คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    กลิ่นอายแห่งความสงบสุข

    [16 มิถุนายน | 19:00 น.]

    ณ ป้อมรักษาการณ์ เมืองเขาชะอม อดีตจังหวัดตราด

    แสงจันทร์สีเงินพาดผ่านยอดไม้รกชัฏของป่าตะวันออก 

    ทาบทับลงบนร่างของชายหนุ่มที่นอนสงบนิ่งอยู่บนบ้านต้นไม้ 

    อคินลืมตาขึ้นในความมืด ประสาทสัมผัสของเขาตื่นตัวในทันที 

    แต่มันไม่ใช่ความตื่นตัวแบบปุถุชน มันคือความรู้สึก ‘สว่างวาบ’ จากภายใน 

    ราวกับกระแสไฟฟ้าที่เสถียรที่สุดถูกบรรจุลงในภาชนะที่ว่างเปล่า

    เขาลุกขึ้นยืน พลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในระดับ 80 นั้นหนาแน่นอย่างมาก

    อคินรู้สึกราวกับร่างกายของเขาเบาหวิวข้ามขีดจำกัดของมวลกระดูก 

    เขาก้าวลงจากบ้านต้นไม้ด้วยท่วงท่าที่เงียบเชียบเกินไป... เงียบจนแม้แต่ใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าก็แทบไม่ส่งเสียงประท้วง

    เบื้องล่าง พวกสัตว์นักล่าแคลนอะนีมาเนียกำลังวุ่นอยู่กับการลำเลียงซากโกเล็มผลึก 

    แสงจากผลึกที่แตกหักสะท้อนเข้าตาอคิน มันงดงามแต่มันกลับดู ‘แห้งแล้ง’ ในสายตาของเขา 

    เขาเห็นพวกเขายกซากหนักอึ้งเหล่านั้นไปแลกทรัพยากรที่กองบัญชาการด้วยความเหนื่อยหอบ 

    แต่สำหรับอคิน ความเหนื่อยล้าคือความทรงจำที่เลือนรางเหลือเกิน

    “ตื่นแล้วเรอะ เจ้าคนขยัน”

    เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังมาจากยอดโขดหิน มามาเลดในชุดเกราะอัศวินแมวส้มเดินลงมาด้วยจังหวะที่สง่างาม 

    แววตาของมันที่มองตรงมายังอคินนั้นซ่อนความหมายบางอย่างไว้ลึกเกินกว่าที่ชายหนุ่มจะอ่านออก

    “เทือกเขาบรรทัดเกลี้ยงแล้วอคิน” 

    มามาเลดเอ่ยพลางสะบัดหาง 

    “เลเวลของปาร์ตี้พวกนายในโซนนี้มันแตะเพดานแล้ว และที่สำคัญ... ตอนนี้มวลรวมทรัพย์สินของนายมันมากพอจะสร้างอาณาจักรเล็กๆ หรือซื้อชีวิตใหม่ที่สุขสบายได้เลยล่ะ”

    อัศวินแมวส้มเบนสายตาไปทางทิศเหนือ ที่ซึ่งขอบฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงจางๆ ของเขตอันตราย 

    “เมืองใหม่ที่ ‘ปราจีนบุรี’ บูรณะเสร็จแล้ว มันคือหน้าด่านสุดท้ายก่อนจะถึงเขาใหญ่ เขตมรณะสีแดงที่นายอยากไปนักหนา ตอนนี้อาณาจักรอนุญาตให้เช่าที่พักถาวรได้แล้ว และในฐานะ ‘หน่วยพิทักษ์รัตติกาล’ นายได้สิทธิ์เช่าห้องพักครึ่งราคา... สนใจจะมี ‘บ้าน’ จริงๆ หรือยัง?”

    คำว่า ‘บ้าน’ กระแทกเข้าในใจของอคินเหมือนค้อนปอนด์ มันสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดในความทรงจำที่หายไป

    “บ้าน... งั้นเหรอ?” 

    อคินพึมพำ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง 

    “ไปกันเถอะส้มซ่า ฉันอยากจะยืดเส้นยืดสายในที่ที่ไม่ใช่เต็นท์จะแย่แล้ว”

    “บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียก มามาเลด!” 

    แมวส้มหน้ามุ่ยแยกเขี้ยวขู่ตามความเคยชิน แต่นัยน์ตาของมันกลับสั่นไหววูบหนึ่งเมื่อเห็นรอยยิ้มของอคิน 

    “รีบไปเก็บของซะ ปลาเผามันล่วงหน้าไปจองห้องไว้ให้แล้ว อย่าให้พวกนั้นรอนาน”

    อคินหัวเราะคิกคักพลางวิ่งกลับขึ้นไปบนบ้านต้นไม้ด้วยความคล่องแคล่วเกินมนุษย์ 

    เขาเก็บข้าวของเพียงไม่กี่ชิ้นลงในกระเป๋ามิติอย่างอารมณ์ดี 

    โดยไม่ทันสังเกตเห็นสายตาของมามาเลดที่มองตามหลังเขาไป... 

    สายตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจและการไว้อาลัยที่พยายามปกปิดไว้

    ...

    [21:30 น.]

    จุดตัดเส้นทางสายตะวันออก

    ขบวนเดินทางมุ่งหน้าออกจากตราดภายใต้เงาจันทร์ที่เร่งเร้า 

    เมื่อถึงจุดแยกสำคัญระหว่างฉะเชิงเทราและชลบุรี บรรยากาศแห่งการลาจากก็มาถึง

    “ไว้เจอกันที่จุดสูงสุดนะอคิน!” 

    จูเลียตะโกนบอกพลางโบกมือลาพร้อมกับพวกทองดี อัคคี และมายา พวกเขาต้องมุ่งหน้าสู่ชลบุรีเพื่อเข้าค่ายฝึกสัตว์เขาเขียว

    อคินโบกมือกลับ ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมเมื่อเหลือเพียงเขา โบ้ และบัวลอย โดยมีมามาเลดเดินนำมุ่งสู่ทิศเหนือ

    ตลอดการเดินทาง อคินรู้สึกว่าโลกดู ‘นิ่ง’ ขึ้นเรื่อยๆ ลมพัดผ่านหน้าเขาไป 

    แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเย็นที่บาดผิว เขาสัมผัสได้เพียงการรับรู้ทางสมองว่า ‘ตอนนี้ลมพัด’ เท่านั้น

    ...

    [23:45 น.]

    บริเวณหน้ากำแพงเมืองปราจีนบุรี

    กำแพงเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากการผสานเวทมนตร์พฤกษาและเหล็กกล้าตระหง่านอยู่ตรงหน้า 

    'ปลาเผา' แมวหนุ่มนักลอบสังหารยืนรออยู่ด้วยท่าทางกระตือรือร้น

    “ปราจีนบุรีตอนนี้เปลี่ยนไปจนนายจำไม่ได้แน่ อคิน!” 

    ปลาเผาเริ่มโม้ทันทีที่พบกัน 

    “นายจะได้เห็นพวกสัตว์ที่วิวัฒนาการสรีระจนเดินสองขา ใส่เสื้อผ้า ทำงานร่วมกับคนจนแยกไม่ออก แถมยังมีพวก ‘ลิซาร์ดแมน’ กับ ‘ฟร็อกเกอร์’ มาขอเป็นพันธมิตรอาศัยอยู่ด้วย เมืองนี้คือจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการใหม่เลยล่ะ”

    อคินมองไปรอบๆ ด้วยความทึ่ง สถาปัตยกรรมไม้พฤกษาที่ยังมีชีวิตผสานเข้ากับโครงสร้างเหล็กดิบๆ 

    แสงไฟวิญญาณสีนวลสว่างไสวไปตามท้องถนนให้ความรู้สึกเหมือนเมืองในเทพนิยายมืด 

    รถจี๊ปที่ถูกดัดแปลงให้ใช้พลังงานพลังเวทแล่นผ่านไปอย่างเงียบเชียบ

    พวกเขาหยุดลงหน้าอาคารไม้สามชั้นที่ดูอบอุ่น ป้ายไม้สลักชื่อ ‘โรงเตี๊ยมเหรียญทอง’

    “ที่นี่แหละ บ้านใหม่ของนาย” 

    มามาเลดเอ่ยเสียงเรียบ

    อคินก้าวเท้าลงสู่พื้นหินขัด ความรู้สึกแรกที่กระทบจิตใจคือความนิ่ง... 

    นิ่งเสียจนเขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองแม้แต่นิดเดียว 

    เขาเดินตามปลาเผาเข้าไปด้านใน กลิ่นไม้หอมและไออุ่นจากเตาผิงลอยมาปะทะจมูก 

    แต่มันเป็นไออุ่นที่เขา ‘เห็น’ ผ่านความร้อนของอากาศ มากกว่าจะ ‘สัมผัส’ ได้ด้วยผิวหนังจริงๆ 

    มันเหมือนเขากำลังดูภาพยนตร์ที่มีระบบสัมผัสที่บกพร่อง

    หลังเคาน์เตอร์ไม้ขัดมัน ป้าเม้ย เจ้าของร้านร่างท้วมในชุดผ้ากันเปื้อนสีเข้มกำลังนั่งสัปหงกอยู่ 

    แสงไฟวิญญาณตกกระทบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของเธอที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน

    “ป้าครับ... มีแขกมา” 

    ปลาเผาส่งเสียงเรียก

    ป้าเม้ยสะดุ้งตื่น ขยี้ตาพลางมองผู้มาเยือน และเมื่อสายตาของเธอสบเข้ากับอคิน 

    ร่างของเธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยขุ่นมัวพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง 

    มันไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อเลเวล 80 ของเขา แต่มันคือความฉงน... และความเวทนาที่พุ่งออกมาอย่างปิดไม่มิด

    “อ้าว... พ่อหนุ่มมอมแมม คนนี้เองเรอะนี่เจ้ามาจองห้องไว้ให้” 

    ป้าเม้ยพึมพำ น้ำเสียงของเธออ่อนลงอย่างประหลาด 

    “ปลาเผาบอกฉันไว้แล้ว... จะเช่านานแค่ไหนล่ะพ่อหนุ่ม”

    อคินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอะใจ 

    เขาหยิบถุงเหรียญจำนวนมหาศาลที่ได้จากการล่าในเทือกเขาบรรทัดออกมาวางบนเคาน์เตอร์ 

    เสียงเหรียญกระทบไม้ดัง กริ๊ง หนักแน่น ทรงพลัง

    “ผมขอเช่าห้องพักล่วงหน้า 3 เดือนครับ สำหรับผม โบ้ และบัวลอย”

    ป้าเม้ยไม่ได้มองเหรียญทองเหล่านั้นเป็นอันดับแรก แต่เธอกลับมองไปที่มือของอคินที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ 

    มือที่ดูซีดขาว ไร้เลือดฟาด แม้จะอยู่ภายใต้แสงไฟสีส้มที่อบอุ่น 

    มือนั้นกลับดูเหมือนประติมากรรมหินอ่อนที่ไร้จิตวิญญาณ 

    ป้านิ่งไปอึดใจก่อนจะรีบกวาดเหรียญเข้าลิ้นชักราวกับไม่อยากให้เขาต้องรอนานกว่านี้

    “ได้สิ... ได้สิ พ่อหนุ่ม ห้องชั้นสาม วิวดีที่สุดในร้านเลยล่ะ” 

    เธอยื่นกุญแจทองเหลืองให้เขา พร้อมกับถุงผ้าใบบรรจุขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ 

    “นี่มันเที่ยงคืนแล้ว ครัวปิดแล้วล่ะ... เอ้า เอาขนมปังนี่ไปรองท้องก่อน ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับจากทางร้าน แต่อย่าหวังมื้อต่อไปฟรีๆ ล่ะนะ กฎของอาณาจักรเปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างต้องใช้แต้มแลกมา ไม่ก็จ่ายด้วยเหรียญพฤกษา”

    “ขอบคุณครับป้า”

    อคินรับถุงขนมปังมา มือของเขาสัมผัสกับพื้นผิวของถุงผ้าที่ร้อนระอุจนควันพุ่ง 

    แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความแสบร้อนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว 

    เขากลับรู้สึกเพียงความ ‘สาก’ ของผ้าใบ และน้ำหนักของมันที่กดทับลงบนฝ่ามือที่ไร้ความรู้สึก

    เขาเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามน้ำหนักตัวที่หนักแน่นผิดปกติ 

    โบ้และบัวลอยเดินตามหลังมาเงียบๆ เมื่อเข้าสู่ห้องพักส่วนตัวที่หรูหรากว่าเต็นท์สนามหลายเท่า 

    อคินวางถุงขนมปังไว้บนโต๊ะ

    ความเงียบงันเริ่มกัดกินห้องพัก 

    เขาพิงหลังกับเตียงนุ่ม มองดูนาฬิการะบบที่ตัวเลขสีฟ้ากำลังนับถอยหลัง... 

    สัญญาณของการจากลาในแต่ละคืนกำลังใกล้เข้ามา

    ติ๊ง!

    หน้าต่างระบบเด้งขึ้นตรงหน้าอคิน พร้อมข้อความที่ดูเหมือนจะใส่ใจเขาเป็นพิเศษ

     

    [บ้านจริงๆ สินะ... หวังว่าเจ้าจะหลับสบายในที่ที่ปลอดภัยแบบนี้นะอคิน พรุ่งนี้... การล่าที่แท้จริงจะเริ่มขึ้น]

     

    อคินยิ้มที่มุมปาก 

    “นั่นสินะระบบ ในที่สุดก็ได้พักจริงๆ สักที” 

    เขานอนลง ความนุ่มของเตียงซึมซับร่างของเขาไป 

    แต่มันกลับรู้สึกเหมือนเขากำลังล่องลอยอยู่ในมวลน้ำที่ไร้น้ำหนักมากกว่าการสัมผัสฟูก 

    วินาทีที่เขากำลังจะหลับลง เขากลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้

    “ระบบ... ฉันอยากรู้เรื่องระบบคลาส เปิดหน้าต่างภารกิจให้ฉันหน่อย”

    ติ้ง!

    หน้าต่างสีฟ้าโปร่งแสงแผ่ขยายออก ท่ามกลางบรรยากาศที่พร่าเลือนของสติที่กำลังจะดับลง

     

    [เงื่อนไขเลเวลสำหรับการเปลี่ยนอาชีพหลักขั้นที่ 3 สำเร็จ]

    [กรุณาเลือกเส้นทางวิวัฒนาการของคุณ

    [1. ผู้บัญชาการ (Commander) ]

    เงื่อนไข: มีคลาสรองเป็น ผู้จัดการ (Manager)

    สถานะ: ไม่สามารถเลือกได้ เนื่องจากท่านไม่มีคลาสรองที่ตรงเงื่อนไข

    [2. ปรมาจารย์อาวุธ (Weapon Master) ]

    เงื่อนไข: ไม่มีเงื่อนไขคลาสรอง

    ทักษะ: [ความชำนาญร้อยศาสตรา] , [สับเปลี่ยนฉับพลัน]

    สถานะ: สามารถเลือกได้]

     

    “นี่มันอะไรกัน... ไม่มีทางเลือกเลยนี่หว่า” 

    อคินบ่นอุบด้วยความหงุดหงิด 

    “ทำไมระบบอาชีพมันถึงจำกัดแบบนี้ล่ะเนี่ย?”

     

    [ตอนเลเวล 60 นายเลือกคลาสรองเป็นนักลอบสังหารด้วยตัวเองนะ จำไม่ได้เหรอ? การตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลต่อปัจจุบัน]

     

    อคินขมวดคิ้ว 

    “เออ รู้แล้วน่างั้นเปลี่ยนๆ ไปเลย ไหนๆ ก็ไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว”

     

    [ยืนยันการเปลี่ยนอาชีพ...]

    [ท่านได้รับอาชีพ: ปรมาจารย์อาวุธ (Weapon Master) ]

    [ท่านได้รับทักษะใหม่: [ความชำนาญร้อยศาสตรา] , [สับเปลี่ยนฉับพลัน] ]

    [ท่านได้รับสกิลเสริม: [คลังสรรพาวุธ] , [แทงจุดตาย] ]

     

    ทันใดนั้น หน้าต่างระบบเกิดการสั่นไหววูบหนึ่ง ตัวหนังสือสีฟ้าบิดเบี้ยวไปมาชั่วขณะ 

    ก่อนจะปรากฏข้อความบรรทัดใหม่ที่อคินไม่ทันได้สังเกตเห็นเพราะความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้าใส่

    ติ้ง!

     

    [ร่างหลักยืนยันการเปลี่ยนอาชีพ...]

    [ท่านได้รับอาชีพ: ...]

     

    ข้อความนั้นถูกลบเลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกจงใจปกปิด เปลี่ยนเป็นข้อความแจ้งเตือนระยะเวลาแทน

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อคงเหลือ: 00:05:12]

    [คำเตือน: กรุณาเตรียมตัวพักผ่อน ระบบใกล้จะหมดระยะเวลาเชื่อมต่อในพื้นที่นี้]

     

    “5 นาทีเองเหรอ...” 

    อคินพึมพำ เสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ รอยยิ้มยังคงค้างอยู่ที่มุมปากเมื่อคิดถึงการผจญภัยในวันพรุ่งนี้ 

    “พรุ่งนี้... ปราจีนบุรีคงมีอะไรสนุกๆ ให้ทำอีกเยอะ...”

    เขาทิ้งตัวลงนอน สติเริ่มขาดช่วงไปเหมือนสัญญาณภาพที่ถูกรบกวน

     

    [หลับให้สบายอคิน... ในเมืองนี้ เจ้าปลอดภัยแล้ว... ข้าจะคอยเฝ้าดูเจ้าเอง]

     

    ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ตัวเลขจะแตะศูนย์ ร่างของอัศวินหนุ่มบนเตียงนุ่มเริ่มโปร่งแสงจางๆ 

    กลิ่นขนมปังหอมกรุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะยังคงอวลอยู่ในอากาศ แต่มันกลับไร้ซึ่งเจ้าของที่จะลิ้มรส

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

     

    เมื่อเข็มนาฬิกาหยุดลง ร่างมนุษย์บนเตียงก็จางหายไปราวกับหมอกควัน 

    ทิ้งไว้เพียงชุดเกราะและเสื้อผ้าที่วางกองอยู่...

     

     

    ติ๊ง!

    อคินลืมตาขึ้นท่ามกลางความสงัดของห้องพักชั้นสามบนโรงเตี๊ยมเหรียญทอง

    เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรที่มืดมิดและเย็นเฉียบ ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาหวิวอย่างประหลาด

    เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ความมืดของห้อง

    แต่เป็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมสีฟ้าเรืองแสงที่คุ้นเคยลอยเด่นอยู่กลางอากาศ พร้อมด้วยตัวเลขที่กำลังเริ่มนับถอยหลัง

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 17 มิถุนายน]

     

    "ตรงเวลาเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะ..."

    อคินพึมพำเสียงแผ่ว ความรู้สึกที่เขาเรียกว่า 'ความสดชื่นที่แสนประหลาด' เริ่มแผ่ซ่านไปตามไขสันหลัง

    ข้างเตียงไม้เก่าๆ มี 'โบ้' สุนัขไทยหลังอานที่มีขนาดตัวมหึมาเท่ากับลูกวัว

    มันลุกขึ้นยืนขนแข็งดุจลวดเหล็กของมันเสียดสีกันจนเกิดเสียงสากระคายหู

    มันไม่ได้เห่าขานรับเจ้านาย แต่กลับจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่ลึกซึ้ง...

    ลึกซึ้งเสียจนอคินรู้สึกวูบหนึ่งว่ามันไม่ได้มองที่ใบหน้าของเขา

    ส่วนบัวลอย แมวสามสีัตัวจ้อย กระโดดมานั่งมานิ่งอยู่ข้างไหล่เขา ราวกับรอคอยคำสั่งจากแม่ทัพ

    อคินหยิบชุดอัศวินสีขาวสะอาดตามาสวมใส่ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสเนื้อผ้า

    มันช่างน่าประหลาดที่ชุดเดิมซึ่งเขาใส่ลุยโคลนและคราบเลือดอสูรเมื่อคืนก่อน กลับคืนสภาพสมบูรณ์ไร้รอยยับและกลิ่นอับ

    ราวกับระบบได้ทำความสะอาดและซ่อมแซมทุกอย่างให้เขาระหว่างที่เขานอนหลับ

    "ไปกันเถอะ วันนี้งานหนักรอเราอยู่"

    เขาเดินนำสัตว์เลี้ยงทั้งสองลงไปยังชั้นล่าง

    กลิ่นซุปเนื้อเคี่ยวสมุนไพรอันเข้มข้นโชยมาปะทะจมูกทันทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสบันไดขั้นสุดท้าย

    กลิ่นนั้นหอมหวนจนคนปกติคงน้ำลายสอ แต่สำหรับอคิน มันเป็นเพียงข้อมูลที่สมองรับรู้ว่า ‘นี่คือกลิ่นหอม’

    ป้าเม้ย เจ้าของโรงเตี๊ยมผู้แข็งแกร่ง กำลังวุ่นอยู่กับการเช็ดเคาน์เตอร์ไม้ที่ผ่านศึกมาอย่างยาวนาน

    เมื่อเห็นเงาร่างในชุดขาวเดินลงมา เธอหยุดชะงัก สายตาที่เธอมองมานั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน

    มันเป็นความเอ็นดูที่เจือไปด้วยความสงสาร และความเคลือบแคลงจนน่าอึดอัด

    "ตื่นแล้วเรอะพ่อหนุ่ม"

    ป้าเม้ยวางชามซุปขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะไม้

    "กินซะก่อนสิ อาหารมื้อแรกน่ะสำคัญ... แม้คนปกติเขาจะเรียกมันว่ามื้อดึกก็เถอะ"

    อคินนั่งลงจิบซุป รสชาติของเครื่องเทศสมุนไพรนั้นชัดเจนและเผ็ดร้อนที่ปลายลิ้น

    แต่มันกลับมีบางอย่างที่ขัดแย้งกับประสาทสัมผัสอย่างรุนแรง... เขาไม่รู้สึกถึง ‘ความร้อน’ เลยแม้แต่น้อย

    น้ำซุปที่ดูเดือดปุดๆ ในชาม กลับให้สัมผัสเพียง ‘รสชาติ’ ที่ปราศจากอุณหภูมิ

    ราวกับเขากำลังรับประทานความทรงจำของอาหารมากกว่าอาหารจริงๆ

    ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าจะเลเวลหกสิบเขายังรับรู้รสชาติอาหาร และความร้อน หรือความเย็นได้อยู่

    แต่มาตอนนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นชินชาไปเสียแล้ว

    'สังเกตมานานแล้ว ทำไมนะ...นี่มันผลของสกิลอะไรกันแน่ ทำไมร่างกายของฉันถึงเปลี่ยนไปแบบนี้นะ'

    อคินคิดในใจ ก่อนจะเอ่ยชมไปตามมารยาท

    "ซุปอร่อยมากครับป้า แต่คราวหน้าไม่ต้องให้ฟรีก็ได้นะ ผมมีแต้มสะสม กับเหรียญพอจะจ่าย..."

    "กินๆ ไปเถอะน่า!"

    ป้าเม้ยโบกมือปัดอย่างรวดเร็ว

    "เงินที่เจ้าจ่ายมาน่ะมันเกินพอแล้ว... อีกอย่าง เห็นเจ้ากินได้ ป้าก็... สบายใจ"

    เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาหลบวูบไปมองมามาเลด แมวสีส้มที่นั่งหมอบอยู่บนคานไม้ด้านบน

    แมวตัวนั้นจ้องมองอคินไม่วางตา ดวงตาพราวระยับของมันสะท้อนแสงไฟตะเกียงราวกับมันกำลังเฝ้าดูสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

    "ป้าครับ แถวนี้พอจะมีร้านขายอาวุธบ้างไหม? ผมรู้สึกว่าดาบเล่มเดิมมันเริ่มจะรับมือพวกอสูรข้างนอกนั่นไม่ไหวแล้ว"

    เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ

    ป้าเม้ยหยุดมือที่กำลังเช็ดโต๊ะ เธออึกอักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน