Age of war

    ตอนที่ 127 จุดจบของยุคสงคราม

    มันคือเศษซากจากยุคสมัยที่โศกเศร้า

    มันถูกส่งมอบผ่านวังวนที่มิอาจหลีกหนี

    อดีตแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงสู่ยุคปัจจุบัน

    หลักฐานของชีวิตว่าพวกเรา

    [เคยอยู่ที่นี่]



    *โครม! *

    ในตอนนั้นเองที่มีวัตถุบางอย่างตกลงมาจากท้องฟ้า

    สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายดาวเทียมขนาดใหญ่

    มีกิ่งก้านสาขาของแฝงโซล่าเซลล์กระจายตัวออกไปทั่ว

    มีปลายหัวที่แหลมยาวคล้ายกับหัวปืนใหญ่

    และมีส่วนท้ายเป็นวัตถุทรงกลมรูปไข่ขนาดใหญ่

    แต่สิ่งก่อสร้างซึ่งผิดที่ผิดทางและผิดเวลานี้กลับมีสภาพทรุดโทรมพังทลาย

    ราวกับพึ่งนำไปผ่าพายุร้ายมาเช่นนั้น

    ที่ด้านข้างของมันมีวัตถุก้อนกลมกลิ้งตกอยู่หนึ่งก้อน

    สิ่งนั้นมีสีดำสนิทและมีสภาพทรุดโทรมไม่แพ้เช่นกัน

    "ผม/ฉันรู้จักสิ่งนั้น? "

    ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์ต่างรู้สึกได้

    ว่าตนเองรู้จักสิ่งนี้

    ราวกับว่ามันเคยถูกสลักจดจำลงไปในส่วนลึกของความทรงจำ

    ความทรงจำที่ถูกบังคับทำให้ลืมเลือนไป



    “เทพไร้แขน เทพไร้ขา นั่นมันคืออะไร!? ”

    “ถามเราแล้วเราจะไปถามใครละ? ”

    “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน…”

    เทพทั้งสามที่เฝ้ามองสงครามรอบที่สิบจากในมิติเบื้องสูง ต่างหันหน้ามามองกันเองอย่างุนงง

    ภาพของมิติเบื้องล่างที่ปรากฏบนหน้าจอตรงหน้าในพื้นที่ว่าง คือภาพของดาวเทียมที่คล้ายกับอาวุธสงครามของเผ่ามนุษย์จากรอบที่เก้า

    [ดาบแห่งพระเจ้า]

    “ตอนล้างโลกเมื่อกี้ลืมทำลายของเก่าทิ้งไปหรือยังไงกันเทพไร้ขา? ”

    “ถ้าพูดแบบนี้ คนที่รับผิดชอบการกวาดล้างสิ่งของในอวกาศคือท่านนะครับเทพไร้หน้า”

    "เงียบ! แล้วดูตรงนั้นก่อนสิ! "

    เทพไร้แขนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด ก่อนจะดึงความสนใจของทั้งสองคนกลับสู่ภาพตรงหน้าในอีกครั้งหนึ่ง



    วัตถุรูปไข่ที่ติดอยู่ตรงท้ายดาบแห่งพระเจ้าได้เริ่มปริแตก

    "ปี้~? "

    เสียงที่น่ารักแสนคุ้นเคยได้ดังขึ้น

    มังกรน้อยผิวสีน้ำตาลสองตัวต่างกำลังกระแทกวัตถุทรงไข่ก้อนนั้นอยู่

    ราวกับนกน้อยที่กระเทาะเปลือกออกมาดูโลกกว้าง

    มังกรทั้งสองตัวเริ่มส่ายหัวไปมาราวกับมองหาบางสิ่ง

    ที่พวกมันจำได้คืออาคารสูงกับโลกที่วุ่นวาย

    แล้วสติก็พร่ามัวก่อนจะหลับไหลและถูกจับขังจรกระทั้งได้รับอิสระกลับมาในตอนนี้

    ในตอนนั้นเอง---

    "ออก… ไซด์"

    ---ที่เปอร์ไซด์จากเผ่าปักษาได้เอยคำพูดเบา ๆ ออกมาเช่นนั้น

    แม้แต่เธอยังรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงเอยชื่อนั้นออกมาได้

    เธอ… รู้จักสิ่งมีชีวิตตรงหน้า

    "ปี้! "

    มังกรน้อยส่งเสียงปลื้มปิติที่ได้เห็นมารดาของตนเอง

    มันกางปีกแล้วบินถลาพุ่งตรงไปทางแม่นกน้อยเปอร์ไซด์

    "อันตราย! "

    ไฮเจนกับโซเดียม เพื่อนรักของเปอร์ไซด์ต่างพยายามบินเข้าไปขวางเส้นทางเพื่อปกป้องเธอ

    "ไฮเจน… โซเดียม…? ยังไม่ตาย…? "

    ใช่แล้ว พวกเขายังไม่ตาย

    แม้แต่จ่าฝูงจ่าฝูงทั้งแปดก็ยังมีชีวิตอยู่

    ผู้นำจ่าฝูงสูงสุด พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]

    รองผู้นำจ่าฝูงสูงสุด ชายผู้ร้อนแรง [ฮีเลียม]

    จ่าฝูงทั่วไป นก [ไฮเจน]

    จ่าฝูงทั่วไป บุรุษกระดูก [แคลเซียม]

    จ่าฝูงทั่วไป สายล่อฟ้า [คอบเปอร์]

    จ่าฝูงทั่วไป สตรีแห่งความสะอาด [คลอรีน]

    จ่าฝูงทั่วไป ตลกบริโภค [ฟอสฟอรัส]

    จ่าฝูงทั่วไป อัศวินสีแดง [โซเดียม]

    และปักษาแห่งการพยากรณ์ [คาร์เนต]

    ทุกคนยังมีชีวิต

    แต่แล้วเปอร์ไซด์ก็เริ่มสงสัยบางอย่าง

    พวกเธอไปคัดเลือกผู้นำจ่าฝูงกันตั้งแต่ตอนไหน?

    ความทรงจำเหล่านี้คืออะไร?

    ความรู้สึกนี้คืออะไร?

    ทำไมถึงคิดว่าพวกเขาตายไปแล้ว?

    เปอร์ไซด์ไม่รู้เลย

    แต่ที่เธอรู้อย่างหนึ่ง

    นั่นคือมังกรน้อยที่กำลังบินมานั้นไม่ใช่ศัตรูอย่างแน่นอน



    บานากำลังมองไปที่ภาพตรงหน้าด้วยความสับสน

    เขารู้สึกราวกับว่าเคยเห็นเจ้าก้อนวัตถุนั้นมาก่อน

    "แครอท? "

    "ฮืม? "

    และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอเขาได้เห็นวัตถุนั้น มันก็เริ่มมีอะไรบางอย่างผุดขึ้นมาอยู่ภายในใจ

    ความรู้สึกและความทรงจำบางอย่างกำลังผุดกลับมา

    ความรู้สึกนั้นทำให้เขาเลิกสนใจทุกสิ่งรอบตัว

    ความรู้สึกนั้นได้พลักดันให้ขาของเขาเดินตรงหรี่เข้าไปหาแครอท

    เข้าไปหาสตรีเผ่ายักษาที่มีผิวกายสีเขียวงดงาม หุ่นเพรียวบาง ดวงตาสีเทาที่คมกริบ และมีผมสีม่วงยืดยาวเหยียดตรง

    สตรีที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว

    "ข้าต่อสู้เพื่อนำเจ้ากลับมา และข้าก็ได้เจ้ากลับมาแล้ว"

    "? "

    แครอทไม่เข้าใจว่าบานากำลังหมายถึงอะไร

    แต่ดวงตาของนางกลับเริ่มีหยาดน้ำตาไหลรินลงมา

    ส่วนบานานั้น แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น

    แต่เขารู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังเรียกร้องให้เขาโอบกอดเธอ

    ใช้สองแอบโอบกอดสตรีตรงหน้าอย่างอ่อนโยน

    ห่อหุ้มสตรีที่ดูแข็งแกร่งและบอบบางเอาไว้ด้วยร่างกายของตัวเอง

    ก่อนจะมอบจุมพิตที่เกิดจากหัวใจของเขาให้กับเธอคนนั้นไป



    "ถ้าหากว่าไม่ต่อสู้แล้วพวกเราจะถูกกวาดล้างหรือ? ฉันราชินีแฟต ขอสั่งให้พวกเราทุกคนรีบเตรียมจัดทัพเพื่อบุกโจมตี สเลบ ขุนพลของฉัน เจ้าจงรีบเตรียมนำทัพบุกเดียวนี้! "

    เผ่าอาร์โธร์โพดานั้นไม่สนใจดาบแห่งพระเจ้าตรงหน้า แต่เริ่มเตรียมจัดทัพเพื่อทำสงครามกันแทน

    "ได้ครับ กองทัพศัตรูที่ใกล้ที่สุดคือเผ่าปีศาจยักษ์ เดียวกระผมจะไปร้องขอฮอร์เนส สุดยอดขุนพลจากกองกำลังราชินีโอเปอร์ไปช่วยด้วย เพราะเผ่านั้นแข็งแกร่งมากครับ"

    "ได้ ฉันอนุมัติ รีบไปดำเนินการ---"

    ในตอนนั้นเองที่พวกเขาทั้งสองเริ่มรู้สึกเอะใจบางอย่าง

    นี่พวกเขาคัดเลือกองค์ราชินีกับขุนพลของกองทัพกันตั้งแต่เมื่อไหร?

    พอเห็นวัตถุที่ตกลงมาใจกลางทุงหญ้า พวกเขาก็เริ่มสั่งการออกคำสั่งโดยสัญชาตญาณในทันที

    คลื่นสมองที่จูนเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายภายในหัวสมองของเผ่าต่างเริ่มสับสน

    ว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถแบ่งรับหน้าที่กันได้รวดเร็วขนาดนี้

    ราวกับว่า

    "ท่านราชินีแฟต พวกเราเคยรู้จักกันมาก่อนเช่นนั้นหรือครับ? "

    ราวกับว่าเหตุการณ์นี้เคยได้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเช่นนั้น



    "ปิ้ว! "

    มังกรวัยรุ่น [มิลเลอร์] กำลังบินตรงไปทางเอรีส เหมือนที่ออกไซด์บินตรงไปทางเปอร์ไซด์

    "เหวอ มังกร! "

    เผ่ามนุษย์ตรงหน้าเธอต่างเริ่มตื่นตระหนก

    "เดียวก่อนทุกคน! "

    มีเพียงแค่เอรีสที่ไม่ตื่นตกใจ

    "ฉัน… รู้จักเจ้าหนูตัวนี้..."

    "ปิ~"

    เจ้ามังกรขนาดสองเมตรกว่าตัวนี้กำลังทำเสียงออดอ้อนเอรีส

    มันยื่นหัวไปในระดับสายตาของเธอ

    เอรีสยื่นมือออกไปสัมผัสผิวกายของมัน

    ในพริบตานั้นเองที่เกิดแสงสว่างจุดประกายขึ้นมาในสมองของเธอ

    ภาพจำนวนมากกำลังย้อนกรอกลับเข้าสู่สมอง

    ประดุจหนึ่งความทรงจำในส่วนลึกที่ถูกเปิดออกมา

    ถึงจะยังสับสน แต่เธอมีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจ

    ว่าศัตรูที่แท้จริงของเธอนั้นไม่ใช่เผ่าที่กำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม

    แต่เป็นก้อนคริสตัลแห่งชีวิตที่กำลังตั้งอยู่ข้างหลังต่างหาก



    นอกจากมังกรทั้งสองตัวที่ปรากฏขึ้นแล้ว มันยังมีวัตถุประหลาดอีกหนึ่งอย่างอยู่แถวนั้นด้วย

    วัตถุทรงกลมสีดำที่แปลกประหลาดก้อนนั้น

    "ฮ้าว~ เช้าวันใหม่แล้วหรือ พรม? "

    วัตถุทรงกลมนั้นถูกทำให้สลายหายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของภูติน้อยเพศชายคนหนึ่ง

    เขามีผมสีน้ำตาลตัดสั้นชี้ฟูและมีดวงตาสีแดงฉาน

    ชุดนอนสีน้ำตาลน่ารักได้ปรากฏตัวต่อหน้าเผ่าภูตินับล้านที่กำลังจับจ้องเขา

    เขาคือ ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]

    " หืม? เมืองหายไปไหนกันละพรม? แล้วนี่ทำไมถึงเปลือยกายกันทุกคนละพรม? กำลังจัดปาร์ตี้เปลืองผ้ากันอยู่หรือพรม? "

    เทพทั้งสามไม่ได้ใจดีขนาดมอบเสื้อผ้าให้ตอนที่มอบชีวิตใหม่

    ดังนั้นเอพีเซียร์ที่นอนขังตัวเองอยู่ในเปลือกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก จึงไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยสักอย่าง ว่าโลกใบนี้ได้ผ่านจุดจบรอบที่เก้ามาแล้ว

    "น่าสนุกนี่พรม เราขอร่วมวงด้วยสิพรม! "

    ว่าแล้วเขาก็จัดการลอกคราบตามเพื่อนไปอีกคน

    เหล่าภูติที่เห็นภาพตรงหน้าต่างเริ่มสับสน

    มันคนนั้นคือใคร? แล้วทำไมถึงทำท่าราวกับว่าตัวเองเป็นที่ถูกรู้จักดีเช่นนั้น?

    แต่ท่ามกลางความสับสนนั้น กลับมีเผ่าภูติคนหนึ่งกำลังเริ่มใช้สมองทำงานอย่างหนักหน่วง

    เธอคนนั้นคือเอสเทอ

    การกระทำของเอพีเซียร์นั้นมันไม่สมเหตุสมผลเกินไปจนเธอเริ่มคิดเพื่อหาคำตอบ

    "เอสเทอ~ ถึงปกติจะเห็นสวมชุดมิดชิด แต่ว่ามีเนื้อนมเยอะไม่เบาเลยนี่พวย~"

    "หนวกหูน่าเอพีเซียร์! ... เอพีเซียร์.? "

    "มีอะไรหรือพวย? "

    "... ทำไมฉันถึงรู้ชื่อของนายละดอง? "

    "แล้วมันแปลกอะไรละ? เราคือเอพีเซียร์ ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์] ผู้นำทัพหน่วยภูติปฐพียังไงละพวย"

    คำพูดนั้นของเขาได้ทำให้ลิ้นชักความทรงจำของเอสเทอถูกเปิดออกมา

    ชายตรงหน้ารู้จักเอสเทอ แต่เอสเทอกลับไม่รู้จักและรู้จักในเวลาเดียวกัน

    "... มีบางคนลบความทรงจำของฉันหรือดอง? "

    เอสเทอไม่อาจหาคำตอบอื่นที่ดีกว่านี้ให้กับตัวเองได้แล้ว



    มีใครบางคนกำลังเดินตรงไปที่ซากของดาบแห่งพระเจ้า

    บุคคลคนนั้นเป็นชายเผ่ามนุษย์เชื้อสายญี่ปุ่น

    มีดวงตาสีดำผมสีดำ ตัวไม่สูงใหญ่ตามสภาพพิมพ์นิยมชาวเอเชีย

    ใบหน้าของเขาดูราวกับบิดาที่ได้พบกับบุตรชายซึ่งไม่ได้เจอกันอย่างยาวนาน

    "จาวิส…นั่นเสียงของจาวิสใช่ไหม? "

    ยะมะโตะเริ่มลงไปค้นหาบางอย่างจากใต้ซากนั้นราวกับคนบ้า

    "โอ๊ววว!? นี่มัน… นี่มัน! "

    เขากรีดเสียงดังจนได้ยินไปทั่วทั้งทุ่งหญ้าที่โล่งกว้าง

    ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ตัวของเขา

    บางสิ่งที่อยู่ใต้ซากนั้นเริ่มส่งเสียงออกมา

    “สวัส--ดิ---ยะ---โตะ--ตรูด---”

    เสียงนั้นแตกพร่า แต่ยังคงกำลังทำงานอยู่

    สิ่งนั้นได้ยิงภาพบันทึกเหตุการณ์บางอย่างขึ้นสู่ท้องฟ้า

    เจ้าสิ่งนั้นกำลังทำหน้าที่สุดท้ายของมันตามคำสั่งของเจ้านายที่มอบเอาไว้

    ว่า [พวกเราเคยอยู่ที่นี่]



    การปรากฏตัวของเอพีเซียร์

    การปรากฏตัวของมังกรน้อยทั้งสองตัว

    และภาพบันทึกประวัติศาสตร์ของสงครามโดยจาวิสที่พังทลาย

    สิ่งเหล่านั้นได้ไปกระตุ้นความทรงจำที่ควรเลือนหาย

    กระตุ้นความทรงจำที่ถูกบันทึกอยู่ในส่วนหนึ่งของวิญญาณ

    [วิญญาณ] ตัวตนของพลังงานลึกลับที่ยืนคาบเกี่ยวระหว่างมิติคนเป็นและคนตาย

    จิตปราถนาอันแรงกล้าจากชาติก่อนได้ถูกเชื่อมโยงสู่ปัจจุบัน

    ปัจจุบันได้เชื่อมโยงสู่อดีต

    เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ที่ทิ้งเอาไว้มิได้ไร้ค่า

    ความบังเอิญที่กลายมาเป็นจุดพลิกผันของพวกเขา

    สู่การต่อต้านเทพเจ้าที่น่ารังเกียจทั้งสามองค์นั้น



    คนที่เคลื่อนไหวก่อนใครคือเอรีสเผ่ามนุษย์

    เธอวิ่งตรงไปทางคริสตัลของเผ่าตัวเอง

    แล้วพยายามใช้มือเปล่าพลักให้มันล้มลงมา

    แต่แรงของคนเพียงคนเดียวคงไม่สามารถทำลายมันทิ้งได้

    ดังนั้นแอร์บาส์รจึงเดินเข้าไปช่วยพลักอีกคน

    ตามด้วยนายแดง

    และตามด้วยผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม]

    เทพสงคราม [เฉินซิง]

    โล่อันแข็งแกร่ง [เบลโลน่า]

    ผู้ไม่เคยลงจากอานม้า [เทียเซไคร่า]

    หญิงจิ้งจอก [ตั๋ง]

    ผู้นำหัวโขน [กัง]

    แม้แต่ผู้นำแห่งจิตใจ [ดีอ้อน] ยังหันกลับมาต่อต้านเทพเจ้าที่ตนนับถือ

    เผ่ามนุษย์ได้ร่วมแรงร่วมใจในทำลายคริสตัลของตนเอง

    ไม่ใช่แค่เผ่ามนุษย์ เผ่าอื่น ๆ เองก็เริ่มหันหน้าไปทำลายคริสตัลของตัวเองเช่นกัน

    จนกระทั้งคริสตัลของทั้งห้าเผ่าถูกทำลาย และได้ผู้ชนะรอบที่สิบเป็นเผ่าสัตว์เซลล์เดียว [โพแคริโอต]

    สาเหตุที่เผ่านี้ไม่ทำลายคริสตัลตัวเองนั้น มันไม่ใช่เพราะมีเหตุผลยิ่งใหญ่อะไรนัก

    แค่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะล้มคริสตัลของตัวเองยังไงมากกว่า

    "อะ… เออ… ผู้ชนะรอบที่สิบคือเผ่าโพแคริโอต… งั้นมาเริ่มรอบที่… สิบเอ็ด? "

    เทพไร้หน้าเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้

    เทพทั้งสามจับวิญญาณตรงหน้ามาชำระล้างใหม่ แล้วส่งไปเกิดใหม่อีกรอบ

    คราวนี้จะไม่ขอให้เกิดข้อผิดพลาดอีกต่อไป

    จัดการจับวิญญาณทั้งหมดมาชำระให้สะอาดสิ้น

    แต่ทว่า...

    "โอ๊ว! ดับเครื่องชนแม่ม! "

    บานากำลังตะเบงเสียงดังพร้อมกับเอาคริสตัลแบกขึ้นหลัง

    เผ่าอื่น ๆ เองก็ทำไม่ต่างไปจากเขา

    ก่อนจะใช้คริสตัลบนหลังดับเครื่องชนใส่กันเองจนแตกสลายไปพร้อมกัน

    “ระ...รอบที่สิบสอง…”

    เทพเจ้าไร้แขนถึงกับพูดไม่ออก

    ทำไมกัน ทั้งที่ชำระวิญญาณไปถึงขนาดนี้แล้ว แต่ทำไมถึงยังมีความทรงจำหลงเหลืออยู่ได้?

    เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เริ่มอยู่เหนือคำอธิบายและสามมัญสำนึกที่พวกเขาทั้งสามคนไม่อาจเข้าใจได้แล้ว

    รอบที่สิบสอง

    “มาจัดปาร์ตี้บาบีคิวกัน! ”

    ดูเหมือนว่ารอบนี้จะมีเผ่าอาร์โธร์โพดาเป็นเจ้าภาพในการก่อการต่อต้านเทพเจ้า

    สเลบ บุรุษผู้กล้าของเผ่ากำลังนำคริสตัลมาย่างไฟแทนตาบาบีคิวอยู่

    มันช่างเป็นภาพที่บ้าบอมาก เพราะดูเหมือนกับเป็นการดูหมิ่นต่อสิ่งที่เทพเจ้าทั้งสามสร้างขึ้นมา

    “หน่อย! พวกแกจะเอาแบบนี้ใช่มั้ย? งั้นมาแข่งกันว่าใครจะมีความอดทนมากกว่า รอบที่สิบสาม! ”

    พรึบ!

    “คุณมังกรค่ะ~ เชิญเอาไปโยนเล่นได้ตามสบายเลยค่ะ~"

    "โกรว~"

    เปอร์ไซด์กำลังนำฝูงมังกรจำนวนมากมา

    ในรอบที่สิบสามนี้ เธอขอเป็นเจ้าภาพในการต่อต้านเทพเจ้า

    ด้วนการพาฝูงมังกรมาโยนคริสตัลกลางอากาศเล่น

    แถมไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง แต่เธอได้พาเจ้ามังกรทมิฬ [อสูรแห่งการกลืนกิน] ตัวนั้นติดพ่วงมาด้วย

    พวกมังกรบินฉวัดเฉวียนพร้อมกับยื้อแย่งคริสตัลกันอย่างเมามัน

    บินม้วนตีลังกาแล้วโยนรับส่งอย่างรุนแรง

    ประดุจเกมส์กีฬาฟุตบอลอันเร่าร้อน!

    "พอได้แล้ว! รอบที่สิบสี่! "

    เทพเจ้าไร้หน้าเริ่มรู้สึกหัวเสีย

    เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนลูบคมโดยพวกสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำกว่าอยู่

    รอบที่สิบสี่---

    "เอาคริสตัลมาวิจัยกันเลยดอง! "

    เอสเทอจับเอาก้อนคริสตัลทั้งหกมาวิจัย

    วิเคราะห์โครงสร้างร่วมกับอัจฉริยะของทุกเผ่าพันธุ์

    เนื่องจากไม่จำเป็นต้องสนใจที่คริสตัลจะถูกทำลาย ดังนั้นครั้งนี้เหล่านักวิจัยจึงจัดการสับผ่าแยกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อศึกษา---

    "หยูด~ หยุดเลยนะ! เดียวก็ได้เป็นเรื่องใหญ่หรอก! "

    เทพเจ้าไร้แขนกรีดร้องดังลั่นแล้วรีบยึดคริสตัลกลับคืนไปในทันที

    จะปล่อยให้ตัวตนในมิติที่ต่ำกว่าล่วงรู้ความลับของเทคโนโลยีเทพเจ้าไม่ได้เด็ดขาด



    "อะไร~ กลัวพวกเราจะรู้ความลับกันหรือยังไงดอง~"

    เอสเทอพูดใส่ท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มของปีศาจน้อย

    ถึงจะมองไม่เห็นอีกฝ่าย แต่การที่คริสตัลหายไปต่อหน้า นั่นก็เป็นหลักฐานชั้นดีแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังร้อนรน

    "คราวนี้ไม่รีเซ็ตเกมส์แล้วหรือดอง? "

    เอสเทอยังคงพูดท้าทายต่อไป

    "พวกเราเผ่าภูติ! ในเมื่อเทพเจ้าไม่ต้องการให้พวกเราทำสงคราม คริสตัลก็ไม่ให้ศึกษา งั้นมาเต้นระบำเป็นการขอบคุณพวกเขาหน่อยดอง! "

    "โอ๊ว! "

    "พวกเราเอาด้วยสิ! "

    ในที่สุดสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าก็สมานฉันท์สามัคคีพร้อมเพรียง

    ยืนเรียงเป็นทิวแถวหน้ากระดานบนลานทุ่งหญ้า

    ห้าเผ่าห้าล้านชีวิต

    กับอีกหนึ่งเผ่าที่เข้าสิงสู่ร่างพวกเขา

    แม้นจะไม่มีร่างกาย แต่ขอมีส่วนร่วมในการเย้ยหยั่นเทพเจ้าด้วย

    ด้วยการช่วยปรับโครงสร้างร่างกายของผู้ถูกสิงสู่ เป็นอีกขั้นหนึ่งของวิวัฒนาการชีวิต

    "เริ่มเทศการขอบคุณเทพเจ้าทั้งสาม [ระบำตูดได้] ! "

    ว่าแล้วห้าล้านชีวิตก็หันตูดขึ้นท้องฟ้า

    พวกเขาส่ายตูดไปมาด้วยพลังกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด

    อีกทั้งยังปล่อยก๊าสเพื่อสร้างเสียงจังหวะเร้าดังกังวาล

    เสียงประกอบแสนไพเราะเสนาะหูนั้น ได้สั่นรัวเป็นจังหวะร๊อกที่เมามัน

    ขยับกล้ามตูดขึ้นลงอย่างเข้มแข็งและห้าวหาญทรงพลัง

    หากมองมาจากที่ระยะไกล ก็จะเห็นเป็นทะเลคลื่นผิวหนังหลากสีที่สวยงาม

    ซึ่งทั้งหมดนั้นคือ…

    [ตูด]

    "..."

    [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] แล้วก็ [ตูด]

    ตูดลานตาเต็มไปทั่วฟ้าดินสลาย~

    "โว๊ยยย! ล้อเลียนกันขนาดนี้ ข้าจะไม่ทนแล้ว ข้าจะฆ่าพวกมัน! คราวนี้จะไม่คืนชีพให้แล้วด้วย! "

    ว่าแล้วเทพไร้หน้าก็สร้างพายุสีดำเข้าโหมกระหน่ำโลก

    จะฆ่าไม่ให้เหลือเลย! นั่นคือสิ่งที่เขาคิด

    แต่เมื่อพายุสีดำพัดผ่านพ้นไป เขากลับพบว่ามีโดมสีดำขนาดใหญ่ปกคลุมพวกเขาเอาไว้อยู่

    เป็นเพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายของเผ่าโพแคริโอต จึงทำให้ระดับพลังในการควบคุมโมเลกุลของเผ่าภูติเก่งกาจขึ้น

    ระดับผู้นำของเผ่าภูติต่างร่วมมือกันสร้างโดมด้วยวัสดุสีดำขนาดยักษ์

    ใช้ความรู้และประสบการณ์จากชาติก่อนมาแก้ไขปรับปรุง จนสามารถสร้างวัสดุที่ต้านทานพลังงานของพายุดำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    แถมยังมีประชากรเผ่าอื่นช่วยกันคำจุนผิวโดม จนเป็นโครงสร้างค้ำยันมีชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งก่อนสร้าง ใด ๆ

    ร่วมพลังจากทุก คนทุกเผ่าพันธุ์ในการต่อต้านอำนาจของเทพเจ้า

    อาจกล่าวได้ว่านี่คือชัยชนะของพวกเขา

    ชัยชนะที่มีเหนือเทพเจ้าผู้โอหัง

    แม้นว่าเทพไร้ขาจะสร้างแผนดินไหว

    แม้ว่าเทพไร้แขนจะสร้างเภทภัยน้ำท่วม

    แต่พวกเขาก็รอดมาได้โดยที่ไม่มีใครตาย

    แล้วเมื่อเหล่าเทพเจ้าหมดแรงที่จะใช้อำนาจสังหารพวกเขา---

    [ตูด]

    --พวกเขาก็ถูกเหล่าสิ่งมีชีวิตในมิติต่ำต้อยระบำตูดใส่เป็นการเย้ยหยั่นต่อไป

    เหล่าเทพทั้งสามไม่อาจทำอะไรต่อไปได้อีก

    ไม่อาจควบคุมพวกเขา

    ไม่อาจแย่งชีวิตของพวกเขา

    แถมยังถูกเย้ยหยั่นเหยียดหยามจนแทบจะสิ้นใจตาย

    "พอที! ข้าไม่สนใจแล้ว! เทพไร้แขน เทพไร้ขา พวกเราไปกันเถอะ! โลกนี้มันไม่น่าสนใจอีกต่อไปแล้ว! "

    เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ เหล่าเทพทั้งสามจึงยอมลามือจากโลกใบนี้

    ประดุจเด็กเอาแต่ใจที่หมดความสนใจต่อของเล่นที่พังทลาย

    ลาจากไปโดยไม่คิดหันกลับมามองอีกต่อไป...



    หนึ่งปีผ่านไป

    ***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]

    "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับคุณเอรีส”

    “สวัสดีสเลบ”

    ฉันกำลังยืนคุยกับบุรุษเผ่ามนุษย์มดที่สวมชุดสูทสีดำ

    ตอนนี้ก็ผ่านมาได้ครบหนึ่งปีแล้ว ที่พวกเราก่อการต่อต้านเทพเจ้าทั้งสามที่ปกครองพวกเรา

    หลังจากวันนั้น พวกเราทั้งหก… ไม่สิ ห้าเผ่าก็ได้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตนตามอิสระที่ได้รับมา

    เผ่ามนุษย์มดเลือกที่จะเดินทางลงใต้

    เห็นว่าตอนนี้ไม่มีพายุสีดำปกคลุมทวีปอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเลยอยากลองท้าทาย แล้วต่อเรือเพื่อข้ามทวีปไปอีกฟากของทะเลกัน

    ส่วนเผ่าที่เหลือนั้นได้เลือกที่จะอยู่ในทวีปนี้ แล้วร่วมมือกันสร้างเมืองคริสตัลซิตี้กลับมาอีกครั้ง

    ถึงจะมีบางส่วนแยกตัวออกไปสร้างเมือง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะแตกแยกกันเหมือนแต่ก่อน

    ส่วนเผ่าที่พึ่งจะมารับรู้ว่ามีอยู่จริงอย่างเผ่าโพแคริโอตนั้น พวกเขาได้หายตัวไปอย่างลึกลับ

    แต่เห็นเปอร์ไซด์บอกว่า “คุณวิญญาณอยู่ในตัวของพวกเราทุกคนค่ะ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง”

    จะบอกว่าในร่างกายของพวกเรามีพวกเขาอาศัยอยู่อย่างเงียบ ๆ แบบนั้นนะหรือ?

    คงจะคิดแบบนั้นได้อยู่ละมั้ง?

    “บุตรชายของท่านดูแข็งแรงน่าดูเลยนะครับ”

    “ใช่ไหมละ? ฉันคิดว่าอยากได้ลูกสาวอีกคนหนึ่งนะ”

    “แค่สองคนจะเอาไปทำไมกันครับ อย่างผมนี่มีแทบจะเป็นหมื่นคนแล้วนะครับ”

    “เออ… เผ่าของฉันไม่เหมือนกับเผ่าของสเลบหรอกนะ”

    “ประหลาดจังนะครับ? ”

    “ใช่...มันประหลาดมาก…”

    สเลบเข้ามาเล่นกับทารกน้อยที่พึ่งอายุได้เพียงหนึ่งเดือนของฉัน

    ฉันรู้สึกตกใจกับวิธีคิดการสืบทายาทเผ่ามนุษย์มดจริง ๆ

    เผ่าของพวกเขาจะมีราชินีเพียงหนึ่งกับขุนพลประจำกายเพียงหนึ่ง

    ซึ่งพวกเขาหนึ่งคู่จะเป็นผู้ที่สร้างทายาทขึ้นมาทั้งเมือง

    ขอเน้นว่าทั้งเมือง…

    แล้วถ้าหากว่ามีคู่รักใหม่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะแยกตัวออกไปสร้างเมืองของตัวเองกัน

    ฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไมเผ่าของพวกเขาต้องออกไปหาทวีปใหม่อาศัย

    เพราะพวกเขาคงรู้ตัวว่าหากกระจายลูกหลานกันเร็วขนาดนี้ คงมีหวังได้ตีกับชาวบ้านในอนาคตแน่

    เอาละ ทีนี้กลับมาเรื่องของฉันต่อ

    พ่อของเด็กคนนี้คือใครนะหรือ?

    คำตอบคือแอร์บาส์รคนนั้นยังไงละ

    ก็… เขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือฉันมาตลอดเลยนี่น่า

    เลยคิดว่าได้อยู่กินกับผู้ชายคนนี้คงจะดีไม่น้อย

    “พี่เอรีส พี่สเลบ ทั้งสองคนมาถึงกันแล้วหรือคะ? นี่หนูนึกว่าตัวเองมาเร็วแล้วนะเนี่ย”

    คนที่กำลังบินเข้ามาทักพวกเราคือเปอร์ไซด์กับมังกรน้อย---

    “โกร๊ว! ”

    “ฮูม! ”

    เออ... ก็ไม่ค่อยจะน้อยเท่าไหรแล้วละนะ

    เจ้ามิลเลอร์กับเปอร์ไซด์นั้นโตขึ้นมากเลยทีเดียว

    เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เทพเจ้ารีรันโลกไปหลายต่อหลายครั้งนั้น ฉันนึกว่าต้องลาจากพวกมันไปตลอดกาลเสียแล้ว

    แต่ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกมังกรเองก็ได้เวียนว่ายตายเกิดใหม่ในกรงขังของเทพเจ้าเช่นกัน

    ดังนั้นตัวตนของพวกมันจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

    แล้วคราวนี้คนที่ไปพบพวกมัน ก็คือเปอร์ไซด์ที่พยายามออกบินตามหาทั้งทวีปถึงครึ่งปีเต็ม

    ถึงส่วนใหญ่เธอจะบินหลงทิศไปเองก็ตามทีเถอะนะ

    “คนอื่นคงมาช้าหน่อย เพราะเอสเทอต้องไปช่วยเตรียมงานเทศกาลกับยะมะโตะ ส่วนบานา… ถ้ามันรอดชีวิตจากเมียมันได้ คงน่าจะมาร่วมงานกับพวกเราได้ละนะ...”

    “เหวอ~ นั่นสินะคะ พี่แครอทนี่ขี้หึงแบบสุด ๆ ไปเลยด้วยนี่ค่ะ”

    ใช่แล้ว วันนี้พวกเราได้จัดวันนัดคืนสู่เหย้าหลังจากที่แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเองถึงหนึ่งปีเต็ม

    บานาแต่งงานกับแครอทไปแล้ว ฉันเองยังไปร่วมงานแต่งของเขาเลย

    แถมพวกเขายังรักกันมาก เห็นว่ามีพยานรักด้วยกันถึงสิบสองคนเลยนะ

    “ข้ามาแล้ว…”

    เสียงของบานาดังขึ้นมาจากหัวมุมของลานกว้าง

    คนภายในร้านกาแฟที่พวกเราใช้นัดพบกันนั้น ต่างหันไปมองทางเขาเป็นสายตาเดียวกัน

    พร้อมกับเริ่มอมยิ้มแห้งอย่างเห็นใจ

    “หน้าบวมมาเชียวนะเอ็ง”

    “เดียวนี้ชักปากเหม็นขึ้นแล้วนะสเลบ”

    ชายที่มาพร้อมกับชุดพื้นเมืองของเผ่ายักษ์ [บานา]

    ชายร่างยักษ์สูงกว่าสามเมตรคนนี้กำลังอยู่ในสภาพบูดบวมดูไม่ได้

    สงสัยคงถูกแครอทอัดน่วมก่อนออกมาเจอพวกเราละมั้ง?

    “อย่าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าเชียวนะ”

    “ได้...”

    “ไม่ถาม...สักหน่อยหรือ? ”

    จะเอายังไงกันแน่ยะ!

    “คือพอข้าบอกว่าจะมาเจอพวกเจ้า ยัยนั่นก็ซัดหน้าข้าจนบวมพร้อมกับบอกว่า [เพื่อหลักประกันไม่ให้มีใครมาชอบข้า] เหตุบ้าอะไรของยัยนั่นกันฟะ แถมเจ้าโทเมยังเห็นดีเห็นงามเข้ามาช่วยกัดจนเป็นแผลใหญ่บนแขนข้าอีก! ”

    ฉันทำได้แค่หัวเราะแห้ง ๆ ตอบเขาเท่านั้น

    ความจริงถ้าฉันเป็นแครอทก็คงไม่ไว้ใจบานาเหมือนกัน

    เพราะทุกวันนี้ ขนาดมันแต่งงานไปแล้ว บางครั้งยังแอบเห็นมันมามองสาวเผ่ามนุษย์ด้วยสายตาหื่น ๆ อยู่เป็นครั้งคราวเลย

    “ฮะ ฮะ ฮะ ลุงบานาหน้าบวมละ ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    เปอร์ไซด์หัวเราะอย่างร่าเริง

    “โอ๊ย...เหนือยจังดอง… เตรียมงานเทศกาลไม่สนุกเลยดอง… อีกเดียวต้องกลับไปดูแลลูกด้วยดอง…”

    “สวัสดีเอสเทอ”

    ภูติน้อยตัวจิ๋วผู้น่ารักบินเข้ามาหาพวกเราอย่างเหนื่อยล้า

    เธอจัดการแย่งถ้วยชาตรงหน้าฉันไปซดจนหมดแก้ว

    ก่อนจะนั่งพักพร้อมกับเช็ดเหงือตรงเส้นผมสีเขียวอันงดงามของเธอจนแห้ง---

    เดียวนะ

    “นี่เธอมีลูกแล้วเรอะ!? ”

    “อ๊ะ… ลืมบอกพวกเธอไปเลยดอง ฉันพึ่งแต่งงานกับยะมะโตะไปเมื่อสามเดือนที่แล้วนะดอง แถมไม่น่าเชื่อว่าเผ่าภูติกับมนุษย์จะมีลูกกันได้ด้วยนะดอง ตอนนี้มีลูกสาวคนหนึ่งแล้วละดอง น่ารักมากเลยดอง~”

    เอาจริงดิ!?

    ความรักระหว่างเผ่าอย่างงั้นหรือ

    ข่าวนี้แทบจะทำให้ฉันยิ้มกว้างออกมาจนถึงใบหู

    เพราะนี่คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความรักระหว่างเผ่าพันธุ์

    ความสงบสุขไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

    ฉันมองไปโดยรอบพื้นที่ลานกว้างของงานเทศกาลตรงหน้า

    งานเทศกาล [ระบำตูด]

    มันคืองานเฉลิมฉลองแห่งความยินดีที่พวกเราได้รับชัยเหนือเทพเจ้า ซึ่งพวกเราได้ตกลงกันว่าจะจัดขึ้นทุกปีของวันขึ้นปีใหม่

    หากมองไปให้ทั่ว ก็จะพบกับความสงบสุขและรอยยิ้ม

    ภาพของผู้นำกังที่ยืนจับมือกับประธานาธิบดีลิลลี่โดยมีเลขาตั๋งยืนกัดผ้าเช็ดหน้าอยู่ข้าง ๆ

    สุดท้ายเธอคนนั้นก็เป็นได้แค่ระดับ [คนในครอบครัว] ของเขาสินะ…

    ช่างน่าสงสารนัก

    พอเลื่อนสายตาไปทางซ้าย ก็จะพบกับเบลโลน่าและเทียเซไคร่าที่เต้นรำกันอยู่

    ในที่สุดเจ้าเบลโลน่าก็รู้ตัวเสียทีนะว่าเทียเซไคร่าคือผู้หญิง

    เลยถัดไปคือภาพของนายแดง เฉินซิง แมงโก และฮอร์เนสที่กำลังแสดงการต่อสู้บนลานเวทีมวย

    จับกลุ่มพวกสมองกล้ามบ้าการต่อสู้อยู่หรือยังไงนั่น?

    ชักรู้สึกคันมืออยากไปร่วมขึ้นมาเลยแฮะ

    พอหันไปทางซ้ายก็จะพบเหล่าผู้นำมนุษย์ที่กำลังพูดคุยกับเหล่าผู้นำของเผ่าอื่นอย่างออกรสชาติ

    ภาพของราชินีมนุษย์มดที่สวมสูทตัวใหญ่สี่เมตรที่กำลังคุยกับคุณทอมนั้นช่างน่าเกรงขามจริง

    ฉันเบือนสายตาออกจากกลุ่มผู้นำเผ่าไปที่พื้นที่ลานกว้าง

    ที่ตรงนั้นมียะมะโตะกำลังติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างอยู่ด้วยรอยยิ้ม

    ด้านข้างของเขามีเด็กทารกตัวน้อยมีปีกใสกำลังเดินเล่นวนอยู่รอบตัวของเขา

    ดวงตาสีดำกับผมสีเขียว

    นั่นคือลูกสาวของเอสเทอ?

    ว่าแต่เด็กอายุหนึ่งเดือนกว่านี่สามารถเดินได้แล้วหรือเนี่ย?

    คงเอาสามัญสำนึกไปผูกมัดกับลูกครึ่งมนุษย์ภูติไม่ได้หรอกมั้ง?

    ฉันเบือนสายตาไปทางกลุ่มภูติ

    ที่ตรงนั้นมีโรสกับดิไลออนกำลังสร้างทุ่งดอกลิลลี่งดงามกันเองอยู่

    ส่วนจัสเซียร์กับดีลอนนิกนั้น พวกเขากำลังพยายามจีบสาวในเผ่าอย่างสุดกำลัง

    แต่ดูเหมือนว่าจะกินแห้วรัว ๆ เลยละ

    ส่วนอีกคนที่ชื่อเอพีเซียร์นั้น เขาไม่สนโลกแล้วเริ่มจัดการสวาปามอาหารตรงหน้าแบบไม่สนใจใครแทน

    ฉันยิ้มให้กับภาพของเผ่าภูติที่น่ารักตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองทางกลุ่มของเผ่ามนุษย์นก

    ที่ตรงนั้นเหล่าผู้นำของเผ่ามนุษย์นกกำลังเปิด...เออ… [ร้านนวยหนึ่งครั้ง คิดเงิน 100 ยูนิต?]

    พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากกายวิภาคของเผ่า ซึ่งมีขนฟูนุ่ม ในการหาไถเงินจากผู้คนที่มาเที่ยวงานเทศกาลอย่างเต็มที่

    ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนจากเผ่ามนุษย์กับเผ่ายักษ์

    พูดไม่ออกเลยแฮะ

    ส่วนเพื่อนคนสำคัญของเปอร์ไซด์อย่างโซเดียมกับไฮเจนนั้น พวกเขากำลังพล๊อตรักกันอยู่ตรงมุมมืดบนต้นไม้ของลานกว้าง

    เผ่ามนุษย์นกนั้นมีสองเพศในคนเดียว แต่ถ้าหากตัดไอนั้นทิ้ง พวกเขาก็จะกลายเป็นสตรีเพศอย่างสมบูรณ์แบบ

    และคนที่ยอมเป็นสตรีเพศนั้นคือไฮเจน

    เห็นเปอร์ไซด์เล่าว่าสองคนนี้ไม่ถูกกันมาก่อน แต่พอมาเห็นพล๊อตรักกันแบบนี้แล้ว มันเลยทำให้ฉันเชื่อเรื่องนั้นไม่ลง

    พวกเขาดูรักกันดีออก

    “เรียนทุกท่าน งานเทศกาลกำลังจะเริ่มแล้วครับ กระผมจาวิสเองครับ”

    เสียงของระบบ AI ที่ยะมะโตะแสนภูมิใจได้ส่งเสียงดังมาจากกล่องสีดำที่เขากำลังติดตั้งอยู่เมื่อกี้

    เหล่านักแสดงผู้หญิงที่สวยงามจากทั้งห้าเผ่าได้มารวมตัวกันที่ใจกลางเวทีขนาดยักษ์

    สำหรับผู้หญิงเผ่ามนุษย์มดที่ไม่ใช่ราชินีนั้น จะคงความสูงแค่หนึ่งเมตรและถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ [มดทาส]

    แต่ทว่าร่างเล็ก ๆ แบบนั้นก็ดูน่ารักแปลกตาดีเหมือนกัน

    แสงไฟจากคบเพลิงได้สุกสว่างจนราตรีที่กำลังมาเยือนนั้น กลายเป็นยามรุ่งอรุณที่งดงาม

    “มามู~”

    ทารกน้อยในอ้อมแขนยิ้มร่าให้กับเหล่าคณะนักแสดงตรงหน้า

    ราวกับรับรู้ได้ว่ากำลังจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น

    ฉันมองย้อนกลับไปในวันที่พวกเรายังรบราฆ่าฟัน

    จนกระทั้งถึงวันที่แสนสงบอย่างแท้จริงในวันนี้

    “ขอเริ่มงานเทศกาล [ระบำตูด] ณ บัดนี้ครับ”

    เสียงดนตรีเริ่มบรรเลง

    ทุกคนเริ่มเริงระบำ

    พูดคุยสนุกสาน

    สวาปามอาหารราวคนบ้า

    ดื่มเหล้าเมามายราวกับคนเขลาเบาปัญญา

    ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

    ยุคสงคราม… ได้จบลงแล้ว



    ~Fin~



    ***

    จากผู้แต่ง

    นี่ถือว่าเป็นนิยายเรื่องที่สามแล้วที่ผมได้ร้อยเรียงและแต่งขึ้นมาจนจบ

    ถึงฝีมืออาจจะยังไม่ได้พัฒนาไปมากจากนิยายในเรื่องก่อนหน้านี้ แต่ต้องขอขอบคุณกำลังใจจากนักอ่านทุกท่าน ที่ทำให้ผมมีพลังเขียนมาจนถึงวันนี้


    ขอบคุณครับ