บทที่ 43: กระแสน้ำที่แปรปรวนและถ้ำลับหลังม่านน้ำตก
กงล้อแห่งอารยธรรมเพิ่งจะเริ่มหมุนตัวขึ้นอย่างภาคภูมิใจที่ริมหน้าผาของรัฐอิสระเฮเซลบรุคโรงสีกังหันน้ำ ขนาดยักษ์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากกังหันรับน้ำด้านบน คือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะเหนือขีดจำกัดของแรงงานมันควรจะเป็นเครื่องจักรกลที่เสถียรและทรงพลังที่สุด ทว่าในโลกของความเป็นจริงฟิสิกส์มักจะมาพร้อมกับตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้เสมอ... โดยเฉพาะเมื่อตัวแปรนั้นคือ ‘ธรรมชาติ’
เพียงไม่กี่วันหลังจากที่กังหันน้ำเริ่มเดินเครื่องอย่างเป็นทางการปัญหาใหญ่ระดับวิกฤตโครงสร้างก็อุบัติขึ้น!
กิ๊ก... กึก!...แคร่ก!!!
เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดอย่างรุนแรงดังก้องมาจากระบบส่งกำลังเฟืองดอกจอก ที่อีไลอัสสลักขึ้นอย่างประณีตเพื่อเปลี่ยนทิศทางแรงหมุน 90 องศากำลังสั่นสะท้านอย่างหนักซี่ฟันไม้เนื้อแข็งถูกแรงบิด กระชากอย่างไม่เป็นจังหวะ จนเกิดควันบางๆลอยขึ้นมาจากการเสียดสีที่ผิดปกติ!
"หยุดเครื่องเดี๋ยวนี้!ดัสตี้! ปิดฝายกั้นน้ำด่วนที่สุด! ก่อนที่เพลาเอกของฉันจะหักเป็นสองท่อน!"
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีตะโกนลั่นลานหน้าผาเขาวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปดูระบบฟันเฟืองใบหน้าของอดีตสถาปนิกและผู้คุมงานก่อสร้างซีเนียร์เคร่งเครียดจนคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นบนหน้าผาก
"กิ๊ววว!รับทราบครับบอส! ปิดวาล์วน้ำฉุกเฉิน!" ดัสตี้ตุ่นอสูรวิศวกรโยธาในชุดหมวกเซฟตี้รีบมุดดินพุ่งไปดึงแผ่นไม้โอ๊กเหล็กที่ขวางเส้นทางรางส่งน้ำ อย่างรวดเร็ว
มวลน้ำที่กำลังพุ่งเข้าใส่ถังรับน้ำของกังหันถูกตัดขาดกังหันไม้ยักษ์ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะส่งเสียงครางฮือและหยุดนิ่งสนิทเอลดรินและเหล่าเอลฟ์ช่างทอที่เตรียมกระบุงมารอรับแป้งข้าวสาลีต่างพากันชะโงกหน้ามองด้วยความกังวลใจ
"เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน?เมื่อวานกังหันยังหมุนราบรื่น โม่แป้งให้พวกเราได้ตั้งหลายกระสอบเลยนี่ขอรับ"เอลดรินเอ่ยถามด้วยความเสียดาย
"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กังหันหรือระบบเฟืองหรอกเอลดริน..." อีไลอัสถอนหายใจยาวเขายกมือขึ้นชี้ไปที่ต้นเหตุที่แท้จริงเบื้องหน้า "ปัญหาอยู่ที่ 'แหล่งจ่ายพลังงาน' ของเราต่างหาก...มองดูน้ำตกม่านไพลินสิ!"
ทุกคนหันไปมองสายน้ำตกขนาดใหญ่ที่ทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาหากสังเกตให้ดีจะพบว่า ‘ความผิดปกติ’กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนมวลน้ำที่เคยไหลลงมาอย่างสม่ำเสมอและนุ่มนวล บัดนี้กลับมีลักษณะเดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบาอย่างน่าประหลาดใจ!
บางจังหวะน้ำตกจะไหลทะลักลงมาอย่างเกรี้ยวกราดรุนแรง เกิดเป็นปรากฏการณ์ 'ค้อนน้ำ' กระแทกใส่กังหันจนกงล้อหมุนเร็วจนควบคุมรอบไม่ได้แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีกระแสน้ำกลับเหือดแห้งลงอย่างกะทันหันจนกลายเป็นเพียงสายน้ำเล็กๆ หยดติ๋งๆทำให้กังหันหยุดหมุนกลางคันเพราะขาดแรงมวลน้ำ
"อัตราการไหลของน้ำแกว่งตัวอย่างบ้าคลั่ง..."อีไลอัสวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยหลักวิศวกรรมชลศาสตร์"การที่ความเร็วน้ำเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบกะทันหัน มันสร้าง 'ภาระกระแทก' ให้กับฟันเฟืองไม้ของเราถ้าปล่อยให้กังหันทำงานในสภาพนี้ต่อไป เฟืองจะแตกกระจายและระบบส่งกำลังจะพังทลายลงมาทั้งระบบ!"
ดัสตี้เดินเตาะแตะเข้ามาใกล้ตบหมวกเซฟตี้ของตนเองอย่างหงุดหงิด "กิ๊ว!ฉันพยายามแก้ปัญหาแบบสุดฝีมือแล้วนะบอส! ฉันลองขุด 'คลองส่งน้ำอ้อม' เพื่อปรับทิศทางน้ำใหม่ดักน้ำไว้ในบ่อพัก ก่อนปล่อยเข้ากังหันเพื่อลดความแรงของช่วงน้ำหลากแต่พอถึงช่วงที่น้ำมันแห้ง บ่อพักของฉันก็ไม่มีน้ำเหลือส่งเข้ากังหันอยู่ดี!ระบบชลประทานดินของฉันรวนไปหมดแล้ว แก้ยังไงก็ไม่หาย!"
"ฉันรู้ว่าแกพยายามแล้วดัสตี้นั่นไม่ใช่ความผิดของแกเลย"
อีไลอัสตบไหล่ตุ่นอสูรเบาๆเพื่อให้กำลังใจ ก่อนจะกอดอกแน่น สายตาคมกริบจ้องมองฝ่าม่านละอองน้ำขึ้นไปตามความสูงของน้ำตกม่านไพลิน
"การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยงานโยธามันช่วยอะไรไม่ได้มากถ้า 'ต้นน้ำ' มันมีปัญหา"เด็กชายพึมพำ "น้ำตกที่เกิดจากแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ควรมีปริมาณน้ำที่ผันผวนรุนแรงระดับนาทีต่อนาทีแบบนี้ เว้นเสียแต่ว่า... จะมี 'บางสิ่งบางอย่าง' ไปขัดขวางหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเส้นทางน้ำที่อยู่ด้านบน!"
ความผิดปกติของธรรมชาติต้องมีคำอธิบายทางวิศวกรรม!
อีไลอัสหันไปหาโดรนสำรวจเวหาประจำหมู่บ้าน"ไพเพอร์! ได้เวลาขึ้นบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน แล้ว! บินฝ่าละอองน้ำขึ้นไปสำรวจหน้าผาด้านบนให้ฉันทีฉันต้องการภาพมุมสูงของต้นน้ำตก!"
"จิ๊บ!รับทราบครับเจ้านาย! โดรนไพเพอร์พร้อมทะยาน!"
นกอสูรสายลับสีขาวบริสุทธิ์กระพือปีกพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันทีมันบินฝ่าม่านละอองน้ำและแรงลมที่ปะทะหน้าผาขึ้นไปอย่างเชี่ยวชาญอีไลอัสทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหิน หลับตาลงและเปิดใช้งานสกิล [วิสัยทัศน์เวหา] อย่างรวดเร็ว
วูบ!
ภาพความมืดในมโนสำนึกถูกแทนที่ด้วยมุมมองเบื้องบนที่สั่นไหวเล็กน้อยตามแรงลมไพเพอร์บินโฉบขึ้นไปจนถึงยอดหน้าผาที่สายน้ำตกไหลบ่าลงมาภาพของป่าชั้นกลางที่ทึบและอุดมสมบูรณ์ปรากฏแก่สายตา
"ไพเพอร์บินต่ำลงมาตามร่องน้ำหน่อย ดูซิว่ามีเขื่อนกั้นน้ำของพวกบีเวอร์อสูรหรือมีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางน้ำจนกลายเป็นฝายธรรมชาติอยู่หรือเปล่า"อีไลอัสส่งกระแสจิตสั่งการ
นกอสูรบินลาดตระเวนตามลำธารต้นน้ำที่อยู่เหนือหน้าผาลึกเข้าไปในเขตป่าชั้นกลางทว่า... ลำธารนั้นกลับปกติดี! กระแสน้ำด้านบนไหลเอื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีเขื่อนกั้นน้ำ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของดินถล่ม ที่จะไปอุดตันทางน้ำเลยแม้แต่น้อย
"ประหลาดมาก...ต้นน้ำปกติดี ปริมาณน้ำก็สม่ำเสมอ แล้วน้ำมันไปสะดุดตรงไหน?" อีไลอัสขมวดคิ้ว "ไพเพอร์ บินกลับมาที่หน้าผา...ลองบินเลียบดิ่งลงมาตาม 'ม่านน้ำตก' ช้าๆทีละเมตร!"
ไพเพอร์เปลี่ยนทิศทางมันบินร่อนดิ่งลงมาตามแนวกำแพงหินผาขนานไปกับม่านน้ำตกที่กำลังทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่างภาพที่ส่งมาเป็นเพียงมวลน้ำสีขาวโพลนและโขดหินแกรนิตที่เปียกชุ่ม
จนกระทั่ง...ลงมาถึงช่วงกึ่งกลางของความสูงหน้าผา!
"เดี๋ยวก่อนไพเพอร์!หยุดร่อน บินลอยตัวอยู่ตรงนั้น!" อีไลอัสเบิกตากว้างในโลกแห่งความเป็นจริง
ภาพในวิสัยทัศน์เวหาปรากฏให้เห็น'ความผิดปกติทางโครงสร้าง'อย่างชัดเจน! ที่บริเวณกึ่งกลางของหน้าผา ซึ่งถูกบดบังด้วยม่านน้ำตกที่หนาทึบจนมองจากด้านล่างไม่เห็นมวลน้ำไม่ได้ไหลลงมาเป็นเส้นตรงทั้งหมด แต่มันมีรอยแหว่งยุบตัวเข้าไปด้านในหินผา!
ละอองน้ำแตกกระจายออกมาในมุมที่ผิดธรรมชาติราวกับว่ามีโพรงขนาดใหญ่ดูดกลืนมวลน้ำเข้าไปสะสมไว้ แล้วพ่นมันออกมาอย่างไม่เป็นจังหวะ!
"นั่นมัน...'ถ้ำลับ' !" อีไลอัสอุทานลั่น"มีถ้ำขนาดใหญ่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตกม่านไพลิน!และโครงสร้างทางน้ำภายในถ้ำนั้นกำลังมีปัญหาอย่างหนักทำให้มวลน้ำสะสมตัวและระเบิดทะลักออกมาอย่างไม่สม่ำเสมอ!"
อดีตสถาปนิกลืมตาขึ้นตัดการเชื่อมต่อจากนกอสูร เขาลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น
"ทุกคน!ปริศนาไขกระจ่างแล้ว! ความผิดปกติไม่ได้เกิดจากป่าด้านบน แต่เกิดจาก 'หลังม่านน้ำตก' ตรงหน้าเรานี่เอง!"อีไลอัสชี้มือขึ้นไปที่กึ่งกลางของหน้าผา "มีถ้ำซ่อนอยู่ที่นั่นและเราต้องเข้าไปซ่อมแซมระบบประปาธรรมชาติ ของมัน ไม่อย่างนั้นกังหันน้ำราคาแพงของเราจะกลายเป็นแค่เศษฟืนเปียกๆ!"
"โฮก! บาร์นีย์...จะพังถ้ำ... ให้ราบ!" หมียักษ์อสูรรถเครนระดับ A ทุบอกตัวเองดังปึกๆกล้ามเนื้อทั่วร่างสูบฉีดเตรียมพร้อมบวก
"ไม่ได้ไปพังเว้ยไอ้หมีบ้า!เราจะไปสำรวจและซ่อมแซมต่างหาก!" อีไลอัสปรามทันควัน ก่อนจะหันไปสั่งการจัดทัพใหม่"บาร์นีย์ ฟินน์! พวกแกสองคนต้องเป็นทัพหน้า! ดัสตี้รอสแตนด์บายอยู่ที่นี่คอยดูระดับน้ำ เอลดริน พาพวกเอลฟ์ช่างทอ ช่างปั้น และเด็กๆถอยกลับไปที่เขตที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัย!"
สถาปนิกน้อยกวาดสายตาไปยังกองกำลังที่เหลือ"ส่วน 'คีแลน'! นำแกนนำเอลฟ์นักรบทั้งห้าคนของนายหยิบอาวุธมาให้พร้อม!พวกนายต้องตามฉันเข้าไปในถ้ำหลังน้ำตก เป็นหน่วยคุ้มกันและสนับสนุนการสำรวจ ส่วนนักรบที่เหลือให้กระจายกำลังคุ้มกันชาวบ้านด้านนอก!"
"รับทราบขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน!หน่วยทะลวงฟันทั้งห้าพร้อมพลีชีพปกป้องท่าน!" คีแลน หัวหน้าเอลฟ์นักรบผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านสันกรามแต่ก็ยังคงใบหน้าหล่อเหลาตามแบบฉบับของเอลฟ์ตะเบ๊ะรับคำสั่งอย่างแข็งขัน เขากระชับมีดสั้นในมือแน่นพร้อมกับเอลฟ์ยอดฝีมืออีกสี่คนที่ก้าวออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานด้วยแววตาดุดัน
ทีมสำรวจชุดกู้ภัยโครงสร้างน้ำถูกจัดตั้งขึ้นอย่างฉับไวอีไลอัสกระโดดขึ้นขี่หลังกว้างๆ ของบาร์นีย์ โดยมีฟินน์ จิ้งจอกอสูรนักรบเวทมนตร์กระโดดขึ้นมานั่งประกบอยู่ด้านข้าง ส่วนคีแลนและแกนนำเอลฟ์นักรบทั้งสี่วิ่งตามมาประกบเป็นรูปขบวนคุ้มกันอย่างรู้หน้าที่
"ฟังให้ดีนะฟินน์..."อีไลอัสก้มลงกระซิบกับจิ้งจอกน้อย "ถ้ำหลังน้ำตกเป็นพื้นที่ปิดและมืดทึบหน้าที่ของแกคือการให้แสงสว่าง และที่สำคัญ... แกคือ 'นักรบเวทสายโจมตี'หลักของทีมเรา! ถ้ามีตัวอะไรโผล่มาตั้งตนเป็นศัตรูห้ามลังเลที่จะสาดเวทไฟใส่พวกมันเด็ดขาด เข้าใจไหม!"
"โฮ่ง!เรื่องเผาขนศัตรูไว้ใจฉันได้เลยเจ้านาย!" ฟินน์แยกเขี้ยวประกายไฟสีแดงส้มปะทุขึ้นที่มุมปากอย่างดุดันบ่งบอกถึงความพร้อมในการทำลายล้างตามสายอาชีพของมัน"ฉันพร้อมจะย่างสดทุกอย่างที่ขวางหน้า!"
"บาร์นีย์...ลุยเลย! นำทัพฝ่าม่านน้ำตกเข้าไป!"
"โฮกกกกก!"
หมียักษ์อสูรคำรามลั่น มันออกวิ่งด้วยพละกำลังมหาศาลเหยียบย่ำโขดหินริมแอ่งน้ำตก ก่อนจะพุ่งสปริงตัวทะยานขึ้นไปตามแนวหินผาที่ลาดชัน!กรงเล็บหนาเตอะของมันจิกทะลุหินแกรนิตราวกับแทงเต้าหู้มันปีนป่ายหน้าผาขึ้นไปอย่างรวดเร็วและมั่นคง สวนทางกับกระแสน้ำที่ตกลงมาคีแลนและแกนนำนักรบที่ว่องไวก็กระโดดปีนป่ายตามขึ้นมาติดๆ
ซ่าาาาา!!! โครมมมม!!!
มวลน้ำตกมหาศาลปะทะเข้ากับร่างของบาร์นีย์และทีมเอลฟ์อย่างจัง!แรงดันน้ำ ที่หนักหน่วง บาร์นีย์เกร็งกล้ามเนื้อต้านกระแสน้ำ พุ่งหัวมุดฝ่า 'ม่านน้ำตก' เข้าไปด้านในได้อย่างสำเร็จนำพาอีไลอัสและหน่วยคุ้มกันเข้าสู่ความมืดมิดเบื้องหลังม่านน้ำ!
ตุบ!
บาร์นีย์ทิ้งตัวลงเหยียบพื้นหินที่เปียกชื้นพวกเขาเข้ามาอยู่ด้านในของหน้าผาแล้ว! คีแลนและลูกน้องทั้งสี่กระโดดตามเข้ามาตั้งขบวนคุ้มกันเจ้านายตัวน้อยทันที หอกและดาบทุกเล่มชี้ออกไปข้างหน้าคันธนูถูกง้างรอรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
"ฟินน์! ไฟ!"
จิ้งจอกอสูรไม่รอช้า มันอ้าปากพ่น 'ลูกไฟเวทมนตร์' ขนาดเท่าลูกแตงโมขึ้นไปลอยค้างอยู่กลางอากาศเหนือหัวพวกเขาทันทีแสงสว่างสีส้มอมแดงสาดส่องไปทั่วบริเวณ ขับไล่ความมืดมิดออกไปและเผยให้เห็นความอลังการของ 'ถ้ำลับหลังม่านน้ำตก'!
มันเป็นโถงถ้ำขนาดมหึมา ที่กว้างขวางยิ่งกว่าลานหมู่บ้านเฮเซลบรุคเสียอีก!บนเพดานและผนังถ้ำถูกปกคลุมไปด้วย 'มอสส์เรืองแสง' สีฟ้าอมเขียวที่เปล่งประกายระยิบระยับทว่า... เมื่อสายตาของสถาปนิกซีเนียร์ปรับเข้ากับแสงสว่าง และเริ่มกวาดมองไปรอบๆเขากลับมองเห็นแต่ 'ความพินาศทางโครงสร้าง'!
"พระเจ้าช่วย...สภาพเละเทะยับเยินขนาดนี้..." อีไลอัสกลืนน้ำลายลงคอ
ภายในถ้ำไม่ได้มีสภาพเป็นโพรงหินธรรมชาติที่สมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็นแต่มันเต็มไปด้วยร่องรอยของการพังทลาย หินย้อย ที่ห้อยลงมาจากเพดานซึ่งเปรียบเสมือน'เสารับน้ำหนักธรรมชาติ'หลายสิบต้น ถูกทำลายจนหักโค่น! ร่วงหล่นลงมากระแทกกับหินงอก บนพื้นจนแตกกระจายเป็นเศษซาก
และที่สำคัญที่สุด...รอยแตกของหินและเศษซากปรักหักพังเหล่านั้น ได้ร่วงหล่นลงไปอุดตัน 'ร่องน้ำใต้ดิน' ที่มีอยู่มากมายภายในถ้ำ!
"นี่ไงล่ะสาเหตุของน้ำตกแปรปรวน..."อีไลอัสกระโดดลงจากหลังบาร์นีย์ ชี้ไปที่กองหินขนาดยักษ์ที่ปิดกั้นร่องน้ำสายหลัก"เศษหินพวกนี้สร้าง 'เขื่อนกั้นน้ำชั่วคราว' ทำให้น้ำที่ไหลซึมลงมาจากยอดหน้าผาถูกกักเก็บสะสมไว้ในถ้ำจนเกิดความดันสูงรวบรวมมวลน้ำไว้ในโพรงอากาศ!"
เด็กชายอธิบายหลักฟิสิกส์ให้ลูกบ้านฟัง"และเมื่อความดันมันเพิ่มขึ้นจนเกินขีดจำกัดน้ำก็จะระเบิดทะลักทลายดันผ่านช่องว่างของกองหินออกมาพร้อมกันทำให้กระแสน้ำตกด้านนอกแรงขึ้นกะทันหัน! และพอน้ำระบายออกหมด มันก็แห้งลงรอเวลาสะสมความดันรอบใหม่... นี่มันหลักการทำงานของกาลักน้ำ ที่ผิดเพี้ยนเพราะซากปรักหักพังชัดๆ!"
สถาปนิกน้อยกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างพินิจพิเคราะห์ รอยหักของหินงอกหินย้อย...รอยขูดขีดบนผนังถ้ำที่ลึกเป็นทางยาว...
"แต่การพังทลายพวกนี้ไม่ได้เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ หรือแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ..."สัญชาตญาณของการเป็นผู้คุมงานก่อสร้างเตือนอีไลอัสอย่างรุนแรง "รอยแตกมันคมกริบรอยขีดข่วนมีทิศทางสะเปะสะปะ... ถ้ำนี้ไม่ได้พังเอง แต่มันพังเพราะ 'การต่อสู้' ! มีการปะทะกันอย่างรุนแรงของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เกิดขึ้นที่นี่!"
ฟินน์หูตั้งชันทันทีจมูกเรดาร์ของจิ้งจอกนักรบเวทสูดดมกลิ่นในอากาศอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับพวกเอลฟ์นักรบที่กระชับอาวุธแน่นขึ้น
"โฮ่ง! เจ้านาย!กลิ่นเลือด!มีกลิ่นเลือดคาวคลุ้งผสมกับกลิ่นคาวปลาลอยมาจากหลังโขดหินยักษ์ตรงโน้น!"ฟินน์แยกเขี้ยว เสียงคำรามต่ำๆ ดังอยู่ในลำคอลูกไฟเวทมนตร์บนอากาศขยายขนาดขึ้นพร้อมสำหรับการสาดทำลายล้างทันทีหากมีศัตรูโผล่มา
บาร์นีย์ ตั้งการ์ดเตรียมปะทะ! คีแลนนำหน่วยนักรบตั้งค่ายกลรูปพัด! ฟินน์ คอยคุ้มกันฉัน ระวังตัวให้ดี!"อีไลอัสสั่งการเสียงเข้มเขาก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปตามพื้นถ้ำที่ลื่นและเต็มไปด้วยแอ่งน้ำโดยมีกองกำลังแกนนำคุ้มกันอย่างแน่นหนา
เมื่อพวกเขาเดินอ้อมโขดหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำแสงไฟจากลูกไฟเวทมนตร์ของฟินน์ก็สาดส่องไปกระทบกับ 'สิ่งมีชีวิต' กลุ่มใหญ่ที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเบื้องหลังซอกหิน!
"เฮือก!"อีไลอัสเบิกตากว้าง หยุดชะงักฝีเท้าทันทีคีแลนและยอดฝีมือทั้งสี่ง้างคันธนูพร้อมยิง
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาไม่ใช่มอนสเตอร์ดุร้าย หรือสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่ทำลายถ้ำ...แต่เป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งมนุษย์กึ่งปลา จำนวนกว่าสามสิบชีวิต!
พวกเขาคือ 'เผ่าเงือกน้ำจืด หรือเผ่าเมอร์รินเครส'!
รูปลักษณ์ของพวกเขางดงามและเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ท่อนบนเป็นมนุษย์ที่มีเรือนร่างเพรียวบาง หูเรียวยาวคล้ายเอลฟ์แต่มีพังผืดเล็กๆเชื่อมติดท่อนล่างตั้งแต่ช่วงสะโพกลงไปเป็นหางปลาที่แข็งแรงและมีครีบยาวสลวยคล้ายปลากัดป่า
ทว่า...สภาพของเผ่าเงือกทั้งสามสิบชีวิตกลับห่างไกลจากคำว่างดงามในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง!เกล็ดที่ควรจะเปล่งประกายสีรุ้งสะท้อนแสง บัดนี้กลับดูซีดเซียวและลอกเป็นขุยบ่งบอกถึงภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ตามร่างกายของพวกเขามีบาดแผลฉกรรจ์รอยขีดข่วนจากของมีคมบางคนมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ที่เกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรง ผู้อาวุโสเงือกและเงือกเด็กคนหนึ่งกอดหางของมารดาแน่นดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ น้ำในแอ่งข้างตัวพวกเขา… เหลือเพียงตื้นๆ จนเห็นพื้นหินด้านล่าง สภาพเหมือนค่ายผู้อพยพที่เพิ่งผ่านสงครามมาหมาดๆ
เงือกน้ำจืดคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำจากลักษณะและการแต่งตัว เส้นผมยาวสลวยสีฟ้าอ่อนปนเงินไหลทิ้งตัวลงถึงแผ่นหลัง แทรกด้วยเครื่องประดับรูปเปลือกหอยและปะการังขนาดเล็กที่ประดับอย่างประณีตมีรูปร่างเพรียวบางงดงามตามแบบเผ่าพันธุ์ ช่วงลำตัวท่อนบนเป็นสตรีเพรียวงามสวมเครื่องแต่งกายสีเขียวน้ำทะเลประดับลวดลายทองคล้ายเกล็ดปลา เผยให้เห็นความอ่อนช้อยแต่แข็งแกร่งในเวลาเดียวกันตั้งแต่ช่วงสะโพกลงไปเป็นหางเงือกยาวโค้งงดงามสีเขียวน้ำทะเลไล่เฉด
เธอนอนพิงโขดหินปกป้องเงือกเด็กที่อยู่ด้านหลังมือข้างหนึ่งกุมบาดแผลที่สีข้างซึ่งมีเลือดสีแดงสดซึมออกมา เมื่อเห็นแสงไฟร่างของหมีอสูรระดับสูง และกองทัพเอลฟ์ที่ง้างธนูเล็งมาเธอใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย คว้ารากไม้แหลมๆ หักๆ ขึ้นมาจ่อชี้ไปทางอีไลอัสแววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สิ้นหวัง แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ย...อย่าเข้ามานะ! ถอยไป! ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้ามาทำร้ายครอบครัวของข้าไปมากกว่านี้แล้ว..."เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นสะท้านหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลรินปนกับหยดน้ำบนใบหน้า
"ทุกคนลดอาวุธลงเดี๋ยวนี้!"อีไลอัสรีบหันไปสั่งเอลฟ์นักรบที่กำลังง้างธนูตึงเปรี๊ยะ"พวกนี้ไม่ใช่ศัตรู!"คีแลนมองหน้าเผ่าเงือกน้ำจืดเล็กน้อยก่อนจะสั่งให้เอลฟ์ที่เหลือลดอาวุธลง
สถาปนิกน้อยรีบหันกลับมายกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเขามองดูสภาพอันน่าเวทนาของกลุ่มผู้อพยพทางน้ำทั้งสามสิบชีวิตการตายอย่างน่าเศร้าและโดดเดี่ยวในถ้ำมืดมิดเช่นนี้...มันขัดกับอุดมการณ์การเป็นผู้ใหญ่บ้านของเขาอย่างรุนแรง!เขาจะไม่ยอมให้มีการตายอย่างน่าเศร้าเกิดขึ้นที่นี่แน่นอน!
"ใจเย็นๆ ก่อน!วางอาวุธลงเถอะ พวกเรามาดี!" อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยนที่สุด"ฉันชื่ออีไลอัสเป็นผู้ใหญ่บ้านของรัฐอิสระเฮเซลบรุคที่ตั้งอยู่ด้านล่างน้ำตกนี้พวกเรามาที่นี่เพื่อซ่อมแซมทางน้ำ และดูเหมือนว่า...ประชากรของพวกเธอทั้งสามสิบชีวิตจะต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วนนะ"
ดวงตาของเงือกสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเธอมองดูเด็กชายมนุษย์ สลับกับหมียักษ์ จิ้งจอกไฟและเอลฟ์นักรบที่ยอมลดอาวุธลงตามคำสั่งของเจ้านายตัวน้อย
"มนุษย์...ที่ปกครองสัตว์อสูรและเอลฟ์? มาเพื่อ...ช่วยเหลือพวกเราสามสิบชีวิตงั้นหรือ..." เธอพึมพำด้วยความไม่อยากเชื่อก่อนที่ขีดจำกัดของร่างกายที่ทนบาดแผลและความอดอยากมาหลายวันจะมาถึงร่างของเงือกสาวซวดเซ อาวุธไม้ร่วงหล่นจากมือและเธอก็ล้มพับหมดสติลงไปกับพื้นหินที่เย็นเฉียบท่ามกลางเสียงกรีดร้องตกใจของเงือกตัวอื่นๆ
"เฮ้!อดทนไว้ก่อน!" อีไลอัสถลาตัวเข้าไปหาเงือกสาวทันที
สถาปนิกตัวน้อยคุกเข่าลงข้างร่างของผู้บาดเจ็บเขามองดูสภาพถ้ำที่พังทลาย อาการบาดเจ็บสาหัสของเผ่าเงือกทั้งสามสิบชีวิตและร่องรอยการต่อสู้ จิ๊กซอว์แห่งความวุ่นวายกำลังเริ่มปะติดปะต่อกันในหัวของอีไลอัส
ปัญหาของกังหันน้ำไม่ใช่แค่เรื่องของฟิสิกส์อีกต่อไป แต่มันคือผลกระทบจากการบุกรุกแหล่งน้ำโดย ‘บางสิ่งบางอย่าง’ ที่ทรงพลังพอจะขับไล่เจ้าถิ่นอย่างเผ่าเงือกทั้งเผ่าและทำลายโครงสร้างถ้ำจนยับเยิน!
และในฐานะผู้ใหญ่บ้านแห่งเฮเซลบรุค...การปล่อยให้ต้นน้ำของเมืองถูกคุกคาม และมีผู้อพยพมานอนรอความตายอยู่ในเขตรับผิดชอบมันคือสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด! การกู้ภัยทางสถาปัตยกรรมการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน และการเจรจาข้ามเผ่าพันธุ์ครั้งใหม่ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณถ้ำลับแห่งนี้!