มันคือเศษซากจากยุคสมัยที่โศกเศร้า
มันถูกส่งมอบผ่านวังวนที่มิอาจหลีกหนี
อดีตแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงสู่ยุคปัจจุบัน
หลักฐานของชีวิตว่าพวกเรา
[เคยอยู่ที่นี่]
*โครม! *
ในตอนนั้นเองที่มีวัตถุบางอย่างตกลงมาจากท้องฟ้า
สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายดาวเทียมขนาดใหญ่
มีกิ่งก้านสาขาของแฝงโซล่าเซลล์กระจายตัวออกไปทั่ว
มีปลายหัวที่แหลมยาวคล้ายกับหัวปืนใหญ่
และมีส่วนท้ายเป็นวัตถุทรงกลมรูปไข่ขนาดใหญ่
แต่สิ่งก่อสร้างซึ่งผิดที่ผิดทางและผิดเวลานี้กลับมีสภาพทรุดโทรมพังทลาย
ราวกับพึ่งนำไปผ่าพายุร้ายมาเช่นนั้น
ที่ด้านข้างของมันมีวัตถุก้อนกลมกลิ้งตกอยู่หนึ่งก้อน
สิ่งนั้นมีสีดำสนิทและมีสภาพทรุดโทรมไม่แพ้เช่นกัน
"ผม/ฉันรู้จักสิ่งนั้น? "
ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์ต่างรู้สึกได้
ว่าตนเองรู้จักสิ่งนี้
ราวกับว่ามันเคยถูกสลักจดจำลงไปในส่วนลึกของความทรงจำ
ความทรงจำที่ถูกบังคับทำให้ลืมเลือนไป
“เทพไร้แขน เทพไร้ขา นั่นมันคืออะไร!? ”
“ถามเราแล้วเราจะไปถามใครละ? ”
“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน…”
เทพทั้งสามที่เฝ้ามองสงครามรอบที่สิบจากในมิติเบื้องสูง ต่างหันหน้ามามองกันเองอย่างุนงง
ภาพของมิติเบื้องล่างที่ปรากฏบนหน้าจอตรงหน้าในพื้นที่ว่าง คือภาพของดาวเทียมที่คล้ายกับอาวุธสงครามของเผ่ามนุษย์จากรอบที่เก้า
[ดาบแห่งพระเจ้า]
“ตอนล้างโลกเมื่อกี้ลืมทำลายของเก่าทิ้งไปหรือยังไงกันเทพไร้ขา? ”
“ถ้าพูดแบบนี้ คนที่รับผิดชอบการกวาดล้างสิ่งของในอวกาศคือท่านนะครับเทพไร้หน้า”
"เงียบ! แล้วดูตรงนั้นก่อนสิ! "
เทพไร้แขนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด ก่อนจะดึงความสนใจของทั้งสองคนกลับสู่ภาพตรงหน้าในอีกครั้งหนึ่ง
วัตถุรูปไข่ที่ติดอยู่ตรงท้ายดาบแห่งพระเจ้าได้เริ่มปริแตก
"ปี้~? "
เสียงที่น่ารักแสนคุ้นเคยได้ดังขึ้น
มังกรน้อยผิวสีน้ำตาลสองตัวต่างกำลังกระแทกวัตถุทรงไข่ก้อนนั้นอยู่
ราวกับนกน้อยที่กระเทาะเปลือกออกมาดูโลกกว้าง
มังกรทั้งสองตัวเริ่มส่ายหัวไปมาราวกับมองหาบางสิ่ง
ที่พวกมันจำได้คืออาคารสูงกับโลกที่วุ่นวาย
แล้วสติก็พร่ามัวก่อนจะหลับไหลและถูกจับขังจรกระทั้งได้รับอิสระกลับมาในตอนนี้
ในตอนนั้นเอง---
"ออก… ไซด์"
---ที่เปอร์ไซด์จากเผ่าปักษาได้เอยคำพูดเบา ๆ ออกมาเช่นนั้น
แม้แต่เธอยังรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงเอยชื่อนั้นออกมาได้
เธอ… รู้จักสิ่งมีชีวิตตรงหน้า
"ปี้! "
มังกรน้อยส่งเสียงปลื้มปิติที่ได้เห็นมารดาของตนเอง
มันกางปีกแล้วบินถลาพุ่งตรงไปทางแม่นกน้อยเปอร์ไซด์
"อันตราย! "
ไฮเจนกับโซเดียม เพื่อนรักของเปอร์ไซด์ต่างพยายามบินเข้าไปขวางเส้นทางเพื่อปกป้องเธอ
"ไฮเจน… โซเดียม…? ยังไม่ตาย…? "
ใช่แล้ว พวกเขายังไม่ตาย
แม้แต่จ่าฝูงจ่าฝูงทั้งแปดก็ยังมีชีวิตอยู่
ผู้นำจ่าฝูงสูงสุด พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์]
รองผู้นำจ่าฝูงสูงสุด ชายผู้ร้อนแรง [ฮีเลียม]
จ่าฝูงทั่วไป นก [ไฮเจน]
จ่าฝูงทั่วไป บุรุษกระดูก [แคลเซียม]
จ่าฝูงทั่วไป สายล่อฟ้า [คอบเปอร์]
จ่าฝูงทั่วไป สตรีแห่งความสะอาด [คลอรีน]
จ่าฝูงทั่วไป ตลกบริโภค [ฟอสฟอรัส]
จ่าฝูงทั่วไป อัศวินสีแดง [โซเดียม]
และปักษาแห่งการพยากรณ์ [คาร์เนต]
ทุกคนยังมีชีวิต
แต่แล้วเปอร์ไซด์ก็เริ่มสงสัยบางอย่าง
พวกเธอไปคัดเลือกผู้นำจ่าฝูงกันตั้งแต่ตอนไหน?
