จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 74 ความขัดแย้ง

    “พวกเจ้าทำงานกันยังไง! หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก ๆ จะรับผิดชอบกันไหวไหม!”

    เสียงตำหนิจากหนุ่มใหญ่ดังสะท้อนทั่วห้องประชุมใหญ่ หลายเสียงเริ่มพูดสนับสนุนทันที บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความกดดัน

    ผู้พูดคือ ควินน์ บาร์นเน็ต อาจารย์ประจำวิชาเวทมนตร์ชั้นปีสี่ นักเวทเทียร์สามขั้นสูง ชายร่างผอม ผิวซีด มีนัยน์ตาและผมสีน้ำตาลอ่อน เขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของสถาบันวาลเดียลา

    ฝั่งอาจารย์ชั้นปีหนึ่งและสองต่างนั่งหน้าเคร่งเครียด ไม่มีผู้ใดกล้าโต้ตอบ โดยมี จาเร็ธ หัวหน้าชั้นปีหนึ่งและสองเป็นผู้นำ และ จอมเวทรอย ที่เพิ่งกลับมาสอนอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปกว่าสี่สิบปีนั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

    การประชุมด่วนครั้งนี้ถูกเรียกขึ้นโดยฝ่ายบริหารระดับสูง หลังเหตุการณ์ค้างคาวอสูร ดัสค์วิง หลุดเข้าไปโจมตีนักศึกษาใหม่ในพื้นที่ฝึกป่าวาเรนธิล เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่จัดกิจกรรมนี้มา

     

    “จาเร็ธ เจ้าคุมคนยังไงถึงปล่อยให้ค้างคาวพวกนั้นเข้าไปได้!”

    เสียงของหญิงชราในชุดคลุมอัลเคมิสดังขึ้นอย่างแข็งกร้าว

    “ตั้งแต่เราจัดกิจกรรมนี้มาไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เลย เจ้าได้ตรวจสอบข่ายเวทก่อนเริ่มกิจกรรมหรือไม่?”

    “อาจารย์โรซาลิน ข้าได้ให้คนตรวจสอบแล้ว และไม่พบความผิดปกติใด ๆ เลยขอรับ”

    จาเร็ธตอบเสียงเรียบ เขาพยายามรักษามารยาทแม้สีหน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

    “ถ้าไม่ผิดปกติ แล้วพวกมันจะเข้าไปได้ยังไง?”

    โรซาลินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่ลดราวาศอก

    “ต่อให้เป็นแค่เทียร์หนึ่งขั้นต้น แต่พวกมันมีจำนวนมากเกินกว่าที่เด็กใหม่จะรับมือได้ ข่ายเวทที่ตั้งขึ้นก็เพื่อป้องกันเหตุนี้โดยเฉพาะ ถ้าเจ้าบอกว่าตรวจแล้ว เช่นนั้นพวกมันจะมาจากไหนกัน?”

    “เรากำลังสืบสวนอยู่ขอรับ ตั้งแต่เมื่อวานเช้า ข้าให้ทีมอาจารย์และนักจารึกเวทช่วยกันตรวจข่ายเวททุกจุด แต่ยังไม่พบช่องโหว่ใด ๆ ตอนนี้กำลังเร่งตามหาพวกที่เหลืออยู่ในพื้นที่ฝึกฝนขอรับ”

    เขาพยายามอธิบายด้วยความสุภาพ ทว่าไม่มีใครสนใจฟังแม้แต่น้อย

     

    “แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไร ว่าคนที่ส่งไปตรวจสอบไว้ใจได้?”

    เสียงของควินน์ดังขึ้นแทรก

    “หรือเป็นกลุ่มเดียวกับที่ตรวจสอบก่อนหน้า?”

