บทที่ 37 พบกับน่าหลานฉี
ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารทีละคำ เสียงใสบริสุทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาก็แว่วมาจากที่ไกลๆ
“ว้าว หอมจัง”
จื่อเชียนเกอเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย เห็นกลุ่มคนเดินเข้ามาใกล้ นำโดยชายหญิงอย่างละสองคน อายุราวสิบสองสิบสามปี แต่ละคนแต่งกายหรูหรา เสื้อผ้าชั้นดี รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและงดงาม
มองดีๆ แล้วทั้งสี่คนมีใบหน้าคล้ายกันอยู่หลายส่วน ด้านหลังมีองครักษ์แปดคน ทุกคนสวมชุดสีดำเหมือนกัน ท่าทางสุขุมเยือกเย็น ดูจากแถวแล้ว น่าจะเป็นคุณชายคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ออกมาฝึกฝน
คนที่พูดคือเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าสุด สวมชุดสีม่วงปักขอบด้วยดิ้นทอง รูปร่างผอมเพรียว มุมปากมีรอยยิ้มอบอุ่น ดูมีชีวิตชีวามาก
ตอนแรกน่าหลานฉีถูกดึงดูดด้วยกลิ่นปลาเผา เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังย่างปลา ดวงตาที่มีเสน่ห์ของเขาก็มีแววตื่นตะลึง
เด็กสาวสวมชุดรัดรูปสีขาว อายุไม่น่าจะเกินสิบขวบ ทั้งคิ้วและดวงตาสวยงาม จมูกโด่งได้รูปราวกับเทพสร้าง ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ กลางหน้าผากยังมีรอยสักดอกบัวที่งดงาม ยิ่งเพิ่มความงามอันบริสุทธิ์ให้กับใบหน้าของนาง
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ อายุเท่านี้ก็งามขนาดนี้แล้ว โตขึ้นจะงดงามขนาดไหนกันนะ
คนอื่นๆ ก็มองจื่อเชียนเกอด้วยความตะลึง บางคนตื่นตะลึง บางคนอิจฉา บางคนสงสัย
หลังจากที่น่าหลานฉีประทับใจในความงาม ก็กลับมาสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว แล้วรีบเดินเข้าไปทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่นาง เจ้ายังเด็กนัก เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่เพียงลำพังได้เล่า?”
เมื่อเห็นดวงตาของเขาใสซื่อ จื่อเชียนเกอก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ตอบกลับไปว่า “ข้าออกมาฝึกฝน รู้สึกเหนื่อยจึงมาพักที่นี่”
น่าหลานฉีมองไปรอบๆ นอกจากพวกเขาแล้วก็ไม่มีใครจริงๆ จึงพูดด้วยความเป็นห่วง “ป่าเตียนอวิ๋นอันตรายมาก เจ้าออกมาฝึกฝนคนเดียวหรือ? ไม่มีใครมาด้วย?”
จื่อเชียนเกอเห็นความเป็นห่วงในดวงตาของเขาไม่ใช่การเสแสร้ง จึงยิ้มบางๆ “อืม ข้าฝึกแค่รอบนอก ไม่เข้าไปข้างในหรอก”
น่าหลานฉีเห็นสีหน้าของเธอไม่ได้กังวลหรือหวาดกลัว ก็คิดในใจว่าคงเป็นลูกวัวไม่กลัวเสือ เขามองไปที่ริมแม่น้ำ พื้นที่ราบเรียบและกว้างขวาง เป็นที่พักผ่อนที่ดีในตอนกลางคืน ก็เลยถามอย่างเกรงใจ
“แม่นาง วันนี้พวกเราก็ฝึกฝนมาทั้งวัน รู้สึกเหนื่อยแล้ว คืนนี้ขอพักที่นี่ด้วยได้หรือไม่”
เธอพยักหน้าเบาๆ “ได้ ตามสบาย”
“ขอบใจแม่นางมาก!” เขาขอบคุณ แล้วพาคนอื่นไปดูสภาพแวดล้อม รอบๆ
เสี่ยวเชียนที่กำลังง่วนอยู่กับการกินปลาย่างไม่สนใจคนพวกนี้ หลังจากกินปลาเผาตัวใหญ่ไปสองตัว มันก็ยกมือเล็กๆ ขึ้นลูบท้อง พลางพูดกับจื่อเชียนเกอผ่านกระแสจิตว่า “พี่หญิง ข้ายังไม่อิ่ม อยากกินปลาเผาอีกสองตัว”
จื่อเชียนเกอทนความน่ารักออดอ้อนของมันไม่ได้ เลยไปจับปลามาอีกสองตัว เติมฟืน นั่งลงกับพื้น พลิกปลาบนตะแกรงอย่างสบายๆ ทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีรัศมีแห่งความสง่างามและเย็นชา
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว น่าหลานฉีและคนอื่นๆ ตั้งใจจะเตรียมกระโจมพักแรม เห็นจื่อเชียนเกอยังคงย่างปลาให้สัตว์เลี้ยงตัวน้อยกินอยู่ ก็เดินเข้าไปถามอีกครั้ง
“แม่นาง คืนนี้เจ้าจะค้างแรมอย่างไร? ให้ข้าช่วยเตรียมกระโจมให้หรือไม่?”
จื่อเชียนเกอเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวข้าจัดการเอง ขอบใจเจ้ามาก”
จริงๆ แล้วน่าหลานฉีตั้งใจมาทักทาย เขาสนใจแม่นางน้อยผู้นี้มาก พอเธอพูดแบบนี้ ก็เลยพูดอย่างงงๆ “เช่นนั้นก็ได้ ถ้าเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ก็เรียกข้าได้ ข้าชื่อน่าหลานฉี ไม่ทราบว่าแม่นางชื่ออะไร?”
จื่อเชียนเกอตอบกลับเบาๆ “จื่อเชียนเกอ”
ดวงตาของน่าหลานฉีเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “จื่อเชียนเกอ! ชื่อของเจ้าไพเราะมาก งดงามมาก”
เขากำลังจะพูดต่อ ก็มีหญิงงามที่เดินทางมากับน่าหลานฉีเดินเข้ามา พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ “ท่านพี่ เตรียมกระโจมเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
น่าหลานฉีพยักหน้า จูงมือน้องสาวเดินเข้ามาแนะนำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่นางจื่อ ข้าขอแนะนำ นี่คือน้องสาวข้า น่าหลานหรง หรงเอ๋อร์ แม่นางท่านนี้ชื่อจื่อเชียนเกอ ถือเป็นวาสนาที่ได้พบกันที่นี่ ทำความรู้จักกันไว้สิ”
น่าหลานหรงสวมชุดยาวสีฟ้า ประดับปิ่นปักผมรูปผีเสื้อสีฟ้า สวยสดใส ยิ้มหวาน “แม่นางจื่อ ยินดีที่ได้รู้จัก”
จื่อเชียนเกอมองอีกฝ่ายอย่างละเอียด ต้องยอมรับว่าคุณชายคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี มีรัศมีที่แตกต่างจากคนพวกนั้นจริงๆ
รูปร่างหน้าตาก็งดงาม ทุกการเคลื่อนไหวล้วนสง่างาม เธอรู้สึกดีกับน่าหลานหรงคนนี้ จึงยิ้มบางให้ๆ “คุณหนูน่าหลาน ยินดีที่ได้รู้จัก”
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็คุยกันอีกเล็กน้อย พอรอเสี่ยวเชียนกินอิ่มแล้ว จื่อเชียนเกอก็เลือกพื้นที่ราบเรียบไม่ไกลนักเพื่อเตรียมกระโจม
ปกติเธอจะหาต้นไม้ใหญ่นอน ไม่ได้เรื่องมาก แต่วันนี้ต่อสู้มาเหนื่อย เลยตั้งใจจะเตรียมกระโจมพักผ่อนให้เต็มที่
น่าหลานฉีย่างปลาบนกองไฟที่จื่อเชียนเกอจุดไว้ เพื่อเตรียมอาหารเย็น
แต่ในฐานะคุณชายคนโตของตระกูล ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก ก็จะมีองครักษ์ดูแลเรื่องอาหารการกินไว้ให้ เขาไม่เคยลงมือทำเอง
แต่วันนี้เห็นจื่อเชียนเกออายุยังน้อย ออกมาฝึกฝนคนเดียว เตรียมอาหารเอง ก็ทำให้เขาอยากลองทำดูบ้าง
ดังนั้น เขาจึงลงไปจับปลาเอง และอยากลองย่างปลาดู
ก่อนหน้านี้ ตอนที่น่าหลานหรงได้ยินว่าพี่ชายอยากย่างปลาเอง นางก็แปลกใจ แต่ไม่อยากทำลายความมั่นใจของพี่ชาย เลยได้แต่ยืนอยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจเงียบๆ
แต่พอนึกถึงอาหารเย็นคืนนี้ ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ จึงพูดเตือนด้วยความหวังดี “ท่านพี่ ปลาที่แม่นางจื่อย่างสีเหลืองทอง แต่ปลาของท่านกลับดำปี๋ เช่นนี้จะกินได้หรือ? กินแล้วจะท้องเสียหรือไม่?”
จริงๆ แล้วน่าหลานฉีรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง การย่างปลาดูเหมือนง่าย แต่เขากลับทำไม่เป็นก็รู้สึกท้อแท้ขึ้นมาทันที
ตอนนี้น้องสาวยังมาพูดหยอกเขาอีก เลยพูดอย่างไม่พอใจ “ถ้าเช่นนั้น น้องสาว เจ้ามาทำสิ เจ้าลองย่างปลาให้พี่ชิมดูหน่อย?”
น่าหลานหรงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะทำหน้าลำบากใจ “เอ่อ เอาไว้ก่อนเถอะ ข้ามีอาหารอยู่ในแหวนมิติ กินพวกนั้นก็แล้วกัน”
หลังจากจื่อเชียนเกอเตรียมกระโจมเสร็จ ก็เดินมาได้ยินบทสนทนาของสองคนพี่น้องก็อดขำไม่ได้
ด้วยความที่เธอชอบอาหารอร่อย จึงทนไม่ได้ที่เห็นปลาโดนทรมานจนดูไม่ได้ เลยเดินเข้าไป “ไปจับปลาอีกสองสามตัวเถอะ ข้าจะย่างให้”
น่าหลานฉีโยนปลาที่ไหม้ในมือทิ้งทันทีราวกับเป็นเชื้อโรคแล้วยิ้มแหยๆ “ตกลง ขอบใจแม่นางจื่อมาก” เขาย่างปลาไม่เก่ง แต่จับปลาเก่ง ไม่นาน ก็จับปลาวิญญาณตัวใหญ่มาได้ห้าตัว
หลังจากจื่อเชียนเกอฆ่าและทำความสะอาดปลาอย่างคล่องแคล่ว ก็เอาขวดเครื่องปรุงออกมา จุดกองไฟ ตั้งตะแกรงย่างปลา
เสียบปลาทีละตัว วางบนตะแกรง ทุกอย่างทำได้อย่างชำนาญ ทำให้น่าหลานฉีกับน้องสาวรู้สึกเขินอายนิดหน่อย