เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    สะพานเชือกลมปราณ


    ตอนที่ 108


    สะพานเชือกลมปราณ


                   


                    ด่านทดสอบที่สามซึ่งถือเป็นด่านสุดท้าย เป็นด่านทดสอบที่เงียบสงบไม่มีการต่อสู้ หรือกลไกกับดักใด ๆ มีเพียงสะพานเชือกลมปราณจำนวน 150 เส้น เชือกหนาที่อาบเคลือบด้วยลมปราณบางเบาถูกผูกโยงข้ามหุบเหวลึกไร้ก้น ซึ่งอีกฝั่งหนึ่งของสะพานเชือกมีประตูบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่...ประตูทางออกที่จะคัดผู้เข้าร่วมทดสอบ 128 คนแรกที่สามารถผ่านมันออกไปได้ก่อนให้ได้รับสิทธิ์ในการเข้าสู่รอบที่สองการประลองตัดสินในวันรุ่งขึ้น


     


                    แม้ภาพภายนอกจะดูว่าเป็นการทดสอบที่เหมือนจะง่ายดาย แต่แล้วพั่วจินที่มาถึงด่านนี้เป็นคนแรกยังหยุดนิ่งค้างอยู่ที่ช่วงกลางสะพานเชือก สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังจากที่เคยกระโดดทะยานไปด้วยความว่องไวในตอนแรก กลับกลายเป็นค่อย ๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ราวกับว่าการก้าวเดินไปด้านหน้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายแม้แต่น้อย


     


                    แม้ผู้คนที่มาทีหลังจะเห็นว่าพั่วจินใช้การเดินแทนการวิ่งหรือวิชาท่าร่าง แต่เพราะผู้คนที่เข้ามาล้วนเป็นผู้ที่เก่งกาจจากแต่ละสำนักจึงมีความทระนงตัวเองติดตัวมาด้วย แม้จะได้ยินคำกล่าวถึงผู้แข่งขันคนอื่น ๆ ว่าเก่งกาจเพียงใด แต่หากไม่ได้พบเห็นหรือทดสอบด้วยตัวเองย่อมไม่เชื่อถือ ทำให้เมื่อพวกมันกระโจนลงสู่สะพานเชือกลมปราณต่างก็เลือกใช้วิธีการตามความเคยชิน แต่เมื่อทะยานขึ้นไปยืนบนเส้นเชือกแล้วก็ไม่อาจทรงตัวได้ ถูกดีดตกลงไปยังหุบเหวเบื้องล่าง แต่บางคนที่ระวังตัวดีอยู่แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเดินผ่านสะพานเชือกลมปราณไปได้อย่างง่าย ๆ  เพราะเมื่อสองเท้าก้าวขึ้นไปบนสะพานร่างกายก็จะถูกลมปราณที่แฝงอยู่ดึงดูดเอาไว้ทำให้ร่างกายพลันหนักอึ้งขึ้นหลายสิบเท่า หากไม่มีความสามารถในการควบคุมบังคับลมปราณในร่างที่ดีพอแล้วละก็ สองขาที่เคยว่องไวทรงพลังก็อาจจะไม่สามารถยกขึ้นก้าวเดินออกไปได้แม้แต่ก้าวเดียว แต่ไม่ทันที่จะถอนตัวกลับหลังลมแรงสายหนึ่งพลันพัดหอบขึ้นมาจากเบื้องล่างโดยแรงก่อนที่สายลมหอบนั้นจะพัดม้วนกลับพร้อมพาร่างที่อ่อนแรงหรือเสียการทรงตัวให้พลัดตกลงไปสู่หุบเหวมรณะเบื้องล่าง ซึ่งผู้ที่พลาดตกลงไปย่อมหมายถึงการตกรอบคัดเลือกไปด้วย เพราะเมื่อตกเหวไปถึงระดับหนึ่งด่านทดสอบก็จะถือว่าคนผู้นั้นตกตายและหยกหลบหนีจะทำงานเองในทันที


     


                    แม้บางคนที่เพิ่งเข้ามาจะรั้งรอไม่กล้าก้าวเท้าขึ้นไปบนสะพานเชือกเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน แต่เมื่อพบว่าสะพานเชือกที่มีผู้คนที่ล่วงตกลงไปแล้ว และหากไม่มีผู้คนยืนเหยียบอยู่ต่อบนสะพานเชือกเส้นนั้น อีกเพียงแค่ชั่วห้าลมหายใจสะพานเส้นนั้นก็จะสลายตัวตามไปด้วย เมื่อพบว่าสะพานสามารถสลายตัวเองได้ก็เกิดความโกลาหลขึ้นในทันที เพราะนั่นเท่ากับว่ายิ่งข้ามช้าหรือมีผู้ตกลงไปมากเท่าไหร่ สะพานที่ตอนแรกดูเหมือนว่าจะมีมากกว่าจำนวนผู้เข้าทดสอบก็จะกลายเป็นเหลือน้อยตามไปด้วย และอาจจะทำให้ผู้ที่มาถึงภายหลังเหลือสะพานให้ข้ามเพียงไม่กี่เส้น และอาจจะเกิดการต่อสู้แย่งชิงกันขึ้นสะพานก้เป็นได้


    .


    .


                    ย้อนกลับมาในช่วงที่เสวี่ยหมิงเพิ่งเข้ามายังด่านที่สาม เมื่อเห็นว่าผู้เข้าทดสอบที่มาถึงก่อนต่างเดินไปบนสะพานเชือกด้วยความระมัดระวังและเชื่องช้ากว่าความเป็นจริงมาก เสวี่ยหมิงจึงทดลองใช้พลังจิตวิญญาณแผ่ออกไปสำรวจดู ก็พบว่าสะพานเชือกในด่านนี้นั้นมีการทดสอบซ่อนแฝงอยู่ถึงสามส่วนด้วยกัน โดยส่วนแรกนั้นเป็นลมปราณดึงรั้งที่จะเพิ่มน้ำหนักและทำให้ผู้ทดสอบทรงตัวลำบาก แต่หากเป็นผู้ทดสอบที่มีพลังระดับลมปราณแรกธรรมชาติ การทดสอบในขั้นแรกของสะพานนั้นก็แทบจะไม่เป็นผลเพราะว่าผู้ฝึกตนสามารถดึงดูดพลังงานจากภายนอกมาใช้ได้ และใช้พลังงานภายนอกช่วยในการหักล้างกับแรงดูดรั้งที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน


     


                    ต่อมาเป็นช่วงกลางสะพานเชือกจะเป็นการทดสอบการควบคุมพลังและท่าร่าง เพราะเส้นเชือกที่เคยแข็งแรงกลับกลายเป็นบางเบาและพร้อมจะขาดออกได้ทุกเมื่อ โดยหากผู้ที่ทดสอบมีระดับท่าร่างที่สามารถทะยานเหนือยอดไม้ได้เช่นที่เสวี่ยหมิงทำในด่านทดสอบที่หนึ่ง ก็ตัดปัญหาเรื่องการทำเส้นเชือกขาดไปได้ แต่เพราะต้องคอยควบคุมพลังเอาไว้ยามถูกลมแรงด้านล่างของหุบเหวที่พัดขึ้นมาปะทะ จึงทำให้ต้องใช้การเคลื่อนตัวช้า ๆ รักษาสมดุลแทนที่จะใช้ท่าร่างพุ่งทะยานผ่านไปเลย


                    มาถึงในช่วงการทดสอบในส่วนสุดท้ายของสะพานเชือกเส้นนี้ ซึ่งมีระยะทางสั้นเพียงแค่หนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งร้อยเมตรที่ถูกขวางกั้นด้วยม่านพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง การจะผ่านไปได้หากไม่มีพลังลมปราณที่หนาแน่นเพื่อใช้ทะลวงผ่านม่านพลัง ก็ต้องมีระดับพลังจิตวิญญาณที่สูงส่งพอจะต่อต้านม่านพลัง


     


                    หลังจากที่เสวี่ยหมิงสำรวจสะพานเชือกลมปราณยังเสร็จสิ้นดี...ก็ปรากฏเสียงหนึ่งดังตามหลังมาเสียก่อน


     


                    "นั่นไงครับนายน้อยไอ้เด็กที่นายน้อยจูจะให้จัดการ...!!!"


     


                    เสวี่ยหมิงหันขวับกลับไปพร้อมส่งยิ้มกว้างให้จูซินเฉิง และลิ่วล้อ "คุณชายโสโครกของเจ้า แน่จริงก็ตามข้าให้ทันสิ" เอ่ยจบเสวี่ยหมิงก็ใช้ท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์หมายทะยานตรงไปยังสะพานเชือกลมปราณ แต่ไม่ทันที่จะไปถึงศิษย์สำนักมังกรเทวะคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า เมื่อรับรู้ว่าเสวี่ยหมิงเป็นเป้าหมายของนายน้อยลำดับที่สาม ก็หมายสร้างผลงานทะยานเข้ามาขวางหน้าพร้อมใช้กระบี่ในมือจู่โจมใส่เสวี่ยหมิงในทันที


    .


    .


                    "เฮ้ย การทดสอบมันโจมตีคนอื่นได้ด้วยเหรอวะ" จื่อฮุยที่ดูจอฉายภาพอยู่ลุกขึ้นยืนตะโกนเสียงดัง


     


                    "มันก็ไม่แปลกนี่นา เพราะกฎก็ไม่ได้ห้ามเอาไว้ว่าโจมตีคนอื่นไม่ได้นี่หว่าจริงไหมพวกเรา" ผู้ชมที่แทงพนันกับจื่อฮุยรีบเอ่ยขึ้นในทันควัน


     


                    พร้อมเสียงตอบรับว่า...จริง !!! ที่ดังกระหึ่มตามหลัง


     


                    "ใช่ ใช่ อ่อนแอก็แพ้ไปเว้ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ความตึงเครียดที่กลัวจะเสียเงินพนันล้วนถูกระบายออกเมื่อเห็นศิษย์ในของสำนักมังกรเทวะโจมตีขัดขวางเสวี่ยหมิง


     


                    "หนอย..."จื่อฮุยกัดฟันกรอด เพราะเมื่อมองขึ้นไปยังผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักมังกรเทวะจูชิงเถาก็ไม่พบว่า ผู้ควบคุมการแข่งขันผู้นี้จะใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะมีเสียงอื้ออึงจากผู้ชมบางส่วนรวมถึงประมุขซือไฉและโจวอู่เว่ย แต่เพราะที่นี่เป็นเขตของสำนักมังกรเทวะ รวมถึงในกฎก็ไม่ได้มีระบุเอาไว้จริง ๆ ว่าห้ามไม่ให้มีการจู่โมผู้อื่นระหว่างการทดสอบ


    .


    .


                    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า" จูซินเฉิงหัวเราะร่า "เจ้าสวะน้อยใยข้าต้องตามเจ้าด้วย ส่วนคำโสโครกนั้นคงเหมาะกับเจ้ามากกว่าข้า ฉะนั้นข้าจึงไม่ยื่นมือไปกำจัดสิ่งโสโครกด้วยตนเอง" เอ่ยจบจูซินเฉิงก็ทะยานขึ้นไปยังสะพานเชือกอีกเส้นหนึ่ง "ใครจัดการเจ้าเด็กโสโครกนี่ได้จะได้รับรางวัลจากข้าอย่างงาม"


     


                    หลังจากคำสั่งของจูซินเฉิงถูกปล่อยออกไป ศิษย์ในหลายคนของสำนักมังกรเทวะก็กระโจนเข้ามารุมล้อมเสวี่ยหมิงในทันที


     


                    "วันนี้ไม่ใช่เมื่อวานอีกแล้ว ข้าเสวี่ยหมิงจะไม่ยืนนิ่งให้พวกแกมารังแกกันได้ง่าย ๆ อีก" สนับเปลวเพลิงลุกไหม้สองตาสาดประกายเจิดจ้า เสวี่ยหมิงทะยานขึ้นสูงเหนือศีรษะศัตรูที่ขยับเข้ามาปิดล้อมในพริบตา


     


                    ศิษย์ในสำนักมังกรเทวะต่างแหงนหน้าขึ้นมอง ตระเตรียมลงมือแต่ยังไม่ทันที่จะได้ลงมือ หมัดลมปราณหลายสิบหมัดก็กระหน่ำพวยพุ่งเข้าใส่พวกมัน


     


                    บรึ้ม บรึ้ม บรึ้ม !!!


                    ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วจนไม่อาจเห็นเหตุการณ์การปะทะได้ชัดตา


     


                    จนกระทั่งเมื่อฝุ่นควันจางลง ผู้คนทั้งในด่านทดสอบและที่ชมดูจอฉายภาพอยู่ต่างตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะภาพที่เห็นคือศิษย์ของสำนักมังกรเทวะเจ็ดคนต่างนอนบาดเจ็บจมยุบลงไปบนพื้นสนามทดสอบร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ส่วนผู้ที่ปล่อยหมัดลมปราณจู่โจมกลับไม่อยู่ที่เดิมอีกแล้ว เพราะตอนนี้เสวี่ยหมิงได้ทะยานตามหลังจูซินเฉิงไปยังสะพานเชือกที่อยู่ถัดมาอีกไม่กี่เส้น



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน