ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 กลืนกินแก่นหยกเลือดมังกร!

            เห็นได้ชัดว่า'ศักยภาพ' ในความหมายของคณบดีเฉียนนั้นแตกต่างจากความหมายทั่วไปอยู่บ้าง

            ศักยภาพของสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรที่คณบดีเฉียนพูดถึงตอนนี้คือระดับที่การันตีว่าต้องไปถึงได้อย่างแน่นอน

            ในขณะที่ศักยภาพของคนอื่นเป็นเพียงแค่ความหวังแต่ไม่มีอะไรรับประกัน

            ช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้กว้างไกลราวฟ้ากับดินไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย!

            พลังรบระดับโหวแห่งยุทธ์หรือระดับจ้าวอสูรนั้นต่อให้มองไปทั่วทั้งอาณาจักรเทียนเฉา ก็ถือเป็นกำลังหลักของประเทศแล้ว

            นักศึกษาสุ่ยมู่ที่ดูเหมือนจะเป็นอัจฉริยะที่คัดสรรมาจากคนนับพันนับหมื่นแต่ก็ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าทุกคนจะกลายเป็นโหวแห่งยุทธ์ได้ในอนาคตแถมสัดส่วนนั้นยังน้อยนิดจนน่าใจหาย

            ในบรรดาสิบคนหากมีสักหนึ่งหรือสองคนเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์ได้ก็นับว่าเป็นกลุ่มนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว

            นักศึกษาสุ่ยมู่ส่วนใหญ่ขีดจำกัดหลังเรียนจบก็อยู่แค่แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงเท่านั้น

            ลองคิดดูเถอะว่าคำพูดของคณบดีเฉียนที่ว่ามีศักยภาพถึงระดับจ้าวอสูรนั้นหมายความว่าอย่างไร

            ขอเพียงฟูมฟักให้ดีไป๋ฉางเซิงย่อมมีโอกาสก้าวไปถึงระดับจ้าวอสูรระดับสูงได้ไม่ยาก!

            พลังรบระดับนี้ต่อให้เป็นในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่เอง ก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ

            เจียงจืออวี๋ได้ยินดังนั้นเธอก็มองไปที่ไป๋ฉางเซิงด้วยสายตาที่ซับซ้อน

            ชาติก่อนแม้เธอจะคลุกคลีอยู่ในวิถีควบคุมสัตว์อสูรมานานร่วมยี่สิบปีแต่กลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันความเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์อสูรวิญญาณจึงย่อมเทียบคณบดีเฉียนไม่ได้เลย

            พอได้ฟังคำพูดของคณบดีเฉียนในตอนนี้ลึกๆ ในใจของเธอจึงเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            เพราะเธอรู้ดีว่าการที่เสี่ยวไป๋มีระดับและความสามารถอย่างทุกวันนี้ได้ทั้งหมดล้วนมาจากตัวมันเองทั้งสิ้น

            เมื่อเทียบกันแล้วเจ้าของอย่างเธอกลับดูเหมือนคนไม่เอาไหนเสียมากกว่า

            ถ้าเธอสามารถหาทรัพยากรให้ไป๋ฉางเซิงได้มากกว่านี้ความสำเร็จของมันอาจจะไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มาก...

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเจียงจืออวี๋ก็ตัดสินใจได้ทันที เธอประสานมือคารวะคณบดีเฉียน

            “คณบดีเฉียนคะ ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากจะฝากเสี่ยวไป๋ให้ท่านช่วยดูแลที่นี่ค่ะ”

            “และฉันจะเลือกท่านเป็นอาจารย์ของฉันโดยตรงเลยค่ะ”

            ในสายตาของเจียงจืออวี๋การเลือกอาจารย์ไม่ได้มีความสำคัญกับเธอมากเท่าคนอื่น

            เธอไม่ขาดแคลนคนสั่งสอนไม่ขาดประสบการณ์การฝึกฝน หรือแม้แต่เคล็ดวิชาสิ่งเดียวที่เธอขาดคือทรัพยากรการบ่มเพาะและการคุ้มครองในช่วงที่กำลังเติบโต

            ซึ่งเรื่องนี้คณบดีทั้งสามคนล้วนตอบโจทย์เธอได้หมด

            ดังนั้นในความเป็นจริงการเลือกใครเป็นอาจารย์จึงไม่ได้ต่างกันมากนักสำหรับเจียงจืออวี๋

            และถ้าหากใช้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขเพื่อแลกกับการที่ไป๋ฉางเซิงไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรอีกต่อไปมันก็นับว่าคุ้มค่า

            อีกอย่างหากไป๋ฉางเซิงอยู่ภายใต้การดูแลของคณบดีเฉียน ย่อมได้รับการฟูมฟักที่ดีกว่าเห็นๆ

            อย่างน้อยเคล็ดวิชายกระดับสายเลือดนี้เธอก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

            ถ้าเป็นเมื่อสองวันก่อนเจียงจืออวี๋พูดแบบนี้ คณบดีเฉียนคงจะได้ใจสุดๆ และรีบตอบตกลงทันที

            ทว่าพอได้ยินเจียงจืออวี๋พูดออกมาในตอนนี้คณบดีเฉียนกลับยิ้มแห้งๆ พลางส่ายหน้า

            “ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความดีความชอบของฉันหรอก”

            “ความเข้มข้นของเลือดมังกรในตัวเจ้าตัวเล็กนี่น่าจะถึงขีดจำกัดเดิมอยู่แล้ว แค่ได้รับยาบำรุงพลังเลือดที่เพียงพอสายเลือดก็พร้อมจะก้าวไปอีกระดับได้เอง”

            “ฉันก็แค่ช่วยส่งเสริมให้มันเร็วขึ้นทรัพยากรที่จ่ายไปก็แค่ยาเลือดพยัคฆ์ไม่กี่เม็ดเท่านั้น”

            “ถ้าเธอตัดสินใจเพราะเรื่องแค่นี้ ถ้าตาแก่จี้กับตาแก่หลี่รู้เข้าไอ้แก่สองคนนั้นคงได้มาสู้ตายกับฉันแน่ๆ”

            “ฉันอยากรับเธอเป็นศิษย์จริงๆ นั่นแหละแต่ก็ต้องทำให้ไอ้แก่สองคนนั้นยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขาด้วย”

            “เรื่องนี้ไม่รีบ ไว้รออีกสามเดือนค่อยว่ากันก็ยังไม่สาย”

            คณบดีเฉียนโบกมือปัดพลางจ้องมองไป๋ฉางเซิงที่เกล็ดกำลังหลุดลอกไม่หยุดด้วยสายตาที่เป็นประกายก่อนจะเสริมขึ้นว่า

            “แต่การแสดงออกของเจ้าตัวเล็กนี่ เหนือความคาดหมายของฉันจริงๆ”

            “กลายพันธุ์มาตั้งหลายรอบ ตอนนี้เลือดมังกรยังเข้มข้นขึ้นมากขนาดนี้ความผิดปกติสารพัดที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นกับงูเกล็ดขาวแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์เลี้ยงวิญญาณทั่วไปจะเลียนแบบได้”

            “เอาเป็นว่า ฉันจะให้เจ้าตัวเล็กนี่อยู่ข้างกายสักสามเดือนฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทรัพยากรทั้งหมดของมันเองอยากจะรู้นักว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะสร้างความประหลาดใจอะไรให้ฉันได้อีก!”

            ดวงตาของคณบดีเฉียนแฝงไปด้วยความสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งเห็นได้ชัดว่าความผิดปกติทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับไป๋ฉางเซิงทำให้คนที่วิจัยสัตว์อสูรมาครึ่งค่อนชีวิตอย่างเขารู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก

            นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งที่คณบดีเฉียนไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

            ถ้าผ่านไปสามเดือนไป๋ฉางเซิงเก่งขึ้นมากกว่าเจียงจืออวี๋เสียอีกนั่นแหละคือเวลาที่เขาจะได้ไปขิงใส่หน้าไอ้แก่สองคนนั้นให้เข็ด!

            ‘พวกแกสอนเจียงจืออวี๋ได้ยอดเยี่ยมนั่นเพราะเจียงจืออวี๋เป็นยอดอัจฉริยะฟ้าประทานอยู่แล้วแต่ถ้าฉันสอนงูเกล็ดขาวตัวหนึ่งให้เก่งกว่าเจียงจืออวี๋ได้ละก็...’

            ‘พวกแกก็เตรียมตัวหน้าแตกกันได้เลย!’

            พอนึกถึงภาพในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นมุมปากของคณบดีเฉียนก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมา

            เมื่อเจียงจืออวี๋เห็นว่าคณบดีเฉียนตกลงจะดูแลไป๋ฉางเซิงเธอก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่ขณะเดียวกันก็สงสัยว่าทำไมคณบดีถึงทำหน้ายิ้มแปลกๆ แบบนั้น

            ทว่าวินาทีต่อมาจู่ๆ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกายของไป๋ฉางเซิงจนดึงดูดความสนใจของทั้งคู่ไปทันที

            เมื่อการผลัดเกล็ดเสร็จสิ้นร่างงูที่เรียวยาวกลับขดตัวแน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเสียงขู่ฟ่อที่แหลมคมดังขึ้นไป๋ฉางเซิงดูเหมือนกำลังเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสหัวงูซุกเกร็งอยู่ท่ามกลางลำตัว

            แต่คณบดีเฉียนและเจียงจืออวี๋กลับมองเห็นได้ชัดเจนว่าบนหัวของมัน ตรงจุดที่เคยนูนเป็นตุ่มเล็กๆ สองจุด บัดนี้กลับปริแตกออก!

            กระดูกสีขาวโพลนสองแท่งแทงทะลุออกมาพวกมันงอกยาวขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจนกระทั่งยาวได้ประมาณสิบเซนติเมตรจึงหยุดลง!

            “เขามังกร?”

            เจียงจืออวี๋มองดูเขากระดูกคู่ที่งอกออกมาบนหัวพลางอุทานด้วยความฉงน

            คณบดีเฉียนตอบรับในลำคอเขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลิกฝ่ามือเรียกศิลาหยกที่มีสีแดงสลับเหลืองออกมาหนึ่งก้อน

            ทันทีที่หยกก้อนนั้นปรากฏขึ้นก็แว่วเสียงมังกรคำรามที่กังวานและเก่าแก่ดังออกมาลมปราณทั่วทั้งห้องฝึกฝนพลันปั่นป่วนขึ้นมาทันทีเพราะเสียงนั้น

            “แก่นหยกเลือดมังกร!”

            เจียงจืออวี๋จำของในมือคณบดีเฉียนได้ในพริบตาเธอรู้ซึ้งถึงมูลค่าของมันจนริมฝีปากสั่นไหวอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ข่มใจไว้ได้

            แก่นหยกเลือดมังกรหนึ่งก้อนราคาตลาดนั้นพุ่งสูงเกินกว่าสองล้านเหรียญและที่สำคัญคือมันเป็นของล้ำค่าที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆต่อให้มีเงินก็ต้องพึ่งดวงด้วยถึงจะได้มา

            การที่คณบดีเฉียนมีของแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ชัดเจนว่าการที่เขาเอาออกมาในตอนนี้ ย่อมตั้งใจจะให้ไป๋ฉางเซิงกินเข้าไป

            แก่นหยกเลือดมังกรที่มีมูลค่ากว่าสองล้านเหรียญย่อมไม่ใช่สิ่งที่ยาเลือดพยัคฆ์จะเทียบชั้นได้เลย!

            บุญคุณครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงนัก!แต่เธอเองก็ปฏิเสธไม่ได้

            “ของชิ้นนี้เดิมทีฉันตั้งใจจะรอให้เจ้าตัวเล็กนี่ถึงระดับแม่ทัพอสูรก่อนค่อยเอาออกมา”

            “แต่ดูจากตอนนี้แล้วการรวบยอดทำทีเดียวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการยกระดับสายเลือดมังกรครั้งที่สองได้มากกว่า”

            “จะยกระดับเลือดมังกรครั้งที่สองสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าตัวเล็กนี่แล้วล่ะ”

            คณบดีเฉียนกล่าวพลางใช้มือขวาประคองส่งแก่นหยกเลือดมังกรเข้าปากไป๋ฉางเซิง

            และทันทีที่แก่นหยกเลือดมังกรเข้าสู่ปากเสียงกัมปนาทก็ระเบิดขึ้นในหูของไป๋ฉางเซิง

            “โฮก!”

            พร้อมกับเสียงมังกรคำรามที่ดังขึ้นสายตาของไป๋ฉางเซิงก็พร่ามัวไปชั่วขณะ เมื่อภาพกลับมาคมชัดอีกครั้งเขาก็พบว่าตัวเองมาอยู่เหนือสระน้ำแห่งหนึ่งเสียแล้ว

            และที่เบื้องหน้าของเขาคือมังกรขาวที่มีหัวมังกรสีขาวโพลน ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า!

            แม้จะมีเพียงหัวมังกรที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาแต่แค่ส่วนหัวก็มีขนาดมหึมาหลายสิบเมตร!

            ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าลำตัวมังกรที่ซ่อนอยู่ใต้สระน้ำนั้น จะยาวถึงกี่ร้อยเมตรกันแน่!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน