ในตอนนั้นเอง ณ ประตูหย่งอันตรงส่วนนอกสุดของพระราชวังชูอวิ๋นหน่วยองครักษ์สิบหกคนที่เพิ่งผลัดเวรกันมายืนตรงเฝ้ายามอยู่ ณ สองฟากฝั่งของประตูพร้อมกับทวนยาวในมือ
หัวหน้าหน่วยย่อยของหน่วยนี้มีชื่อว่า ซูเฮ่า เป็นจอมยุทธ์ระดับเซียนเทียนขั้นกลางยามปกติแล้วเขาเป็นผู้ที่ค่อนข้างใส่ใจเหล่าผู้อยู่ใต้บังคับบญชาของเขาเป็นอย่างมาก
ถึงแม้ว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์จะไม่ได้หวาดกลัวความหนาวเย็นกันก็ตามแต่ซูเฮ่าก็ยังคงกล่าวคำพูดปลุกใจให้เหล่าพี่น้องร่วมหน่วยในค่ำคืนอันมืดมิดนี้
“เห่ลาพี่น้องทั้งหลายตอนนี้องค์จักรพรรดิของเรากำลังจัดงานเลี้ยงอยู่พวกเราต้องตั้งใจเฝ้ารักษาที่นี่ให้ดี หลังจากผลัดเวรรอบนี้แล้ว เดี๋ยวข้าจะพาพวกเจ้าไปกินเนื้อแกะที่ถนนทิศเหนือเอง!”
“ยอดไปเลยพี่ซู!!”
เหล่าทหารองครักษ์ต่างก็แย้มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
ถึงแม้ว่าทั้งชีวิตนี้พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติของความหรูหราของงานราตรีที่กำลังจัดขึ้นอยู่ก็เลยตามแต่ความภักดีที่เขามีต่อองค์จักรพรรดิและอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจ
แต่ทันใดนั้นเอง
อยู่ๆ ก็มีลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านพวกเขาไปอย่างกะทันหันจนซูเฮ่าต้องยกมือขึ้นมาลูบบริเวณคอ
หืม?
ลางสังหรณ์อันเฉียบคมของจอมยุทธ์กระตุ้นให้เขาหันหลังกลับไปมองยังบริเวณปลายสุดของถนนที่เชื่อมกับประตูหย่งอันนี้พอลองเพ่งตามองดูดีๆ แล้ว ก็เห็นกลุ่มคนนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนคนประมาณหลายสิบคนพวกเขากำลังค่อยๆ ขยับเดินเข้ามาทางนี้พร้อมกับรถม้าอีกหนึ่งคัน
ดึกขนาดนี้แล้ว ยังมีคนตั้งขบวนใหญ่ขนาดนี้เพื่ออะไร?
แต่ในเสี้ยวพริบตาที่เขากำลังนึกสงสัยอยู่นั่นเองซูเฮ่าก็มองเห็นว่าภายในกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นพลันมีประกายแสงหลายสายที่ดูคล้ายกับดวงดาวอันเยือกเย็นปรากฏขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ายามรัตติกาล
แย่แล้ว!!
“ข้าศึกบุก!!”
ซูเฮ่าพลันตะโกนส่งเสียงขึ้นด้วยความตกใจ
แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
ในจังหวะที่เขากำลังจะหันหลังกลับไปนั่นเองเงาร่างสีดำสายหนึ่งที่ยืนรออยู่บนประตูหย่งอันนี่อยู่ก่อนแล้วก็กระโดดลงมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ฉัวะ
ประกายดาบสีโลหิตสว่างจ้าจนทำให้ศัตรูลืมตาแทบไม่ขึ้นความรวดเร็วนั่นมันเกินกว่าที่ซู่เฮ่าจะสามารถจินตนาการถึงได้
เพียงดาบเดียว
ตั้งแต่ช่วงลำคอของซูเฮ่ายาวจนมาถึงช่วงท้องน้อยของเขาพลันถูกกรีดเป็นรอยเลือดยาวเหยียดสายหนึ่งจากนั้นก็มีโลหิตจำนวนแผดพุ่งกระจายขึ้นฟ้า
“พี่ซู!!”
ซูเฮ่ามองเห็นเหล่าพี่น้องของตัวเองอีกสิบห้าคนกำลังจะอ้าปากเรียกชื่อของตนแต่ช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง สิบคนในนั้นพลันถูกประกายแสงเมื่อครู่พุ่งทะลุลำคอจนเป็นรูโหว่
ส่วนพี่น้องอีกห้าคนที่เหลือก็ถูกคมดาบอันน่ากลัวสายหนึ่งฟาดฟันเข้าใส่ลำคอจนขาดออกจากกัน
อัก...อัก...
ซูเฮ่าได้ยินเสียงพูดเฮือกสุดท้ายของเหล่าพี่น้องที่กำลังจะตายอย่างไม่เต็มใจว่า
“ป...ปก...ป้อง...จักรพรรดิ...”
นักรบผู้ซื่อสัตย์เหล่านั้น แม้ตอนตายก็ยังหวังจะส่งเสียงแจ้งเตือนให้เหล่าผู้คนในพระราชวังรับรู้
แต่น่าเสียดาย...ศัตรูที่มานั้นแข็งแกร่งเกินไป ทั้งยังลงมืออำมหิตสุดขีด
ก่อนตายซูเฮ่าคิดจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายเพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนแต่น่าเสียดายที่บนหัวของเขามีดาบยาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดฟาดฟันสายใยชีวิตของเขาจนขาดสะบั้นดับสิ้นไป
คมดาบถูกสะบัด หัวคนขาดสะบั้น
ไม่ถึงสิบวินาที ทหารองครักษ์ของราชวงศ์หน่วยย่อยหนึ่งหน่วยก็ถูกสังหารทิ้งจนหมดสิ้นกลายเป็นเพียงซากศพกองหนึ่งเท่านั้นขนาดพวกเขาที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนเทียนแล้วยังไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะส่งเสียงออกมาก่อนตายเลยสักแอะเดียว
ตุบตุบตุบตุบ
เสียงรถม้าอันน่าสะพรึงกลัวของกลุ่มคนที่น่ากลัวราวกับเทพแห่งความตายก็เดินมาถึงตรงหน้าประตูแล้ว
คนกลุ่มนี้มีจำนวนทั้งหมดประมาณห้าพันกว่าคน แต่ที่น่ากลัวคือมีอยู่ห้าสิบกว่าคนที่มีพลังรบระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแต่ละคนล้วนมีความสามารถระดับที่เทียบเท่าเหล่ายอดฝีมือระดับหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของอาณาจักรชูอวิ๋นเลยทีเดียว
และมีอีกสองคนในนั้น ที่มีบรรยากาศที่กดดันหนักอึ้งดุจขุนเขาแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ทำเอาคนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมอง
มีเพียงคนเดียวที่ดูอ่อนแอตอนนี้เขากำลังเปิดม่านของรถม้าออกด้วยความนอบน้อมพร้อมกับรายงานสถานการณ์ให้คนในรถฟังอย่างนอบน้อมอีกเช่นกันว่า
“ท่านประมุขซ่างกวันประตูทางเข้าถูกจัดการเรียบร้อย สามารถเข้าไปด้านในได้แล้ว”
ท่อนขาอันทรงพลังคู่หนึ่งพลันเหยียบย่ำลงไปบนพื้นพริบตานั้นเอง ก็ราวกับมีทะเลลาวาสีเลือดอันมหาศาลพุ่งทะลักออกมาจากด้านในรถม้า
เจ้าของท่อนขานี้ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปทางประตูของพระราชวังระหว่างทางที่กำลังเดินมานั้น เหล่ายอดฝีมือที่อยู่ด้านหลังเขา ก็นำศพของเหล่าทหารองครักษ์เก็บเข้าไปในถุงฟ้าดินและมีอีกหลายคนที่เเต่งตัวเลียนแบบเหล่าทหารองครักษ์แล้วยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วย
พวกเขาเตรียมตัวมาพร้อมทุกอย่าง
ซึ่งคนที่เพิ่งกล่าวรายงานด้วยท่าทางนอบน้อมนั้นก็พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ข้าน้อยรู้จักเส้นทางลาดตระเวนของเหล่าองครักษ์ของราชวงศ์เป็นอย่างดีพวกเราสามารถเข้าไปด้านในได้ง่าย โดยที่ไม่มีทางตกเป็นจุดสนใจเลย....”
คนกลุ่มนี้ ก็เดินเข้าไปทางพระตำหนักกันแบบตรงๆ ไม่เกรงกลัวสิ่งใดเล
ภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าไปทางงานราตรีที่กำลังจัดขึ้นในพระตำหนักยงเหอแล้ว
..................................
ภายในพระตำหนักยงเหอ
แสงไฟอันรุ่งโรจน์
ครั้งนี้ทางราชสำนักนั้นจัดงานเลี้ยงให้ตระกูลเวินและหลินหยางด้วยรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในห้องโถงใหญ่ของพระตำหนักยงเหอนั้น หลินเวยที่เป็นตัวแทนของราชำนักนั้นได้นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะทางฝั่งทิศตะวันออก ส่วนเวินติ่งเทียนนั้นนั่งอยู่ตรงหัวฝั่งทิศตะวันตกซึ่งยังไม่เคยมีใครได้นั่งในตำแหน่งที่สูงส่งขนาดนี้มาก่อนเลย
เฉินเฉาเกอที่เป็นองค์ชายลำดับที่เก้านั้นถูกจัดให้นั่งอยู่ตรงที่นั่งลำดับที่สองของฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่นั่งตำแหน่งเดียวกันกับหลินหยางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเลย
ตอนที่ทั้งสองคนกำลังนั่งลงไปนั้นสายตาของทั้งสองก็จับจ้องไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หลินหยางมองเห็นดวงตาอันมืดมนหม่นหมองของเฉินเฉาเกออีกครั้งดูคล้ายกับแววตาของหมาป่าอันโหดเหี้ยมที่กำลังหิวโหย กำลังจับจ้องมองเหยื่ออยู่
เฉินเฉาเกอกำลังยิ้มเยาะอย่างเหี้ยมเกรียมในใจ
อีกอึดใจเดียวเท่านั้น เขาก็สามารถลงมือสะบั้นคอของหลินอี้ด้วยตัวเองเพื่อล้างแค้นให้ผู้เป็นบิดาได้แล้ว
แต่หลินหยางเหมือนกับว่าจะไม่รู้สึกตัวถึงเรื่องนั้นเลยสักนิด
เขาในตอนนี้ดูสุขุมลุ่มลึกราวกับพระรูปหนึ่ง ดวงตาเปิดกว้าง มองไปที่โต๊ะตรงหน้าของตัวเองเฉยๆโดยที่ไม่ได้รู้สึกถึงแววตาอาฆาตแค้นของเฉินเฉาเกอเลย
เฉินเฉาเกอพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกอย่างเย็นชาทีหนึ่งภายในใจกำลังเยาะเย้ยหลินอี้
ความตายมารออยู่ตรงหน้าแล้วยังไม่รู้ตัวอีก
ที่เขามั่นใจขนาดนี้นั้นก็เพราะ กำลังพลของฝ่ายเขาในคืนนี้นั้นมันมากพอที่จะบดขยี้คนทั้งหมดในนี้ให้ดับสูญได้อย่างง่ายดาย
ตอนนี้แค่ต้องรอให้แผนการใหญ่ที่พวกเขาเตรียมการมาเป็นเวลานานนั่นเปิดฉากขึ้นก็เท่านั้นเอง
พอคนทั้งหมดนั่งประจำที่แล้ว หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงสรรเสริญดังขึ้นอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็มีเสียงประกาศดังขึ้นว่า “องค์จักรพรรดิเสด็จแล้ว!”
คนทั้งหมดพลันลุกขึ้นยืน จากนั้นก็แสดงความเคารพออกมา
ด้านหลังห้องโถงก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาผู้ที่เดินนำอยู่ก็คือจักรพรรดิองค์ปัจจุบันของราชวงศ์ชูอวิ๋น หลินเฮ่ายวน
หลินเฮ่ายวน ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเซียนราชัน
ตระกูลหลินของพวกเขานั้นได้ก่อตั้งอาณาจักรชูอวิ๋นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีก่อนได้มีการสืบทอดมาถึงรุ่นที่สิบแล้วซึ่งยุคของหลินเฮ่ายวนนั้นเป็นยุคที่รุ่งโรจน์สุดขีดถ้าไม่ใช่เพราะขีดจำกัดด้านทรัพยากรแล้วละก็เกรงว่าอาณาจักรชูอวิ๋นในตอนนี้อาจจะมีสิทธิถูกยกระดับเป็นราชอาณาจักรแล้วก็เป็นได้
ความนิยมของประชาชนที่มีต่อหลินเฮ่ายวนก็ค่อนข้างดี
อาณาจักรชูอวิ๋นได้มีการลดภาษีลงมาต่อเนื่องสามปีแล้วความเป็นอยู่และหน้าที่การงานของเหล่าประชาชนก็เป็นไปได้ด้วยดีดังนั้นเหล่าประชาชนจึงรักใคร่และพร้อมที่จะปกป้องราชวงศ์แห่งตระกูลหลินจากใจจริงไม่อย่างนั้นการกลับมาขององค์ชายเก้าเมื่อครั้งนั้นคงไม่เป็นที่สนใจของเหล่าประชาชนมากขนาดนั้นหรอก
ในที่สุดหลินหยางก็มีโอกาสได้พบกับยอดราชันผู้ครองใจเหล่าประชาชนจำนวนมากนี่แล้วจักรพรรดิผู้ที่มีฝีมือโดดเด่นมากสุดในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรชูอวิ๋นขณะเดียวกันก็เป็นบิดาผู้ที่ทอดทิ้งตัวเขาและมารดาของเขาไป
พอลองสังเกตดูดีๆ แล้วใบหน้าของหลินเฮ่ายวนและหลินหยางนั้นคล้ายกันหลายส่วนถึงแม้เขาจะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ก็ยังคงสามารมองเห็นถึงความองอาจและน่าเกรงขามจากตัวเขาได้อยู่
นี่สินะหลินเฮ่ายวน
แต่ว่ามันแปลกๆ?
หลินหยางเงยหน้าขึ้นมามองผู้เป็นบิดาของตัวเองก็พบจุดที่ผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว
ตอนที่เขาใช้วิชาเนตรเพลิงสุพรรณตรวจสอบระดับความสามารคของหลินเฮ่ายวนอยู่นั้นเขากลับไม่สามารถมองเห็นถึงเศษเสี้ยวของพลังฟ้าดินได้เลยสักนิด
พ่อของข้าเป็นคนธรรมดาหรือ?
จะเป็นไปได้อย่างไร?
หลินหยางตรวจสอบหลินเฮ่ายวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็ยังไม่พบร่องรอยของพลังฟ้าดินในร่างกายเลยแม้แต่ส่วนเดียวอยู่ดีนี่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
คนธรรมดาๆ คนหนึ่งสามารถปกครองอาณาจักรอันแข็งแกร่งได้ด้วยสติปัญญาเพียงอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ?
นี่มันไม่น่าเชื่อเหลือเกิน
หลินเฮ่ายวนเดินไปยังเก้าอี้ราชันที่อยู่บนแท่นสูงในห้องโถงนี้ดูท่าทางเขาจะไม่รู้สึกตัวถึงสายตาของหลินหยาง เพียงยิ้มออกมาเบาๆ พร้อมกับโบกมือแล้วกล่าวว่า“ทุกคนเงยหน้าได้ นั่งลงก่อนเถอะ”
“ขอบพระคุณ!” ผู้คนพากันนั่งลงบนโต๊ะ
หลินเฮ่ายวนกล่าวเปิดงานก่อนครู่หนึ่ง เนื้อหาที่พูดถึงก็คือการกล่าวขอบคุณทุกคนที่ทำงานอย่างยากลำบากอาณาจักรชูอวิ๋นต้องการพลังของประชาชนทุกคนในการทำให้เจริญรุ่งโรจน์ขึ้น
พอเขากล่าวจบก็ดึงหัวข้อมาที่เรื่องของตัวเอกหลักในงานวันนี้อย่างหลินหยางทันที “แน่นอนว่า การที่อาณาจักรชูอวิ๋นของเราจะพัฒนาได้นั้นนอกจากจะต้องพึ่งพาทุกท่านที่ทำงานอย่างยากลำบากแล้วเรายังต้องการเหล่าคนรุ่นใหม่ไฟแรงให้มาเข้าร่วมทำงานกับพวกเราด้วยเมื่อหนึ่งเดือนก่อนพวกเราได้ทำการมอบรางวัลให้แก่ประมุขเวินและตระกูลเวินของเขาเนื่องจากการที่พวกเขาสามารถสร้างคุณงามความดีด้านการช่างให้กับพวกเราไปแล้ววันนี้พวกเราจะมอบรางวัลให้กับวีรบุรุษผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้อย่างแท้จริงคนๆ นั้นก็คือ หลินอี้ ผู้อาวุโสหลิน!!”
แปะๆๆ
เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วพระตำหนัก
คุณงามความดีที่หลินหยางมอบให้กับอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นค่อนข้างจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากคนที่อยู่ในงานตอนนี้ต่างก็ลุ้นกันว่ารางวัลที่จะมอบให้กับหลินหยางนั้นจะมีค่ามากแค่ไหน
แน่นอนว่ายกเว้นเฉินเฉาเกอคนเดียว
ไอ้หมอนี่มันปรบมือโดยไม่ได้ยิ้มออกมาสักนิดสายตาของมันยังคอยจับจ้องไปทางประตูใหญ่เป็นพักๆ อีกด้วย ราวกับว่ากำลังรออะไรบางอยู่
“มาๆ หลินอี้ ข้าขอคารวะเจ้าสักจอกถ้าหากอาณาจักรชูอวิ๋นเรามียอดคนแบบเจ้าอยู่อีกหลายคนละก็อาณาจักรเราคงรุ่งโรจน์เป็นหนึ่งในใต้หล้าได้อย่างไม่น่าแปลกใจแน่นอน!”
หลินเฮ่ายวนเปิดฉากเริ่มงานราตรีครั้งนี้ขึ้นอย่างเป็นทางการ
เขายกจอกเหล้าในมือขึ้น จากนั้นก็ยื่นไปทางหลินหยางหลินหยางเองก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับใช้สองมือยกจากเหล้าของตนขึ้นคารวะหลินเฮ่ายวนตอบ
“ขอบพระคุณองค์จักรพรรดิ”
ในที่สุด สองพ่อลูกตระกูลหลินก็ได้สบตากันเสียที
ราวกับเวลาได้หยุดนิ่งลงไป
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ในตอนที่หลินหยางสบตากับหลินเฮ่ายวนนั้นภายในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่มันซับซ้อนขึ้น
เขาไม่เคยได้เจอพ่อของตัวเองเลยสักครั้ง
เขาย่อมต้องโหยหาความรักของผู้เป็นบิดาออยู่แล้ว
แต่เขาก็ไม่อาจละทิ้งความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อชายผู้ละทิ้งลูกเมียคนนี้ไปได้
ตอนนี้เขาอยากขึ้นไปบนแท่นสูงนั่นเพื่อตะโกนถามกับผู้ชายคนนั้นดังๆ ว่า
ทำไมท่านถึงทิ้งข้ากับแม่ไปเล่า?
ทำไมท่านถึงได้ตาถั่วถึงขนาดแยกเจ้าชายตัวปลอมแบบนั้นไม่ออกกันเล่า?
ท่าน...ท่าน...
ถึงแม้ว่าหลินหยางจะมีทั้งความทรงจำและประสบการณ์ของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วอยู่ก็ตามแต่พอเขาได้เจอกับหลินเฮ่ายวนเป็นครั้งแรกแล้วความผูกพันทางสายเลือดนั่นก็ยังคงทำให้เขาเกิดความรู้สึกสับสนขึ้นอยู่ดี
“ฮ่าฮ่า หลินอี้ มา เรามาดื่มจอกนี้กัน”
บนเก้าอี้ราชันนั่น หลินเฮ่ายวนแย้มยิ้มอย่างมีความสุขไม่มีใครดูออกเลยว่าเบื้องหลังของรอยยิ้มนี้มีมีความรู้สึกอะไรบ้าง
อึกอึก
ทั้งสองดื่มเหล้าในจอกของตัวเองลงไปอึกใหญ่
พอดื่มจอกนี้หมด เขาก็เติมอีกสองจอกจอกที่สองนั้นเพื่อคารวะตระกูลเวินทั้งหมด จอกที่สามเพื่อคารวะเหล่าขุนนางทั้งหมด
หลังดื่มหมดทั้งสามจอก ก็เป็นการเปิดงานราตรีขึ้นอย่างแท้จริง
บรรยากาศภายในงานนั้นเร่าร้อนดุจเปลวเพลิงที่ลุกโหม
แต่อยู่ๆ ก็มีน้ำเสียงอันเย็นเยือกดังขึ้นภายในห้องโถงพลันเงียบลงทันทีราวกับโดนเอาน้ำเย็นเข้าสาด
“ภัยพิบัติของอาณาจักรมาประชิดตัวขนาดนี้แล้ว แต่ท่านพี่ก็ยังกินดื่มอย่างสุขสำราญอยู่ที่นี่อีกรึ!”