ความทรงจำเหล่านี้คืออะไร?
ความรู้สึกนี้คืออะไร?
ทำไมถึงคิดว่าพวกเขาตายไปแล้ว?
เปอร์ไซด์ไม่รู้เลย
แต่ที่เธอรู้อย่างหนึ่ง
นั่นคือมังกรน้อยที่กำลังบินมานั้นไม่ใช่ศัตรูอย่างแน่นอน
บานากำลังมองไปที่ภาพตรงหน้าด้วยความสับสน
เขารู้สึกราวกับว่าเคยเห็นเจ้าก้อนวัตถุนั้นมาก่อน
"แครอท? "
"ฮืม? "
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอเขาได้เห็นวัตถุนั้น มันก็เริ่มมีอะไรบางอย่างผุดขึ้นมาอยู่ภายในใจ
ความรู้สึกและความทรงจำบางอย่างกำลังผุดกลับมา
ความรู้สึกนั้นทำให้เขาเลิกสนใจทุกสิ่งรอบตัว
ความรู้สึกนั้นได้พลักดันให้ขาของเขาเดินตรงหรี่เข้าไปหาแครอท
เข้าไปหาสตรีเผ่ายักษาที่มีผิวกายสีเขียวงดงาม หุ่นเพรียวบาง ดวงตาสีเทาที่คมกริบ และมีผมสีม่วงยืดยาวเหยียดตรง
สตรีที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว
"ข้าต่อสู้เพื่อนำเจ้ากลับมา และข้าก็ได้เจ้ากลับมาแล้ว"
"? "
แครอทไม่เข้าใจว่าบานากำลังหมายถึงอะไร
แต่ดวงตาของนางกลับเริ่มีหยาดน้ำตาไหลรินลงมา
ส่วนบานานั้น แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น
แต่เขารู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังเรียกร้องให้เขาโอบกอดเธอ
ใช้สองแอบโอบกอดสตรีตรงหน้าอย่างอ่อนโยน
ห่อหุ้มสตรีที่ดูแข็งแกร่งและบอบบางเอาไว้ด้วยร่างกายของตัวเอง
ก่อนจะมอบจุมพิตที่เกิดจากหัวใจของเขาให้กับเธอคนนั้นไป
"ถ้าหากว่าไม่ต่อสู้แล้วพวกเราจะถูกกวาดล้างหรือ? ฉันราชินีแฟต ขอสั่งให้พวกเราทุกคนรีบเตรียมจัดทัพเพื่อบุกโจมตี สเลบ ขุนพลของฉัน เจ้าจงรีบเตรียมนำทัพบุกเดียวนี้! "
เผ่าอาร์โธร์โพดานั้นไม่สนใจดาบแห่งพระเจ้าตรงหน้า แต่เริ่มเตรียมจัดทัพเพื่อทำสงครามกันแทน
"ได้ครับ กองทัพศัตรูที่ใกล้ที่สุดคือเผ่าปีศาจยักษ์ เดียวกระผมจะไปร้องขอฮอร์เนส สุดยอดขุนพลจากกองกำลังราชินีโอเปอร์ไปช่วยด้วย เพราะเผ่านั้นแข็งแกร่งมากครับ"
"ได้ ฉันอนุมัติ รีบไปดำเนินการ---"
ในตอนนั้นเองที่พวกเขาทั้งสองเริ่มรู้สึกเอะใจบางอย่าง
นี่พวกเขาคัดเลือกองค์ราชินีกับขุนพลของกองทัพกันตั้งแต่เมื่อไหร?
พอเห็นวัตถุที่ตกลงมาใจกลางทุงหญ้า พวกเขาก็เริ่มสั่งการออกคำสั่งโดยสัญชาตญาณในทันที
คลื่นสมองที่จูนเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายภายในหัวสมองของเผ่าต่างเริ่มสับสน
ว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถแบ่งรับหน้าที่กันได้รวดเร็วขนาดนี้
ราวกับว่า
"ท่านราชินีแฟต พวกเราเคยรู้จักกันมาก่อนเช่นนั้นหรือครับ? "
ราวกับว่าเหตุการณ์นี้เคยได้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเช่นนั้น
"ปิ้ว! "
มังกรวัยรุ่น [มิลเลอร์] กำลังบินตรงไปทางเอรีส เหมือนที่ออกไซด์บินตรงไปทางเปอร์ไซด์
"เหวอ มังกร! "
เผ่ามนุษย์ตรงหน้าเธอต่างเริ่มตื่นตระหนก
"เดียวก่อนทุกคน! "
มีเพียงแค่เอรีสที่ไม่ตื่นตกใจ
"ฉัน… รู้จักเจ้าหนูตัวนี้..."
"ปิ~"
เจ้ามังกรขนาดสองเมตรกว่าตัวนี้กำลังทำเสียงออดอ้อนเอรีส
มันยื่นหัวไปในระดับสายตาของเธอ
เอรีสยื่นมือออกไปสัมผัสผิวกายของมัน
ในพริบตานั้นเองที่เกิดแสงสว่างจุดประกายขึ้นมาในสมองของเธอ
ภาพจำนวนมากกำลังย้อนกรอกลับเข้าสู่สมอง
ประดุจหนึ่งความทรงจำในส่วนลึกที่ถูกเปิดออกมา
ถึงจะยังสับสน แต่เธอมีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจ
ว่าศัตรูที่แท้จริงของเธอนั้นไม่ใช่เผ่าที่กำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
แต่เป็นก้อนคริสตัลแห่งชีวิตที่กำลังตั้งอยู่ข้างหลังต่างหาก
นอกจากมังกรทั้งสองตัวที่ปรากฏขึ้นแล้ว มันยังมีวัตถุประหลาดอีกหนึ่งอย่างอยู่แถวนั้นด้วย
วัตถุทรงกลมสีดำที่แปลกประหลาดก้อนนั้น
"ฮ้าว~ เช้าวันใหม่แล้วหรือ พรม? "
วัตถุทรงกลมนั้นถูกทำให้สลายหายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของภูติน้อยเพศชายคนหนึ่ง
เขามีผมสีน้ำตาลตัดสั้นชี้ฟูและมีดวงตาสีแดงฉาน
ชุดนอนสีน้ำตาลน่ารักได้ปรากฏตัวต่อหน้าเผ่าภูตินับล้านที่กำลังจับจ้องเขา
เขาคือ ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]
" หืม? เมืองหายไปไหนกันละพรม? แล้วนี่ทำไมถึงเปลือยกายกันทุกคนละพรม? กำลังจัดปาร์ตี้เปลืองผ้ากันอยู่หรือพรม? "
เทพทั้งสามไม่ได้ใจดีขนาดมอบเสื้อผ้าให้ตอนที่มอบชีวิตใหม่
ดังนั้นเอพีเซียร์ที่นอนขังตัวเองอยู่ในเปลือกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก จึงไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยสักอย่าง ว่าโลกใบนี้ได้ผ่านจุดจบรอบที่เก้ามาแล้ว
"น่าสนุกนี่พรม เราขอร่วมวงด้วยสิพรม! "
ว่าแล้วเขาก็จัดการลอกคราบตามเพื่อนไปอีกคน
เหล่าภูติที่เห็นภาพตรงหน้าต่างเริ่มสับสน
มันคนนั้นคือใคร? แล้วทำไมถึงทำท่าราวกับว่าตัวเองเป็นที่ถูกรู้จักดีเช่นนั้น?
แต่ท่ามกลางความสับสนนั้น กลับมีเผ่าภูติคนหนึ่งกำลังเริ่มใช้สมองทำงานอย่างหนักหน่วง
เธอคนนั้นคือเอสเทอ
การกระทำของเอพีเซียร์นั้นมันไม่สมเหตุสมผลเกินไปจนเธอเริ่มคิดเพื่อหาคำตอบ
"เอสเทอ~ ถึงปกติจะเห็นสวมชุดมิดชิด แต่ว่ามีเนื้อนมเยอะไม่เบาเลยนี่พวย~"
"หนวกหูน่าเอพีเซียร์! ... เอพีเซียร์.? "
"มีอะไรหรือพวย? "
"... ทำไมฉันถึงรู้ชื่อของนายละดอง? "
"แล้วมันแปลกอะไรละ? เราคือเอพีเซียร์ ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์] ผู้นำทัพหน่วยภูติปฐพียังไงละพวย"
คำพูดนั้นของเขาได้ทำให้ลิ้นชักความทรงจำของเอสเทอถูกเปิดออกมา
ชายตรงหน้ารู้จักเอสเทอ แต่เอสเทอกลับไม่รู้จักและรู้จักในเวลาเดียวกัน
"... มีบางคนลบความทรงจำของฉันหรือดอง? "
เอสเทอไม่อาจหาคำตอบอื่นที่ดีกว่านี้ให้กับตัวเองได้แล้ว
มีใครบางคนกำลังเดินตรงไปที่ซากของดาบแห่งพระเจ้า
บุคคลคนนั้นเป็นชายเผ่ามนุษย์เชื้อสายญี่ปุ่น
มีดวงตาสีดำผมสีดำ ตัวไม่สูงใหญ่ตามสภาพพิมพ์นิยมชาวเอเชีย
ใบหน้าของเขาดูราวกับบิดาที่ได้พบกับบุตรชายซึ่งไม่ได้เจอกันอย่างยาวนาน
"จาวิส…นั่นเสียงของจาวิสใช่ไหม? "
ยะมะโตะเริ่มลงไปค้นหาบางอย่างจากใต้ซากนั้นราวกับคนบ้า
"โอ๊ววว!? นี่มัน… นี่มัน! "
เขากรีดเสียงดังจนได้ยินไปทั่วทั้งทุ่งหญ้าที่โล่งกว้าง
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ตัวของเขา
บางสิ่งที่อยู่ใต้ซากนั้นเริ่มส่งเสียงออกมา
“สวัส--ดิ---ยะ---โตะ--ตรูด---”
เสียงนั้นแตกพร่า แต่ยังคงกำลังทำงานอยู่
สิ่งนั้นได้ยิงภาพบันทึกเหตุการณ์บางอย่างขึ้นสู่ท้องฟ้า
เจ้าสิ่งนั้นกำลังทำหน้าที่สุดท้ายของมันตามคำสั่งของเจ้านายที่มอบเอาไว้
ว่า [พวกเราเคยอยู่ที่นี่]
การปรากฏตัวของเอพีเซียร์
การปรากฏตัวของมังกรน้อยทั้งสองตัว
และภาพบันทึกประวัติศาสตร์ของสงครามโดยจาวิสที่พังทลาย
สิ่งเหล่านั้นได้ไปกระตุ้นความทรงจำที่ควรเลือนหาย
กระตุ้นความทรงจำที่ถูกบันทึกอยู่ในส่วนหนึ่งของวิญญาณ
[วิญญาณ] ตัวตนของพลังงานลึกลับที่ยืนคาบเกี่ยวระหว่างมิติคนเป็นและคนตาย
จิตปราถนาอันแรงกล้าจากชาติก่อนได้ถูกเชื่อมโยงสู่ปัจจุบัน
ปัจจุบันได้เชื่อมโยงสู่อดีต
เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ที่ทิ้งเอาไว้มิได้ไร้ค่า
ความบังเอิญที่กลายมาเป็นจุดพลิกผันของพวกเขา
สู่การต่อต้านเทพเจ้าที่น่ารังเกียจทั้งสามองค์นั้น
คนที่เคลื่อนไหวก่อนใครคือเอรีสเผ่ามนุษย์
เธอวิ่งตรงไปทางคริสตัลของเผ่าตัวเอง
แล้วพยายามใช้มือเปล่าพลักให้มันล้มลงมา
แต่แรงของคนเพียงคนเดียวคงไม่สามารถทำลายมันทิ้งได้
ดังนั้นแอร์บาส์รจึงเดินเข้าไปช่วยพลักอีกคน
ตามด้วยนายแดง
และตามด้วยผู้นำแห่งนาโต้ [ทอม]
เทพสงคราม [เฉินซิง]
โล่อันแข็งแกร่ง [เบลโลน่า]
ผู้ไม่เคยลงจากอานม้า [เทียเซไคร่า]
หญิงจิ้งจอก [ตั๋ง]
ผู้นำหัวโขน [กัง]
แม้แต่ผู้นำแห่งจิตใจ [ดีอ้อน] ยังหันกลับมาต่อต้านเทพเจ้าที่ตนนับถือ
เผ่ามนุษย์ได้ร่วมแรงร่วมใจในทำลายคริสตัลของตนเอง
ไม่ใช่แค่เผ่ามนุษย์ เผ่าอื่น ๆ เองก็เริ่มหันหน้าไปทำลายคริสตัลของตัวเองเช่นกัน
จนกระทั้งคริสตัลของทั้งห้าเผ่าถูกทำลาย และได้ผู้ชนะรอบที่สิบเป็นเผ่าสัตว์เซลล์เดียว [โพแคริโอต]
สาเหตุที่เผ่านี้ไม่ทำลายคริสตัลตัวเองนั้น มันไม่ใช่เพราะมีเหตุผลยิ่งใหญ่อะไรนัก
แค่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะล้มคริสตัลของตัวเองยังไงมากกว่า
"อะ… เออ… ผู้ชนะรอบที่สิบคือเผ่าโพแคริโอต… งั้นมาเริ่มรอบที่… สิบเอ็ด? "
เทพไร้หน้าเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้
เทพทั้งสามจับวิญญาณตรงหน้ามาชำระล้างใหม่ แล้วส่งไปเกิดใหม่อีกรอบ
คราวนี้จะไม่ขอให้เกิดข้อผิดพลาดอีกต่อไป
จัดการจับวิญญาณทั้งหมดมาชำระให้สะอาดสิ้น
แต่ทว่า...
"โอ๊ว! ดับเครื่องชนแม่ม! "
บานากำลังตะเบงเสียงดังพร้อมกับเอาคริสตัลแบกขึ้นหลัง
เผ่าอื่น ๆ เองก็ทำไม่ต่างไปจากเขา
ก่อนจะใช้คริสตัลบนหลังดับเครื่องชนใส่กันเองจนแตกสลายไปพร้อมกัน
“ระ...รอบที่สิบสอง…”
เทพเจ้าไร้แขนถึงกับพูดไม่ออก
ทำไมกัน ทั้งที่ชำระวิญญาณไปถึงขนาดนี้แล้ว แต่ทำไมถึงยังมีความทรงจำหลงเหลืออยู่ได้?
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เริ่มอยู่เหนือคำอธิบายและสามมัญสำนึกที่พวกเขาทั้งสามคนไม่อาจเข้าใจได้แล้ว
รอบที่สิบสอง
“มาจัดปาร์ตี้บาบีคิวกัน! ”
ดูเหมือนว่ารอบนี้จะมีเผ่าอาร์โธร์โพดาเป็นเจ้าภาพในการก่อการต่อต้านเทพเจ้า
สเลบ บุรุษผู้กล้าของเผ่ากำลังนำคริสตัลมาย่างไฟแทนตาบาบีคิวอยู่
มันช่างเป็นภาพที่บ้าบอมาก เพราะดูเหมือนกับเป็นการดูหมิ่นต่อสิ่งที่เทพเจ้าทั้งสามสร้างขึ้นมา
“หน่อย! พวกแกจะเอาแบบนี้ใช่มั้ย? งั้นมาแข่งกันว่าใครจะมีความอดทนมากกว่า รอบที่สิบสาม! ”
พรึบ!
“คุณมังกรค่ะ~ เชิญเอาไปโยนเล่นได้ตามสบายเลยค่ะ~"
"โกรว~"
เปอร์ไซด์กำลังนำฝูงมังกรจำนวนมากมา
ในรอบที่สิบสามนี้ เธอขอเป็นเจ้าภาพในการต่อต้านเทพเจ้า
ด้วนการพาฝูงมังกรมาโยนคริสตัลกลางอากาศเล่น
แถมไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง แต่เธอได้พาเจ้ามังกรทมิฬ [อสูรแห่งการกลืนกิน] ตัวนั้นติดพ่วงมาด้วย
พวกมังกรบินฉวัดเฉวียนพร้อมกับยื้อแย่งคริสตัลกันอย่างเมามัน
บินม้วนตีลังกาแล้วโยนรับส่งอย่างรุนแรง
ประดุจเกมส์กีฬาฟุตบอลอันเร่าร้อน!
"พอได้แล้ว! รอบที่สิบสี่! "
เทพเจ้าไร้หน้าเริ่มรู้สึกหัวเสีย
เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนลูบคมโดยพวกสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำกว่าอยู่
รอบที่สิบสี่---
"เอาคริสตัลมาวิจัยกันเลยดอง! "
เอสเทอจับเอาก้อนคริสตัลทั้งหกมาวิจัย
วิเคราะห์โครงสร้างร่วมกับอัจฉริยะของทุกเผ่าพันธุ์
เนื่องจากไม่จำเป็นต้องสนใจที่คริสตัลจะถูกทำลาย ดังนั้นครั้งนี้เหล่านักวิจัยจึงจัดการสับผ่าแยกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อศึกษา---
"หยูด~ หยุดเลยนะ! เดียวก็ได้เป็นเรื่องใหญ่หรอก! "
เทพเจ้าไร้แขนกรีดร้องดังลั่นแล้วรีบยึดคริสตัลกลับคืนไปในทันที
จะปล่อยให้ตัวตนในมิติที่ต่ำกว่าล่วงรู้ความลับของเทคโนโลยีเทพเจ้าไม่ได้เด็ดขาด
"อะไร~ กลัวพวกเราจะรู้ความลับกันหรือยังไงดอง~"
เอสเทอพูดใส่ท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มของปีศาจน้อย
ถึงจะมองไม่เห็นอีกฝ่าย แต่การที่คริสตัลหายไปต่อหน้า นั่นก็เป็นหลักฐานชั้นดีแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังร้อนรน
"คราวนี้ไม่รีเซ็ตเกมส์แล้วหรือดอง? "
เอสเทอยังคงพูดท้าทายต่อไป
"พวกเราเผ่าภูติ! ในเมื่อเทพเจ้าไม่ต้องการให้พวกเราทำสงคราม คริสตัลก็ไม่ให้ศึกษา งั้นมาเต้นระบำเป็นการขอบคุณพวกเขาหน่อยดอง! "
"โอ๊ว! "
"พวกเราเอาด้วยสิ! "
ในที่สุดสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าก็สมานฉันท์สามัคคีพร้อมเพรียง
ยืนเรียงเป็นทิวแถวหน้ากระดานบนลานทุ่งหญ้า
ห้าเผ่าห้าล้านชีวิต
กับอีกหนึ่งเผ่าที่เข้าสิงสู่ร่างพวกเขา
แม้นจะไม่มีร่างกาย แต่ขอมีส่วนร่วมในการเย้ยหยั่นเทพเจ้าด้วย
ด้วยการช่วยปรับโครงสร้างร่างกายของผู้ถูกสิงสู่ เป็นอีกขั้นหนึ่งของวิวัฒนาการชีวิต
"เริ่มเทศการขอบคุณเทพเจ้าทั้งสาม [ระบำตูดได้] ! "
ว่าแล้วห้าล้านชีวิตก็หันตูดขึ้นท้องฟ้า
พวกเขาส่ายตูดไปมาด้วยพลังกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุด
อีกทั้งยังปล่อยก๊าสเพื่อสร้างเสียงจังหวะเร้าดังกังวาล
เสียงประกอบแสนไพเราะเสนาะหูนั้น ได้สั่นรัวเป็นจังหวะร๊อกที่เมามัน
ขยับกล้ามตูดขึ้นลงอย่างเข้มแข็งและห้าวหาญทรงพลัง
หากมองมาจากที่ระยะไกล ก็จะเห็นเป็นทะเลคลื่นผิวหนังหลากสีที่สวยงาม
ซึ่งทั้งหมดนั้นคือ…
[ตูด]
"..."
[ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] [ตูด] แล้วก็ [ตูด]
ตูดลานตาเต็มไปทั่วฟ้าดินสลาย~
"โว๊ยยย! ล้อเลียนกันขนาดนี้ ข้าจะไม่ทนแล้ว ข้าจะฆ่าพวกมัน! คราวนี้จะไม่คืนชีพให้แล้วด้วย! "
ว่าแล้วเทพไร้หน้าก็สร้างพายุสีดำเข้าโหมกระหน่ำโลก
จะฆ่าไม่ให้เหลือเลย! นั่นคือสิ่งที่เขาคิด
แต่เมื่อพายุสีดำพัดผ่านพ้นไป เขากลับพบว่ามีโดมสีดำขนาดใหญ่ปกคลุมพวกเขาเอาไว้อยู่
เป็นเพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายของเผ่าโพแคริโอต จึงทำให้ระดับพลังในการควบคุมโมเลกุลของเผ่าภูติเก่งกาจขึ้น
ระดับผู้นำของเผ่าภูติต่างร่วมมือกันสร้างโดมด้วยวัสดุสีดำขนาดยักษ์
ใช้ความรู้และประสบการณ์จากชาติก่อนมาแก้ไขปรับปรุง จนสามารถสร้างวัสดุที่ต้านทานพลังงานของพายุดำได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แถมยังมีประชากรเผ่าอื่นช่วยกันคำจุนผิวโดม จนเป็นโครงสร้างค้ำยันมีชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งก่อนสร้าง ใด ๆ
ร่วมพลังจากทุก คนทุกเผ่าพันธุ์ในการต่อต้านอำนาจของเทพเจ้า
อาจกล่าวได้ว่านี่คือชัยชนะของพวกเขา
ชัยชนะที่มีเหนือเทพเจ้าผู้โอหัง
แม้นว่าเทพไร้ขาจะสร้างแผนดินไหว
แม้ว่าเทพไร้แขนจะสร้างเภทภัยน้ำท่วม
แต่พวกเขาก็รอดมาได้โดยที่ไม่มีใครตาย
แล้วเมื่อเหล่าเทพเจ้าหมดแรงที่จะใช้อำนาจสังหารพวกเขา---
[ตูด]
--พวกเขาก็ถูกเหล่าสิ่งมีชีวิตในมิติต่ำต้อยระบำตูดใส่เป็นการเย้ยหยั่นต่อไป
เหล่าเทพทั้งสามไม่อาจทำอะไรต่อไปได้อีก
ไม่อาจควบคุมพวกเขา
ไม่อาจแย่งชีวิตของพวกเขา
แถมยังถูกเย้ยหยั่นเหยียดหยามจนแทบจะสิ้นใจตาย
"พอที! ข้าไม่สนใจแล้ว! เทพไร้แขน เทพไร้ขา พวกเราไปกันเถอะ! โลกนี้มันไม่น่าสนใจอีกต่อไปแล้ว! "
เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ เหล่าเทพทั้งสามจึงยอมลามือจากโลกใบนี้
ประดุจเด็กเอาแต่ใจที่หมดความสนใจต่อของเล่นที่พังทลาย
ลาจากไปโดยไม่คิดหันกลับมามองอีกต่อไป...
หนึ่งปีผ่านไป
***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับคุณเอรีส”
“สวัสดีสเลบ”
ฉันกำลังยืนคุยกับบุรุษเผ่ามนุษย์มดที่สวมชุดสูทสีดำ
ตอนนี้ก็ผ่านมาได้ครบหนึ่งปีแล้ว ที่พวกเราก่อการต่อต้านเทพเจ้าทั้งสามที่ปกครองพวกเรา
หลังจากวันนั้น พวกเราทั้งหก… ไม่สิ ห้าเผ่าก็ได้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตนตามอิสระที่ได้รับมา
เผ่ามนุษย์มดเลือกที่จะเดินทางลงใต้
เห็นว่าตอนนี้ไม่มีพายุสีดำปกคลุมทวีปอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเลยอยากลองท้าทาย แล้วต่อเรือเพื่อข้ามทวีปไปอีกฟากของทะเลกัน
ส่วนเผ่าที่เหลือนั้นได้เลือกที่จะอยู่ในทวีปนี้ แล้วร่วมมือกันสร้างเมืองคริสตัลซิตี้กลับมาอีกครั้ง
ถึงจะมีบางส่วนแยกตัวออกไปสร้างเมือง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะแตกแยกกันเหมือนแต่ก่อน
ส่วนเผ่าที่พึ่งจะมารับรู้ว่ามีอยู่จริงอย่างเผ่าโพแคริโอตนั้น พวกเขาได้หายตัวไปอย่างลึกลับ
แต่เห็นเปอร์ไซด์บอกว่า “คุณวิญญาณอยู่ในตัวของพวกเราทุกคนค่ะ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง”
จะบอกว่าในร่างกายของพวกเรามีพวกเขาอาศัยอยู่อย่างเงียบ ๆ แบบนั้นนะหรือ?
คงจะคิดแบบนั้นได้อยู่ละมั้ง?
“บุตรชายของท่านดูแข็งแรงน่าดูเลยนะครับ”
“ใช่ไหมละ? ฉันคิดว่าอยากได้ลูกสาวอีกคนหนึ่งนะ”
“แค่สองคนจะเอาไปทำไมกันครับ อย่างผมนี่มีแทบจะเป็นหมื่นคนแล้วนะครับ”
“เออ… เผ่าของฉันไม่เหมือนกับเผ่าของสเลบหรอกนะ”
“ประหลาดจังนะครับ? ”
“ใช่...มันประหลาดมาก…”
สเลบเข้ามาเล่นกับทารกน้อยที่พึ่งอายุได้เพียงหนึ่งเดือนของฉัน
ฉันรู้สึกตกใจกับวิธีคิดการสืบทายาทเผ่ามนุษย์มดจริง ๆ
เผ่าของพวกเขาจะมีราชินีเพียงหนึ่งกับขุนพลประจำกายเพียงหนึ่ง
ซึ่งพวกเขาหนึ่งคู่จะเป็นผู้ที่สร้างทายาทขึ้นมาทั้งเมือง
ขอเน้นว่าทั้งเมือง…
แล้วถ้าหากว่ามีคู่รักใหม่เกิดขึ้น พวกเขาก็จะแยกตัวออกไปสร้างเมืองของตัวเองกัน
ฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไมเผ่าของพวกเขาต้องออกไปหาทวีปใหม่อาศัย
เพราะพวกเขาคงรู้ตัวว่าหากกระจายลูกหลานกันเร็วขนาดนี้ คงมีหวังได้ตีกับชาวบ้านในอนาคตแน่
เอาละ ทีนี้กลับมาเรื่องของฉันต่อ
พ่อของเด็กคนนี้คือใครนะหรือ?
คำตอบคือแอร์บาส์รคนนั้นยังไงละ
ก็… เขาเป็นคนที่คอยช่วยเหลือฉันมาตลอดเลยนี่น่า
เลยคิดว่าได้อยู่กินกับผู้ชายคนนี้คงจะดีไม่น้อย
“พี่เอรีส พี่สเลบ ทั้งสองคนมาถึงกันแล้วหรือคะ? นี่หนูนึกว่าตัวเองมาเร็วแล้วนะเนี่ย”
คนที่กำลังบินเข้ามาทักพวกเราคือเปอร์ไซด์กับมังกรน้อย---
“โกร๊ว! ”
“ฮูม! ”
เออ... ก็ไม่ค่อยจะน้อยเท่าไหรแล้วละนะ
เจ้ามิลเลอร์กับเปอร์ไซด์นั้นโตขึ้นมากเลยทีเดียว
เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เทพเจ้ารีรันโลกไปหลายต่อหลายครั้งนั้น ฉันนึกว่าต้องลาจากพวกมันไปตลอดกาลเสียแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกมังกรเองก็ได้เวียนว่ายตายเกิดใหม่ในกรงขังของเทพเจ้าเช่นกัน
ดังนั้นตัวตนของพวกมันจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
แล้วคราวนี้คนที่ไปพบพวกมัน ก็คือเปอร์ไซด์ที่พยายามออกบินตามหาทั้งทวีปถึงครึ่งปีเต็ม
ถึงส่วนใหญ่เธอจะบินหลงทิศไปเองก็ตามทีเถอะนะ
“คนอื่นคงมาช้าหน่อย เพราะเอสเทอต้องไปช่วยเตรียมงานเทศกาลกับยะมะโตะ ส่วนบานา… ถ้ามันรอดชีวิตจากเมียมันได้ คงน่าจะมาร่วมงานกับพวกเราได้ละนะ...”
“เหวอ~ นั่นสินะคะ พี่แครอทนี่ขี้หึงแบบสุด ๆ ไปเลยด้วยนี่ค่ะ”
ใช่แล้ว วันนี้พวกเราได้จัดวันนัดคืนสู่เหย้าหลังจากที่แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเองถึงหนึ่งปีเต็ม
บานาแต่งงานกับแครอทไปแล้ว ฉันเองยังไปร่วมงานแต่งของเขาเลย
แถมพวกเขายังรักกันมาก เห็นว่ามีพยานรักด้วยกันถึงสิบสองคนเลยนะ
“ข้ามาแล้ว…”
เสียงของบานาดังขึ้นมาจากหัวมุมของลานกว้าง
คนภายในร้านกาแฟที่พวกเราใช้นัดพบกันนั้น ต่างหันไปมองทางเขาเป็นสายตาเดียวกัน
พร้อมกับเริ่มอมยิ้มแห้งอย่างเห็นใจ
“หน้าบวมมาเชียวนะเอ็ง”
“เดียวนี้ชักปากเหม็นขึ้นแล้วนะสเลบ”
ชายที่มาพร้อมกับชุดพื้นเมืองของเผ่ายักษ์ [บานา]
ชายร่างยักษ์สูงกว่าสามเมตรคนนี้กำลังอยู่ในสภาพบูดบวมดูไม่ได้
สงสัยคงถูกแครอทอัดน่วมก่อนออกมาเจอพวกเราละมั้ง?
“อย่าถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าเชียวนะ”
“ได้...”
“ไม่ถาม...สักหน่อยหรือ? ”
จะเอายังไงกันแน่ยะ!
“คือพอข้าบอกว่าจะมาเจอพวกเจ้า ยัยนั่นก็ซัดหน้าข้าจนบวมพร้อมกับบอกว่า [เพื่อหลักประกันไม่ให้มีใครมาชอบข้า] เหตุบ้าอะไรของยัยนั่นกันฟะ แถมเจ้าโทเมยังเห็นดีเห็นงามเข้ามาช่วยกัดจนเป็นแผลใหญ่บนแขนข้าอีก! ”
ฉันทำได้แค่หัวเราะแห้ง ๆ ตอบเขาเท่านั้น
ความจริงถ้าฉันเป็นแครอทก็คงไม่ไว้ใจบานาเหมือนกัน
เพราะทุกวันนี้ ขนาดมันแต่งงานไปแล้ว บางครั้งยังแอบเห็นมันมามองสาวเผ่ามนุษย์ด้วยสายตาหื่น ๆ อยู่เป็นครั้งคราวเลย
“ฮะ ฮะ ฮะ ลุงบานาหน้าบวมละ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
เปอร์ไซด์หัวเราะอย่างร่าเริง
“โอ๊ย...เหนือยจังดอง… เตรียมงานเทศกาลไม่สนุกเลยดอง… อีกเดียวต้องกลับไปดูแลลูกด้วยดอง…”
“สวัสดีเอสเทอ”
ภูติน้อยตัวจิ๋วผู้น่ารักบินเข้ามาหาพวกเราอย่างเหนื่อยล้า
เธอจัดการแย่งถ้วยชาตรงหน้าฉันไปซดจนหมดแก้ว
ก่อนจะนั่งพักพร้อมกับเช็ดเหงือตรงเส้นผมสีเขียวอันงดงามของเธอจนแห้ง---
เดียวนะ
“นี่เธอมีลูกแล้วเรอะ!? ”
“อ๊ะ… ลืมบอกพวกเธอไปเลยดอง ฉันพึ่งแต่งงานกับยะมะโตะไปเมื่อสามเดือนที่แล้วนะดอง แถมไม่น่าเชื่อว่าเผ่าภูติกับมนุษย์จะมีลูกกันได้ด้วยนะดอง ตอนนี้มีลูกสาวคนหนึ่งแล้วละดอง น่ารักมากเลยดอง~”
เอาจริงดิ!?
ความรักระหว่างเผ่าอย่างงั้นหรือ
ข่าวนี้แทบจะทำให้ฉันยิ้มกว้างออกมาจนถึงใบหู
เพราะนี่คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความรักระหว่างเผ่าพันธุ์
ความสงบสุขไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
ฉันมองไปโดยรอบพื้นที่ลานกว้างของงานเทศกาลตรงหน้า
งานเทศกาล [ระบำตูด]
มันคืองานเฉลิมฉลองแห่งความยินดีที่พวกเราได้รับชัยเหนือเทพเจ้า ซึ่งพวกเราได้ตกลงกันว่าจะจัดขึ้นทุกปีของวันขึ้นปีใหม่
หากมองไปให้ทั่ว ก็จะพบกับความสงบสุขและรอยยิ้ม
ภาพของผู้นำกังที่ยืนจับมือกับประธานาธิบดีลิลลี่โดยมีเลขาตั๋งยืนกัดผ้าเช็ดหน้าอยู่ข้าง ๆ
สุดท้ายเธอคนนั้นก็เป็นได้แค่ระดับ [คนในครอบครัว] ของเขาสินะ…
ช่างน่าสงสารนัก
พอเลื่อนสายตาไปทางซ้าย ก็จะพบกับเบลโลน่าและเทียเซไคร่าที่เต้นรำกันอยู่
ในที่สุดเจ้าเบลโลน่าก็รู้ตัวเสียทีนะว่าเทียเซไคร่าคือผู้หญิง
เลยถัดไปคือภาพของนายแดง เฉินซิง แมงโก และฮอร์เนสที่กำลังแสดงการต่อสู้บนลานเวทีมวย
จับกลุ่มพวกสมองกล้ามบ้าการต่อสู้อยู่หรือยังไงนั่น?
ชักรู้สึกคันมืออยากไปร่วมขึ้นมาเลยแฮะ
พอหันไปทางซ้ายก็จะพบเหล่าผู้นำมนุษย์ที่กำลังพูดคุยกับเหล่าผู้นำของเผ่าอื่นอย่างออกรสชาติ
ภาพของราชินีมนุษย์มดที่สวมสูทตัวใหญ่สี่เมตรที่กำลังคุยกับคุณทอมนั้นช่างน่าเกรงขามจริง
ฉันเบือนสายตาออกจากกลุ่มผู้นำเผ่าไปที่พื้นที่ลานกว้าง
ที่ตรงนั้นมียะมะโตะกำลังติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างอยู่ด้วยรอยยิ้ม
ด้านข้างของเขามีเด็กทารกตัวน้อยมีปีกใสกำลังเดินเล่นวนอยู่รอบตัวของเขา
ดวงตาสีดำกับผมสีเขียว
นั่นคือลูกสาวของเอสเทอ?
ว่าแต่เด็กอายุหนึ่งเดือนกว่านี่สามารถเดินได้แล้วหรือเนี่ย?
คงเอาสามัญสำนึกไปผูกมัดกับลูกครึ่งมนุษย์ภูติไม่ได้หรอกมั้ง?
ฉันเบือนสายตาไปทางกลุ่มภูติ
ที่ตรงนั้นมีโรสกับดิไลออนกำลังสร้างทุ่งดอกลิลลี่งดงามกันเองอยู่
ส่วนจัสเซียร์กับดีลอนนิกนั้น พวกเขากำลังพยายามจีบสาวในเผ่าอย่างสุดกำลัง
แต่ดูเหมือนว่าจะกินแห้วรัว ๆ เลยละ
ส่วนอีกคนที่ชื่อเอพีเซียร์นั้น เขาไม่สนโลกแล้วเริ่มจัดการสวาปามอาหารตรงหน้าแบบไม่สนใจใครแทน
ฉันยิ้มให้กับภาพของเผ่าภูติที่น่ารักตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองทางกลุ่มของเผ่ามนุษย์นก
ที่ตรงนั้นเหล่าผู้นำของเผ่ามนุษย์นกกำลังเปิด...เออ… [ร้านนวยหนึ่งครั้ง คิดเงิน 100 ยูนิต?]
พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากกายวิภาคของเผ่า ซึ่งมีขนฟูนุ่ม ในการหาไถเงินจากผู้คนที่มาเที่ยวงานเทศกาลอย่างเต็มที่
ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนจากเผ่ามนุษย์กับเผ่ายักษ์
พูดไม่ออกเลยแฮะ
ส่วนเพื่อนคนสำคัญของเปอร์ไซด์อย่างโซเดียมกับไฮเจนนั้น พวกเขากำลังพล๊อตรักกันอยู่ตรงมุมมืดบนต้นไม้ของลานกว้าง
เผ่ามนุษย์นกนั้นมีสองเพศในคนเดียว แต่ถ้าหากตัดไอนั้นทิ้ง พวกเขาก็จะกลายเป็นสตรีเพศอย่างสมบูรณ์แบบ
และคนที่ยอมเป็นสตรีเพศนั้นคือไฮเจน
เห็นเปอร์ไซด์เล่าว่าสองคนนี้ไม่ถูกกันมาก่อน แต่พอมาเห็นพล๊อตรักกันแบบนี้แล้ว มันเลยทำให้ฉันเชื่อเรื่องนั้นไม่ลง
พวกเขาดูรักกันดีออก
“เรียนทุกท่าน งานเทศกาลกำลังจะเริ่มแล้วครับ กระผมจาวิสเองครับ”
เสียงของระบบ AI ที่ยะมะโตะแสนภูมิใจได้ส่งเสียงดังมาจากกล่องสีดำที่เขากำลังติดตั้งอยู่เมื่อกี้
เหล่านักแสดงผู้หญิงที่สวยงามจากทั้งห้าเผ่าได้มารวมตัวกันที่ใจกลางเวทีขนาดยักษ์
สำหรับผู้หญิงเผ่ามนุษย์มดที่ไม่ใช่ราชินีนั้น จะคงความสูงแค่หนึ่งเมตรและถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ [มดทาส]
แต่ทว่าร่างเล็ก ๆ แบบนั้นก็ดูน่ารักแปลกตาดีเหมือนกัน
แสงไฟจากคบเพลิงได้สุกสว่างจนราตรีที่กำลังมาเยือนนั้น กลายเป็นยามรุ่งอรุณที่งดงาม
“มามู~”
ทารกน้อยในอ้อมแขนยิ้มร่าให้กับเหล่าคณะนักแสดงตรงหน้า
ราวกับรับรู้ได้ว่ากำลังจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น
ฉันมองย้อนกลับไปในวันที่พวกเรายังรบราฆ่าฟัน
จนกระทั้งถึงวันที่แสนสงบอย่างแท้จริงในวันนี้
“ขอเริ่มงานเทศกาล [ระบำตูด] ณ บัดนี้ครับ”
เสียงดนตรีเริ่มบรรเลง
ทุกคนเริ่มเริงระบำ
พูดคุยสนุกสาน
สวาปามอาหารราวคนบ้า
ดื่มเหล้าเมามายราวกับคนเขลาเบาปัญญา
ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ยุคสงคราม… ได้จบลงแล้ว
~Fin~
***
จากผู้แต่ง
นี่ถือว่าเป็นนิยายเรื่องที่สามแล้วที่ผมได้ร้อยเรียงและแต่งขึ้นมาจนจบ
ถึงฝีมืออาจจะยังไม่ได้พัฒนาไปมากจากนิยายในเรื่องก่อนหน้านี้ แต่ต้องขอขอบคุณกำลังใจจากนักอ่านทุกท่าน ที่ทำให้ผมมีพลังเขียนมาจนถึงวันนี้
ขอบคุณครับ