ตอนที่ 7
ว่าที่คู่หมั้นกับชายหน้ากากเงิน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ ว่าที่คู่หมั้น”
“ใช่เจ้าค่ะ แต่คุณหนูไม่ยอมรับหมั้นเขาเสียที จึงได้แต่เป็นว่าที่เจ้าค่ะ”
“หึ ถ้าเช่นนั้นก็ยังมิได้ถือว่าเป็นอะไรกัน”
สายตาเขาหันไปทางหน้าร้านพร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินที่อาหลินพูดมารู้แต่ว่าตราบใดที่เขายังอยู่ที่ร้านร้อยบุปผาแห่งนี้เขาจะไม่มีวันให้ชายอื่นมาใกล้นางเด็ดขาด
“ข้าจะไปดูเสียหน่อย”
“แต่ว่าท่านอ๋องเพคะ ไม่ได้นะเพคะ คุณหนูสั่งเอาไว้”
“อยู่ที่นี่เจ้าเรียกข้าว่าคุณชายหมิงเถอะ เจ้าชื่ออาหลินใช่หรือไม่”
“ใช่เพคะ เอ่อ ใช่เจ้าค่ะคุณชายหมิง”
“งั้นอาหลิน ข้าวานให้เจ้าไปดูเหตุการณ์แล้วกลับมาเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“เจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปดูให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
หมิงลี่หยางเดินไปที่สวนสมุนไพรที่ปลอดคนก่อนจะเป่าปากเรียกคนออกมาเป่าอี้ปรากฏตัวต่อหน้าเขาทันที
“ท่านอ๋อง ขออภัยที่กระหม่อมละเลยต่อหน้าที่ทำให้พระองค์ต้องตกอยู่ในอันตราย”
“สืบหรือยัง”
“สืบแล้วพ่ะย่ะค่ะ คนของสำนักหงลี่พ่ะย่ะค่ะ”
“ดูท่าพวกมันจะไม่ยอมปล่อยข้าเลยสินะ”
“จากเบาะแสที่กระหม่อมได้มาพวกมันยังอยู่ในเมืองหย่งโจวตามที่พระองค์คาดการณ์ไว้พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าจัดองครักษ์มาคุ้มครองร้านร้อยบุปผาหรือยัง”
“จัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ มากพอๆ กับจวนอ๋องหรืออาจจะมากกว่าด้วยเพราะที่นี่มีทั้งคนชราและสตรีพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอยากให้เจ้าไปจัดการเรื่องวุ่นวายหน้าร้านร้อยบุปผาตอนนี้”
“แต่ว่านั่นมัน”
เป่าอี้หันหน้ามองท่านอ๋องซึ่งส่งสายตาดุดันมาให้เขาจึงรีบกลับไปจัดการตามคำสั่งเป็นครั้งที่สองหลังจากรับคำสั่งจากจดหมายที่เสี่ยวเฟยนำส่งมาว่าให้จัดองครักษ์มาคุ้มกันที่จวนร้อยบุปผาให้มากที่สุดและครั้งนี้ถึงกับให้เขาไปจัดการผู้ที่มาสร้างความวุ่นวายที่หน้าร้านร้อยบุปผาของแม่นางฟาง
“คุณชายเฉิน ท่านมาด้วยธุระอันใด”
“ถิงถิง ข้ามาหาเจ้า แต่ดูเหมือนว่าคนของเจ้าไม่ค่อยต้อนรับข้าเท่าไหร่นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือ”
“คุณชายเฉิน หากท่านมาเพื่อซื้อของ เด็กๆ ของข้าคงไม่ขัดขวางท่านแต่หากท่านมาด้วยธุระอื่น ข้าคงไม่ต้อนรับ”
“ถิงถิง ยังโกรธข้าอยู่งั้นหรือข้าก็บอกไปแล้วว่าข้าเลิกกับแม่นางหลี่นั่นไปแล้วอย่างไรเล่าจากนี้จะมีเจ้าคนเดียว ข้าพูดจริงๆ นะ”
“ปากเหม็น ผู้ชายโสโครก”
“นี่นังสาวใช้คนนี้ กล้าดีเช่นไรมาด่าข้า ตบปากนางเดี๋ยวนี้”
“ใครกล้าแตะต้องคนของข้า ข้าจะไม่ไว้หน้าคนผู้นั้น คุณชายเฉินข้าพูดชัดเจนแล้ว ข้ากับท่านไม่ได้เป็นอะไรกัน อย่าได้เที่ยวพูดจาเพ้อเจ้อหากท่านยังพูดไม่รู้เรื่อง อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจสกุลเฉินของพวกท่าน”
“ฟางถิงถิง ข้าพูดดีๆ กับเจ้านะ ข้าก็อธิบายไปหมดแล้วระหว่างข้ากับแม่นางหลี่ผู้นั้นจบกันไปแล้ว เจ้าก็ควรรู้ว่าก่อนแต่งงานชายที่มีสตรีมากมายถือเป็นการสอนประสบการณ์ แต่พอแต่งกับเจ้าแล้วข้าสัญญาว่าจะรักเจ้าคนเดียว”
“คุณชายเฉิน ไม่ใช่ว่าข้ารังเกียจความคิดนี้ของท่านแต่ว่าข้าไม่สามารถรับหมั้นท่านเพราะข้ามิได้ชอบพอกับท่าน หากท่านไม่เข้าใจอีกข้าก็คงจะไม่มีอะไรจะอธิบายแล้ว”
“ถิงถิง อย่างไรเจ้าก็จะยืนกรานปฏิเสธข้าใช่หรือไม่”
“ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ไม่มีทางแต่งกับท่าน”
“ฟางถิงถิง เจ้ากล้าดีเช่นไร”
มือเขากำลังจะง้างเพื่อตบนางมือหนาของบุรุษชุดสีดำเข้ามาขวางเขาไว้ทัน ฟางถิงถิงมองเห็นเพียงด้านหลังของเขาเมื่อคนผู้นั้นพูดกับเฉินลู่เสียน
“คุณชายท่านนี้ ท่านเที่ยวมารังแกสตรีกลางที่ชุมชนเช่นนี้ช่างไร้ยางอายเสียจริง”
“โอ๊ย เจ้าคนถ่อย เจ้าปล่อยมือข้านะ”
ชายชุดดำนั้นบีบมือเขาหนักขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับสายตาที่โหดเหี้ยมและความหวาดกลัวของคนที่อยู่ในร้านเสียงของเฉินลู่เสียนเริ่มร้องดังขึ้นจนยอมขอร้องเขา
“โอ๊ยย เจ็บๆ ข้ายอมแล้ว ยอมแล้ว ท่านจอมยุทธ ปล่อยข้าเถิด”
“ขอโทษนางเสีย แล้วอย่าให้ข้าพบเจอเจ้าที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง”
“ท่าน ท่านว่าอย่างไรนะ ให้ข้าขอโทษนางเช่นนั้นหรือ แต่ว่านาง…”
“ข้า…บอกให้..เจ้า …ขอโทษนางอย่างไรเล่า!!”
เขาออกแรงบีบเพิ่มเข้าไปอีกจนเฉินลู่เสียนร้องเจ็บจนไม่ไหวเขาจึงรีบตะโกนมาที่ฟางถิงถิง นางมองดูแผ่นหลังของชายชุดดำนั้นทั้งรูปร่างและน้ำเสียงที่คุ้นเคย
“ขอโทษ ข้าขอโทษแล้ว โอ๊ย ปล่อยเสียที”
เขาสลัดมือออกอย่างแรงจนตัวของเฉินลู่เสียนสะดุดล้มลงตรงหน้าฟางถิงถิงพร้อมกับที่ชายชุดดำนั้นหันมาและใช้เท้าขวาเหยียบเขาไว้ไม่ให้ลุกขึ้นฟางถิงถิงมองหน้าเขา ชายชุดดำสวมหน้ากากสีเงินหันมาสบตานาง
“ขอโทษสิ แล้วบอกว่าจะไม่มายุ่งกับนางอีก หรือเจ้าอยากให้ข้าหักขาเจ้าอีกข้าง”
“ไม่ๆๆ ขอโทษ ข้าขอโทษแล้ว ถิงถิง ข้ายอมแล้วข้าเฉินลู่เสียนจะไม่มายุ่งกับเจ้าอีก”
“ดี อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง ไปได้แล้ว”
ลี่หยางยกขาออกจากตัวเฉินลู่เสียนเขารีบลุกขึ้นและวิ่งออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายตาของฟางถิงถิงที่มองมาที่เขาอย่างนึกสงสัยนางบอกให้เขารออยู่ด้านในมิใช่หรือ แล้วเขาไปหาหน้ากากมาจากที่ใดรวดเร็วนักชุดดำนี่อีก
“คุณหนู ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่หรอก ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณ คุณชาย…ที่ช่วยเหลือข้าในครั้งนี้”
เขามองสบตานางพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ ฟางถิงถิงแม้จะเห็นรอยยิ้มผ่านหน้ากากแต่ก็ไม่ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นน้อยลงสักนิด
“ไม่เป็นไร เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว”(ข้าไม่ชอบให้เจ้าพบกับบุรุษอื่นเช่นนี้เลย)
“หากคุณชายไม่รังเกียจ ให้ข้าเลี้ยงชาท่านได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าไม่รังเกียจ ขอรับคำเชิญนี้ด้วยความยินดี”
“เชิญคุณชายทางนี้เจ้าค่ะ อาหลาน ดูแลหน้าร้านให้ดีด้วย”
“เจ้าค่ะ”
เขาเดินตามนางไปด้านหลังร้าน จนถึงโต๊ะนั่งในสวนฟางถิงถิงจึงได้หันมาบอกเขา
“ถอดออกได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าจำได้ว่าให้ท่านรออยู่ที่หลังร้าน”
นางพูดกับเขาพร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะและเริ่มรินน้ำชา ชายชุดดำถอดหน้ากากนั้นออกมาพร้อมกับวางมันลงที่โต๊ะและนั่งลงตามนางเพื่อรับชาที่นางรินและส่งมาให้เขา
“ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องการคนช่วย ก็เลยออกไป”
“ช่างน่าประทับใจมากจริงๆ เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านที่เข้ามาได้ทันเวลา”
“เขาเป็นใครกัน”
“คนที่พูดไม่รู้เรื่องเจ้าค่ะ”
“เหตุใดอาหลินจึงบอกว่าเขาคือว่าที่คู่หมั้นเจ้า”
“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ”
“ข่าวลือย่อมต้องมีที่มา มันเป็นอย่างไรกันแน่”
“ท่านจะอยากรู้ไปทำไมเจ้าคะ”
“ในเมื่อข้าเป็นคนช่วยเจ้าเอาไว้ ครั้งหน้าเขาอาจจะคิดไม่ดีกับเจ้าอีกข้าก็ควรจะต้องรู้เอาไว้บ้างสิ”
“แต่อีกไม่กี่วันท่านก็กลับจวนแล้วและเขาก็รับปากว่าจะไม่มาสร้างความวุ่นวายที่นี่อีกนี่เจ้าคะท่านไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะ”
(ใครว่าข้าจะกลับง่ายๆ กันเล่า ยิ่งมาเจอแบบนี้ ฝันไปเถอะว่าข้าจะกลับ)
“แต่ระหว่างที่ข้าอยู่ที่นี่ ข้าก็อยากตอบแทนเจ้าบ้าง เจ้าเล่ามาเถิดเขาเป็นใคร เกี่ยวข้องกับเจ้าอย่างไร และเจ้าคิดอะไรกับเขาหรือไม่ทำไมเขาต้องมาวุ่นวายกับเจ้าและเที่ยวประกาศไปทั่วว่าเป็นคู่หมั้นของเจ้าแบบนี้”