ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน และแม้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง ทว่าดวงอาทิตย์ยังคงสาดแสงแรงกล้าอยู่บนท้องฟ้า
ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพฤกษาหมอกมีกลุ่มคนที่กำลังเดินทางไปตามเส้นทางที่ทอดยาวไปในป่าครึ้ม รถม้าจำนวนหนึ่งบรรทุกสัมภาระมากมายเอาไว้ กลุ่มคนเหล่านั้นประกอบไปด้วยคนชรา คนอ่อนแอ ผู้หญิงและเด็ก สีหน้าของพวกเขาต่างซีดเผือด
“ท่านแม่ ทำไมพวกเราต้องออกจากเมืองพฤกษาหมอกด้วยล่ะ?”
“ข้าไม่อยากไปบ้านท่านยายเลย ฮือ ฮือ ...”
เด็กเล็กหลายคนเริ่มไม่พอใจ แต่เมื่อถูกพ่อแม่ลากจูงไปเรื่อย ๆ พวกเขาจึงทำได้เพียงเดินตามไปอย่างอิดออดเท่านั้น
ตอนนั้นเองที่คนทั้งกลุ่มต้องหยุดเดิน และในแถวหน้าสุด ชายวัยกลางคนที่มีดวงตาแดงก่ำหันกลับมา ชายสองคนนั้นคือหยางชิงเสวียนและหยางหยุนทียน
ด้านหลังของพวกเขาคือหยางอู่ หยางหลิงเยวี่ยและหยางหลิงชิง
พวกเขาออกจากเมืองพฤกษาหมอกเพราะเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลไป๋ และมิได้ก่อเรื่องใหญ่ใด ๆ ก่อนที่พวกเขาจะจากมา
หยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนทอดสายตามองเด็กหนุ่มสาวทั้งสาม เขากัดฟันแน่นและเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าทั้งสามจงฟังคำข้าให้ดี หากพวกเจ้าไม่สามารถปกป้องเลือดเนื้อของตระกูลหยางเอาไว้ได้ แม้จะกลายเป็นผีข้าก็จะไม่ยกโทษให้พวกเจ้าเป็นอันขาด!”
หยางอู่ยังสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ได้ ขณะที่หยางหลิงเยวี่ยและหยางหลิงชิงกำลังสะอื้นไห้เงียบ ๆ
เด็กสาวทั้งสองมองไปยังบิดาผู้เป็นที่เคารพรักของพวกนางซึ่งกำลังมีดวงตาแดงก่ำอยู่ในตอนนี้ และเมื่อใคร่ครวญคำพูดที่เขาเพิ่งเอ่ยออกมา พวกนางก็ตระหนักดีว่ามันเปรียบเสมือนคำพูดสั่งเสียและบิดาของพวกนางจะต้องตายในไม่ช้า
เมื่อคิดถึงอนาคตของตระกูลหยางและความรับผิดชอบมากมายที่ต้องแบกรับ พวกนางต่างรู้สึกโศกเศร้าและเจ็บปวด
พวกนางใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้กังวลมาตั้งแต่เด็ก ๆ และไม่เคยคาดคิดเลยว่าตนเองจะต้องมาพบกับวิบากกรรมเยี่ยงนี้ เมื่อเด็กหนุ่มสาวทั้งสามต้องอพยพลี้ภัยคนในตระกูลที่ไร้ทางสู้
ส่วนยอดฝีมือตระกูลหยาง พวกเขาทั้งหมดยังต้องอยู่เพื่อจัดการกับศัตรูและอาจจะต้องจบลงด้วยการจากไปอย่างไม่มีทางหวนกลับ เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้จะอดทนต่อชีวิตที่น่าเวทนาและการพลัดพรากเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไร?
แม้ว่าหยางชิงเสวียนจะไม่ได้พูดออกมา ทว่าเหล่าภรรยาของชายตระกูลหยางต่างก็พอรู้เรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากคิดไปถึงผลลัพธ์ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้นี้ พวกนางบางคนถึงกับร่ำไห้และไม่นานนักคนอื่น ๆ ก็เริ่มร่ำไห้ออกมาเช่นกัน
“พวกเจ้าจะร้องไห้ไปทำไมกัน หากยังขืนร้องอยู่อีก ข้าจะฆ่าเสียให้หมด!”
เมื่อเห็นบรรยากาศที่น่าหดหู่เช่นนี้ หยางหยุนเทียนจึงวางท่าขึงขังและกวาดตามองไปยังทุกคน แม้ว่าหยางหยุนเทียนจะไม่ได้เก่งกาจมากนัก แต่พลังของเขาก็นับได้ว่าแข็งแกร่งจนบรรดาผู้หญิงและเด็ก ๆ ต่างก็หวาดกลัวในตัวเขา เมื่อเขาเริ่มเกรี้ยวกราดจึงทำให้คนอื่น ๆ ตกใจจนหยุดร้องไห้ แม้ว่าลึก ๆ แล้วพวกเขาจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าตระกูลหยางนั้นใกล้ถึงคราอวสานเต็มที
หากเทียบกับตระกูลไป๋ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในเมืองพฤกษาหมอก พวกเขาก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อย
หลังจากที่เห็นว่าทุกคนเริ่มเงียบ หยางชิงเสวียนเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน
“อย่าคิดมากไปเลย ที่ให้พวกเจ้าทุกคนเดินทางออกจากเมืองพฤกษาหมอกก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเจ้าเอง เมื่อทำเช่นนี้ พวกเราก็สามารถต่อสู้ได้โดยปราศจากความวิตกกังวล และใช่ว่าตระกูลหยางของเราพ่ายแพ้ไปแล้วเสียเมื่อไหร่ เมื่อพวกเราเอาชนะพวกคนต่ำช้าได้และโจรชั่วพวกนั้นได้ เราจะกลับไปหาพวกเจ้าทุกคนอย่างแน่นอน!”
“การเดินทางในครั้งนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของหยางอู่และพวกนางทั้งสอง หากพวกเจ้าคนใดฝ่าฝืนคำสั่งและขัดขวางการเดินทางครั้งนี้ก็อย่ามาโทษข้า...หยางชิงเสวียน ที่จะไม่ไว้หน้าพวกเจ้า ข้าคงอยู่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว น้องรอง ไปกันเถอะ!”
หลังจากมอบหมายหน้าที่เรียบร้อยแล้ว หยางชิงเสวียนก็มองไปที่หยางอู่และเด็กสาวทั้งสอง ก่อนที่เขาจะพยักหน้าและเอ่ยขึ้น
“อู่เอ๋อร์ เยวี่ยเอ๋อร์ ชิงเอ๋อร์ อนาคตของตระกูลหยางขึ้นอยู่กับพวกเจ้าทั้งสามแล้ว ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะทำหน้าที่นี้ได้ดี เพราะพวกเจ้าเป็นลูกหลานตระกูลหยางของเรา และไม่มีคนขี้ขลาดในหมู่ลูกหลานตระกูลหยาง!”
หยางอู่กลั้นน้ำตาเอาไว้ขณะพยักหน้ารับ
“ท่านพ่อ อย่าห่วงไปเลย ต่อให้ข้าต้องสละชีวิตของตนเอง ข้าก็จะจัดการเรื่องนี้ให้จงได้ ทว่าท่านต้องให้สัญญากับข้าว่าท่านจะกลับมาอย่างปลอดภัย...”
“ใช่แล้ว ท่านพ่อ ข้าจะทำได้อย่างไรหากไม่มีท่าน...”
สีหน้าของหยางหลิงเยวี่ยซีดเผือด
หยางหลิงชิงมองหน้าหยางหยุนเทียนจากนั้นก็หันไปมองหยางชิงเสวียน แม้ว่านางจะรู้สึกโศกเศร้า แต่ก็ยังมีศรัทธาแรงกล้าในสายตาคู่นั้น มีคนผู้หนึ่งที่นางเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่าจะไม่ยอมให้ตระกูลหยางสูญสิ้นไปในหายนะครั้งนี้
แม้จะเป็นเพียงความเชื่อมั่นลม ๆ แล้ง ๆ แต่นางก็ยังยึดมั่นในความรู้สึกอย่างเหนียวแน่น ก่อนหน้านี้หลงเฉินทำให้นางประหลาดใจอยู่หลายครั้งหลายครา และทำเรื่องเหลือเชื่อมากมายให้สำเร็จได้
ก่อนที่พวกเขาจะจากไป จู่ ๆ หยางชิงเสวียนก็พูดกับหยางอู่
“หากหลงเฉินรอดกลับมาได้ ทุกเรื่องจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเพียงผู้เดียวในภายภาคหน้า อย่างไรเสีย หากเขาผลีผลามเกินไป ต่อให้ต้องสละชีวิต เจ้าก็ต้องหยุดเขาให้ได้!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่รีรอให้หยางอู่ตอบกลับ หยางชิงเสวียนและหยางหยุนเทียนหายลับตาไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หยางอู่ หยางหลิงเยวี่ย และหยางหลิงชิงมองหน้ากันด้วยความขมขื่น ความรู้สึกหวาดกลัวและอับจนหนทางเกาะกุมในหัวใจ
“ไปกันเถอะ พวกเรายังต้องอยู่ต่อไป”
เขากัดฟันและนำคนออกเดินทาง สำหรับหยางหลิงเยวี่ยและหยางหลิงชิง ไม่ว่าพวกนางจะรู้สึกสิ้นหวังหรือเจ็บปวดเพียงใด สิ่งเดียวที่พวกนางทำได้คือกัดฟันสู้และอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น
‘สวรรค์ได้โปรดเมตตาตระกูลหยางด้วยเถิด เมตตาท่านปู่ เมตตาท่านพ่อและท่านลุง ... และเมตตา... เขาผู้นั้น...’
ภายใต้การนำของเด็กทั้งสาม คนกลุ่มนั้นก็เคลื่อนตัวไปอย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามในเวลานี้ เงาร่างสีดำสองร่างได้กระโดดลงมาจากต้นไม้เบื้องบน พวกเขามีสีหน้าดูถูกขณะที่มองตากัน
“ตระกูลหยางปล่อยให้เด็กพวกนี้หนีไปงั้นรึ? ตระกูลไป๋สั่งให้พี่น้องนับสิบของข้าคอยเฝ้าระวังอยู่ในเมืองพฤกษาหมอก แต่ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะมาอยู่ที่นี่ รีบไปเถอะ... พวกเราต้องรีบไปบอกพวกที่เหลือ เมื่อคนตระกูลไป๋ ไป๋จ้านหลงและคนอื่น ๆ มาที่นี่ พวกเขาคงถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก?!”
“ข้าได้ยินมาว่าผู้นำตระกูลไป๋ได้ให้ยาสมุนไพรชั้นเลิศที่เขาครอบครองกับไป๋ซื่อเฉินและไป๋ซื่อจี เพื่อที่บาดแผลซึ่งทำให้ไป๋ซื่อเฉินต้องทุกข์ทรมานก่อนหน้าจะได้ถูกเยียวยาอย่างเต็มที่ และข้ายังได้ยินมาอีกว่าเขาจะกลับมาเป็นชายชาตรีเช่นเดิม ความแข็งแกร่งของเขาใกล้จะบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดเต็มทีแล้ว ส่วนไป๋จีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็กำลังฟื้นตัว...”
“เจ้าเห็นหยางหลิงชิงอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นหรือไม่? ดูเหมือนว่านายน้อยไป๋ซื่อเฉินจะถูกใจในตัวหยางหลิงชิงผู้นี้มาก ในเมื่อตอนนั้นเขาได้รับบาดเจ็บที่ลูกอัณฑะ ทว่าตอนนี้เขาหายดีแล้ว ใครจะรู้ว่าเมื่อใดมันจะกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม...?”
“ข้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันยังใช้การได้รึเปล่า...”
--------------------
เมื่อเห็นหยางเสวี่ยชิง หลงเฉินจำต้องสะกดกลั้นความเกรี้ยวกราดของตนเองไว้ นั่นก็เป็นเพราะเขาจะได้สำแดงพลังยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้
เวลานี้ กลุ่มคนทั้งสองเข้ามาใกล้หุบเขามากขึ้น และเขาก็เผชิญหน้ากับพี่น้องตระกูลไป๋พร้อมกันกับผู้นำตระกูลหยาง…
“เฉินเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าเหตุใดพวกเขาถึงจับตัวหยางเสวี่ยชิงไปแต่ไม่ทำร้ายนาง และแม้แต่ไม่ใช้นางข่มขู่พวกเรา?”
หลงเฉินเองก็คิดถึงประเด็นนี้ แต่ไม่นานนักเขาก็ได้คำตอบในใจและตอบกลับไป
“ข้าเดาว่าพวกเขามั่นใจในฝีมือของตนเอง และจะใช้ไม้ตาย ซึ่งก็คือท่านแม่ของข้า มาข่มขู่พวกเราก็ต่อเมื่อพวกเขามีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้เท่านั้น อย่างไรเสีย ในระยะใกล้แค่เอื้อมเช่นนี้ ข้าจะปล่อยให้พวกเขามีโอกาสทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?”
“เฉินเอ๋อร์ เจ้ามั่นใจมากเพียงใดว่าจะจัดการไป๋ลี่ได้?”
เมื่อเห็นดวงตาเป็นประกายและเฉียบคมของน้องชายผู้นำตระกูลไป๋ ไป๋ลี่ ซึ่งค่อย ๆ ใกล้เข้ามา หลงเฉินมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าคนผู้นี้ผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน ความโกรธแค้นและชิงชังของหลงเฉินได้พบกับที่ระบายในที่สุด และด้วยคำถามอย่างกะทันหันของผู้นำตระกูลหยาง หลงเฉินมิได้เอื้อนเอ่ยคำใดหากแต่รีบตรงเข้าไปหาไป๋ลี่ด้วยความรวดเร็ว!
หลังจากที่เห็นว่าหลงเฉินเป็นฝ่ายลงมือก่อน บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้ก็ระเบิดขึ้นมาและไป๋ลี่ถูกหลงเฉินไล่ต้อนทันที เวลานั้น ผู้นำตระกูลหยางและไป๋เซิงที่แปรเปลี่ยนจากพี่น้องเป็นศัตรูคู่อาฆาตก็เริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือด!
หลังจากต่อสู้กันไปมากับไป๋ลี่ หลงเฉินถูกกดดันด้วยปราณอันทรงพลังของคู่ต่อสู้และร่างทั้งร่างของเขาถูกซัดกระเด็นไปด้านหลัง เมื่อเห็นว่าหลงเฉินอยู่ในสภาพที่น่าสมเพช ไป๋ลี่ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา
“มีฝีมือเพียงเท่านี้แต่กลับคิดจะเทียบชั้นกับข้าเชียวรึ? ช่างทะเยอะทะยานเสียจริง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เจ้าไปคุยโวโอ้อวดถึงความเก่งกาจไร้เทียมทานของตนเอง วันนี้ข้าจะตัดหัวสุนัขของเจ้าเสีย!”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินกระเด็นออกไปอย่างง่ายดายด้วยน้ำมือของไป๋ลี่ ความมั่นใจของผู้นำตระกูลหยางก็ลดลงอย่างมาก ทว่าหลงเฉินที่ถูกไป๋ลี่ต้อนจนมุม จู่ ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างน่าตกใจพร้อมกับสีหน้าเย้ยหยัน
“เจ้าก็แค่รับการโจมตีพื้น ๆ ไปเท่านั้น จะลำพองไปไย? ดูเหมือนว่าคนตระกูลไป๋จะมีแต่พวกไม่เอาถ่านทั้งนั้น สำหรับหัวสุนัขที่เจ้าว่า หัวของผู้ใดที่โดนตัดในวันนี้... นั่นล่ะหัวสุนัข!”
ในขณะที่พูดอยู่นั้น หลงเฉินก็ใช้วิชาแปลงร่างวิญญาณมังกร ก่อนหน้านี้ที่เขาใช้การแปลงร่างวิญญาณมังกรที่บ้านตระกูลไป๋และทำให้ไป๋เซิงและไป๋ลี่หวาดผวามาแล้วครั้งหนึ่ง และระยะห่างในตอนนี้ก็ประชิดกว่าครั้งก่อนมาก เมื่อเห็นเกล็ดสีเลือดและเดือยกระดูกแหลมโผล่ออกมาจากร่างกายของหลงเฉิน มันก็ย้ำเตือนให้ผู้นำตระกูลไป๋นึกถึงบุตรชายของตนที่ตายอย่างน่าสยดสยอง ความเกรี้ยวกราดของเขาปะทุขึ้นในทันที
“น้องรอง แก้แค้นให้ลูกชายของข้าด้วย!”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินมีเกล็ดสีโลหิตเป็นเกราะกำบัง ความหวาดผวาบังเกิดแก่ไป๋ลี่ในตอนแรก และหลังจากนั้นเขาเลียริมฝีปากด้วยความตื่นเต้นและเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นเจ้าก็เป็นนักรบอสูรจริง ๆ สินะ! อย่างไรเสีย ต่อให้นักรบอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดก็สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าได้เพียงขั้นเดียวเท่านั้น ข้าบรรลุเส้นชีพจรแก่นสวรรค์แล้ว คนอย่างเจ้าจะไปเข้าใจพลังระดับนั้นได้อย่างไร...”
“อย่าห่วงไปเลยพี่ใหญ่ เจ้าเด็กเหลือขอนี่ก็แค่เศษสวะ แม้ว่าเขาจะสามารถแปลงร่างเป็นนักรบอสูรได้ มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าการแปลงร่างนั้นไม่สมบูรณ์นัก นอกจากนี้ สัตว์อสูรที่เขาดูดกลืนวิญญาณเข้าไปก็ยังไม่แน่ชัด หากเขาไม่สามารถเทียบได้กับนักรบอสูรที่แท้จริง แล้วข้า...ไป๋ลี่ จะปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้อย่างไรกัน?”
เขารู้สึกกังขาในรูปลักษณ์การแปลงร่างของหลงเฉิน แต่ในขณะนี้ ผู้นำตระกูลหยางกำลังพัวพันกับการต่อสู้ที่ดุเดือดกับไป๋เซิง ดังนั้น ไป๋ลี่จึงทำได้เพียงพ่นลมหายใจอย่างดูถูกและเคลื่อนไหวต่อไป สายลมรุนแรงพุ่งเข้าใส่หลงเฉินพร้อมกับวังวนขนาดมหึมาที่ดูเหมือนจะก่อกำเนิดมาจากของเหลว ดูราวกับสายน้ำสีเหลืองที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลงเฉิน!
“พลังของผู้ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้านั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะเข้าใจได้หรอกนะ เจ้าลูกหมาตัวกระจ้อย!”
“ดัชนีสวรรค์ทมิฬ – ยมโลกเก้าโคจร!”
หลงเฉินคุ้นเคยกับยมโลกเก้าโคจรดี เขาเคยประมือกับไป๋ซื่อเฉินและไป๋จ้านสงที่เคยใช้กระบวนท่านี้มาก่อน ซึ่งคราวนี้ไป๋ลี่ก็ใช้กระบวนท่าเดียวกัน หากเทียบความแข็งแกร่งกับไป๋จ้านสงแล้ว นับได้ว่าไป๋ลี่นั้นแข็งแกร่งกว่าหลายเท่าตัว และหลงเฉินเองก็ไม่ใช่หลงเฉินคนเดิมที่จัดการกับไป๋จ้านสง เมื่อเห็นพลังโจมตีอันรุนแรงที่กำลังมุ่งตรงมาที่เขา หลงเฉินก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าเลยแม้แต่น้อย
เพราะพลังอันไร้ขอบเขตและปราณโลหิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึงสิบเท่าเมื่อเทียบกับคู่ต่อสู้ ทำให้หลงเฉินมีความมั่นใจอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นกัน!
หลังจากบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเจ็ด นี่เป็นครั้งแรกที่หลงเฉินได้ประมือกับยอดฝีมืออย่างไป๋ลี่ การต่อสู้ในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นความสามารถในการต่อสู้ทั้งหมดในร่างกายของเขาและทำให้เขาต่อสู้ได้อย่างดุเดือด!
“ก่อนหน้านี้ข้าใช้ผนึกมังกรลึกล้ำทำลายดัชนีย์สวรรค์ทมิฬ – ยมโลกเก้าโคจรของไป๋จ้านสงได้สำเร็จ ครานี้ ข้าจะใช้ผนึกมังกรลึกล้ำทำลายยมโลกเก้าโคจรเสียให้สิ้น มิเช่นนั้นแล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าข้า...หลงเฉินได้พัฒนาฝีมือไปมากเพียงใด...”
***************************