    “เอ่อ... เป็นทีมอาจารย์ปีหนึ่งและสอง รวมถึงนักจารึกเวทของสถาบันด้วยขอรับ”

    จาเร็ธอ้ำอึ้ง ไม่กล้าพูดชื่อผู้นำทีม เพราะรู้ดีว่าเป้าหมายของการประชุมครั้งนี้ มุ่งไปที่ใคร

    จอมเวทรอย ผู้กลับมาหลังจากหายไปกว่าสี่ทศวรรษ

     

    “เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ”

    เสียงทุ้มของชายชราร่างใหญ่ในชุดอัศวินดังขึ้น เขาคือ ฮวน มาคาเลีย อัศวินเทียร์สามขั้นสมบูรณ์ อีกหนึ่งกรรมการบริหาร

    “เจ้าคิดว่าอย่างไร จาเร็ธ?”

    ห้องประชุมมีคณะกรรมการบริหารสิบสองท่าน ที่เหลืออีกแปดคนติดภารกิจภายนอกจึงไม่ได้เข้าร่วม ส่วน อธิการบดีไฮรอส วาเนอริส ไม่ได้เข้าประชุมตามธรรมเนียม โดยมอบหมายให้ รองอธิการบดีอีธาน วาเนอริส รับผิดชอบแทนทั้งหมด

     

    ทันใดนั้น เสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากหัวโต๊ะ

    “ทุกท่าน... โปรดใจเย็นลงก่อนเถิด”

    น้ำเสียงของอีธานสงบจนทุกเสียงเงียบลงในพริบตา

    “โชคดีที่ครั้งนี้ไม่เกิดโศกนาฏกรรม แม้เหตุการณ์จะน่ากังวล แต่เราควรยินดีที่เด็ก ๆ ปลอดภัย ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงของสถาบันคงถูกกล่าวขวัญไปทั่วทั้งจักรวรรดิแน่”

    เขาหยุดชั่วครู่ กวาดตามองผู้คนในห้องด้วยรอยยิ้มบาง

    “ส่วนสาเหตุนั้น... ข้าเห็นควรให้จาเร็ธและทีมงานได้สืบหาความจริงก่อน แล้วเราค่อยมาพิจารณากันอีกที ว่าความผิดพลาดนี้เกิดจาก ‘ระบบข่ายเวท’ หรือจาก ‘ผู้ควบคุมระบบ’ กันแน่”

    คำพูดของเขาอ่อนโยนแต่แฝงความเยือกเย็น หากวิเคราะห์ให้ดีจะเห็นคมมีดที่ซ่อนอยู่ภายใน

    “อย่างไรก็ดี ข้าคิดว่าเราควรมองเหตุนี้ในฐานะ ‘อุบัติเหตุจากความไม่คุ้นเคย’ มากกว่าความประมาท”

    เขาเหลือบสายตาไปทางรอยเล็กน้อย

    “รุ่นพี่รอยเพิ่งกลับมาสอนหลังจากห่างหายไปนาน ระบบของสถาบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะข่ายเวทรุ่นใหม่... หากยังไม่คุ้นเคยดี ก็ไม่แปลกที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนได้”

    เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังขึ้นรอบห้อง แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา

    “แต่ในเมื่อไม่มีใครได้รับอันตรายใหญ่โต ข้าคิดว่าเพียงทราบสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”

    เขายกยิ้มบาง

    “สถาบันวาลเดียลาไม่ต้องการ การกล่าวโทษกัน... เราต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่านั้น”

     

    จากนั้นอีธานจึงหันไปยังจาเร็ธ

    “เจ้าจัดการตรวจสอบและทำให้เสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์ ส่งรายงานโดยละเอียดขึ้นมา แล้วพารุ่นพี่ไปดูความเปลี่ยนแปลงของสถาบันให้ทั่ว เพื่อป้องกันความผิดพลาดเช่นนี้อีก ข้าเชื่อว่าครั้งหน้า... เราคงไม่ต้องเผชิญเหตุเช่นนี้อีกครั้ง”

    เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนคำแนะนำของผู้ใหญ่ใจดี แต่ทุกถ้อยคำล้วนมีแรงกดดันซ่อนอยู่

    “เอาล่ะ...”

    อีธานลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม

    “ครั้งนี้ข้าถือว่าไม่มีเหตุร้ายแรง ทุกคนสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ขอเพียงช่วยกันดูแลไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ข้าเชื่อว่า... พวกท่านคงไม่อยากให้สถาบันของเราถูกมองว่า ‘ขาดความสามารถในการควบคุมสิ่งพื้นฐานเช่นนี้’... ใช่ไหม?”

    ประโยคสุดท้ายของเขานุ่มแต่หนักพอจะทำให้ทั้งห้องเงียบงัน ไม่มีใครกล้าโต้ตอบ

     

    “ข้าน้อย รับทราบขอรับ”

    จาเร็ธรีบตอบเสียงแข็ง แม้ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มสืบจากที่ใด แต่เพียงได้ออกจากห้องนี้ เขาก็พอใจแล้ว

    อีธานพยักหน้ารับ ยิ้มอบอุ่นเหมือนเดิม ก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและแรงกดดันที่ยังอบอวลในอากาศ

    ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา มีเพียงเสียงลมหายใจหนักของบางคนที่ยังไม่คลายความอึดอัด

    และในมุมหนึ่งของห้อง จอมเวทรอย ยังคงนั่งนิ่ง

    ดวงตาคู่นั้นทอดมองตามแผ่นหลังของอีธานด้วยสายตาที่เยือกเย็น

     

     

    ทันทีที่ประตูห้องประชุมปิดลง เสียงพูดคุยอื้ออึงก็ดังขึ้นอีกครั้ง คำพูดเหน็บแนมและถากถางลอยวนไปทั่วห้อง เป้าหมายของทุกประโยคล้วนชัดเจน จอมเวทรอย

    รอยไม่สนใจเสียงเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขาเพียงถอนหายใจเบา ก่อนก้าวเข้าไปหากลุ่มกรรมการสี่คนที่เงียบตลอดการประชุม

    “สวัสดีขอรับ พวกท่านสบายดีไหม ข้าขออภัยที่ไม่ได้ไปทักทายก่อนหน้านี้”

    รอยค้อมศีรษะ กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ

    ชายชราในชุดคลุมผู้รักษาหัวเราะเบา ๆ

    “หากรอให้เจ้ามาทักทาย พวกข้าคงแก่ตายกันหมดแล้วมั้ง ฮ่าฮ่า... ข้าก็เหลือเวลาอีกไม่นานนัก ดีแล้วที่ได้เห็นเจ้ากลับมาก่อนจากไป”

    เขาคือ เอเดรียน ธีโอลตัน นักเวทรักษาเทียร์สามขั้นสมบูรณ์ ผู้พยายามเลื่อนระดับมานานแต่ยังไม่สำเร็จ

    “รุ่นพี่อย่าเพิ่งท้อเลยขอรับ หากยังไม่หยุดพยายาม ข้ามั่นใจว่าสักวันท่านจะทำสำเร็จแน่”

    รอยกล่าวให้กำลังใจอย่างจริงใจ

     

    “เจ้ากลับมาแล้วก็ช่วยเขาหน่อยเถอะ”

    อาจารย์หญิงในชุดอัลเคมิสพูดเสริม น้ำเสียงอ่อนแรงแต่แฝงความหวัง

    “พวกเราทำกันเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล”

    “แม้แต่น้ำยาของท่าน เวโรนิกา ก็ไม่ได้ผลหรือขอรับ?”

    รอยหันไปถามอย่างประหลาดใจ

    หญิงชราผู้ถูกเรียกชื่อ เวโรนิกา เดลคอร์ต, อัลเคมิสเทียร์สามขั้นสมบูรณ์ เพียงพยักหน้าเบา ๆ แสดงสีหน้าจนใจโดยไม่พูดคำใด

    “แม้แต่น้ำยาของ เมเรียล ก็ยังช่วยไม่ได้ ทุกคนเลยลงความเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่มานา... แต่เรายังหาสาเหตุไม่พบ”

    ชายชราในชุดอัศวินพูดเสริม เขาคือ โทมัส เกรนเดน หนึ่งในอาจารย์เก่าของสถาบัน

    รอยพยักหน้ารับ พลางหันไปมองชายอีกสองคนที่ยืนอยู่เคียงกัน

    “อาจารย์โทมัส... แล้วท่านกับอาจารย์ไทเรล เลื่อนระดับเป็นเทียร์สี่แล้วสินะ?”

    คลื่นพลังบางเบาที่แผ่ออกจากร่างทั้งสองก็เพียงพอให้รอยรู้คำตอบ เขายิ้มบาง ๆ อย่างพอใจ

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ยังเทียบเจ้ามิได้อยู่ดี”

    ไทเรล นักล่าเทียร์สี่ขั้นต้นหัวเราะร่วน แม้เป็นรุ่นพี่ของรอย แต่ก็พูดด้วยความเคารพมากกว่าเยาะเย้ย

    “หากพวกท่านได้ออกสนามรบบ้างก็คงทะลุผ่านได้เช่นกัน”

    รอยกล่าวถ่อมตนตามวิสัย

    “ถ้าไม่ตายไปเสียก่อนน่ะสิ”

    โทมัสเอ่ยเสียงเรียบ แววตาแฝงความจริงจัง

    “สนามรบอาจทำให้เติบโตเร็ว... แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะกลับมาได้ทุกคน”

    รอยเพียงพยักหน้าเบา ๆ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่

     

    ขณะที่ทั้งห้าคนกำลังสนทนา กลุ่มกรรมการอีกฝ่ายหนึ่งก็เดินผ่านพอดี เสียงหนึ่งดังขึ้นลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

    “ทักทายกันให้พอเถอะ แล้วก็เตรียมตัวร่ำลากันไว้ด้วยล่ะ... เขาคงอยู่ได้ไม่นานนักหรอก”

    ต้นเสียงคือ ควินน์ บาร์นเน็ต ผู้ซึ่งยังเยาว์กว่าอาจารย์ทั้งสี่และรอย และเพราะเพิ่งเข้ามาหลังรอยจากไปนานแล้ว จึงไม่รู้เลยว่าเขากำลังพูดกับใคร และนั่นคือความผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในชีวิตเขา

    ในพริบตาเดียว คลื่นความร้อนรุนแรงก่อตัวขึ้นโดยไร้เสียงร่ายเวท เปลวเพลิงขนาดลูกฟุตบอลพุ่งออกจากปลายไม้เวทในมือของรอยอย่างแม่นยำ

    ฟุบ!

    ลูกไฟกระแทกเข้ากับศีรษะของควินน์โดยตรง เปลวไฟลุกโชนบนผมและใบหน้า เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังสะท้อนไปทั่วห้อง

    กรรมการอีกหลายคนถึงกับชะงัก ตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า ไม่มีใครคาดคิดว่ารอยจะลงมือในที่ประชุมแห่งนี้

    นักเวทคนหนึ่งรีบตั้งสติ ร่ายเวทน้ำดับไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง จนเหลือเพียงกลิ่นไหม้และควันบาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ

    เอเดรียนถอนหายใจยาว ก่อนเข้าช่วยรักษาให้แผลไหม้ค่อย ๆ ปิดสนิท แต่เส้นผมของควินน์ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะงอกคืน

     

    “สารเลว! เจ้ากล้าลงมือเช่นนั้นหรือ!”

    กรรมการคนหนึ่งตะโกนลั่น

    “ครั้งนี้อย่าหวังว่าจะรอด—!”

    ยังไม่ทันจบคำ เปลวเพลิงอีกดวงก็ก่อตัวขึ้นที่ปลายไม้เวทของรอย ราวกับคำเตือนอันเยือกเย็น เขาชะงักและปิดปากในทันที

     

    รอยยืนสงบนิ่ง ดวงตาเย็นเฉียบจ้องตรงไปข้างหน้า

    “ข้าย่อมรู้กฎของสถาบันดี แต่พวกเจ้าก็รู้เช่นกัน กฎของนักเวทอยู่เหนือกฎของสถาบัน”

    เสียงของเขาเรียบชัดแต่แฝงพลังอำนาจ

    “กฎสำคัญข้อหนึ่งกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีเทียร์ต่ำกว่าต้องให้ความเคารพต่อผู้ที่สูงกว่า เขาเป็นเพียงเทียร์สาม ส่วนข้า... เทียร์สี่”

    สายตาเขาเฉียบราวคมมีด

    “เมื่อแสดงมารยาทไม่เหมาะสม ข้ามีสิทธิ์ลงโทษตามกฎของนักเวท ถ้าอยากฟ้องร้องก็เชิญ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเจ้าจะกล้าไหม”

    ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกครั้ง หลายคนชะงักงัน บางคนพยายามจะโต้เถียงแต่ถูกคนชราที่รู้จักรอยดีห้ามไว้ แล้วพากันออกจากห้องพร้อมเสียงพึมพำไม่พอใจ

     

    “เจ้ายังไม่เปลี่ยนเลยนะ”

    เวโรนิกากล่าวเสียงอ่อน พลางนึกถึงอดีตของรอย

    “ไม่สิ... หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงต้องพักรักษาตัวเป็นเดือน”

    เอเดรียนส่ายหน้าเบา ๆ

    “เด็กพวกนี้ไม่รู้จักเจ้าดีพอ ถึงได้ทำตัวบุ่มบ่ามเช่นนั้น... แต่อย่างไรเจ้าก็ควรระวังไว้ คนพวกนั้นเจ้าเล่ห์นัก อาจเล่นงานเจ้าทางอื่นได้ทุกเมื่อ”

    “ใช่”

    โทมัสกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “เจ้าห้ามเปิดช่องโหว่เด็ดขาด หลายปีมานี้พวกมันจัดการอาจารย์เก่าหลายคน เอาคนของตัวเองเข้าแทน ตอนนี้กำลังของพวกมันแทบเทียบเท่าพวกเราแล้ว”

     

    “เพื่อนเจ้าหลายคนก็โดนเล่นงานด้วยข้อหาที่มันสร้างขึ้นเอง”

    ไทเรลพูดเสียงเศร้า

    “เหลือแต่พวกอาวุโสที่มันยังไม่กล้าแตะ”

    ทั้งสี่คนเริ่มเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รอยหายไป เรื่องราวของสถาบันที่ค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนมือจากผู้มีความสามารถกลายเป็นผู้มีอำนาจ

    รอยฟังเงียบ ๆ ความเยือกเย็นในดวงตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกรุ่นร้อน รังสีพลังแผ่กระจายออกโดยไม่รู้ตัว

     

    “ใจเย็นก่อน เจ้าไม่อาจฆ่าใครในที่นี้ได้หรอกนะ…”

    โทมัสรีบเตือนเมื่อสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังนั้น

    “ก่อนหน้านี้พวกเราอาจทำอะไรไม่ได้มาก แต่ตอนนี้ต่างออกไป เพราะเจ้ากลับมาแล้ว”

    “ตอนนี้เจ้าควรเร่งหาต้นเหตุของดัสค์วิงให้เจอก่อน”

    หญิงชรากล่าว

    “นั่นคือจุดอ่อนที่พวกมันจะใช้โจมตีเจ้าแน่”

    รอยพยักหน้าช้า ๆ เขาเข้าใจดีทุกถ้อยคำ

    “น่าเสียดาย ข้าเข้าไปในพื้นที่ฝึกฝนไม่ได้ ทำได้เพียงตรวจข่ายเวทชั้นนอก ต้องให้ทีมของจาเร็ธรวบรวมหลักฐานแทน”

    “พวกมันรู้เรื่องนี้ดีนั่นแหละ”

    ไทเรลตอบเสียงเครียด

    “นี่คือกับดัก แม้โทษไม่ร้ายแรง แต่ก็เพียงพอจะทำลายชื่อเสียงของเจ้าได้แล้ว อาจารย์เวทที่ปล่อยให้ดัสค์วิงหลุดเข้าไปโจมตีเด็กใหม่... แค่ข่าวลือนั้นก็ทำให้เจ้ากลายเป็นคนที่ ‘ไร้ความสามารถ’ ในสายตาพวกมันทันที”

    บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความกังวล หากเป็นความตั้งใจของรอยที่เริ่มจะลงมือทำบางอย่าง

     

     

    พวกเขาคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนจะแยกย้าย รอยต้องรีบที่ประตูทิศเหนือเพื่อเข้าป่าไปตรวจสอบข่ายเวทอีกครั้ง

    จาเร็ธและทีมงานรออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้เขาพาเพียงคนสนิทติดตามมาด้วย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าจะไว้ใจใครได้ หากอีกฝ่ายมีสายของศัตรูปะปนอยู่ แล้วทำลายหลักฐานที่พบเข้า สถานการณ์คงเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

    “ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย... เพราะเรื่องของข้า พวกเจ้าถึงต้องมาพลอยซวยด้วยแบบนี้”

    รอยเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

    จาเร็ธส่ายหน้าเบา ๆ พลางหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น

    “ถึงไม่มีรุ่นพี่ เราก็โดนกันอยู่ดีนั่นล่ะ เพื่อนข้าหลายคนก็ต้องลาออกเพราะโดนกลั่นแกล้งคล้าย ๆ กัน ตอนนี้รุ่นข้าเหลือเพียงข้ากับลีโอเท่านั้น”

    คำพูดนั้นทำให้รอยเงียบไปชั่วครู่ ความเจ็บปวดและสำนึกผิดค่อย ๆ เอ่อขึ้นในใจ

    สถาบันวาลเดียลาที่เขาเคยรู้จักเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม... และหากคิดให้ดี ต้นเหตุของความเสื่อมนี้ ก็คงเริ่มตั้งแต่วันที่เขาเลือกจะจากไป

    แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลามัวจมอยู่กับอดีต สิ่งสำคัญคือการหาคำตอบของเหตุการณ์ ดัสค์วิง ให้ได้โดยเร็วที่สุด

     

    “ข้าจะตรวจเสาโทเท็มของข่ายเวททั้งหมดด้วยตัวเอง ส่วนการค้นหาค้างคาวที่ยังเหลืออยู่... คงต้องฝากพวกเจ้าด้วย”

    รอยกล่าวเรียบ ๆ แต่แฝงน้ำหนักความรับผิดชอบเต็มเปี่ยม

    เนื่องจากเขาไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ฝึกฝนได้โดยตรง จึงต้องฝากภารกิจหลักไว้กับทีมเฉพาะกิจของจาเร็ธ ทั้งหมดสามสิบคน ซึ่งล้วนเป็นนักเวทเทียร์สองขั้นสูงและสมบูรณ์ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้

    จาเร็ธขมวดคิ้ว สีหน้าไม่สู้ดีจนรอยต้องเอ่ยถาม

    “มีอะไรหรือ?”

    “รุ่นพี่ก็รู้ดี คนของเราทั้งหมดเป็นแค่เทียร์สอง แถมมีเพียงสามสิบคน จะให้ค้นหาค้างคาวไม่กี่สิบตัวในพื้นที่กว้างขนาดนั้น... มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย”

    เขาถอนหายใจ

    “ตอนนี้ข้ายังไม่มีวิธีอื่น นอกจากค้นหาด้วยตาเปล่าไปเรื่อย ๆ แต่ด้วยเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ ข้าไม่มั่นใจว่าจะทำได้ทัน...”

    รอยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเหม่อมองไปยังขอบฟ้าเหนือยอดไม้ ก่อนที่ประกายบางอย่างจะวาบขึ้นในดวงตา

    “ถ้าอย่างนั้น...”

    เขาพูดช้า ๆ แล้วเสียงเข้มขึ้นในตอนท้าย

    “จาเร็ธ ให้คนของเจ้าไปตามนิโคลัสมาที่นี่เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยู่หอพัก ก็คงอยู่สนามซ้อมหรือห้องสมุด บอกเขาไปตรง ๆ ว่า ข้าต้องการให้ช่วยหาค้างคาวพวกนั้น”

    รอยยกยิ้มบาง

    “เจ้านั่นจะรู้เองว่าต้องเตรียมอะไรมา...”

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน