[16 มิถุนายน | 19:00 น.]
ณ ป้อมรักษาการณ์ เมืองเขาชะอม อดีตจังหวัดตราด
แสงจันทร์สีเงินพาดผ่านยอดไม้รกชัฏของป่าตะวันออก
ทาบทับลงบนร่างของชายหนุ่มที่นอนสงบนิ่งอยู่บนบ้านต้นไม้
อคินลืมตาขึ้นในความมืด ประสาทสัมผัสของเขาตื่นตัวในทันที
แต่มันไม่ใช่ความตื่นตัวแบบปุถุชน มันคือความรู้สึก ‘สว่างวาบ’ จากภายใน
ราวกับกระแสไฟฟ้าที่เสถียรที่สุดถูกบรรจุลงในภาชนะที่ว่างเปล่า
เขาลุกขึ้นยืน พลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในระดับ 80 นั้นหนาแน่นอย่างมาก
อคินรู้สึกราวกับร่างกายของเขาเบาหวิวข้ามขีดจำกัดของมวลกระดูก
เขาก้าวลงจากบ้านต้นไม้ด้วยท่วงท่าที่เงียบเชียบเกินไป... เงียบจนแม้แต่ใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าก็แทบไม่ส่งเสียงประท้วง
เบื้องล่าง พวกสัตว์นักล่าแคลนอะนีมาเนียกำลังวุ่นอยู่กับการลำเลียงซากโกเล็มผลึก
แสงจากผลึกที่แตกหักสะท้อนเข้าตาอคิน มันงดงามแต่มันกลับดู ‘แห้งแล้ง’ ในสายตาของเขา
เขาเห็นพวกเขายกซากหนักอึ้งเหล่านั้นไปแลกทรัพยากรที่กองบัญชาการด้วยความเหนื่อยหอบ
แต่สำหรับอคิน ความเหนื่อยล้าคือความทรงจำที่เลือนรางเหลือเกิน
“ตื่นแล้วเรอะ เจ้าคนขยัน”
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังมาจากยอดโขดหิน มามาเลดในชุดเกราะอัศวินแมวส้มเดินลงมาด้วยจังหวะที่สง่างาม
แววตาของมันที่มองตรงมายังอคินนั้นซ่อนความหมายบางอย่างไว้ลึกเกินกว่าที่ชายหนุ่มจะอ่านออก
“เทือกเขาบรรทัดเกลี้ยงแล้วอคิน”
มามาเลดเอ่ยพลางสะบัดหาง
“เลเวลของปาร์ตี้พวกนายในโซนนี้มันแตะเพดานแล้ว และที่สำคัญ... ตอนนี้มวลรวมทรัพย์สินของนายมันมากพอจะสร้างอาณาจักรเล็กๆ หรือซื้อชีวิตใหม่ที่สุขสบายได้เลยล่ะ”
อัศวินแมวส้มเบนสายตาไปทางทิศเหนือ ที่ซึ่งขอบฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงจางๆ ของเขตอันตราย
“เมืองใหม่ที่ ‘ปราจีนบุรี’ บูรณะเสร็จแล้ว มันคือหน้าด่านสุดท้ายก่อนจะถึงเขาใหญ่ เขตมรณะสีแดงที่นายอยากไปนักหนา ตอนนี้อาณาจักรอนุญาตให้เช่าที่พักถาวรได้แล้ว และในฐานะ ‘หน่วยพิทักษ์รัตติกาล’ นายได้สิทธิ์เช่าห้องพักครึ่งราคา... สนใจจะมี ‘บ้าน’ จริงๆ หรือยัง?”
คำว่า ‘บ้าน’ กระแทกเข้าในใจของอคินเหมือนค้อนปอนด์ มันสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดในความทรงจำที่หายไป
“บ้าน... งั้นเหรอ?”
อคินพึมพำ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
“ไปกันเถอะส้มซ่า ฉันอยากจะยืดเส้นยืดสายในที่ที่ไม่ใช่เต็นท์จะแย่แล้ว”
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียก มามาเลด!”
แมวส้มหน้ามุ่ยแยกเขี้ยวขู่ตามความเคยชิน แต่นัยน์ตาของมันกลับสั่นไหววูบหนึ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มของอคิน
“รีบไปเก็บของซะ ปลาเผามันล่วงหน้าไปจองห้องไว้ให้แล้ว อย่าให้พวกนั้นรอนาน”
อคินหัวเราะคิกคักพลางวิ่งกลับขึ้นไปบนบ้านต้นไม้ด้วยความคล่องแคล่วเกินมนุษย์
เขาเก็บข้าวของเพียงไม่กี่ชิ้นลงในกระเป๋ามิติอย่างอารมณ์ดี
โดยไม่ทันสังเกตเห็นสายตาของมามาเลดที่มองตามหลังเขาไป...
สายตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจและการไว้อาลัยที่พยายามปกปิดไว้
...
[21:30 น.]
จุดตัดเส้นทางสายตะวันออก
ขบวนเดินทางมุ่งหน้าออกจากตราดภายใต้เงาจันทร์ที่เร่งเร้า
เมื่อถึงจุดแยกสำคัญระหว่างฉะเชิงเทราและชลบุรี บรรยากาศแห่งการลาจากก็มาถึง
“ไว้เจอกันที่จุดสูงสุดนะอคิน!”
จูเลียตะโกนบอกพลางโบกมือลาพร้อมกับพวกทองดี อัคคี และมายา พวกเขาต้องมุ่งหน้าสู่ชลบุรีเพื่อเข้าค่ายฝึกสัตว์เขาเขียว
อคินโบกมือกลับ ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมเมื่อเหลือเพียงเขา โบ้ และบัวลอย โดยมีมามาเลดเดินนำมุ่งสู่ทิศเหนือ
ตลอดการเดินทาง อคินรู้สึกว่าโลกดู ‘นิ่ง’ ขึ้นเรื่อยๆ ลมพัดผ่านหน้าเขาไป
แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเย็นที่บาดผิว เขาสัมผัสได้เพียงการรับรู้ทางสมองว่า ‘ตอนนี้ลมพัด’ เท่านั้น
...
[23:45 น.]
บริเวณหน้ากำแพงเมืองปราจีนบุรี
กำแพงเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากการผสานเวทมนตร์พฤกษาและเหล็กกล้าตระหง่านอยู่ตรงหน้า
'ปลาเผา' แมวหนุ่มนักลอบสังหารยืนรออยู่ด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“ปราจีนบุรีตอนนี้เปลี่ยนไปจนนายจำไม่ได้แน่ อคิน!”
ปลาเผาเริ่มโม้ทันทีที่พบกัน
“นายจะได้เห็นพวกสัตว์ที่วิวัฒนาการสรีระจนเดินสองขา ใส่เสื้อผ้า ทำงานร่วมกับคนจนแยกไม่ออก แถมยังมีพวก ‘ลิซาร์ดแมน’ กับ ‘ฟร็อกเกอร์’ มาขอเป็นพันธมิตรอาศัยอยู่ด้วย เมืองนี้คือจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการใหม่เลยล่ะ”
อคินมองไปรอบๆ ด้วยความทึ่ง สถาปัตยกรรมไม้พฤกษาที่ยังมีชีวิตผสานเข้ากับโครงสร้างเหล็กดิบๆ
แสงไฟวิญญาณสีนวลสว่างไสวไปตามท้องถนนให้ความรู้สึกเหมือนเมืองในเทพนิยายมืด
รถจี๊ปที่ถูกดัดแปลงให้ใช้พลังงานพลังเวทแล่นผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
พวกเขาหยุดลงหน้าอาคารไม้สามชั้นที่ดูอบอุ่น ป้ายไม้สลักชื่อ ‘โรงเตี๊ยมเหรียญทอง’
“ที่นี่แหละ บ้านใหม่ของนาย”
มามาเลดเอ่ยเสียงเรียบ
อคินก้าวเท้าลงสู่พื้นหินขัด ความรู้สึกแรกที่กระทบจิตใจคือความนิ่ง...
นิ่งเสียจนเขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองแม้แต่นิดเดียว
เขาเดินตามปลาเผาเข้าไปด้านใน กลิ่นไม้หอมและไออุ่นจากเตาผิงลอยมาปะทะจมูก
แต่มันเป็นไออุ่นที่เขา ‘เห็น’ ผ่านความร้อนของอากาศ มากกว่าจะ ‘สัมผัส’ ได้ด้วยผิวหนังจริงๆ
มันเหมือนเขากำลังดูภาพยนตร์ที่มีระบบสัมผัสที่บกพร่อง
หลังเคาน์เตอร์ไม้ขัดมัน ป้าเม้ย เจ้าของร้านร่างท้วมในชุดผ้ากันเปื้อนสีเข้มกำลังนั่งสัปหงกอยู่
แสงไฟวิญญาณตกกระทบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของเธอที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน
“ป้าครับ... มีแขกมา”
ปลาเผาส่งเสียงเรียก
ป้าเม้ยสะดุ้งตื่น ขยี้ตาพลางมองผู้มาเยือน และเมื่อสายตาของเธอสบเข้ากับอคิน
ร่างของเธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยขุ่นมัวพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
มันไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อเลเวล 80 ของเขา แต่มันคือความฉงน... และความเวทนาที่พุ่งออกมาอย่างปิดไม่มิด
“อ้าว... พ่อหนุ่มมอมแมม คนนี้เองเรอะนี่เจ้ามาจองห้องไว้ให้”
ป้าเม้ยพึมพำ น้ำเสียงของเธออ่อนลงอย่างประหลาด
“ปลาเผาบอกฉันไว้แล้ว... จะเช่านานแค่ไหนล่ะพ่อหนุ่ม”
อคินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอะใจ
เขาหยิบถุงเหรียญจำนวนมหาศาลที่ได้จากการล่าในเทือกเขาบรรทัดออกมาวางบนเคาน์เตอร์
เสียงเหรียญกระทบไม้ดัง กริ๊ง หนักแน่น ทรงพลัง
“ผมขอเช่าห้องพักล่วงหน้า 3 เดือนครับ สำหรับผม โบ้ และบัวลอย”
ป้าเม้ยไม่ได้มองเหรียญทองเหล่านั้นเป็นอันดับแรก แต่เธอกลับมองไปที่มือของอคินที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์
มือที่ดูซีดขาว ไร้เลือดฟาด แม้จะอยู่ภายใต้แสงไฟสีส้มที่อบอุ่น
มือนั้นกลับดูเหมือนประติมากรรมหินอ่อนที่ไร้จิตวิญญาณ
ป้านิ่งไปอึดใจก่อนจะรีบกวาดเหรียญเข้าลิ้นชักราวกับไม่อยากให้เขาต้องรอนานกว่านี้
“ได้สิ... ได้สิ พ่อหนุ่ม ห้องชั้นสาม วิวดีที่สุดในร้านเลยล่ะ”
เธอยื่นกุญแจทองเหลืองให้เขา พร้อมกับถุงผ้าใบบรรจุขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ
“นี่มันเที่ยงคืนแล้ว ครัวปิดแล้วล่ะ... เอ้า เอาขนมปังนี่ไปรองท้องก่อน ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับจากทางร้าน แต่อย่าหวังมื้อต่อไปฟรีๆ ล่ะนะ กฎของอาณาจักรเปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างต้องใช้แต้มแลกมา ไม่ก็จ่ายด้วยเหรียญพฤกษา”
“ขอบคุณครับป้า”
อคินรับถุงขนมปังมา มือของเขาสัมผัสกับพื้นผิวของถุงผ้าที่ร้อนระอุจนควันพุ่ง
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความแสบร้อนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
เขากลับรู้สึกเพียงความ ‘สาก’ ของผ้าใบ และน้ำหนักของมันที่กดทับลงบนฝ่ามือที่ไร้ความรู้สึก
เขาเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักตัวที่หนักแน่นผิดปกติ
โบ้และบัวลอยเดินตามหลังมาเงียบๆ เมื่อเข้าสู่ห้องพักส่วนตัวที่หรูหรากว่าเต็นท์สนามหลายเท่า
อคินวางถุงขนมปังไว้บนโต๊ะ
ความเงียบงันเริ่มกัดกินห้องพัก
เขาพิงหลังกับเตียงนุ่ม มองดูนาฬิการะบบที่ตัวเลขสีฟ้ากำลังนับถอยหลัง...
สัญญาณของการจากลาในแต่ละคืนกำลังใกล้เข้ามา
ติ๊ง!
หน้าต่างระบบเด้งขึ้นตรงหน้าอคิน พร้อมข้อความที่ดูเหมือนจะใส่ใจเขาเป็นพิเศษ
[บ้านจริงๆ สินะ... หวังว่าเจ้าจะหลับสบายในที่ที่ปลอดภัยแบบนี้นะอคิน พรุ่งนี้... การล่าที่แท้จริงจะเริ่มขึ้น]
อคินยิ้มที่มุมปาก
“นั่นสินะระบบ ในที่สุดก็ได้พักจริงๆ สักที”
เขานอนลง ความนุ่มของเตียงซึมซับร่างของเขาไป
แต่มันกลับรู้สึกเหมือนเขากำลังล่องลอยอยู่ในมวลน้ำที่ไร้น้ำหนักมากกว่าการสัมผัสฟูก
วินาทีที่เขากำลังจะหลับลง เขากลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ระบบ... ฉันอยากรู้เรื่องระบบคลาส เปิดหน้าต่างภารกิจให้ฉันหน่อย”
ติ้ง!
หน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงแผ่ขยายออก ท่ามกลางบรรยากาศที่พร่าเลือนของสติที่กำลังจะดับลง
[เงื่อนไขเลเวลสำหรับการเปลี่ยนอาชีพหลักขั้นที่ 3 สำเร็จ]
[กรุณาเลือกเส้นทางวิวัฒนาการของคุณ
[1. ผู้บัญชาการ (Commander) ]
เงื่อนไข: มีคลาสรองเป็น ผู้จัดการ (Manager)
สถานะ: ไม่สามารถเลือกได้ เนื่องจากท่านไม่มีคลาสรองที่ตรงเงื่อนไข
[2. ปรมาจารย์อาวุธ (Weapon Master) ]
เงื่อนไข: ไม่มีเงื่อนไขคลาสรอง
ทักษะ: [ความชำนาญร้อยศาสตรา] , [สับเปลี่ยนฉับพลัน]
สถานะ: สามารถเลือกได้]
“นี่มันอะไรกัน... ไม่มีทางเลือกเลยนี่หว่า”
อคินบ่นอุบด้วยความหงุดหงิด
“ทำไมระบบอาชีพมันถึงจำกัดแบบนี้ล่ะเนี่ย?”
[ตอนเลเวล 60 นายเลือกคลาสรองเป็นนักลอบสังหารด้วยตัวเองนะ จำไม่ได้เหรอ? การตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลต่อปัจจุบัน]
อคินขมวดคิ้ว
“เออ รู้แล้วน่างั้นเปลี่ยนๆ ไปเลย ไหนๆ ก็ไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว”
[ยืนยันการเปลี่ยนอาชีพ...]
[ท่านได้รับอาชีพ: ปรมาจารย์อาวุธ (Weapon Master) ]
[ท่านได้รับทักษะใหม่: [ความชำนาญร้อยศาสตรา] , [สับเปลี่ยนฉับพลัน] ]
[ท่านได้รับสกิลเสริม: [คลังสรรพาวุธ] , [แทงจุดตาย] ]
ทันใดนั้น หน้าต่างระบบเกิดการสั่นไหววูบหนึ่ง ตัวหนังสือสีฟ้าบิดเบี้ยวไปมาชั่วขณะ
ก่อนจะปรากฏข้อความบรรทัดใหม่ที่อคินไม่ทันได้สังเกตเห็นเพราะความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้าใส่
ติ้ง!
[ร่างหลักยืนยันการเปลี่ยนอาชีพ...]
[ท่านได้รับอาชีพ: ...]
ข้อความนั้นถูกลบเลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกจงใจปกปิด เปลี่ยนเป็นข้อความแจ้งเตือนระยะเวลาแทน
[ระยะเวลาเชื่อมต่อคงเหลือ: 00:05:12]
[คำเตือน: กรุณาเตรียมตัวพักผ่อน ระบบใกล้จะหมดระยะเวลาเชื่อมต่อในพื้นที่นี้]
“5 นาทีเองเหรอ...”
อคินพึมพำ เสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ รอยยิ้มยังคงค้างอยู่ที่มุมปากเมื่อคิดถึงการผจญภัยในวันพรุ่งนี้
“พรุ่งนี้... ปราจีนบุรีคงมีอะไรสนุกๆ ให้ทำอีกเยอะ...”
เขาทิ้งตัวลงนอน สติเริ่มขาดช่วงไปเหมือนสัญญาณภาพที่ถูกรบกวน
[หลับให้สบายอคิน... ในเมืองนี้ เจ้าปลอดภัยแล้ว... ข้าจะคอยเฝ้าดูเจ้าเอง]
ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ตัวเลขจะแตะศูนย์ ร่างของอัศวินหนุ่มบนเตียงนุ่มเริ่มโปร่งแสงจางๆ
กลิ่นขนมปังหอมกรุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะยังคงอวลอยู่ในอากาศ แต่มันกลับไร้ซึ่งเจ้าของที่จะลิ้มรส
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]
[สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]
เมื่อเข็มนาฬิกาหยุดลง ร่างมนุษย์บนเตียงก็จางหายไปราวกับหมอกควัน
ทิ้งไว้เพียงชุดเกราะและเสื้อผ้าที่วางกองอยู่...
ติ๊ง!
อคินลืมตาขึ้นท่ามกลางความสงัดของห้องพักชั้นสามบนโรงเตี๊ยมเหรียญทอง
เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรที่มืดมิดและเย็นเฉียบ ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาหวิวอย่างประหลาด
เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ความมืดของห้อง
แต่เป็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมสีฟ้าเรืองแสงที่คุ้นเคยลอยเด่นอยู่กลางอากาศ พร้อมด้วยตัวเลขที่กำลังเริ่มนับถอยหลัง
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 17 มิถุนายน]
"ตรงเวลาเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะ..."
อคินพึมพำเสียงแผ่ว ความรู้สึกที่เขาเรียกว่า 'ความสดชื่นที่แสนประหลาด' เริ่มแผ่ซ่านไปตามไขสันหลัง
ข้างเตียงไม้เก่าๆ มี 'โบ้' สุนัขไทยหลังอานที่มีขนาดตัวมหึมาเท่ากับลูกวัว
มันลุกขึ้นยืนขนแข็งดุจลวดเหล็กของมันเสียดสีกันจนเกิดเสียงสากระคายหู
มันไม่ได้เห่าขานรับเจ้านาย แต่กลับจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่ลึกซึ้ง...
ลึกซึ้งเสียจนอคินรู้สึกวูบหนึ่งว่ามันไม่ได้มองที่ใบหน้าของเขา
ส่วนบัวลอย แมวสามสีัตัวจ้อย กระโดดมานั่งมานิ่งอยู่ข้างไหล่เขา ราวกับรอคอยคำสั่งจากแม่ทัพ
อคินหยิบชุดอัศวินสีขาวสะอาดตามาสวมใส่ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสเนื้อผ้า
มันช่างน่าประหลาดที่ชุดเดิมซึ่งเขาใส่ลุยโคลนและคราบเลือดอสูรเมื่อคืนก่อน กลับคืนสภาพสมบูรณ์ไร้รอยยับและกลิ่นอับ
ราวกับระบบได้ทำความสะอาดและซ่อมแซมทุกอย่างให้เขาระหว่างที่เขานอนหลับ
"ไปกันเถอะ วันนี้งานหนักรอเราอยู่"
เขาเดินนำสัตว์เลี้ยงทั้งสองลงไปยังชั้นล่าง
กลิ่นซุปเนื้อเคี่ยวสมุนไพรอันเข้มข้นโชยมาปะทะจมูกทันทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสบันไดขั้นสุดท้าย
กลิ่นนั้นหอมหวนจนคนปกติคงน้ำลายสอ แต่สำหรับอคิน มันเป็นเพียงข้อมูลที่สมองรับรู้ว่า ‘นี่คือกลิ่นหอม’
ป้าเม้ย เจ้าของโรงเตี๊ยมผู้แข็งแกร่ง กำลังวุ่นอยู่กับการเช็ดเคาน์เตอร์ไม้ที่ผ่านศึกมาอย่างยาวนาน
เมื่อเห็นเงาร่างในชุดขาวเดินลงมา เธอหยุดชะงัก สายตาที่เธอมองมานั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน
มันเป็นความเอ็นดูที่เจือไปด้วยความสงสาร และความเคลือบแคลงจนน่าอึดอัด
"ตื่นแล้วเรอะพ่อหนุ่ม"
ป้าเม้ยวางชามซุปขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะไม้
"กินซะก่อนสิ อาหารมื้อแรกน่ะสำคัญ... แม้คนปกติเขาจะเรียกมันว่ามื้อดึกก็เถอะ"
อคินนั่งลงจิบซุป รสชาติของเครื่องเทศสมุนไพรนั้นชัดเจนและเผ็ดร้อนที่ปลายลิ้น
แต่มันกลับมีบางอย่างที่ขัดแย้งกับประสาทสัมผัสอย่างรุนแรง... เขาไม่รู้สึกถึง ‘ความร้อน’ เลยแม้แต่น้อย
น้ำซุปที่ดูเดือดปุดๆ ในชาม กลับให้สัมผัสเพียง ‘รสชาติ’ ที่ปราศจากอุณหภูมิ
ราวกับเขากำลังรับประทานความทรงจำของอาหารมากกว่าอาหารจริงๆ
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าจะเลเวลหกสิบเขายังรับรู้รสชาติอาหาร และความร้อน หรือความเย็นได้อยู่
แต่มาตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นชินชาไปเสียแล้ว
'สังเกตมานานแล้ว ทำไมนะ...นี่มันผลของสกิลอะไรกันแน่ ทำไมร่างกายของฉันถึงเปลี่ยนไปแบบนี้นะ'
อคินคิดในใจ ก่อนจะเอ่ยชมไปตามมารยาท
"ซุปอร่อยมากครับป้า แต่คราวหน้าไม่ต้องให้ฟรีก็ได้นะ ผมมีแต้มสะสม กับเหรียญพอจะจ่าย..."
"กินๆ ไปเถอะน่า!"
ป้าเม้ยโบกมือปัดอย่างรวดเร็ว
"เงินที่เจ้าจ่ายมาน่ะมันเกินพอแล้ว... อีกอย่าง เห็นเจ้ากินได้ ป้าก็... สบายใจ"
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาหลบวูบไปมองมามาเลด แมวสีส้มที่นั่งหมอบอยู่บนคานไม้ด้านบน
แมวตัวนั้นจ้องมองอคินไม่วางตา ดวงตาพราวระยับของมันสะท้อนแสงไฟตะเกียงราวกับมันกำลังเฝ้าดูสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต
"ป้าครับ แถวนี้พอจะมีร้านขายอาวุธบ้างไหม? ผมรู้สึกว่าดาบเล่มเดิมมันเริ่มจะรับมือพวกอสูรข้างนอกนั่นไม่ไหวแล้ว"
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ป้าเม้ยหยุดมือที่กำลังเช็ดโต๊ะ เธออึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น