เมื่อเดินทางมาถึงวังมรณะสาบสูญ มิเนอร์วาก็มุ่งหน้าตรงไปหาเฟรเกียในทันที ระหว่างทางที่เดินไปก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่ดูแปลกไม่คุ้นชินของผู้คนภายในวัง ชายหนุ่มไม่ได้ให้ความสนใจมากนักว่าผู้ใดจะมองตนแบบไหน ก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงสวนแห่งหนึ่งที่เฟรเกียมักจะออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลาย ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปหาบิดาบุญธรรมของตนที่ยืนให้อาหารปลาอยู่ไม่ไกล บรรยากาศโดยรอบเป็นไปอย่างนิ่งสงบ เสียงสายน้ำที่ถูกเหล่ามัจฉาแหวกว่ายได้นำพาให้ความสงบนี้กระจายออกไปทั่ว หลังจากยืนนิ่งเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่งก็อ้าปากเอ่ยออกไป
"ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ง่ายดังเช่นที่ตาเห็นอีกต่อไปแล้ว ท่านพ่ออาณาจักรคัมเบียกำลังจะรุกรานอาณาจักรแห่งนี้ ท่านมีแผนรับมือเตรียมไว้หรือไม่? พวกมันชิงตัวนักโทษเพื่อจะนำมาใช้ต่อรองกับข้า สงครามล่าดินแดนกำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวข้าไม่มีห่วงใดให้กังวลในดินแดนอื่น แต่กับที่นี่แล้วล้วนไม่ใช่ กองกำลังของพวกเขาแข็งแกร่งมากใช่หรือไม่? "
"คัมเบีย… แน่นอนว่าข้าต้องพอรู้มาอยู่บ้าง ทุกสิ่งล้วนเป็นดั่งที่มีการบันทึกไว้ในตำราหนังสือเรียน แต่เรื่องที่ไม่มีบันทึกไว้นั้นก็มีอยู่เช่นกัน แม้จะไม่เคยเห็นด้วยสองตาของตัวเอง แต่ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตงูเก้าหัวอยู่ตนหนึ่ง ว่ากันว่าเมื่อไหร่ที่ท้องฟ้านั้นไร้ซึ่งแสงแห่งตะวัน ราชาแห่งคัมเบียทุกรุ่นจะหายเข้าไปภายในห้องบรรทมบนยอดสูงสุดของปราสาท และจะกลับออกมาเมื่อเวลาผ่านไปแล้วประมาณ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย"
เฟรเกียหันศีรษะจ้องมองมิเนอร์วาที่กำลังยืนครุ่นคิด แน่นอนว่าเรื่องราวของอาณาจักรเพื่อนบ้านเอง ก็ต้องมีบันทึกจดเขียนไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปที่คนส่วนมากต่างก็รับรู้อยู่ก่อนแล้ว เรื่องลับหรือสิ่งที่ไม่อาจพูดออกมาได้ล้วนแพร่กระจายมาจากการซุบซิบนินทา ผู้คนที่ได้ใกล้ชิด ได้เห็นมาบ้างจึงขยายความพูดกระจายต่อๆ กันมา ผู้นำแห่งวังมรณะสาบสูญเห็นท่าทางของบุตรบุญธรรมที่เริ่มกระจ่างบ้างแล้วก็เอ่ยต่อ
"เจ้าเดาได้ถูกแล้ว ลือกันว่าปราสาททองคำหลังนั้นคือที่อยู่อาศัยของภูตงูเก้าหัวตนนี้ แม้แต่ราชินีหรือเหล่านางสนมก็ไม่กล้าเข้าใกล้ อีกทั้งยังเล่าสืบต่อกันมาอีกว่าภูตตนนี้มีร่างของสัตรี และจะปรากฏกายในทุกค่ำคืน นางคอยเป็นพลังคุ้มครองอาณาจักรคัมเบียจากที่ลับ ในทุกๆ วันราชาแห่งคัมเบียจะต้องทำพิธีร่วมหลับนอนมอบความพึงพอใจให้แก่นางเป็นผู้แรก หลังจากนั้นจึงจะสามารถออกมาหลับนอนกับสตรีอื่นได้ หากราตรีใดที่ราชาแห่งคัมเบียลืมเสด็จไปหา ก็มักจะเกิดอันตรายใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง"
"ต่อให้นางจะมีพลังมากล้นจนสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว แต่พลังนั่นก็ครอบคลุมเฉพาะที่คัมเบียเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับดินแดนแห่งนี้ของพวกเรา ข้าเดาว่าพวกมันน่าจะซ่อนเบื้องหลังอันตรายเอาไว้ หากก้าวเดินกันไม่ดี มีหวังได้เจอกับเรื่องประหลาดใจเป็นแน่ ท่านพ่อเรื่องนี้จะอย่างไรก็ต้องดูให้ดี ข้าอยากจะขอเวลาอีกสักหน่อย หากพวกมันเลือกที่จะเมินคำตอบของข้าแล้วติดต่อท่านแทน เช่นนั้นข้าขอเวลา 1 เดือน ช่วยซื้อเวลาให้ข้าด้วย"
เฟรเกียไม่รู้ว่ามิเนอร์วาต้องการกระทำสิ่งใด แต่สิ่งที่รู้อย่างแน่ชัดก็คือว่าเด็กคนนี้มีดีไม่ธรรมดา ไม่ใช่คนโง่ที่ชอบเดินไปหาความตาย ผู้นำวังมรณะอย่างมันมีหรือจะเอ่ยถามให้เสียหน้า เพียงพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเอ่ยถึงเรื่องอื่น ผู้เป็นพ่ออย่างมันย่อมรู้ข่าวของบุตรอยู่ตลอด อหังการเย้ยฟ้าก็ช่างมันเถิด ผู้ใดจะคาดคิดว่ายังมีคารมคมซ่อนอยู่อีก วาจากล่อมสตรีดูท่าแล้วคงจะคมกริบ สตรีดุร้ายเช่นซิลเวียนั้นตัวมันผู้เป็นบิดาก็เห็นมาไม่น้อย
“ตัวเจ้ามีดีไม่ธรรมดา ข้านั้นรู้ดี แต่เรื่องของสตรีนั้นจะอย่างไรก็ต้องดูให้ดี ข้าไม่ได้แบ่งแยกชนชั้นหรือฐานะ แต่อยากจะบอกว่าให้ตรวจสอบดูให้ดี ใบมีดมากมายมักอาบย้อมไปด้วยน้ำผึ้งหวาน หากเจ้าหลับตาลุ่มหลงไปกับกลิ่นที่หอมหวานนั้นโดยไม่ระวัง รับรองได้เลยว่าลิ้นของเจ้าจะมีแผลปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน บุรุษมากมายส่วนใหญ่ล้วนตายเพราะอิสตรี จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี เจ้าไปเถอะไม่ต้องห่วงทางนี้ ข้าจะจัดการเอง 1 เดือนนั้นจงใช้ให้คุ้มค่า”
มิเนอร์วาโค้งตัวให้อย่างเคารพแล้วเดินจากไป ตลอดทางที่เดินกลับมาหาซิลเวียนั้นก็ครุ่นคิดตามคำพูดของบิดา เรื่องหลายเรื่องมาบรรจบพบกันง่ายเกินไป จนเกิดเป็นความประหลาดอย่างหนึ่ง กับสตรีนางนี้มิเนอร์วาค่อนข้างมั่นใจว่ากำราบได้ คุมเกมอยู่ แต่เอ็มม่าดูเหมือนจะส่งบุตรสาวของตัวเองออกมาง่ายเกินไป ดูไปแล้วก็เหมือนจะมองได้ว่า กลุ่มนูเอลนั้นเหมือนจะมีแผนการซ่อนเอาไว้ เมื่อเดินมาเรื่อยๆ ก็พบเจอเข้ากับเหล่าอาวุโส แต่ละคนต่างก็พากันหยอกล้อชายหนุ่ม โดยเฉพาะพยัคฆ์ทักษิณที่ล่วงรู้ความลับนี้เป็นอย่างดีก่อนผู้ใด
ชายหนุ่มก็รู้สึกเขินเล็กน้อยรู้สึกไม่ค่อยชิน ทักทายพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก็รีบเดินจากไป เมื่อกลับมาถึงที่มันหลักของซัลวาโตเรซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวังหลวง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างโล่งมากถึง 10 ไร่ พื้นที่โดยรอบเป็นสวนล้อมอยู่รอบด้าน จนสุดทางเดินนั้นเป็นรั้วกำแพงที่บางตา และเต็มไปด้วยเถาวัลย์หนามที่ดูอันตราย สามารถมองเห็นภายในและภายนอกได้อย่างชัดเจน โอบล้อมไปด้วยคูน้ำที่เป็นดั่งปราการธรรมชาติ เมื่อข้ามสะพานที่สร้างขึ้นมาจากศิลาไปแล้วก็จะเห็นได้ว่า คฤหาสน์หลังนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยย่านการค้าของซัลวาโตเรอีกที
เป็นดั่งวงล้อของค่ายกลที่สลับกันไปมา นับจากตัวคฤหาสน์ออกไปคือส่วนที่ใช้สำหรับพักอาศัยเป็นบ้านเช่า และพื้นที่ที่ว่างอยู่จะสร้างเป็นหอคอยสูง ทำให้สามารถจุคนให้พักได้มากกว่า แต่เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นการทดลองที่ยังเป็นแค่แผนไม่ได้เริ่ม ถัดเป็นวงออกไปอีกจะเป็นพื้นที่สำหรับค้าขายอาหาร และหยูกยา มีตั้งแต่ตลาดสด ไปจนถึงร้านอาหารในที่หรู ร้านขายยาสมุนไพร โรงหมอเองก็อยู่ในส่วนนี้ แน่นอนว่ามีหลายคนที่มาจากสำนักแพทย์โลหิตพิษ
ถัดออกไปอีกก็จะเป็นโซนเสื้อผ้าของใช้ภายในบ้าน มีตั้งแต่โรงทอผ้า ปั่นด้าย ไปจนถึงร้านตัดเย็บสำเร็จรูป สินค้าประเภทน้ำหอมเองก็กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สตรีชนชั้นสูง มิเนอร์วาเองก็เล็งเห็นช่องทางหากินในข้อนี้ จึงได้ทดลองและผลิตรุ่นที่ใช้วัตถุดิบที่ต่างออกไป จนได้เป็นน้ำหอมที่แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็หาซื้อมาใช้ได้ คุณภาพของสินค้า ย่อมแสดงประโยชน์ตามราคา หากซื้อที่แพงหน่อยก็ติดทนหอมนานได้เป็นวัน อันที่ถูกหน่อยก็อาจจะชวนดมให้สมใจแค่เพียงไม่กี่นาที
ถัดออกไปอีกจะเป็นสถานที่พักผ่อนจิตใจ มีตั้งแต่บ่อตกปลา ลานกลางเต็นท์สำหรับผู้ที่อยากจะพักผ่อนกับธรรมชาติ แต่ไม่มีเวลาเดินทางออกไปนอกตัวเมืองหลวง แน่นอนว่าค่าเช่าที่นั่นก็ไม่แพงมากนัก อยู่ในราคาที่ประชาชนทั่วไปจะจ่ายไหว แปลงเกษตรเองก็อยู่ในส่วนนี้เช่นกัน แน่นอนว่าผู้ที่เช่าแปลงเกษตรนี้จะต้องเซ็นสัญญาเพื่อซื้อขายธุรกิจ ผู้เช่าพื้นที่แปลงเกษตรจะสามารถเช่าต่อได้เรื่อยๆ แต่ต้องปลูกเฉพาะพืชที่มิเนอร์วาบอกให้ปลูกเท่านั้น ผลผลิตทั้งหมดที่ผลิตได้ชายหนุ่มจะรับซื้อทั้งหมดเอง เปรียบไปแล้วดูจะเหมือนการเช่าสิทธิ์ขายแรงงานเสียมากกว่า
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น กลับกลายเป็นว่าผู้คนยิ่งแย่งซื้อประมูลสิทธิ์กันอย่างบ้าคลั่ง บางคนถึงขั้นยอมที่จะขาดทุนทำงานฟรีถึง 5 ปี และสิ่งที่พวกมันเลือกจะลงทุนด้วยก็ออกผลภายใน 2 ปี พวกมันทั้งหมดคืนทุนแล้ว แต่ละคนล้วนทำกำไรเป็นกอบเป็นกำถึง 3 ปี มีเงินเยอะมากจนใช้ไม่หมด สามารถเช่าซื้อพื้นที่ว่างในส่วนที่พักอาศัยใกล้คฤหาสน์ซัลวาโตเรอันเป็นใจกลาง จะมีที่ไหนปลอดภัยไปมากกว่านี้อีก คงมีเพียงทวยเทพเท่านั้นที่จะกล้าเหยียบย่ำลงที่ตรงนี้
และสถานที่ที่อยู่วงนอกสุดก็คือย่านหมู่ตึกสราญรมย์ ภายในมีซึ่งทุกสิ่งอย่างเท่าที่อารมณ์มนุษย์ธรรมดาจะปรารถนาได้ มีตั้งแต่ การพนัน เกมละเล่นลงเดิมพัน ร้านเหล้า รวมไปถึงสถานที่พักผ่อนกายของคนหลากหลายเพศ แนวคิดของเพศตามแบบฉบับที่สืบทอดต่อกันมานั้น มีเพียงหญิงและชาย แต่นั่นมันคือความโบราณล้าสมัยไม่เป็นประโยชน์ ที่นี่ทุกสิ่งอย่างล้วนมีขึ้นด้วยความซื่อตรง ไม่มีการคดโกงหลอกล่อเพื่อชิงเดิมพัน ไร้ซึ่งการใช้กำลังเพื่อการกดขี่ ไม่มีการละเล่นรุนแรงหรือทารุณสัตว์
ความรุนแรงเดียวที่มีคือสนามมวย อันเป็นที่ใช้หากินของประชาชนที่มีความสามารถในด้านนี้ ซัลวาโตเรแค่จัดพื้นที่ให้เข้าชม ส่วนเรื่องเดิมพันนั้นนักสู้ทั้งสองไปตกลงวางทรัพย์กันเอาเอง ไม่ว่าใครจะผู้ชนะ ก็จะถูกหัก 5% หลังจบการแข่งขัน นั่นคือราคาเดียวที่พวกมันต้องจ่าย ร้านเหล้าก็หรูหราต่างจากร้านเหล้าอื่นในย่านนี้ สาเหตุที่ที่นี่ได้ชื่อว่าหมู่ตึกสราญรมย์นั้น ก็เป็นเพราะผู้คนหลากหลายเพศมีสถานที่เที่ยวเป็นสัดส่วนแยกเอาไว้ มีทั้งหญิงชอบชาย ชายรักชาย หญิงหลงหญิง พวกเขามีความหลากหลายทางอารมณ์และจิตใจ
มิเนอร์วาเองก็เล็งเห็นในจุดนี้เช่นกัน จึงได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ก่อนผู้ใด อาณาจักรแห่งนี้ในอดีตอาจจะเคยแบ่งแยกพวกเขาให้มีเพียงชายและหญิง แค่ 2 เพศ แต่ที่นี่เวลานี้พวกเขาคือกลุ่มคนเพศที่ 3 เป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย สามารถเลือกที่จะชอบได้ในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ เลือกที่จะซื่อสัตย์กับตัวเองได้อย่างไม่ต้องปกปิด สถานที่ตื่นเต้นมากมายจึงถูกสร้างขึ้นและปล่อยเช่า ที่นี่เองก็ไร้ซึ่งการบังคับกดขี่ขืนใจใด ผู้ที่ทำงานจ่ายค่าเช่าอย่างถูกต้อง ล้วนต้องดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี
และสาเหตุที่เมืองหลวงแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนมาชื่อว่าซัลวาโตเร ก็เป็นเพราะภาษีที่มิเนอร์วาจ่ายออกมานั้นเรียกได้ว่ามากเหลือล้น แม้จะอยู่ในช่วงปิดอาณาจักรพัฒนาสภาพ แต่ต้องยอมรับเลยว่าระบบธนาคารที่มิเนอร์วานำมาใช้นั้น ทำให้มีเหรียญทองหมุนเวียนอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก เมื่อจุดศูนย์กลางเกิดการพัฒนา พื้นที่รอบด้านจึงเจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เมื่อผู้คนกินดีอยู่ดีก็มีแรงพัฒนาอาณาจักรให้ก้าวกระโดด โรงเรียน และสถาบันมากมายที่วังมรณะสาบสูญสร้างขึ้น เมื่อรวมกับการเช่าซื้อว่าจ้างผู้สอนที่ทางซัลวาโตเรจัดเตรียมมาจากหลากหลายที่ ประชากรจึงมีความรู้ความสามารถมากขึ้น
มิเนอร์วาเองก็พึ่งจะมาฉุกคิดได้ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้เองก็ได้ ที่ทำให้ราชาแดนตะวันออกผู้นั้นเลือกลงมือในตอนนี้ นี่เองก็เป็นคำถามที่ชายหนุ่มถามตนเองมาโดยตลอด ว่าทำไมพวกมันถึงมาลงมือเอาป่านนี้ แทนที่จะมายึดไปเลยเมื่อเห็นแทนลายัสได้พ่ายแพ้ เพราะมิเนอร์วาเองก็อ่อนกำลังคงไม่อาจต้านอย่างแน่นอน
ผู้ใดจะคิดกันว่าราชาแดนตะวันออกผู้นี้จะมากแผนการ มันไม่เคยคิดว่ามิเนอร์วานั้นเป็นภัยสำหรับตัวมันเอง คิดว่าตัวมันนั้นเหนือกว่ามิเนอร์วาที่เป็นเพียงแค่เหนือมนุษย์ มันปล่อยให้ชายหนุ่มประคบดูแลพัฒนาจนผลไม้ที่เรียนว่าอาณาจักรแห่งนี้นั้นสุกงอม จากนั้นจึงเลือกลงมือเก็บเกี่ยวผลที่มิเนอร์วาลงแรงไว้ไปเป็นของตนเอง
“อาจารย์ข้าว่าเรื่องนี้มันต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ พวกชั่วนั่นต้องการกิจการทั้งหมดของข้าอย่างแน่นอน จึงมาหาเรื่องอ้างชิงเอาตอนนี้ หากเรื่องราวลงเอยเช่นนี้ก็ดี สิ่งของของข้า ย่อมต้องเป็นของข้า โคซานอสตราแม้จะกระจายตัวแยกกันอยู่ แต่ซัลวาโตเรของข้ายังอยู่ที่ตรงนี้ ข้าไม่ส่งมอบให้พวกมันโดยง่ายหรอก”
“ราชาแดนตะวันออกผู้นี้เป็นคนฉลาด แต่ก็ไม่คิดว่าตัวมันนั้นจะตาบอด มืดดับซึ่งกลิ่นหอมหวานที่ลอยโชยอยู่ หากเป็นข้าคงจะรอไปอีกหลายสิบปี รอจนกว่าอาณาจักรแห่งนี้จะเปล่งแสง แต่นี่อะไรแค่เมืองเดียวพัฒนาเป็นประกายเพียงเล็กน้อย ก็เกิดโลภมากจะมาชิงเอาทั้งหมด ในมุมหนึ่งก็เป็นตัวโง่งมโดยแท้จริง”
แอสคลีเพียสเองก็เห็นด้วยในด้านนี้ เอ่ยมุมมองของตัวเองออกมาให้ศิษย์ทราบ มิเนอร์วาเดินไปคิดไปก็เดินมาหยุดที่หน้าห้องของซิลเวียโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่าดาร์กเอลฟ์ตนนี้เมื่อสัมผัสได้ว่ามิเนอร์วานั้นเดินมาก็เหยียดยิ้มถอนหายใจอย่างดูแคลน แน่นอนว่ามิเนอร์วานั้นไม่ได้ยิน เพราะมีประตูไม้ของห้องปิดกั้นอยู่ ซิลเวียคิดไปเองในใจตั้งใจรอให้มิเนอร์วาเปิดประตู นางตั้งใจจะดูแคลนชายหนุ่มที่เคยบอกว่าไม่ได้ชอบตน แต่ก็ยังอยากจะมาร่วมหลับนอนกับคนที่เคยบอกว่าไม่ชอบ
ดูท่าแล้วสตรีนางนี้คงจะทำให้มิเนอร์วานั้นปวดหัวไปอีกนาน นางตั้งใจจ้องมองประตูด้วยใจจดจ่อ ดวงตาโตกำลังจินตนาการไปไกลโพ้นจนถึงชัยชนะที่รอคอย แต่ทว่าน่าเสียดายมิเนอร์วาที่พึ่งได้สติ ก็ฉุกคิดได้ว่ายังมีงานอื่นที่ต้องไปสะสางเอาเสียก่อน ชายหนุ่มจึงหมุนตัวเดินจากไป ซิลเวียที่สัมผัสได้ดังนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ วิ่งมาเปิดประตูแล้วตะโกนด่าไล่ตามหลัง ไม่อาจรู้ได้ว่าไม่สาแก่ใจหรืออย่างไร ด่าไปนางก็วิ่งไล่ตามหลังมิเนอร์วาที่เดินจากไปอย่างช้าๆ ไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
“เจ้าคนไม่ได้เรื่อง! เจ้าจะหนีไปไหน ทนไม่ได้จนเดินมาถึงหน้าห้องของผู้อื่น แต่เกิดกลัวขึ้นมาหรืออย่างไร? ยังไม่หยุดเดินให้ข้าอีก! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ยังจะมีหน้าเดินหนีจากไปอีก คนขี้ขลาด!... โอ๊ย!”
ในขณะที่ซิลเวียวิ่งไล่ตามมาจนใกล้จะถึงร่างของมิเนอร์วาก็ชะงักหยุดลง แน่นอนว่าดาร์กเอลฟ์สาวหยุดร่างกายไม่ทัน วิ่งชนเข้าใส่แผ่นหลังหนาที่มั่นคงปักหลักดั่งผาสูง จนตัวกระแทกปลิวหงายหลังล้มลงไป ชายหนุ่มหันร่างกลับมาแล้วยื่นมือออกไปให้อีกฝ่ายจับเพื่อดึงขึ้น แน่นอนว่าสตรีนางนี้นั้นปัดมือของชายหนุ่มทิ้งอย่างโมโห มิเนอร์วาเองก็คร้านจะเก็บมาใส่ใจ เพราะต้องรีบไปให้ปุ๋ยต้นวีดที่ปลูกเองโดยเฉพาะ จึงได้แต่บอกกล่าวอย่างใจเย็น
"รอข้าอยู่ที่นี่แหละเดี๋ยวข้ากลับมา หรือเจ้าอยากจะตามมาข้าก็ไม่ขัด ข้ายังมีธุระต้องจัดการไม่ว่างมาเล่นเป็นเพื่อนเจ้า เข้าใจหรือไม่? "
ซิลเวียที่ได้ยินดังนั้นก็รีบพยุงกายลุกขึ้นแล้วเดินเข้าหา ชายหนุ่มไม่กล่าวสิ่งใดอีก หันกายเดินจากไปโดยมีหญิงสาวเดินตามหลัง เพียงไม่นานทั้งคู่ก็เดินมาถึงโรงเรือนกระจกที่ขาวใสแห่งหนึ่ง วีดสายพันธุ์ก็อดโอกำลังอยู่ในช่วงทำดอก ชูช่อขึ้นเป็นพุ่มยาวขนาดเท่าแขนเด็ก วีดหลายช่อต่างก็ส่งกลิ่นหอมราวผลไม้ที่สุกงอมยั่วน้ำลาย การให้ปุ๋ยนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก ช่อดอกจะผลิตสารที่ใช้เป็นฤทธิ์ยาออกมาได้มากเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่ในช่วงนี้ ดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงคำนวณไปรดน้ำไป บางทีก็จับช่อดอกมาสูดดมตรวจวัดกลิ่น สัญชาตญาณที่ถูกลับมาอย่างดีจนสามารถแยกแยะกลิ่นได้นั้น กำลังตรวจวัดความพร้อมและระยะเวลาที่สมบูรณ์พร้อมในการเก็บเกี่ยว
มีหลายต้นที่ใกล้สุกงอมพร้อมจะเก็บเกี่ยว ขี้ค้างคาวนั้นถือเป็นยาบำรุงชั้นดีของวีดในช่วงนี้ อากาศโดยรอบเองก็ไม่ชื้นมาก เพราะดอกจะเสี่ยงติดเชื้อรา อุณหภูมิก็ไม่ร้อนมากกำลังเย็นพอดีเหมาะแก่การเจริญเติบโต เมื่อทำทุกอย่างเสร็จก็เดินออกมา ชายหนุ่มจดบันทึกรายละเอียดลงบนแผ่นกระดาษ ข้อมูลจำนวนมากของวีดแต่ละต้น แต่ละรุ่นล้วนบันทึกอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าหัวใจหลักที่ราชาแดนตะวันออกต้องการนั้นอยู่ที่มิเนอร์วา แม้จะมีสินค้าราคาสูงค่า แต่หากไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เอง เช่นนั้นมีไปก็ไร้ประโยชน์ ลงตลาดสู้ผู้อื่นไม่ได้
ราชาแดนตะวันออกเลือกที่จะลงมือก็เพราะได้เห็นการเติบโตนี้ มันต้องการยึดดินแดนและทรัพยากรทุกสิ่งอย่างที่อาณาจักรแห่งนี้นั้นมีอยู่ แต่เหตุการณ์ทั้งหลายจะเป็นแบบที่มันคิดเอาไว้หรือไม่ ก็คงมีเพียงฟ้าเท่านั้นที่ทราบดี หลากหลายฝ่ายก็เริ่มตื่นตัวในเวลานี้หลังจากที่ได้ทราบข่าว