บนฟ้ามีหิมะตกงั้นหรือ?
เกล็ดหิมะ... แดงฉานราวกับหมอกเืปกคลุมผืนฟ้า หอบเอาความอบอุ่นจางๆ พัดผ่านไป ทิ้งไว้เพียงหยดเืร่วงหล่น
ความอบอุ่นที่ว่าคืออดีตที่เคยมีบ้าน มีครอบครัว แต่วันนี้แม่จากไปแล้ว พ่อก็จากไปแล้ว แม้แต่บ้านก็ไม่เหลือ
ยังไม่ทันได้ซึมซับความสูญเสีย เปลวเพลิงลูกใหญ่ก็โหมกระหน่ำกลืนกินแสงสว่าง แผดเผาทุกสรรพสิ่ง
เืในกายเดือดพล่าน หน้าอกแทบะเิเป็เสี่ยงๆ เปลวเพลิงคลุ้มคลั่งเผาผลาญไปทั่วร่าง
ความเ็ปถาโถมจนอยากแหกปากคำราม ทว่าจิติญญาที่ดื้อรั้นกลับไม่ยอมจำนน มันดิ้นรนสลัดความทรมานทิ้ง
กระทั่งความเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาปลอบประโลมาแ ตามด้วยแรงสั่นะเืของฟ้าดิน ก่อนความมืดมิดจะค่อยๆ จางหายไป...
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด อวี๋เย่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขานอนอยู่บนเกวียนที่กำลังโยกคลอน ท้องฟ้าขมุกขมัว หิมะปลิวว่อน
หิมะตกอีกแล้ว เกล็ดหิมะสีขาวร่วงกระทบใบหน้า เย็นเฉียบ ความเย็นเยียบนั้นดึงสติเขาให้หลุดพ้นจากความเ็ป
ข้างเกวียนมีอวี๋โย่วไฉกับอวี๋เอ้อร์โก่วเดินกระชั้นชิด ด้านหลังยังมีอวี๋เฉวียน อวี๋เหมิ่ง และพรรคพวกคนอื่นถือมีดและพลองเดินคุมเชิง
"อวี๋เย่ฟื้นแล้ว!" อวี๋เอ้อร์โก่วร้องลั่น
อวี๋โย่วไฉหันขวับมามองพลางถอนหายใจโล่งอก "ไอ้เด็กนี่ดวงแข็งจริงๆ ดีนะที่ถอดเสื้อผ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่งั้นวันก่อนคงไม่ได้รอดกลับมาง่ายๆ แต่ระหว่างทางดันเพ้อไม่ได้สติ หน้าตาซีดเซียวหยั่งกับผี แค่กระดูกหักไม่น่าจะอาการหนักขนาดนี้นี่หว่า!"
อวี๋เอ้อร์โก่วชะโงกหน้าเข้ามาถามยิ้มๆ "เอ็งหลับไปตั้งสามวัน หิวรึยังวะ?"
อวี๋เย่กะพริบตาปริบๆ สีหน้ายังคงงุนงง
หลับไปถึงสามวันเลยหรือ?
แล้วพวกเขารอดออกจากหุบเขาหลิงเจียวมาได้ยังไง?
ฟังจากที่สองพ่อลูกอวี๋สือโถวคุยกัน เขาจึงรู้ว่าหลังจากถอดเสื้อคลุมออก เขาก็กระอักเืแล้วสลบเหมือดไป
เฉินฉี่ยังคงกัดไม่ปล่อยจนชาวบ้านเดือดดาล ไป๋จื่อคงรู้ตัวว่าฝั่งตนทำเกินเหตุจึงออกหน้าขวางศิษย์พี่ไว้ อวี๋โย่วไฉกลัวจะเกิดเื่แทรกซ้อน เลยรีบพาทุกคนถอนตัวออกจากหุบเขาหลิงเจียวั้แ่วันนั้น
เฉินฉี่!
ไอ้เวรนั่นคือคนที่ทำร้ายเขา แถมยังไล่ล่าตามฆ่าไม่ปล่อย
ในเมื่อเขากลืนมุกัลงท้องไปแล้ว ทำไมมันถึงไม่ยอมให้เขาพูดความจริง?
ตอนนี้หนีออกจากหุบเขาหลิงเจียวมาได้แล้ว ถือว่าพ้นเคราะห์แล้วหรือยัง...
ภายในถ้ำ คบเพลิงดวงหนึ่งเสียบอยู่บนผนังหิน
ใต้แสงไฟวูบวาบ ชายหญิงคู่หนึ่งยืนหันหลังให้กัน
กองขี้เถ้าเกลื่อนพื้น กลิ่นคาวเืคละคลุ้งฉุนจมูก รอยกระบี่สลักลึกบนผนังหิน เป็ประจักษ์พยานถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
เฉินฉี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "ศิษย์น้อง ที่นี่คือแหล่งกบดานของยอดฝีมือจากฉีโจว หลังจากมันตาย ก็ทิ้งงูิญญากับมุกอสูรไว้อย่างละหนึ่ง"
"หลังจากข้าฆ่างูิญญา ก็มัวแต่รีบร้อนทำลายศพปิดปากเพราะกลัวความลับรั่วไหล เป็เหตุให้มุกอสูรตกไปอยู่ในมืออวี๋เย่ ถ้าวันนี้เ้าไม่ออกหน้าขวางไว้ ไอ้เด็กนั่นไม่มีทางรอดออกจากหุบเขาหลิงเจียวได้หรอก!"
ไป๋จื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก "ศิษย์พี่ทำร้ายอวี๋เย่จนาเ็สาหัส บีบคั้นจนเขาต้องถอดเสื้อผ้าพิสูจน์ตัวเอง ท่านก็เห็นกับตาว่าในตัวเขาไม่มีมุกัซ่อนอยู่"
"ถ้าท่านยังดึงดันจะจับตัวเขา อย่าว่าแต่หมู่บ้านสกุลอวี๋กับสกุลเฝิงเลย แม้แต่หมู่บ้านสกุลไป๋ก็ไม่มีทางยอม แล้วจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเมื่อต้องเจอกับคนในเผ่า?"
"แล้วตอนเจอหน้าท่านอาจารย์ เ้าจะอธิบายเื่นี้ยังไง?"
"พอกลับถึงสำนัก ข้าจะรับผิดชอบเอง!"
"ถ้าอย่างนั้น เ้าก็กลับเขาไปซะ!"
"ศิษย์พี่ ท่านไม่กลับไปด้วยกันหรือ?"
"เื่นี้... ฝากบอกท่านอาจารย์ด้วยว่าข้ายังมีธุระติดพัน วันหลังจะกลับไปรายงานตัวด้วยตัวเอง!"
"หรือว่านอกจากมุกอสูรแล้ว ท่านยังมีความลับอื่นปิดบังไว้อีก ไม่อย่างนั้น..."
ไป๋จื่อหันขวับกลับมา ทว่าภายในถ้ำกลับเหลือเพียงนางคนเดียว ศิษย์พี่เฉินฉี่จากไปแล้ว นางได้แต่ถอนใจด้วยความจนปัญญา ทว่าในใจกลับยิ่งเพิ่มความเคลือบแคลงสงสัย
ปกติก็สนิทชิดเชื้อกับศิษย์พี่ดี ทำไมวันนี้ถึงต้องมาแตกหักกัน?
ในเมื่อเขาเจอกระดูกของยอดฝีมือฉีโจว ทำไมต้องรีบเผาศพทำลายหลักฐาน? มุกอสูรที่เขาพูดถึงมีอยู่จริงหรือ? แล้วนอกจากมุกอสูร เขายังปิดบังอะไรไว้อีก? ที่รีบร้อนลนลานจากไป เป็เพราะเหตุใดกันแน่?
แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยร่องรอยของผู้บำเพ็ญมารในตำนานกับยอดฝีมือฉีโจวก็พอมีเบาะแสแล้ว ต้องรีบกลับไปรายงานท่านอาจารย์โดยเร็ว...
หุบเขาซิงหยวน ศาลบรรพชน หมู่บ้านสกุลอวี๋
ลานด้านหลังศาลบรรพชนมีเรือนหลังเล็กตั้งอยู่ ภายในห้องมีกระถางถ่านไฟลุกโชน บนฟูกหนังสัตว์ที่ปูลาดบนพื้น อวี๋เย่นอนหลับใหลไม่ได้สติ
หลังจากขบวนของหมู่บ้านสกุลอวี๋เดินทางออกจากหุบเขาหลิงเจียว พวกเขาก็บุกป่าฝ่าพายุหิมะ จนกระทั่งพลบค่ำของวันที่สี่ จึงรอนแรมกลับมาถึงหมู่บ้านในหุบเขาซิงหยวนได้สำเร็จ
อวี๋โย่วไฉเห็นว่าอาการของอวี๋เย่ยังไม่ดีขึ้น จึงให้พักรักษาตัวอยู่ที่ศาลบรรพชน หลังจากจัดการธุระเสร็จสรรพ ทุกคนก็เหนื่อยล้าแทบขาดใจ ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไปพักผ่อน มีเื่อะไรค่อยว่ากันวันหลัง
ตลอดทาง อวี๋เย่เดี๋ยวฟื้นเดี๋ยวสลบ ร่างกายกระตุกเกร็งเป็พักๆ ร้องครวญครางด้วยความเ็ป แม้จะกลับมาถึงหมู่บ้านแล้วก็ยังคงไม่ได้สติ
กระทั่งบรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดลง เขาถึงได้หลุดเสียงครางออกมา
"อ๊าก..."
ความเย็นะเืเสียดแทงกระดูกสลับความร้อนระอุราวเปลวเพลิง ปะทะเข้าใส่อวัยวะภายในอย่างบ้าคลั่ง มันฉีกทึ้งเส้นเอ็นและกระดูก กลืนกินิญญาที่สั่นเทา
ความเ็ปทรมานเกินบรรยายทำเอาเขาอยากตายให้พ้นๆ จะได้หลุดพ้นจากขุมนรกนี้เสียที ทว่ากลับขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว จะอยู่หรือตาย ล้วนไม่อาจกำหนดเอง...
"เด็กน้อยเอ๋ย ทำไมถึงตกอยู่ในสภาพนี้ได้?"
ตึก... ตึก...
เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังใกล้เข้ามา ใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในห้อง
อวี๋เย่ขบกรามกรอด ฝืนลืมตาขึ้น
ในห้องไม่ได้จุดตะเกียง อาศัยเพียงแสงสลัวจากเตาถ่าน จึงพอมองเห็นว่าเป็ชายชราถือไม้เท้าไผ่เดินเข้ามาใกล้ ปากพึมพำกับตัวเอง
"คืนนี้โย่วไฉไปหาข้า บอกว่าเด็กในหมู่บ้านถูกทำร้ายเจ็บปางตาย ตอนแรกกะจะมาดูพรุ่งนี้เช้า แต่สองพ่อลูกสือโถวก็ดันแห่กันมาอ้อนวอนอีก ข้าน่ะเลิกยุ่งเื่ชาวบ้านมาตั้งนานแล้ว แต่ใครใช้ให้เ้ากับข้ามีวาสนาต่อกันล่ะ ชื่อของเ้าเมื่อตอนนั้น ข้าก็เป็คนตั้งให้เอง..."
เป็ฉิวปั๋ว ชายชราที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านนั่นเอง
แม้จะมองสีหน้าไม่ชัด แต่เขาก็จำรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้ดี ชายชราก็เหมือนคนแก่ในหุบเขาทั่วไปที่ชอบรำลึกความหลัง
ฉิวปั๋วส่ายหน้ายิ้มเยาะตัวเอง ก่อนจะอุทานด้วยความแปลกใจ "เ้ากระดูกหักเอ็นฉีกไม่ใช่รึ แล้วทำไมลมปราณกับเืลมถึงไหลย้อนกลับ คล้ายมีพลังสองสายปะทะกันอย่างบ้าคลั่งในร่างล่ะ?"
อวี๋เย่ฟังไม่เข้าใจ และไม่มีแรงพอจะตอบคำถาม
ฉิวปั๋วนั่งขัดสมาธิลง ก้มตัวเลิกผ้าห่มเพื่อตรวจาแ เขาคว้าข้อมืออวี๋เย่มาจับชีพจร สีหน้าครุ่นคิด
"กระดูกฝ่ามือ ข้อมือ และหัวไหล่เ้าถูกแรงกระแทกจนหัก แม้จะสาหัสแต่ไม่กระทบถึงอวัยวะภายใน แต่พลังปราณในตันเถียนของเ้านี่สิ มันมาจากไหน? ทำไมเืลมถึงตีกลับจนหยินหยางปะทะกันวุ่นวายขนาดนี้? อาการแบบนี้เหมือนคนโดนพิษมากกว่า เ้าเผลอไปกินอะไรแปลกๆ เข้าไปงั้นรึ?"
ไม่ได้เผลอกิน แต่กลืนมุกัลงไปทั้งเม็ดเลยต่างหาก!
เสียงหอบหายใจของอวี๋เย่เริ่มถี่กระชั้น
ฉิวปั๋วโบกมือเป็เชิงบอกว่าไม่ต้องพูดอะไร พลางดึงผ้าห่มมาคลุมตัวให้ ก่อนจะลูบเคราครุ่นคิด
"เด็กคนนี้พ่อแม่ตายหมด ซ้ำยังต้องมาเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หากช่วยรักษาให้ บางทีอาจจะมีจุดพลิกผัน... เคราะห์กรรมแท้ๆ..."
สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความลังเล นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจสะบัดแขนเสื้อ ล้วงเอายาลูกกลอนเม็ดหนึ่งออกมา
"อ้าปาก!"
อวี๋เย่ยังไม่ทันอ้าปาก ยาลูกกลอนก็ถูกยัดพรวดเข้ามา ตามด้วยฝ่ามือที่ทาบทับลงบนแผงอก ส่วนอีกมือบีบนวดเคล้นไปตามหัวไหล่และท่อนแขน
กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลวูบลงสู่ช่องท้องแล้วแผ่ซ่านไปทั่วร่างในพริบตา ความเ็ปที่กัดกินร่างกายเมื่อครู่พลันมลายหายไปราวกับน้ำลด
"กระดูกที่หักต่อติดแล้ว าแภายนอกไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ฤทธิ์ยาคงต้องใช้เวลาปรับสมดุลสักระยะ ถึงจะรักษาชีวิตเ้าไว้ได้!"
น้ำเสียงของฉิวปั๋วแฝงความเหนื่อยล้า เขาหยิบไม้เท้าขึ้นมาแล้วเอ่ย "ที่นี่ไม่เหมาะจะพักฟื้น ตามข้ามา!"
"อืม!" อวี๋เย่รับคำ พลิกตัวลุกขึ้นยืน พอขยับก้าวเดินก็ต้องตกตะลึง
ก่อนหน้านี้เขายังนอนเป็ผัก ขยับตัวไม่ได้ แม้แต่จะเปล่งเสียงยังลำบาก แต่ตอนนี้กลับลุกขึ้นยืนได้ทันที
แม้ฝีเท้าจะยังเบาหวิวและร่างกายโอนเอนไปบ้าง แต่ก็เดินเหินได้ปกติ ไม่เพียงแค่นั้น อาการาเ็ภายใน ทั้งข้อมือและหัวไหล่ก็ทุเลาลงไปกว่าครึ่ง
ยาลูกกลอนของฉิวปั๋ว ช่างวิเศษนัก!
อวี๋เย่รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที "ฉิวปั๋ว..."
ดึกสงัด เงาร่างสองสายเดินเข้ามาในลานหลังศาลบรรพชน
คนที่เดินนำหน้าคืออวี๋เป่าซาน มันหาวหวอดๆ บ่นกระปอดกระแปด "พ่อบอกว่าไม่มีใครดูแลอวี๋เย่ เลยลำบากพวกเราต้องมานั่งเฝ้ามันยันสว่าง!"
อวี๋เอ้อร์โก่วเดินตามหลังมาติดๆ ประคองตะเกียงน้ำมันในมือ ยิ้มแป้นตอบ "พี่น้องกันแท้ๆ ก็ต้องช่วยกันสิวะ!"
"เหอะ ขับเกวียนมาทั้งวัน แถมยังวุ่นวายั้แ่หัวค่ำยันป่านนี้ ง่วงชะมัด"
"ข้าก็ง่วงเหมือนกันแหละน่า"
"ล่าสัตว์ฤดูหนาวคราวนี้พังพินาศหมดเพราะไอ้อวี๋เย่ ไปล่วงเกินคุณหนูไป๋ไม่พอ ยังเกือบทำให้หมู่บ้านเรากับสกุลไป๋มองหน้ากันไม่ติด ถ้าไม่เห็นว่ามันาเ็ปางตาย ข้าจะกระทืบมันให้จมดินเลย"
สองพี่น้องเดินคุยกันจนเข้ามาถึงห้องพักด้านหลัง
"อ้าว คนหายไปไหนวะ?"
ฟูกยังปูอยู่บนพื้น แต่คนนอนกลับหายวับไปแล้ว
"สงสัยลุกไปเยี่ยวล่ะมั้ง"
"สภาพปางตายแบบนั้น มันจะเดินไปไหนได้"
"โดนสัตว์ป่าคาบไปกินแล้วมั้ง?"
"อย่าพูดเป็เล่นไป"
"ช่างหัวมันเถอะ นอนเว้ย!"
อวี๋เป่าซานี้เีใส่ใจ มันเขี่ยถ่านในเตาให้ไฟลุกโชน ดึงผ้าห่มมาคลุมตัวล้มตัวลงนอน ไม่นานก็กรนสนั่น
อวี๋เอ้อร์โก่ววางตะเกียงน้ำมันในมือลง หมุนตัวเดินออกไปนอกห้อง
หิมะเพิ่งตกเมื่อไม่กี่วันก่อน หน้าบ้านหลังบ้านจึงขาวโพลนไปหมด แม้จะอยู่ในความมืดก็ยังพอมองเห็นรอบๆ ได้ลางๆ ทว่าในลานแคบๆ กลับไร้เงาของอวี๋เย่
หรือว่าอาการดีขึ้นแล้วแอบกลับบ้านไปเอง?
อวี๋เอ้อร์โก่วเกาหัวแกรกๆ เดินเตาะแตะออกไปนอกลาน
หาตัวอวี๋เย่ไม่เจอ เขาก็ชักใจคอไม่ดี เลยตัดสินใจเดินวนหาดูสักรอบ ภาวนาอย่าให้สหายคนนี้ต้องเป็อะไรไปเลย
"โฮ่งๆ!"
พอก้าวพ้นประตูลาน เสียงหมาเห่าก็ดังแว่วมา
หมาบ้านไหนมาเห่าหอนอะไรตอนดึกดื่นป่านนี้เนี่ย... เอ๊ะ เงียบไปแล้ว?
อวี๋เอ้อร์โก่วเกิดความสงสัยเดินตามเสียงไป ห่างจากศาลบรรพชนไม่ไกลนัก ปลายเท้าของเขาก็เตะเข้ากับก้อนเนื้อนุ่มๆ บางอย่าง
เขาจึงก้มลงดู ปรากฏว่าเป็หมาบ้านตัวหนึ่งนอนตายจมกองเื ร่างของมันถูกฟันขาดสองท่อน เืข้นคลั่กที่ทะลักออกมายามกระทบอากาศเย็นจัดยังคงมีควันกรุ่นๆ
ฉิบหายแล้ว ใครเป็คนฆ่าหมาวะเนี่ย!
อวี๋เอ้อร์โก่วสะดุ้งโหยงสุดตัว
ห่างออกไปยี่สิบสามสิบจั้งมีกองหิมะมหึมา เงาร่างสายหนึ่งพุ่งวาบหายลับตาไป
เขารีบขยี้ตาตัวเองแรงๆ
ไม่ผิดแน่!
เงาร่างอีกสายกระโจนข้ามกองหิมะราวกับวิหคั์สีดำ พุ่งทะยานตรงดิ่งไปยังทิศทางของศาลบรรพชน
นั่นใครวะ มาทำไมกัน? หรือว่าจะเป็พวกโจร? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอวี๋เย่ที่หายตัวไปหรือเปล่า?
อวี๋เอ้อร์โก่วตั้งใจจะหันหลังวิ่งกลับไปที่ศาลบรรพชน แต่ดันลื่นหิมะล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกพื้นดัง ตุบ!
เขารีบลุกพรวดพราดขึ้นมา หันซ้ายแลขวา ก่อนจะสับเท้าวิ่งเตลิดกลับเข้าหมู่บ้าน แหกปากะโลั่นสุดเสียง
"ไฟไหม้ศาลบรรพชนโว้ย—"
หลังหมู่บ้านเป็ป่าทึบ ถัดจากป่าที่มีแม่น้ำสายหนึ่งกั้นกลาง คือเทือกเขาแห่งหุบเขาซิงหยวน
ลมหนาวพัดกระหน่ำยามค่ำคืนจนแม่น้ำกลายเป็น้ำแข็ง
พอเดินข้ามผิวน้ำแข็งมาได้ จะพบกับเส้นทางสายเล็กๆ ทอดยาวคดเคี้ยวขึ้นไป สุดปลายทางคือหน้าผาสูงชัน ใต้หน้าผานั้นมีถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งจนมิดชิด
ภายในถ้ำแคบมืดมิด มีตะเกียงน้ำมันจุดสว่างไสว ใต้แสงไฟสลัว คนต่างวัยสองคนกำลังนั่งประจันหน้ากัน
คนแก่กว่าคือฉิวปั๋ว ชายชราพยักหน้าช้าๆ คล้ายเพิ่งกระจ่างแจ้งในบางสิ่ง ก่อนจะจมอยู่ในห้วงความคิดเงียบงัน
ส่วนเด็กหนุ่มคืออวี๋เย่ เขานั่งพิงผนังหิน หอบหายใจแฮกๆ
หลังจากกินยาลูกกลอน อาการาเ็ของอวี๋เย่ก็ทุเลาลงจนแทบหายเป็ปลิดทิ้ง เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา ดังนั้นระหว่างทาง เขาจึงเล่าเื่ราวที่เผชิญมาทั้งหมดให้ฉิวปั๋วฟัง ในเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยชีวิต เขาก็ไม่สมควรปิดบังสิ่งใด
ทว่าใครจะคิดว่าพอฉิวปั๋วได้ยินเื่ที่มาของมุกั ชายชราก็เปลี่ยนไปเป็คนละคนทันที
ส่วนความเปลี่ยนแปลงของฉิวปั๋ว อวี๋เย่ไม่มีแก่ใจจะไปสนใจแล้ว การเดินลุยหิมะขึ้นเขาร่วมครึ่งชั่วยามทำเอาเขาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ยิ่งไปกว่านั้น ตาแก่จอมเพี้ยนคนนี้ดันใช้ให้เขาเอากิ่งไม้คอยกวาดลบรอยเท้าตามหลังมาตลอดทาง เล่นเอาเขาเหนื่อยแทบขาดใจตายอยู่กลางทาง
เดิมทีเขาก็าเ็สาหัสอยู่แล้ว พอโดนทรมานขนาดนี้ พอมาถึงถ้ำก็ทรุดตัวลงกองกับพื้นทันที ความเ็ปที่เคยหายไปเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง
อวี๋เย่นั่งพักอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะพอหายใจทั่วท้อง เขาฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรง เอ่ยปากชม "ฉิวปั๋ว ยาของท่านนี่มันวิเศษจริงๆ..."
"หือ?" ฉิวปั๋วสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ยิ้มขื่น "โอสถหลงหยางเม็ดเดียวที่ข้ามี เดิมทีเก็บไว้ต่อชีวิตตัวเอง แต่เห็นว่าตัวข้าก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน เลยเอามาช่วยชีวิตเ้าแทน"
"ฉิวปั๋ว ข้าไม่รู้เลย..." อวี๋เย่รู้สึกผิดจนหน้าเสีย
ยานั่นคือของวิเศษต่อชีวิตของชายชรา แถมยังเหลือแค่เม็ดสุดท้าย ถ้ารู้แต่แรก เขาไม่มีทางรับความเมตตานี้ไว้เด็ดขาด
ฉิวปั๋วส่ายหน้า เอ่ยต่อ "เืลมในร่างเ้าตีกลับเพราะถูกพลังเวทแทรกแซง อาการปางตายขนาดนั้น ถ้าไม่ได้โอสถหลงหยางคงเอาไม่อยู่ แดนเหนือแห่งต้าเจ๋อร้างราผู้บำเพ็ญเพียรมาหลายปี ข้าก็หวังจะได้คำตอบจากปากเ้า การยื่นมือเข้าช่วยก็ถือว่าสมเหตุสมผล เพียงแต่..."
เขาถอนหายใจยาว พรั่งพรูคำพูดออกมา "ข้าไม่คิดเลยว่าคนที่ไล่ฆ่าเ้าไม่ใช่เพื่อปิดปาก แต่เพื่อชิงมุกัในท้องเ้า! มุกัมาจากทะเลลึกในฉีโจว หากนำไปสกัดเป็โอสถ จะช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรทะลวงระดับแก่นทองคำได้ ถือเป็ของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง"
"ทว่าในนั้นกลับมีพิษัเจียวแฝงอยู่ เ้าเป็แค่มนุษย์เดินดิน จะทนรับไหวได้ยังไง? โอสถหลงหยางแม้จะวิเศษเลิศเลอ แต่ก็ช่วยยื้อเวลาได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น หากพิษัเจียวกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ เ้าย่อมไม่อาจหนีพ้นเคราะห์กรรมนี้ไปได้!"
อวี๋เย่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงแ่ "ฉิวปั๋ว ข้าไม่กลัวตายหรอก!"
คำพูดของฉิวปั๋วทั้งลึกล้ำและเกี่ยวพันไปไกล เขาฟังเข้าใจแค่ผิวเผิน แต่ก็ทำเอาความหวังพังทลาย
มุกัมีพิษ ไร้ทางแก้
ต่อให้กลัวตายไปจะมีความหมายอะไร เสียดายก็แค่เกิดมาลืมตาดูโลกได้สิบห้าปี ยังไม่ทันก้าวเท้าออกจากต้าเจ๋อเพื่อไปท่องโลกกว้าง ก็ต้องมารีบตายซะแล้ว น่าเจ็บใจชะมัด
อวี๋เย่แสร้งทำเป็ใจดีสู้เสือ ถามต่อ "ฉิวปั๋ว เคราะห์กรรมที่ท่านว่า..."
ฉิวปั๋วล้วงขวดยาออกมาวางแหมะไว้บนพื้น ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น "ตัวข้าเองยังเอาตัวไม่รอด ช่วยอะไรเ้าไม่ได้หรอก มียาบำรุงธาตุอยู่สองสามเม็ด เอาไปกินประทังชีวิตไปก่อนละกัน ส่วนเื่เคราะห์กรรม..."
เขาก้มหน้ามองอวี๋เย่ รอยยิ้มลึกลับทว่าอิดโรยผุดขึ้นบนใบหน้าชรา
"ปีนั้นแม่เ้าฝันเห็นงูั์จนสะดุ้งตื่น หลังจากนั้นก็คลอดเ้าออกมา พ่อเ้ามาให้ข้าทำนายดวงชะตา ข้าก็เลยตั้งชื่อให้เ้าว่า 'อวี๋เย่' อย่างที่เขาว่ากัน ัสู้รบกลางทุ่ง เป็ลางร้ายขั้นสุดยอด"
"ตอนนี้แดนเหนือแห่งต้าเจ๋อ ัและงูเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่ฝ่าด่านเคราะห์นี้ไปได้ และมีอีกกี่คนที่ต้องทิ้งชีวิตลงสู่ปรโลก หากเ้าไม่ตาย สักวันคงได้รู้ดำรู้แดงกัน!"
ฉิวปั๋วเอื้อมมือไปบีบไส้ตะเกียงดับไฟ คว้าไม้เท้าไผ่เดินกะโผลกกะเผลก
ตึก... ตึก...
ออกไปจากถ้ำ...