Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 69 ญาติบัณฑิต

    จางยุ่นเอ๋อซึ่งเฝ้าคอยอยู่นานนับสิบวัน แต่ครั้นไม่เห็นพี่ใหญ่หยางของนางกลับมายังหมู่บ้านสักทีก็เกิดความทุกข์ใจเป็นอันมาก จนกระทั่งจูรั่วซีผู้เป็นยายเองก็อดรนทนไม่ได้จึงอ้อนวอนให้จางฉวนผู้เป็นนายบ้านและบิดาของยุ่นเอ๋อช่วยพาออกไปถามข่าวคราวของเสี่ยวไคที่เงียบหายไปอย่างน่าเป็นห่วงจากนั้นจึงหยิบยืมรถม้าจากคนของหมู่บ้าน แล้วรีบเดินทางเข้ามายังตัวอำเภออู่ชางตั้งแต่เมื่อตอนเช้า ครั้นนางจูรั่วซีอ่านประกาศของทางการจึงว่าทราบหลานชายของตนนั้นเป็นทั้งบู๊ซิ่วไฉ่และบัณฑิตซิ่วไฉ่อันดับ ๑ ก็มีความปลาบปลื้มใจเป็นอันมาก ยุ่นเอ๋อจึงรีบนำใบนัดไปรับเอาชุดผ้าไหม 2 ชุดจากร้านตัดผ้าหลงเหย่าด้วยหวังจะใส่ให้เป็นเกียรติในงานรับมอบคุณวุฒิกับพี่ใหญ่หยางของตน ส่วนจูรั่วซีซึ่งคาดหวังว่าจะเจอกับหลานชายที่สมควรจะมาอ่านประกาศที่ติดไว้หน้าอำเภอด้วยตนเอง จึงได้รอคอยอยู่บนรถม้าด้วยจิตใจที่มุ่งหวัง......แต่เมื่อรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นหลายชายจะมา จนท้ายที่สุดยุ่นเอ๋อได้สืบทราบมาว่า ‘หญิงสาวจากตระกูลเหยา’ ได้เชื้อเชิญพี่ใหญ่หยางของตนไปรับรองถึงเรือนก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ จึงรีบกลับมาแจ้งข่าวกับนางจูรั่วซีฝ่ายนางจูรั่วซีซึ่งรักและเมตตาต่อยุ่นเอ๋อประหนึ่งลูกหลานของตนเองก็พลอยทุกข์ร้อนไปกับเขาด้วย จึงอ้อนวอนต่อจางฉวนนายบ้านอีกว่า“ท่านทราบหรือไม่ว่าตระกูลเหยาที่ว่าอยู่แห่งหนตำบลใด ข้าจะได้รีบไปตามตัวหลานรักเรากลับมา” จางฉวนย่อมทราบพิกัดที่ตั้งดีทั้งยังทราบว่าเป็นสถานที่เช่นใด จึงตอบไปตามตรงว่า“ซึ่งการจะไปตามถึงเรือนชานของตระกูลนี้ย่อมไม่เป็นการเหมาะสม ด้วยเจ้าสำนักคุ้มภัยเหยาตี้ผู้นี้ยึดถือคุณธรรม ย่อมจะไม่ทำอันตรายเสี่ยวไคดอก” แต่อีกฝ่ายนั้นไม่ยอมฟังคำแนะนำใด ๆ จากนายบ้านผู้นี้เลย โดยเฉพาะยุ่นเอ๋อซึ่งเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตนนั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะด้วยบัดนี้ย่อมเกิดการอาการหึงหวงจนเกินระงับเอาไว้เสียแล้ว จางฉวนจึงจำใจต้องขับรถม้าตรงไปยังที่ตั้งของตระกูลเหยาที่อยู่ทางทิศใต้ของอำเภออู่ชางนั่นเอง.....เมื่อรถม้าที่มิได้หรูหราอันใด หนำซ้ำยังไม่มีเก๋งกันลมกันฝนได้ดีสักเท่าใดนักมาจอดถึงประตูหน้าของตระกูลเหยา ยุนเอ๋อก็ลงจากรถม้าไปแจ้งความประสงค์ ก่อนที่จะแนะนำตัวเองให้อีกฝ่ายฟังเสียด้วยซ้ำ แต่ฝ่ายนายประตูก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปทั้งสิ้นแม้สำนักกู้ภัยเซี่ยงอวี่จะถูกกวาดล้างไปก็ตามที ด้วยเกรงความปลอดภัยของซิ่วไฉ่ผู้เป็นแขกพิเศษของตระกูลเหยานั่นเอง จึงเกิดการปะทะคารมระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ฝ่ายจางฉวนนายบ้านมู่หยูเมื่อเห็นการวิวาทะของบุตรสาวตนกับยามเฝ้าประตูเช่นนั้น ก็พยายามตักเตือนเต็มกำลัง แต่แม้จะพยายามห้ามปรามเอาไว้เพียงไรก็ตามกลับเหมือนจะยิ่งเป็นการสุมไฟเข้าไปเสียอีก จนสุดท้ายจึงต้องสงบคำเอาไว้ แล้วขึ้นไปรออยู่บนรถม้าเสียอย่างนั้น..…..ส่วนหยางไคนั้นย่อมจดจำน้ำเสียงของสาวน้อยได้เป็นอย่างดี  ก็รีบออกมาที่หน้าประตูจึงเห็นยุ่นเอ๋อกับท่านยายของตนกำลังโต้เถียงอยู่กับเจ้าหน้าที่ของสำนักคุ้มภัย ก็รีบเข้าไปแล้วกล่าวว่า“ล้วนแต่เป็นกันเองจงอย่าได้ถือสากันเลย เพียงเข้าใจผิดกันเท่านั้นดอก” ครั้นเหยาซีห่าวกับบุตรีทั้ง 4 นางออกมาถึงแล้ว หยางไคก็ได้แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันด้วยเจตนาดี แต่ดูเหมือนว่าสตรีทั้งสองฝ่ายจะปราศจากมิตรภาพอันดีงามต่อกันโดยสิ้นเชิง จนในที่สุดนางจูรั่วซีก็ใช้สิทธิ์ความเป็นยาย แล้วสั่งให้เสี่ยวไคของตนนั้นกลับหมู่บ้านทันที !! ครั้นแขกแขกเหรื่อทั้งปวงเดินทางออกไปแล้ว เหยาอ้ายเสินผู้พี่ใหญ่ของสี่สาวจึงเอ่ยถามบิดาของตนด้วยความไม่พอใจว่า“เหตุใดท่านพ่อจึงนิ่งเฉยเช่นนี้เล่า ท่านมิได้สงสารอ้ายซ่างน้องเล็กอย่างนั้นหรือ ?” เหยาซีห่าวแม้เป็นถึงยอดฝีมือผู้หนึ่งก็ตาม กลับมีความครั่นคร้ามในพลังบ่มเพาะของชายวัยกลางคนที่นั่งคอยอยู่บนรถม้าที่เพิ่งขับออกไปนัก จึงได้กล่าวไปออกไปตามตรงว่า“อีกฝ่ายเล้นกายมิดชิดไร้ช่องว่าง บิดาจึงไม่อาจผลีผลามได้” ปากกล่าววาจาทั้งสายตามองไปยังรถม้าโกโรโกโส ที่มีบัณฑิตขี่ม้าขาวควบม้าติดตามกลับไปโดยไม่อาจขัดขืน.....ครั้นพอทั้งสี่มาถึงเรือนแล้วหยางไคจึงได้เล่าความเป็นไปเป็นมาตั้งแต่ต้น ว่าตนเองนั้นถูกสำนักคุ้มภัยเซี่ยงอวี่ลอบทำร้ายอยู่หลายครั้ง จึงไม่ต้องการจะชักนำภัยร้ายต่าง ๆ กลับมายังหมู่บ้านของตน จึงร่วมมือกับพี่ใหญ่หวงและตระกูลเหยาในจัดการกับปัญหาจนเสร็จสิ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง ฝ่ายยุ่นเอ๋อกับท่านยายจูรั่วซีเมื่อได้ฟังก็เข้าใจแล้วจึงมิได้คิดตำหนิอีก หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว สตรีทั้งสองวัยย่อมวุ่นวายกับชุดใหม่ที่จะใช้สวมใส่ในงานจนดึกดื่น ส่วนหยางไคนั้นรีบเข้านอนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการรายงานตัวและรับมอบใบรับรองจากอำเภอในช่วงเช้าของอีกวัน  จนมาถึงรุ่งเช้าของวันสำคัญ เมื่อทุกคนรับประทานข้าวปลาอาหารเสร็จดีแล้ว สามชีวิตก็ออกเดินทางเข้าอำเภอด้วยรถม้า หยางไคนั้นสวมชุดสีขาวแถบน้ำเงินเข้มสวมหมวกสีเทาอย่างบัณฑิต ที่ข้างเอวนั้นเหน็บกระบี่ประจำตัวไปด้วย ส่วนสตรีสองวัยนั้นอยู่ในชุดผ้าไหมสีเขียวที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตบรรจง ซึ่งชุดกี่เพ้าลายหงส์ที่ยุ่นเอ๋อสวมใส่นั้นเข้ากับสัดส่วนของสาวน้อยเป็นอันมาก จนทำให้หยางไคที่นิยมในความงามของสตรีอยู่แต่เดิม ย่อมหาโอกาสชำเลืองมองอยู่บ่อยครั้งแม้จะคอยบังคับรถม้าอยู่ก็ตามที ครั้นพอมาถึงที่ว่าการอำเภออู่ชางแล้ว หยางไครีบลงจากรถม้าไปอ่านประกาศให้แน่ชัดก็ทราบว่าตนสอบแข่งขันได้อันดับที่หนึ่งจริง ๆ ย่อมจะมีความดีใจและแปลกประหลาดใจอยู่เป็นอันมาก จากนั้นจึงแจ้งให้ยุ่นเอ๋อคอยดูแลท่านยายอยู่ข้างนอกเนื่องด้วยโดยระเบียบของทางการแล้ว สามัญชนย่อมไม่อาจเพ่นพ่านที่ภายในสถานที่ราชการได้ ครั้นก้าวเท้าผ่านเข้าไปข้างในที่ว่าการอำเภออู่ชางก็พบบัณฑิตอีก 2 คน กำลังนั่งคอยกันอยู่อย่างเรียบร้อยเป็นอันมาก ซึ่งชายทั้งสองก็ล้วนมีอายุด้วยกันทั้งสิ้น หยางไคจึงทำคารวะตามธรรมเนียม..จากนั้นจึงเกิดภาพเดิมที่ในการรับมอบคุณวุฒิที่ถูกฉายซ้ำอีกรอบ แต่ในครั้งนี้ผู้ได้ตำแหน่ง ‘หลิ่นเซิง’ ฝ่ายบุ๋นนั้น ได้รับบำเหน็จเป็นตำราดนตรีเล่มหนึ่งเท่านั้นเอง มันจึงทำให้หยางไคที่คาดหวังเอาไว้ล่วงหน้าก็ย่อมเกิดความผิดหวังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เด็กหนุ่มก็พยายามข่มใจเอาไว้เพื่อมิให้เสียมารยาท จนเสร็จพิธีทั้งสามคนจึงเดินออกมาที่ด้านนอก ฝ่ายบัณฑิตใหม่ทั้งสองท่านนั้น มีลูกหลานและเครือญาติต่าง ๆ มากมาย เพื่อมาร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จกันอย่างเนืองแน่น เพราะด้วยคุณวุฒิเพียงเท่านี้(เทียบได้กับปริญญาตรี) ย่อมสามารถไปบรรจุเป็นนักปกครองในชนบทที่ห่างไกลจากตัวเมืองได้สักแห่ง ซึ่งมันสามารถสร้างฐานะให้กับชีวิตที่คล้ายได้รับการเกิดใหม่เลยทีเดียว ส่วนหยางไคซึ่งมีเพียงสตรีต่างวัย 2 นาง ที่มาคอยให้กำลังใจจึงดูเงียบเหงาวังเวงอยู่ไม่น้อยเลย จนกระทั่งคนของสำนักกู้ภัยเหยาตี้เดินทางมาถึงที่ว่าการอำเภอ พร้อมด้วยเจ้าสำนักและบุตรีทั้ง 4 นาง ความอึกทึกครึกโครมก็คล้ายกำลังจะก่อตัวขึ้นอีกแล้วกระมัง ?

    คล้ายกับเรื่องPerfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์ ที่คุณอ่าน