บทที่ 46
ณ ลานกว้างภายในเขตพระราชวังระหว่างที่ฝนเพลิงกำลังร่วงหล่นถล่มบ้านเรือนในกำแพงทางทิศเหนือของเมืองแอนวีน พระราชาเสด็จออกมาที่ลานกว้างหน้าปราสาทด้วยความร้อนพระหทัย“ถวายบังคมฝ่าบาท!” กองทหารนับพันทำความเคารพต่อพระราชา แต่พระองค์กำลังทอดพระเนตรหาคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้“ซีดาร์กองทหารหลักของเราพร้อมรบมากน้อยเพียงใด?” พระราชาตรัสถามบารอนม็อต“ทูลฝ่าบาทกองพันหมาป่า และอาชาดำ ตั้งทัพอยู่ที่ประตูเมืองทิศเหนือทั้งสองแห่งแล้วพะยะค่ะ กองทัพที่อยู่ที่นี่คือ กองพันเหยี่ยว และอสรพิษ พะยะค่ะ” บารอนม็อตรายงาน“อืม...ถ้าเช่นนั้นกองพันเหยี่ยว และกองพันอสรพิษจงฟัง ให้กองทัพทั้งสองไปช่วยดับไฟ และช่วยชีวิตชาวบ้าน เราต้องควบคุมไม่ให้ความเสียหายลุกลามมากไปกว่านี้” พระราชาทรงรับสั่ง แต่ยังไม่ทันที่เหล่าทหารจะตอบรับ ก็มีเสียงแทรกขึ้นมา“ทูลฝ่าบาท ข้าขอบังอาจขอนำกองทัพเข้ากวาดล้างศัตรูด้วยเถิดพะยะค่ะ!” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลหน้าตาหล่อเหลาวัยยี่สิบกว่าปีในชุดเกราะอัศวิน กล่าวขัดขึ้นมาเสียงดัง ซึ่งทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงในความบ้าบิ่นนั้น เมื่อพระราชาทรงได้ยินเช่นนั้นก็ทรงจ้องอัศวินหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า ทอดพระเนตรเห็นการแต่งกาย ที่ชุดเกราะสีเงินนั้นมีตรารูปเหยี่ยวอยู่กลางโล่สีเขียว และสวมผ้าคลุมสีเขียว พร้อมกับใบหน้าของชายหนุ่มที่นานๆจะพบสักครั้งหนึ่ง ในที่สุดพระราชาจึงตรัสออกมา“เซอร์ฮอว์ค! กองทัพที่แนวหน้านั้นเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว เหลือชาวบ้านที่บาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนเสียหายที่เราต้องไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จงจำไว้ว่าการช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนนั้นสำคัญที่สุด ทุกคนไปทำงานได้แล้ว!” พระราชารับสั่งเสร็จก็เสด็จจากไปด้วยสีพระพักตร์เคร่งเครียดกว่าเดิม“พะยะค่ะฝ่าบาท!” ทหารทุกนายตอบรับคำสั่งพระราชา แต่เซอร์ฮอว์คยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นเดิม นั่นทำให้อัศวินที่ยืนอยู่ด้านข้างต้องเดินเข้ามาหา“เซอร์ฮอว์ค เซอร์ฮอว์ค เซอร์สกายลาร์ ฮอว์ค” อัศวินวัยกลางคนผมสีดำเรียกชายหนุ่ม“อ้ะ! ข้าขออภัยท่านเซอร์ฟราย ข้าไม่ทันได้ฟัง” สกายลาร์ตอบกลับ“ต่อหน้าพระพักตร์ท่านไม่ควรเสียมารยาท ข้ารู้ว่าท่านอยากปกป้องชื่อเสียงของตระกูล แต่การไปดับไฟเพื่อช่วยชาวบ้านก็เป็นหน้าที่ของเราเช่นกัน รีบไปกันเถอะก่อนที่ความเสียหายจะมากไปกว่านี้” เซอร์ฟรายรีบตัดบท และเร่งรัดอัศวินหนุ่มทันที“ข้าก็เห็นด้วยกับเซอร์ฟรายนะเซอร์ฮอว์ค รีบไปเถอะ” บารอนม็อตกล่าวย้ำอีกครั้ง“ขอรับ” เซอร์ฮอว์คยังคงมีสีหน้ากังวลจากเรื่องอาการป่วยของบิดา แต่เขาก็ขึ้นควบม้านำเหล่าทหารไปปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หลังจากที่ได้รับการเตือนสติ ณ ร้านอาหารของหลงเฟย“ผมมาแล้วคุณแอน คุณเควิน” หลงเฟยวิ่งเข้าไปพร้อมตะโกนเรียกทั้งสองมาจากหน้าร้าน“นายท่านมาแล้ว! อาการของแวนแย่ลงมากเลยเจ้าค่ะ” สีหน้าของแอนผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยย่ำแย่อย่างยิ่ง“คุณทอรัสเข้าไปดูก่อนเถอะครับ” หลงเฟยรีบบอกให้นักบวชหนุ่มเดินนำเข้าไปก่อน ซึ่งตอนนี้แวนถูกย้ายมาไว้กลางห้องโถงในร้านแล้ว ทอรัสเดินนำเข้าไปตามด้วยคนอื่นๆ ภาพที่ทุกคนเห็นคือเด็กชายที่ถูกมัดแขนมัดขาติดกับเก้าอี้ และมีผ้ายัดปากเอาไว้ ซึ่งยังคงมีดวงตาที่เปล่งแสงสีแดง กับอาการดิ้นรนคลุ้มคลั่งอยู่พร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน โดยที่ด้านหลังมีเควินคอยจับเอาไว้ไม่ให้เด็กน้อยดิ้นจนเก้าอี้ล้มลงมา ภาพของแวนช่างน่าหดหู่ยิ่งนัก ไอรีนถึงกับน้ำตาไหลซึมออกมา โทมัสได้แต่ก้มหน้าไม่มองไปเบื้องหน้า วินเซนต์เข้าไปช่วยเควินจับตัวแวนไว้ให้แน่น ส่วนหลงเฟยนั้นจ้องมองเด็กหนุ่มตัวสั่น เขากัดฟันแนบแน่นภายในใจก็คิดโทษตัวเองที่ไร้ประโยชน์ช่วยอะไรใครไม่ได้เลย แต่ทอรัสนักบวชหนุ่มกับเงียบสงบ แล้วเข้าไปตรวจอาการของเด็กน้อย“ดวงตาแดงเรืองแสงรึ? น้ำตาไหลพราก กับแววตาอันเศร้าสร้อย แต่ร่างกายกลับคลุ้มคลั่งต้องการเพียงอาหาร ข้าไม่เคยเห็นอาการเช่นนี้ในผู้ที่ถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงมาก่อน” ทอรัสหน้าเครียดขึ้นมาทันที อาการของแวนเหมือนผีเข้า แต่ก็ไม่เหมือนสักทีเดียว“ท่านนักบวชได้โปรดช่วยลูกชายข้าด้วยเถอะ ข้ายอมแลกด้วยชีวิตของข้า ฮือ...ฮือ...” แอนผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยขอร้องต่อนักบวชหนุ่ม แล้วก็ร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง“ได้โปรดสงบสติอารมณ์ลงก่อนเถอะท่านน้า ข้าจะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีช่วยเหลือลูกชายท่านเอง” ทอรัสปลอบใจหญิงสาววัยกลางคน พร้อมกับหยิบอุปกรณ์ออกมาจากกระเป๋า นักบวชหนุ่มนำขวดแก้วบรรจุน้ำที่ตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงามออกมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับเทียน หนังสือ สมุนไพร และเครื่องรางสีทอง“เอาล่ะ ขั้นตอนแรกข้าจะรักษาบาดแผลของเขาก่อนด้วยเวทย์มนต์ศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นจึงจะทำพิธีขับไล่วิญญาณร้าย” ทอรัสบอกกับทุกคน จากนั้นก็กางฝ่ามือออกไปทางแวนผู้ถูกผีเข้าสิง“ฮีล!” เพียงเปล่งเสียงออกมาคำเดียวแสงสว่างสีขาวปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือของนักบวชหนุ่ม ต่อมาแสงอันอบอุ่นนั้นก็พุ่งแผ่ไปทั่วร่างของเด็กน้อย“ย้าก...ย้าก...” หลังจากได้รับเวทย์มนต์รักษาเข้าไปเด็กน้อยก็คลุ้มคลั่งอีกครั้ง แต่คราวนี้พละกำลังกลับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แวนกระโจนตัวออกจากการจับของวินเซนต์ และเควินได้ เป้าหมายที่เขาพุ่งออกไปคือห้องครัว แต่...“โครม!” แวนที่ถูกจับมัดไว้กับเก้าอี้จึงล้มลงไปทั้งอย่างนั้น แต่ตัวของเด็กน้อยก็พยายามคืบคลานไปเรื่อยๆไม่มีหยุด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ตอกย้ำจิตใจของผู้พบเห็นยิ่งนัก ทุกคนต่างตกตะลึงไม่มีใครคาดคิดว่าผีร้ายเมื่อถูกพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไปกลับมีกำลังมากขึ้นมาได้ แต่ทอรัสที่ได้สติก่อนรีบทำพิธีขับไล่วิญญาณ เขาเปิดหนังสือหน้าที่คั่นไว้ และคว้าเอาขวดแก้วขึ้นมาเปิดฝาราดลงไปบนตัวของแวนที่นอนอยู่บนพื้นพร้อมกับร่ายคาถา“ในนามแห่งมหาเทพีผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่ง ตัวข้าผู้อุทิศตนถวายแด่ท่านผู้เมตตาต่อสรรพชีวิต โปรดประทานพลังอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ข้า เพื่อสรรสร้างอาคมบริสุทธิ์ชำระล้างวิญญาณร้าย สลายร่างลงสู่อเวจี เพียวรีฟาย!!!” แสงสว่างสีทองปรากฏทั่วร่างของนักบวชทอรัส และเขาได้ส่งพลังผ่านฝ่ามือไปยังร่างที่เปียกชุ่มด้วยน้ำมนต์ของเด็กน้อย ทำให้ร่างของแวนนั้นอาบท่วมไปด้วยแสงสีทองอร่าม สำหรับหลงเฟยแล้ว ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นเวทย์มนต์ที่อลังการที่สุดตั้งแต่มายังโลก Magic แห่งนี้ สมกับที่เป็นดินแดนแห่งเวทย์มนต์ แต่...“คุณทอรัส! ทำไมแวนยังพยายามคลานไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมร่างกายยังไม่ตอบสนองกับเวทย์อะไรนั่นเลย” หลงเฟยกล่าวถามออกมาด้วยความงงแบบสุดๆ“ทอรัส...ทอรัสเจ้าเป็นอะไรไป?” โทมัสเข้ามาดูพี่ชายของเขา“ข้าไม่เป็นอะไร ข้าแค่ไม่เข้าใจทำไมเวทย์ชำระล้างถึงไม่ได้ผล” ทอรัสสีหน้าเครียดอย่างยิ่ง“ถ้าเช่นนั้นให้ข้าได้ลองดูหน่อยเถิด” ไอรีนที่ยืนดูเงียบๆมานานกล่าวขึ้น