“ใช่!... จะต้องจ่ายเดือนละหนึ่งแสนบาท”
เสี่ยอรงค์กูลกล่าวยืนยันชัดๆว่าจริง แม่ของวริษฐาจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่เสี่ยอรงค์กูลเดือนละหนึ่งแสนบาท วริษฐาได้ยินคำพูดยืนยันชัดเจนอย่างนั้น ก็มองหน้าที่กำลังยิ้มแยะๆ และสายตาที่มองเธออย่างไม่มีมารยาทคู่นั้น ด้วยความรู้สึกที่กำลังมืดแปดด้าน ไม่รู้จะไปทางไหน เธอไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เลยในเวลานี้
“ฉันจะหาที่ไหนมาจ่ายดอกขนาดนั้นได้ล่ะ ฉันขอเวลาหน่อยจะได้ไหม? ฉันขอผัดไปอีกสักเดือนได้ไหม? แล้วฉันจะหาทางหาเงินมาจ่ายให้ได้”
วริษฐาพยายามพูดกับเสี่ยอรงค์กูล ด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เพื่อให้เสี่ยอรงค์กูลยอมตามคำพูดของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะมืดแปดด้าน คิดอะไรไม่ออกก็เถอะ ยิ่งตอนนี้แม่ของเธอก็ยังอยู่ห้องไอซียูอยู่ด้วยก็เถอะ แต่เธอก็ขอผัดไปก่อนแล้วค่อยๆคิดหาทาง ว่าจะทำยังไงต่อไปดี ไม่แน่ว่าเธออาจจะคิดออกก็ได้
“อย่างงั้นเหรอ... จะหาเงินมาจ่ายอย่างงั้นเหรอ เอ้า!... ก็ได้ฉันจะให้เวลาหนูสามวัน แค่เพียงสามวันเท่านั้น หากถึงสามวันแล้วยังไม่มีเงินมาจ่ายดอกฉัน ฉันมีทางเลือกให้หนูสองทาง คือ... หนึ่งหนูต้องมาเป็ตัวขัดดอกให้ฉัน และสองหากหนูไม่ยอมเป็ตัวขัดดอก แม่หนูที่ฉันสั่งสอนไป อาจจะไม่เพียงแค่สั่งสอนเพียงแค่นั้น อาจจะไม่มีโอกาสได้หายใจอยู่ในโลกนี้ก็เป็ได้”
“นะ นี่หมายความว่าคุณทำร้ายแม่ฉันอย่างงั้นเหรอ?”
วริษฐาได้ฟังคำพูดของเสี่ยอรงค์กูลยืดยาว ก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อได้ยินประโยคท้ายๆ ที่เสี่ยอรงค์กูลพูดออกมา อย่างไม่สะทกสะท้านในคำพูดที่พูดออกมานั้นเลยสักนิด กลับกัน วริษฐามือไม้สั่นเทา มองหน้าเสี่ยอรงค์กูล พร้อมกับถามอย่าง้าความชัดเจนมากกว่านี้
“โอ้!... ฉันหลุดปากไปได้ไงเนี้ย... แต่ก็เอาเถอะ ก็แม่ของเธอไม่ยอมจ่ายดอกให้ฉันตามกำหนดนี่นะ ฉันก็ต้องสั่งสอนแม่ของเธอให้หลาบจำสิ ว่าอย่าได้ริอาจมาเบี้ยวฉัน...... เอาล่ะตามนี้นะ! ฉันจะให้เวลาหนูสามวันแล้วฉันจะมาใหม่ หวังว่าจะไม่หลบหนีหน้าฉันนะ เพราะฉันรู้ว่าแม่หนูอยู่โรงพยาบาลไหน ฉันตามไปที่นั่นแน่......”
เสี่ยอรงค์กูลกล่าวด้วยความใจเย็น โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน หากดูดีๆ จะเหมือนว่าเสี่ยอรงค์กูลพูดอย่างคนเป็ต่อ ซึ่งเสี่ยอรงค์กูลเชื่อว่าวริษฐาจะหาเงินไม่ได้ตามที่ให้เวลาไว้ และเมื่อวันนั้นมาถึง เสี่ยอรงค์กูลจะได้ลองลิ้มชิ้มรส ร่างบางอันเย้ายวนผู้นี้ จะดูสิว่าทั้งเนื้อทั้งตัวเธอจะหวานมากขนาดไหน
เสี่ยอรงค์กูลกับลูกน้องสองคนเดินไปขึ้นรถยนต์คันหรู แล้วขับเคลื่อนออกไปจากตรงนั้น แต่วริษฐายังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้านของตัวเอง
ตอนนี้เธอเหมือนถูกมรสุมกำลังเล่นงานอย่างหนัก จนไม่รู้จะทำยังไงดี ดูมันค่อนข้างหนักมากเหลือเกิน ทำไมแม่เธอถึงได้ไปเป็หนี้มากมายขนาดนี้ แล้วแม่เธอไปเล่นการพนันั้แ่ตอนไหน ทำไมเธอถึงไม่รู้เื่มาก่อนเลย
“เอาเถอะ ในเมื่อมันเป็อย่างนี้ไปแล้ว เราก็ต้องหาเงินมาใช้ดอกเขาไปก่อน แล้วต่อไปค่อยว่ากัน แต่... ว่าแต่ว่าเราจะไปหาเงินที่ไหนเป็แสนๆ ได้กันล่ะ?”
วริษฐาพร่ำพูดกับตัวเองออกมา อย่างไม่รู้จะหาเงินมาจากไหน เพื่อจะนำมาจ่ายดอกเบี้ยให้แก่เสี่ยอรงค์กูล ให้ทันเวลาที่เสี่ยอรงค์กูลได้ให้ไว้
วริษฐาหยุดคิดเื่จ่ายดอกเบี้ยชั่วขณะ เธอก้าวเดินออกจากหน้าบ้าน ตรงออกไปที่ถนนใหญ่เพื่อโดยสารรถโดยสารประจำทาง ไปยังโรงพยาบาล ไปดูอาการแม่ของเธอ และจะได้ไปถามเื่ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วย เพื่อจะได้เตรียมหาเงินเอาไว้อีกก้อน
วริษฐามาถึงโรงพยาบาลได้รู้ถึงอาการของวัฒนานันท์ ที่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ เธอก็ให้โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แต่พอมาได้รับรู้ถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่าย ก็ต้องคิดหนักขึ้นมาอีกครั้ง เพราะค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อยๆ เลย หากรวมกับที่เธอต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็แสนๆ นั้นอีก เธอไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหนเยอะแยะขนาดนั้น
“เฮื่อออออ......”
วริษฐาถอนหายใจออกมาแรงๆ ขณะที่เธอกำลังแต่งหน้าอยู่ที่หน้ากระจก พอเธออยู่กับแม่ของเธอที่โรงพยาบาล จนถึง่เย็น เธอก็เดินทางมาทำงาน เธอลางานบ่อยๆ ไม่ดี เพราะนั้นหมายความว่ารายได้ของเธอจะลดลงไปด้วย
“ถอนหายใจเสียงดังเชียว มีเื่กลุ้มใจอย่างงั้นเหรอฐา?”
“ค่ะ มีเื่กลุ้มใจเยอะเลยล่ะค่ะ แต่ไม่ต้องห่วง ฐาไม่เอามาปนกับเื่งานแน่นอน”
เสียงของอนัทกรณ์ เอ่ยถามวริษฐาเมื่อเดินเข้ามาทันได้ยินเสียงถอนหายใจของเธอ วริษฐาจึงหันไปยิ้มเจือๆ ให้อนัทกรณ์ แล้วเอื้อนเอ่ยบอกอนัทกรณ์ไปตามความจริง ขณะเดียวกันนั้น ก็ยืนยันเป็มั่นเป็เหมาะ ว่าเธอจะไม่เอาเื่ส่วนตัวมาปนกับเื่งาน เธอแยกแยะได้อยู่แล้ว
“ดีแล้วที่ทำได้อย่างงั้น แต่หากมีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้นะ พี่ยินดี”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
อนัทกรณ์เชื่อในคำพูดของวริษฐาเช่นนั้นเหมือนกัน เขารู้ว่าวริษฐาแยกแยะเื่ส่วนตัวกับเื่งานออก แต่ถึงยังไงก็อดเป็ห่วงไม่ได้ แต่ในเมื่อวริษฐาไม่ได้เปิดปากพูดปรึกษาปัญหา อนัทกรณ์ก็ไม่ก้าวล่วงและไม่ทู้ซี้ถาม เพราะหากวริษฐาจะขอคำปรึกษาก็คงจะพูดออกมาเองนั่นแหละ
๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