะทำอะไรบุ่มบ่าม ข้าอยากให้เขาตายยิ่งกว่าใคร พวกหลิ่วหนานเป็นคนของเฉียนชิง เจ้าไม่รู้หรอกว่าศิษย์น้องทั้งสามของข้าตายอย่างน่าอนาถแค่ไหน” เมื่อพูดถึงหลิ่วหนาน รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของหลิวเสวี่ยก่อนหน้านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยแววสังหาร

            “ขออภัย” ฉินชูถอนหายใจ เขารู้ว่าเหล่าลูกศิษย์ผู้หญิงจากยอดเขาเชียนหลัวถูกข่มขืนก่อนฆ่าทิ้ง จริงๆ เรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเช่นกัน การที่พวกหลิ่วหนานยอมลดถอนตบะของตัวเองเข้าไปในโบราณสถานชิงหวาง ก็เพื่อต้องการจะฆ่าเขา

            “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ เจ้าแก้แค้นแทนพวกนางไปแล้ว หากพวกนางยังมีชีวิตอยู่ ก็คงขอบใจเจ้าเหมือนที่ข้าทำเช่นกัน เจ้าฝึกฝนต่อเถอะ” หลิวเสวี่ยลุกขึ้นก่อนจากไป เมื่อพูดถึงศิษย์น้องของตัวเอง ภายในใจก็เป็นทุกข์ขึ้นมา นางรีบกลับเพราะไม่อยากให้อารมณ์ของตัวเองส่งผลกระทบต่อฉินชู

            เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉินชูก็รู้สึกสลดใจขึ้นมา เขารับรู้ได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของหลิวเสวี่ย ในใจคิดว่าชีวิตคนเราช่างเปราะบางยิ่งนัก คนที่เพิ่งยิ้มแย้มทักทายกันเมื่อไม่นาน วันนี้กลับจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

            หลังจากสงบสติอารมณ์ลง ฉินชูก็เริ่มเข้าฌานฝึกพลังปราณต่อ เขาไม่อยากตกเป็นเหยื่อของผู้ล่าและไม่อยากเป็นหินรองเท้าผู้ใดในยุทธภพ

            ครึ่งเดือนผ่านไป ตบะของฉินชูก็เพิ่มขึ้นอีกระดับ กลายเป็นขั้นสามเจินหยวนระดับห้า ระดับตบะขั้นนี้จัดว่าอยู่ในระดับกลางในบรรดาลูกศิษย์สายใน

            วันนี้ตอนที่ฉินชูกำลังฝึกวิชากระบี่อยู่ อยู่ๆ ไป๋อวี้ก็ตะโกนเรียก “เกิดเรื่องแล้ว สำนักเตาเสวี่ยมาก่อกวนอีกแล้ว ครั้งนี้พวกมันพุ่งตรงมาที่ยอดเขาชิงจู๋และตอนนี้กำลังอยู่ที่ลานกว้างบนยอดเขา แล้วยังมีคนจากตำหนักพญาจิ้งจอกอีก พวกมันมาพร้อมกับสำนักเตาเสวี่ย”

            ฉินชูถอนหายใจยาว “ต้นไม้หวังอยู่นิ่งสงบ แต่ลมกลับไม่หยุดพัด[1] ครั้งนี้พวกมันจ้องเล่นงานยอดเขาชิงจู๋จริงๆ ด้วย”

            หลังจัดแจงตัวเองเสร็จ ฉินชู ไป๋อวี้ หลินเจิ้งและพวกเอ้อพั่งก็มุ่งหน้ามายังลานกว้างด้านหน้าตำหนักหลักของยอดเขาชิงจู๋

            ณ ลานกว้างบนยอดเขาชิงจู๋ตอนนี้มีคนยืนออกันอยู่ไม่น้อย หลัวเจินและเหล่าผู้อาวุโสใต้บังคับบัญชายืนอยู่ด้านหน้าตำหนัก ข้างๆ มีปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาและเหล่าลูกศิษย์จากยอดเขาชิงเหยียนกับเชียนหลัว ทั้งหลินอี้กับเหลยอินต่างก็อยู่กันพร้อมหน้า

            ฉินชูพาคนจากหอศิษย์รับใช้ไปหยุดอยู่ข้างๆ กลุ่มลูกศิษย์บนยอดเขาชิงจู๋

            โดยทั่วไป ศิษย์รับใช้ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในเหตุการณ์ใหญ่ๆ ของทางสำนัก หากเป็นเมื่อก่อนคงถูกไล่ตะเพิดไปนานแล้ว แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แบบนั้น เพราะทางยอดเขาชิงจู๋มีพื้นที่ให้พวกเขาได้มีจุดยืนเป็นของตัวเอง

            “พวกเศษขยะ” ซูเสวี่ยอีมองฉินชู

            “ใครกันแน่ที่เป็นเศษขยะ หากเขาเป็นเศษขยะ แล้วยอดฝีมือพวกเจ้าตายอย่างไร พวกเขาไม่ยิ่งกว่าขยะอีกหรือ” เจิ้งชิวตะโกนขึ้น เพราะยอมรับในตัวฉินชู ดังนั้นเขาทนให้พวกสำนักเตาเสวี่ยมาพูดจาดูถูกเหยียดหยามฉินชูไม่ได้

            “หุบปาก เจ้ามีสิทธิ์พูดกระนั้นหรือ เก่งนักก็ออกมาสู้” เมื่อถูกเจิ้งชิวตะโกนแทรก ซูเสวี่ยอีก็ไม่พอใจ

            ขณะทีเจิ้งชิวกำลังจะก้าวออกไปต่อสู้ ฉินชูได้ยื่นมือเข้ามาขวาง “พวกมันมาเพื่อสู้กับข้า ให้ข้าจัดการเอง เรื่องนี้ศิษย์รับใช้สามารถจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกศิษย์สายนอกกับลูกศิษย์สายในลงมือหรอก”

            พูดจบ ฉินชูก็ก้าวออกมาข้างหน้า ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองพวกซูเสวี่ยอี ในเมื่ออีกฝ่ายมาหาถึงที่ เขาก็ต้องสู้อย่างเลี่ยงไม่ได้

            “เจ้าเป็นคนที่ฆ่าลูกศิษย์สำนักเตาเสวี่ยกระนั้นหรือ” ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเลือดที่ยืนอยู่ด้านหลังซูเสวี่ยอีก้าวออกมาด้านหน้า

            “ถ้าใช่แล้วจะทำไม พวกเจ้าสำนักเตาเสวี่ยฆ่าได้อยู่ฝ่ายเดียวหรือ พวกเราสำนักชิงหยุนฆ่าบ้างไม่ได้กระนั้นหรือ เลวจริงๆ”  ฉินชูมองชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าด้วยสายตาไม่พอใจ อีกฝ่ายคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางหรืออย่างไรกัน

            ฟุ่บ! 

            ชายหนุ่มชุดสีเลือดชักดาบออกจากฝักทันที

            “ไม่รู้ว่าพวกเจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงเหิมเกริมเช่นนี้ จงบอกชื่อเจ้ามา” เห็นอีกฝ่ายชักอาวุธออกมา ฉินชูก็ยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่แปรเปลี่ยนมาจากความโกรธ อีกฝ่ายสำคัญตัวเองผิดไป ทำราวกับสำนักชิงหยุนเป็นบ้านของตัวเอง ไม่สนใจคนรอบข้างอะไรทั้งนั้น

            ไม่ใช่แค่ฉินชูคนเดียว ลูกศิษย์ในสำนักชิงหยุนก็โกรธเช่นกัน เพราะว่าสำนักเตาเสวี่ยทำตัวโอหังเกินไปจริงๆ ไม่สนแม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักชิงหยุน

            “จงจำเอาไว้ ข้าชื่อหลัวจ้าน” หลัวจ้านตวัดดาบในมือและพุ่งเข้าใส่ฉินชูทันที เป้าหมายของเขาครั้งนี้คือมาเพื่อฆ่าคนเท่านั้น

            ฉินชูชักกระบี่ออกจากฝักที่สะพายอยู่ข้างหลัง กระบี่เทพบูรพาพลันต้านทานการจู่โจมของหลัวจ้านได้ทันท่วงที

            หลังจากแสงกระบี่กับพลังอัดจากดาบปะทะกัน กระบี่เทพบูรพาของฉินชูก็ฟันสวนกลับไป

            เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน ฉินชูถอยหลังไปสองก้าว หลัวจ้านก็เช่นกัน เขาบรรลุขั้นเจินหยวนระดับเก้า สูงกว่าฉินชูอยู่สี่ระดับ แต่พละกำลังของฉินชูแข็งแรงกว่า จึงสามารถทดแทนระดับตบะที่ด้อยกว่าอีกฝ่ายได้ มิหนำซ้ำยังดูได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายเสียอีก

            หลังจากถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาของหลัวจ้านก็ฉายแววโมโหปนไม่เข้าใจ โมโหที่ตัวเองถูกโจมตีจนถอยหลังไปหลายก้าวและไม่เข้าใจว่าฉินชูเอาพละกำลังช้างสารแบบนี้มาจากไหน 

            มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าสรรพสัตว์ จิตวิญญาณและสติปัญญาสูงส่ง แต่กายหยาบเปราะบางกว่าสัตว์อสูรมากนัก หลัวจ้านถูกฉินชูฟันสวนกลับจนถอยหลังไปหลายก้าวเช่นนี้ให้ความรู้สึกเหมือนถูกสัตว์อสูรพุ่งชน

            เมื่อเห็นหลัวจ้านเสียหลัก ฉินชูก็ง้างกระบี่เทพบูรพาพุ่งเข้าฟันหลัวจ้าน

            หลัวจ้านตั้งดาบรับการโจมตี แม้ฉินชูจะมีพละกำลังมาก แต่พลังปราณของเขาแข็งแกร่งกว่า 

            เสียงการต่อสู้ดังขึ้นไม่ขาดสายด้านหน้าตำหนักหลักของยอดเขาชิงจู๋ ในเวลานี้ซูซานเหอ จางจี้และพวกคนจากยอดเขาหลักพากันมาแล้ว

            ไป๋อวี้หันไปหาเจิ้งชิว “ศิษย์พี่เจิ้ง สำนักเตาเสวี่ยอยากจะเข้ามาสำนักชิงหยุนของพวกเราเมื่อไหร่ก็ได้หรือ”

            ไม่ใช่แค่ไป๋อวี้คนเดียวที่ไม่เข้าใจ ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน สำนักเตาเสวี่ยเข้าออกสำนักชิงหยุนได้ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ ไหนจะพวกคนจากตำหนักพญาจิ้งจอกในชุดผ้าป่านประทับลวดลายสุนัขจิ้งจอกพวกนั้นอีก

            “พวกเขามาสำนักชิงหยุนเพื่อขอท้าสู้กับลูกศิษย์ในสำนัก แต่ไม่ได้จะถล่มสำนักพวกเรา ดังนั้นพวกเราจึงทำได้แค่ปฏิเสธหรือยอมรับคำท้า แต่ถ้าหากไม่รับคำท้า ก็เท่ากับว่าพวกเราขี้ขลาด แล้วจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสำนักชิงหยุนในพิธีการรับลูกศิษย์หน้าใหม่ของสำนัก” ผู้อาวุโสซ่ง ผู้ดูแลคลังทรัพยากรแห่งยอดเขาชิงจู๋พูดขึ้น

            ตอนนี้การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ในที่สุดหลัวจ้านก็สำแดงพลังแห่งเจตจำนงดาบออกมา เพลงดาบที่เสริมพลังแห่งเจตจำนงดาบรุนแรงและเฉียบคมเป็นที่สุด ในเวลาเดียวกันฉินชูก็เสริมพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ลงไปในกระบวนท่ากระบี่เช่นกัน

            [1] ต้นไม้หวังอยู่นิ่งสงบ แต่ลมกลับไม่หยุดพัด หมายถึง สภาพการณ์หนึ่งไม่เป็นไปดั่งใจหวัง

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน