[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 209 เอาละ เริ่มสั่นได้แล้ว (1)

        “เหม็นอะไรขนาดนี้”

        กลิ่นเหม็นขนาดที่คนธรรมดาอาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้ นักสู้ที่พลังฝีมือไม่แข็งแกร่งพอ ค่าพลังชีวิตยังอาจลดลงฮวบฮาบได้อีก

        พอคิดว่าเนื้อสัตว์ประหลาดที่เขากินเป็นประจำ น้ำไขกระดูกที่ดื่มเข้าไป ล้วนมาจากสิ่งมีชีวิตที่สกปรกโสมมแบบนี้ ลู่เซิ่งก็อดคลื่นไส้ไม่ได้

        “แกมันสมควรตาย!”

        ความน่าเกลียดและความสกปรกเป็นบาปดั้งเดิม

        สายตาเย็นเยียบของลู่เซิ่งจับจ้องไปที่สัตว์ประหลาดตรงหน้า

        มันเป็นสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายดักแด้สีดำ

        แต่มีขาที่ยาวและแข็งแรงถึงหกขา กรงเล็บคมกริบราวกับเคียว พื้นปูนซีเมนต์เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน

        หัวและลำตัวมีขนาดพอๆ กัน ปากใหญ่โตเกือบสี่ในห้าของหัว ดวงตาสีเขียวเล็กเท่าเม็ดถั่วเรียงรายไปจนถึงท้ายทอย

        ในปากเต็มไปด้วยฟันซี่เล็กๆ แหลมคม มีลิ้นสีเนื้อกลอกไปมา

        เถาวัลย์สีแดงที่พุ่งออกมาจากตึกร้างเมื่อกี้นี้ก็คือลิ้นของมัน และเป็นอาวุธหลักของมันด้วย

        “ปีศาจปรสิตตาเนื้อ”

        ลู่เซิ่งเคยเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดชนิดนี้ในวิชาสัตว์ประหลาดวิทยาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์

        โดยทั่วไปแล้วความแข็งแกร่งจะอยู่ที่ระดับห้าถึงหก

        แต่ตัวตรงหน้ากลับมีแนวโน้มที่จะไปถึงระดับเจ็ดได้อย่างน่าตกใจ

        ขณะนี้ปีศาจปรสิตตาเนื้อกำลังกินอาหาร

        ปากของมันขยับเคี้ยวไม่หยุด ลิ้นพันรอบศพมนุษย์ที่เหลือเพียงครึ่งตัว

        ลู่เซิ่งจำได้ว่าศพนั้นคือนักสู้ระดับหกที่พยายามหนีออกจากตึกร้างแต่ถูกดึงกลับไปก่อนหน้านี้

        ตอนนี้ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวของคนคนนั้นหันมาทางลู่เซิ่ง ดวงตาสีเทาหม่นเบิกกว้าง ราวกับจะบอกลู่เซิ่งว่า

        นายมาช้าไป

        “ขอโทษด้วย”

        ลู่เซิ่งกล่าวในใจอย่างเงียบๆ

        ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่มีความยุติธรรมล้นเหลือ และถูกผูกมัดด้วยศีลธรรมได้ง่ายๆ

        แต่ถ้าเขาเร็วกว่านี้อีกนิด ก็ยังมีโอกาสช่วยชีวิตคนตรงหน้าได้จริงๆ

        บางครั้งแค่ความคิดแล่นผ่านไปแวบเดียว คิดไตร่ตรองนานขึ้นอีกไม่กี่วินาที

        บางสิ่งบางอย่างก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป

        “ฉันจะพยายามทำให้มันตายอย่างไม่ทรมานมากนัก ฉันสัญญา”

        ลู่เซิ่งพูดกับศพครึ่งตัวนั้นอย่างจริงจัง

        “คิกๆ!”

        ปีศาจปรสิตตาเนื้อดูเหมือนจะหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะการกิน ลิ้นสีแดงที่เต็มไปด้วยหนามเล็กๆ ก็คลายร่างที่พันธนาการไว้อย่างรวดเร็ว แล้วหายวับไปในอากาศ

        ลู่เซิ่งเอียงศีรษะเล็กน้อย

        ลิ้นเนื้อสีแดงเฉียดผ่านข้างหูของเขาไป

        ทะลุเพดานชั้นบนสุด ชั้นปูนซีเมนต์หนาๆ เกิดเป็นรูขนาดเท่ากำปั้น

        เหล็กเส้นข้างในขาดสะบั้น เศษปูนร่วงลงมา

        ลู่เซิ่งสีหน้าสงบ เดินไปหาปีศาจปรสิตตาเนื้อทีละก้าว

        ลิ้นของมันกวัดแกว่งราวกับแส้อย่างบ้าคลั่งไปทั่วพื้นตึกที่ว่างเปล่า ฟาดเสาปูนและพื้นจนแตกร้าวและพังทลายเป็นวงกว้าง

        แต่ทุกครั้งที่ลิ้นเนื้อโจมตีลู่เซิ่ง มันก็จะทะลุผ่านร่างกายของเขาไปอย่างน่าประหลาด

        ร่างของลู่เซิ่งดูเหมือนภาพสามมิติที่มีสัญญาณไม่ดี บางครั้งก็เบลอหายไป บางครั้งก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

        สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลง

        คือเส้นทางที่เขาเดินไปข้างหน้าอย่างตรงไปตรงมา

        กลิ่นอายที่เหมือนธารน้ำแข็งและภูเขาไฟปะทุขึ้นจากร่างของลู่เซิ่ง

        ราวกับแผ่นน้ำแข็งหนาๆ แตกออก ลาวาที่อยู่ข้างใต้ก็พวยพุ่งออกมาพร้อมกับความร้อนระอุ

        เสาเพลิงสีแดงฉานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พัดพาไอน้ำร้อนระอุจำนวนมหาศาล

        ลู่เซิ่งค่อยๆ ขยับคอและข้อมือ ร่างกายส่งเสียง “กรอบแกรบ” ราวกับข้อต่อกำลังเริ่มทำงาน

        “เอาละ ตอนนี้นายเริ่มสั่นได้แล้ว”

        เขาพูดอย่างใจเย็น

        ในวินาทีต่อมา ร่างของเขาก็หายวับไป

        ...

        “นักศึกษาปีหนึ่งจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด? ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจ?”

        เฉียนลี่เหยียนสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า

        เซียวหย่าหรานลังเล “ฉันเห็นใบรับรองภารกิจและบัตรนักศึกษาของเขา...”

        “อยู่ที่ไหน? เอามาให้ฉันดูหน่อย!”

        เฉียนลี่เหยียนพูดอย่างตรงไปตรงมา

        “ฉันดูแค่แวบเดียว เขาก็เอาคืนไปแล้ว”

        ตอนนี้เซียวหย่าหรานก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า

        “คุณซุน...”

        เฉียนลี่เหยียนหันไปมองชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำที่อยู่ข้างๆ

        หลังจากที่ลู่เซิ่งเข้าไปในตึกร้าง ดวงตาของชายคนนั้นก็จับจ้องไปที่ทิศทางนั้นตลอดเวลา แม้แต่จะกะพริบตาก็ยังไม่ทำ

        “ถามฉัน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

        ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างแผ่วเบา “แต่ถึงจะเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ อย่าว่าแต่ปีหนึ่งเลย ปีสี่ก็ไม่มีทางมีความเร็วขนาดนี้ได้”

        พอนึกถึงความเร็วที่ลู่เซิ่งแสดงออกมาเมื่อครู่ ในใจของชายวัยกลางคนยังคงมีความตกตะลึงที่ไม่อาจลบเลือน

        เร็วจนเกินไป!

        เร็วขนาดที่แม้แต่เขาที่เป็นนักสู้ระดับหกสูงสุดที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน ประสาทสัมผัสของนักสู้ที่ฝึกฝนมาอย่างดีก็ยังจับร่องรอยอะไรไม่ได้เลย

        พอปรากฏตัวอีกครั้ง ลู่เซิ่งก็อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรแล้ว

        ถ้าความเร็วขนาดนี้คิดจะฆ่าเขา...

        คาดว่าตัวเองคงตายไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายลงมือตอนไหน

        “รอดูไปก่อนเถอะ ไม่ว่าความแข็งแกร่งจะเป็นยังไง ด้วยความเร็วของเขา อย่างน้อยก็คงไม่เป็นอะไร...”

        ชายวัยกลางคนคิดแล้วพูด

        เฉียนลี่เหยียนยังคงพร่ำบ่น

        “ฉันว่ายังไงก็ต้องรายงานให้สมาคมนักสู้และกองทัพทราบก่อน ถ้าไอ้หนุ่มนั่นทำให้สัตว์ประหลาดคลั่งขึ้นมา แล้วสัตว์ประหลาดก็วิ่งออกมา...

        สัตว์ประหลาดระดับเกือบเจ็ดบุกเข้าไปในเมือง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แน่!

        อีกอย่าง ความเร็วไม่ได้หมายความว่าความแข็งแกร่งจะมาก...”

        ขณะที่พูดอยู่นั้น ในตึกร้างที่อยู่ไกลออกไปก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอย่างรุนแรง

        “ตูม”

        “ตูม”

        เฉียนลี่เหยียนเงียบทันที ทั้งสามคนหันไปมองทางตึกร้างพร้อมกัน สีหน้าเคร่งขรึม

        เสียงดังสนั่นในตึกร้างดังอยู่พักใหญ่

        ตอนแรกก็สั้นๆ เสียงก็เล็ก

        ต่อมาก็เริ่มดังขึ้น

        ดังทีละครั้งๆ ราวกับค้อนขนาดใหญ่ทุบลงบนพื้นปูนอย่างแรง ซึ่งมาพร้อมกับเสียงคำรามที่น่าขนลุก เสียงคำราม...

        สีหน้าของชายวัยกลางคน เฉียนลี่เหยียน และเซียวหย่าหรานทั้งสามคนเริ่มเคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ สองมือก็กำแน่นโดยไม่รู้ตัว

        พวกตำรวจที่เตรียมพร้อมอยู่ต่างก็เหงื่อท่วมตัว เอามือที่จับปืนเช็ดไปบนเสื้อผ้าเป็นระยะๆ กลืนน้ำลายดังเอื๊อก

        สักพักเสียงดังสนั่นก็เงียบลงกะทันหัน

        ตึกร้างเงียบสงัดอย่างน่ากลัว

        “ไม่ดีแล้ว...”

        เฉียนลี่เหยียนดูเหมือนจะคิดอะไรออก สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

        ก็ได้ยินชายวัยกลางคนพูดขึ้นมาคำหนึ่ง

        “ออกมาแล้ว”

        เฉียนลี่เหยียนเงยหน้าขึ้นมอง

        จริงอย่างที่ว่า ขอบระเบียงชั้นห้าของตึกร้าง

        ในเงามืดที่แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ร่างสูงโปร่งก็เดินออกมาอย่างช้าๆ

        ก็คือลู่เซิ่งที่เพิ่งเข้าไปเมื่อไม่นานมานี้

        เซียวหย่าหรานหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กำลังจะสั่งให้เปิดฉากยิงคุ้มกัน

        “เตรียมคุ้มกัน...เอ่อ...”

        แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ก็ได้เห็นภาพที่เธอไม่มีวันลืม

        เป็นภาพที่ทุกคนในที่นั้นไม่มีวันลืม

        ลู่เซิ่งกระโดดลงมาจากชั้นห้า

        ขณะที่ร่างกายของเขากำลังร่วงลงมา ทุกคนจึงได้เห็นอย่างชัดเจน

        ในมือขวาของลู่เซิ่งยังคงกำลิ้นประหลาดสีแดงที่เหมือนเชือกเส้นใหญ่ๆ เอาไว้แน่น

        ปลายลิ้นเชื่อมต่อกับเนื้อร้ายสีดำก้อนใหญ่

        เมื่อร่างกายของลู่เซิ่งร่วงลงมา เนื้อร้ายก้อนนั้นก็ถูกดึงลงมาด้วย

        เนื้อร้ายคลี่ออกเล็กน้อยในอากาศ

        รูม่านตาของเฉียนลี่เหยียนและชายวัยกลางคนหดลงอย่างรุนแรง

        พวกเขารู้จักรูปร่างของเนื้อร้ายก้อนนี้

        หรือจะพูดว่า ตอนที่ลิ้นเนื้อยาวๆ ปรากฏออกมา พวกเขาก็รู้คำตอบในใจแล้ว เพียงแต่ไม่กล้ายืนยันเท่านั้น

        สัตว์ประหลาดระดับเกือบเจ็ด ปีศาจปรสิตตาเนื้อ

        พวกเขาสี่คนระดับหกสูงสุดเข้าไปล้อมจับ ถูกฆ่าตายไปหนึ่งคนตั้งแต่เริ่ม

        ยังไม่ได้ออกท่าอะไรเลย ก็หันหลังวิ่งออกมา พอกลับออกมาก็โดนฆ่าไปอีกคน

        สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวแบบนั้น แต่ตอนนี้...

        กลับถูกลู่เซิ่งลากออกมาเหมือนขยะ

        ไม่ขยับเขยื้อน

        เห็นได้ชัดว่าได้สูญเสียสัญญาณชีพทั้งหมดไปแล้ว

        ตอนนี้พอนึกถึงเสียงทุบเมื่อครู่ที่ดังออกมาจากตึกร้าง

        ทั้งสองคนหายใจติดขัด หัวใจหยุดเต้นไปแวบหนึ่ง รู้สึกตกใจจนแทบสำลัก

        เซียวหย่าหรานก็ตกตะลึงเช่นกัน วิทยุสื่อสารที่กดค้างไว้แนบปากส่งเสียง “ซ่าๆ” แต่ดวงตาก็จับจ้องไปที่ลู่เซิ่งที่ลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา

        หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ประหลาดตกลงสู่พื้น มีเพียงเสียงอู้อี้ดังขึ้น

        ลู่เซิ่งปล่อยมือ ฉีกชายเสื้อยืดของตัวเองมาเช็ดมือ แล้วเดินมาหาพวกเขาอย่างสงบ

        ในขณะนี้ แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สาดส่องลงบนบ่าของลู่เซิ่ง

        เคลือบตัวเขาด้วยแสงสีทองบางๆ เงาทอดยาวอยู่ด้านหลัง

        ทุกคนตกอยู่ในภวังค์

        เซียวหย่าหรานเหมือนโดนผีสิง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วเปิดดู

        “16:35”

        เซียวหย่าหรานไม่รู้ว่าลู่เซิ่งเข้าไปตอนไหน

        แต่ในหัวของเธอก้องแต่คำพูดที่ลู่เซิ่งพูด

        “ถึงห้านาที...ไหม?”

        เซียวหย่าหรานพึมพำออกมา ดวงตาเหม่อลอย

        คงจะไม่มั้ง...

        ...

        “...หลังจากจัดการซากศพของปีศาจปรสิตตาเนื้อแล้ว รายได้จากการขายจะถูกโอนเข้าบัญชีของคุณโดยเร็วที่สุด”

        เฉียนลี่เหยียนเหมือนเป็นคนละคน ยืนอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่งแล้วรายงาน

        เฉียนลี่เหยียนที่เป็นถึงประธานสมาคมนักสู้ของเมืองหนานผิง การขยับเขยื้อนแต่ละครั้งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้มีอำนาจ แต่ตอนนี้กลับสุภาพอ่อนน้อมกับชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะอายุไม่ถึงยี่สิบปี

        แม้แต่คำที่ใช้เรียกอีกฝ่ายก็ยังใช้คำว่า “คุณ”

        สถานการณ์นี้ค่อนข้างไร้สาระและแปลกประหลาด

        แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

        เพราะเมื่อครู่

        ชายหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนนักศึกษาธรรมดาที่มาเที่ยวที่นี่กลับใช้มือเปล่าฆ่าสัตว์ประหลาดระดับเกือบเจ็ดเพียงลำพัง

        ระดับเกือบเจ็ด!

        แถมใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงห้านาที!

        ทำให้ตอนนี้ตำรวจที่เข้าร่วมปฏิบัติการทั้งหมดมองลู่เซิ่งเหมือนกำลังมอง...“เทพ”!

        สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาดระดับเกือบเจ็ด

        รวมถึงเซียวหย่าหรานด้วย

        “ไม่ต้องหรอก รายได้ยกให้ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตไปเถอะครับ”

        หลังจากฟังรายงานของเฉียนลี่เหยียนจบ ลู่เซิ่งก็พูดออกมา

        ไม่ใช่ความผิดของเขา

        แต่ก็ยากที่จะไม่รู้สึกผิดและเห็นอกเห็นใจ

        “เอ่อ...ครับ ครับ”

        พอได้ยินคำขอของลู่เซิ่ง เฉียนลี่เหยียนก็ตกตะลึงไป จากนั้นความเคารพอย่างสุดซึ้งก็เกิดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจของเขา

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน