ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 88 สถานการณ์เปลี่ยนแปลง

            ในตอนนั้นเอง ณ ประตูหย่งอันตรงส่วนนอกสุดของพระราชวังชูอวิ๋นหน่วยองครักษ์สิบหกคนที่เพิ่งผลัดเวรกันมายืนตรงเฝ้ายามอยู่ ณ สองฟากฝั่งของประตูพร้อมกับทวนยาวในมือ

            หัวหน้าหน่วยย่อยของหน่วยนี้มีชื่อว่า ซูเฮ่า เป็นจอมยุทธ์ระดับเซียนเทียนขั้นกลางยามปกติแล้วเขาเป็นผู้ที่ค่อนข้างใส่ใจเหล่าผู้อยู่ใต้บังคับบญชาของเขาเป็นอย่างมาก

            ถึงแม้ว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์จะไม่ได้หวาดกลัวความหนาวเย็นกันก็ตามแต่ซูเฮ่าก็ยังคงกล่าวคำพูดปลุกใจให้เหล่าพี่น้องร่วมหน่วยในค่ำคืนอันมืดมิดนี้

            “เห่ลาพี่น้องทั้งหลายตอนนี้องค์จักรพรรดิของเรากำลังจัดงานเลี้ยงอยู่พวกเราต้องตั้งใจเฝ้ารักษาที่นี่ให้ดี หลังจากผลัดเวรรอบนี้แล้ว เดี๋ยวข้าจะพาพวกเจ้าไปกินเนื้อแกะที่ถนนทิศเหนือเอง!”

            “ยอดไปเลยพี่ซู!!”

            เหล่าทหารองครักษ์ต่างก็แย้มยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

            ถึงแม้ว่าทั้งชีวิตนี้พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติของความหรูหราของงานราตรีที่กำลังจัดขึ้นอยู่ก็เลยตามแต่ความภักดีที่เขามีต่อองค์จักรพรรดิและอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้มันก็มากพอแล้วที่จะทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจ

            แต่ทันใดนั้นเอง

            อยู่ๆ ก็มีลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านพวกเขาไปอย่างกะทันหันจนซูเฮ่าต้องยกมือขึ้นมาลูบบริเวณคอ

            หืม?

            ลางสังหรณ์อันเฉียบคมของจอมยุทธ์กระตุ้นให้เขาหันหลังกลับไปมองยังบริเวณปลายสุดของถนนที่เชื่อมกับประตูหย่งอันนี้พอลองเพ่งตามองดูดีๆ แล้ว ก็เห็นกลุ่มคนนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนคนประมาณหลายสิบคนพวกเขากำลังค่อยๆ ขยับเดินเข้ามาทางนี้พร้อมกับรถม้าอีกหนึ่งคัน

            ดึกขนาดนี้แล้ว ยังมีคนตั้งขบวนใหญ่ขนาดนี้เพื่ออะไร?

            แต่ในเสี้ยวพริบตาที่เขากำลังนึกสงสัยอยู่นั่นเองซูเฮ่าก็มองเห็นว่าภายในกลุ่มคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่นพลันมีประกายแสงหลายสายที่ดูคล้ายกับดวงดาวอันเยือกเย็นปรากฏขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ายามรัตติกาล

            แย่แล้ว!!

            “ข้าศึกบุก!!”

            ซูเฮ่าพลันตะโกนส่งเสียงขึ้นด้วยความตกใจ

            แต่มันก็สายเกินไปแล้ว

            ในจังหวะที่เขากำลังจะหันหลังกลับไปนั่นเองเงาร่างสีดำสายหนึ่งที่ยืนรออยู่บนประตูหย่งอันนี่อยู่ก่อนแล้วก็กระโดดลงมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด

            ฉัวะ

            ประกายดาบสีโลหิตสว่างจ้าจนทำให้ศัตรูลืมตาแทบไม่ขึ้นความรวดเร็วนั่นมันเกินกว่าที่ซู่เฮ่าจะสามารถจินตนาการถึงได้

            เพียงดาบเดียว

            ตั้งแต่ช่วงลำคอของซูเฮ่ายาวจนมาถึงช่วงท้องน้อยของเขาพลันถูกกรีดเป็นรอยเลือดยาวเหยียดสายหนึ่งจากนั้นก็มีโลหิตจำนวนแผดพุ่งกระจายขึ้นฟ้า

            “พี่ซู!!”

            ซูเฮ่ามองเห็นเหล่าพี่น้องของตัวเองอีกสิบห้าคนกำลังจะอ้าปากเรียกชื่อของตนแต่ช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง สิบคนในนั้นพลันถูกประกายแสงเมื่อครู่พุ่งทะลุลำคอจนเป็นรูโหว่

            ส่วนพี่น้องอีกห้าคนที่เหลือก็ถูกคมดาบอันน่ากลัวสายหนึ่งฟาดฟันเข้าใส่ลำคอจนขาดออกจากกัน

            อัก...อัก...

            ซูเฮ่าได้ยินเสียงพูดเฮือกสุดท้ายของเหล่าพี่น้องที่กำลังจะตายอย่างไม่เต็มใจว่า

            “ป...ปก...ป้อง...จักรพรรดิ...”

            นักรบผู้ซื่อสัตย์เหล่านั้น แม้ตอนตายก็ยังหวังจะส่งเสียงแจ้งเตือนให้เหล่าผู้คนในพระราชวังรับรู้

            แต่น่าเสียดาย...ศัตรูที่มานั้นแข็งแกร่งเกินไป ทั้งยังลงมืออำมหิตสุดขีด

            ก่อนตายซูเฮ่าคิดจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายเพื่อส่งสัญญาณแจ้งเตือนแต่น่าเสียดายที่บนหัวของเขามีดาบยาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดฟาดฟันสายใยชีวิตของเขาจนขาดสะบั้นดับสิ้นไป

            คมดาบถูกสะบัด หัวคนขาดสะบั้น

            ไม่ถึงสิบวินาที ทหารองครักษ์ของราชวงศ์หน่วยย่อยหนึ่งหน่วยก็ถูกสังหารทิ้งจนหมดสิ้นกลายเป็นเพียงซากศพกองหนึ่งเท่านั้นขนาดพวกเขาที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนเทียนแล้วยังไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะส่งเสียงออกมาก่อนตายเลยสักแอะเดียว

            ตุบตุบตุบตุบ

            เสียงรถม้าอันน่าสะพรึงกลัวของกลุ่มคนที่น่ากลัวราวกับเทพแห่งความตายก็เดินมาถึงตรงหน้าประตูแล้ว

            คนกลุ่มนี้มีจำนวนทั้งหมดประมาณห้าพันกว่าคน แต่ที่น่ากลัวคือมีอยู่ห้าสิบกว่าคนที่มีพลังรบระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแต่ละคนล้วนมีความสามารถระดับที่เทียบเท่าเหล่ายอดฝีมือระดับหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของอาณาจักรชูอวิ๋นเลยทีเดียว

            และมีอีกสองคนในนั้น ที่มีบรรยากาศที่กดดันหนักอึ้งดุจขุนเขาแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ทำเอาคนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมอง

            มีเพียงคนเดียวที่ดูอ่อนแอตอนนี้เขากำลังเปิดม่านของรถม้าออกด้วยความนอบน้อมพร้อมกับรายงานสถานการณ์ให้คนในรถฟังอย่างนอบน้อมอีกเช่นกันว่า

            “ท่านประมุขซ่างกวันประตูทางเข้าถูกจัดการเรียบร้อย สามารถเข้าไปด้านในได้แล้ว”

            ท่อนขาอันทรงพลังคู่หนึ่งพลันเหยียบย่ำลงไปบนพื้นพริบตานั้นเอง ก็ราวกับมีทะเลลาวาสีเลือดอันมหาศาลพุ่งทะลักออกมาจากด้านในรถม้า

            เจ้าของท่อนขานี้ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปทางประตูของพระราชวังระหว่างทางที่กำลังเดินมานั้น เหล่ายอดฝีมือที่อยู่ด้านหลังเขา ก็นำศพของเหล่าทหารองครักษ์เก็บเข้าไปในถุงฟ้าดินและมีอีกหลายคนที่เเต่งตัวเลียนแบบเหล่าทหารองครักษ์แล้วยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วย

            พวกเขาเตรียมตัวมาพร้อมทุกอย่าง

            ซึ่งคนที่เพิ่งกล่าวรายงานด้วยท่าทางนอบน้อมนั้นก็พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ข้าน้อยรู้จักเส้นทางลาดตระเวนของเหล่าองครักษ์ของราชวงศ์เป็นอย่างดีพวกเราสามารถเข้าไปด้านในได้ง่าย โดยที่ไม่มีทางตกเป็นจุดสนใจเลย....”

            คนกลุ่มนี้ ก็เดินเข้าไปทางพระตำหนักกันแบบตรงๆ ไม่เกรงกลัวสิ่งใดเล

            ภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าไปทางงานราตรีที่กำลังจัดขึ้นในพระตำหนักยงเหอแล้ว

            ..................................

            ภายในพระตำหนักยงเหอ

            แสงไฟอันรุ่งโรจน์

            ครั้งนี้ทางราชสำนักนั้นจัดงานเลี้ยงให้ตระกูลเวินและหลินหยางด้วยรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในห้องโถงใหญ่ของพระตำหนักยงเหอนั้น หลินเวยที่เป็นตัวแทนของราชำนักนั้นได้นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะทางฝั่งทิศตะวันออก ส่วนเวินติ่งเทียนนั้นนั่งอยู่ตรงหัวฝั่งทิศตะวันตกซึ่งยังไม่เคยมีใครได้นั่งในตำแหน่งที่สูงส่งขนาดนี้มาก่อนเลย

            เฉินเฉาเกอที่เป็นองค์ชายลำดับที่เก้านั้นถูกจัดให้นั่งอยู่ตรงที่นั่งลำดับที่สองของฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่นั่งตำแหน่งเดียวกันกับหลินหยางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเลย

            ตอนที่ทั้งสองคนกำลังนั่งลงไปนั้นสายตาของทั้งสองก็จับจ้องไปที่อีกฝ่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

            หลินหยางมองเห็นดวงตาอันมืดมนหม่นหมองของเฉินเฉาเกออีกครั้งดูคล้ายกับแววตาของหมาป่าอันโหดเหี้ยมที่กำลังหิวโหย กำลังจับจ้องมองเหยื่ออยู่

            เฉินเฉาเกอกำลังยิ้มเยาะอย่างเหี้ยมเกรียมในใจ

            อีกอึดใจเดียวเท่านั้น เขาก็สามารถลงมือสะบั้นคอของหลินอี้ด้วยตัวเองเพื่อล้างแค้นให้ผู้เป็นบิดาได้แล้ว

            แต่หลินหยางเหมือนกับว่าจะไม่รู้สึกตัวถึงเรื่องนั้นเลยสักนิด

            เขาในตอนนี้ดูสุขุมลุ่มลึกราวกับพระรูปหนึ่ง ดวงตาเปิดกว้าง มองไปที่โต๊ะตรงหน้าของตัวเองเฉยๆโดยที่ไม่ได้รู้สึกถึงแววตาอาฆาตแค้นของเฉินเฉาเกอเลย

            เฉินเฉาเกอพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกอย่างเย็นชาทีหนึ่งภายในใจกำลังเยาะเย้ยหลินอี้

            ความตายมารออยู่ตรงหน้าแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

            ที่เขามั่นใจขนาดนี้นั้นก็เพราะ กำลังพลของฝ่ายเขาในคืนนี้นั้นมันมากพอที่จะบดขยี้คนทั้งหมดในนี้ให้ดับสูญได้อย่างง่ายดาย

            ตอนนี้แค่ต้องรอให้แผนการใหญ่ที่พวกเขาเตรียมการมาเป็นเวลานานนั่นเปิดฉากขึ้นก็เท่านั้นเอง

            พอคนทั้งหมดนั่งประจำที่แล้ว หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงสรรเสริญดังขึ้นอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็มีเสียงประกาศดังขึ้นว่า “องค์จักรพรรดิเสด็จแล้ว!”

            คนทั้งหมดพลันลุกขึ้นยืน จากนั้นก็แสดงความเคารพออกมา

            ด้านหลังห้องโถงก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาผู้ที่เดินนำอยู่ก็คือจักรพรรดิองค์ปัจจุบันของราชวงศ์ชูอวิ๋น หลินเฮ่ายวน

            หลินเฮ่ายวน ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเซียนราชัน

            ตระกูลหลินของพวกเขานั้นได้ก่อตั้งอาณาจักรชูอวิ๋นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีก่อนได้มีการสืบทอดมาถึงรุ่นที่สิบแล้วซึ่งยุคของหลินเฮ่ายวนนั้นเป็นยุคที่รุ่งโรจน์สุดขีดถ้าไม่ใช่เพราะขีดจำกัดด้านทรัพยากรแล้วละก็เกรงว่าอาณาจักรชูอวิ๋นในตอนนี้อาจจะมีสิทธิถูกยกระดับเป็นราชอาณาจักรแล้วก็เป็นได้

            ความนิยมของประชาชนที่มีต่อหลินเฮ่ายวนก็ค่อนข้างดี

            อาณาจักรชูอวิ๋นได้มีการลดภาษีลงมาต่อเนื่องสามปีแล้วความเป็นอยู่และหน้าที่การงานของเหล่าประชาชนก็เป็นไปได้ด้วยดีดังนั้นเหล่าประชาชนจึงรักใคร่และพร้อมที่จะปกป้องราชวงศ์แห่งตระกูลหลินจากใจจริงไม่อย่างนั้นการกลับมาขององค์ชายเก้าเมื่อครั้งนั้นคงไม่เป็นที่สนใจของเหล่าประชาชนมากขนาดนั้นหรอก

            ในที่สุดหลินหยางก็มีโอกาสได้พบกับยอดราชันผู้ครองใจเหล่าประชาชนจำนวนมากนี่แล้วจักรพรรดิผู้ที่มีฝีมือโดดเด่นมากสุดในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรชูอวิ๋นขณะเดียวกันก็เป็นบิดาผู้ที่ทอดทิ้งตัวเขาและมารดาของเขาไป

            พอลองสังเกตดูดีๆ แล้วใบหน้าของหลินเฮ่ายวนและหลินหยางนั้นคล้ายกันหลายส่วนถึงแม้เขาจะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ก็ยังคงสามารมองเห็นถึงความองอาจและน่าเกรงขามจากตัวเขาได้อยู่

            นี่สินะหลินเฮ่ายวน

            แต่ว่ามันแปลกๆ?

            หลินหยางเงยหน้าขึ้นมามองผู้เป็นบิดาของตัวเองก็พบจุดที่ผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว

            ตอนที่เขาใช้วิชาเนตรเพลิงสุพรรณตรวจสอบระดับความสามารคของหลินเฮ่ายวนอยู่นั้นเขากลับไม่สามารถมองเห็นถึงเศษเสี้ยวของพลังฟ้าดินได้เลยสักนิด

            พ่อของข้าเป็นคนธรรมดาหรือ?

            จะเป็นไปได้อย่างไร?

            หลินหยางตรวจสอบหลินเฮ่ายวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็ยังไม่พบร่องรอยของพลังฟ้าดินในร่างกายเลยแม้แต่ส่วนเดียวอยู่ดีนี่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

            คนธรรมดาๆ คนหนึ่งสามารถปกครองอาณาจักรอันแข็งแกร่งได้ด้วยสติปัญญาเพียงอย่างเดียวอย่างนั้นหรือ?

            นี่มันไม่น่าเชื่อเหลือเกิน

            หลินเฮ่ายวนเดินไปยังเก้าอี้ราชันที่อยู่บนแท่นสูงในห้องโถงนี้ดูท่าทางเขาจะไม่รู้สึกตัวถึงสายตาของหลินหยาง เพียงยิ้มออกมาเบาๆ พร้อมกับโบกมือแล้วกล่าวว่า“ทุกคนเงยหน้าได้ นั่งลงก่อนเถอะ”

            “ขอบพระคุณ!” ผู้คนพากันนั่งลงบนโต๊ะ

            หลินเฮ่ายวนกล่าวเปิดงานก่อนครู่หนึ่ง เนื้อหาที่พูดถึงก็คือการกล่าวขอบคุณทุกคนที่ทำงานอย่างยากลำบากอาณาจักรชูอวิ๋นต้องการพลังของประชาชนทุกคนในการทำให้เจริญรุ่งโรจน์ขึ้น

            พอเขากล่าวจบก็ดึงหัวข้อมาที่เรื่องของตัวเอกหลักในงานวันนี้อย่างหลินหยางทันที “แน่นอนว่า การที่อาณาจักรชูอวิ๋นของเราจะพัฒนาได้นั้นนอกจากจะต้องพึ่งพาทุกท่านที่ทำงานอย่างยากลำบากแล้วเรายังต้องการเหล่าคนรุ่นใหม่ไฟแรงให้มาเข้าร่วมทำงานกับพวกเราด้วยเมื่อหนึ่งเดือนก่อนพวกเราได้ทำการมอบรางวัลให้แก่ประมุขเวินและตระกูลเวินของเขาเนื่องจากการที่พวกเขาสามารถสร้างคุณงามความดีด้านการช่างให้กับพวกเราไปแล้ววันนี้พวกเราจะมอบรางวัลให้กับวีรบุรุษผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้อย่างแท้จริงคนๆ นั้นก็คือ หลินอี้ ผู้อาวุโสหลิน!!”

            แปะๆๆ

            เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วพระตำหนัก

            คุณงามความดีที่หลินหยางมอบให้กับอาณาจักรชูอวิ๋นนั้นค่อนข้างจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากคนที่อยู่ในงานตอนนี้ต่างก็ลุ้นกันว่ารางวัลที่จะมอบให้กับหลินหยางนั้นจะมีค่ามากแค่ไหน

            แน่นอนว่ายกเว้นเฉินเฉาเกอคนเดียว

            ไอ้หมอนี่มันปรบมือโดยไม่ได้ยิ้มออกมาสักนิดสายตาของมันยังคอยจับจ้องไปทางประตูใหญ่เป็นพักๆ อีกด้วย ราวกับว่ากำลังรออะไรบางอยู่

            “มาๆ หลินอี้ ข้าขอคารวะเจ้าสักจอกถ้าหากอาณาจักรชูอวิ๋นเรามียอดคนแบบเจ้าอยู่อีกหลายคนละก็อาณาจักรเราคงรุ่งโรจน์เป็นหนึ่งในใต้หล้าได้อย่างไม่น่าแปลกใจแน่นอน!”

            หลินเฮ่ายวนเปิดฉากเริ่มงานราตรีครั้งนี้ขึ้นอย่างเป็นทางการ

            เขายกจอกเหล้าในมือขึ้น จากนั้นก็ยื่นไปทางหลินหยางหลินหยางเองก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับใช้สองมือยกจากเหล้าของตนขึ้นคารวะหลินเฮ่ายวนตอบ

            “ขอบพระคุณองค์จักรพรรดิ”

            ในที่สุด สองพ่อลูกตระกูลหลินก็ได้สบตากันเสียที

            ราวกับเวลาได้หยุดนิ่งลงไป

            ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ในตอนที่หลินหยางสบตากับหลินเฮ่ายวนนั้นภายในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่มันซับซ้อนขึ้น

            เขาไม่เคยได้เจอพ่อของตัวเองเลยสักครั้ง

            เขาย่อมต้องโหยหาความรักของผู้เป็นบิดาออยู่แล้ว

            แต่เขาก็ไม่อาจละทิ้งความรู้สึกเกลียดชังที่มีต่อชายผู้ละทิ้งลูกเมียคนนี้ไปได้

            ตอนนี้เขาอยากขึ้นไปบนแท่นสูงนั่นเพื่อตะโกนถามกับผู้ชายคนนั้นดังๆ ว่า

            ทำไมท่านถึงทิ้งข้ากับแม่ไปเล่า?

            ทำไมท่านถึงได้ตาถั่วถึงขนาดแยกเจ้าชายตัวปลอมแบบนั้นไม่ออกกันเล่า?

            ท่าน...ท่าน...

            ถึงแม้ว่าหลินหยางจะมีทั้งความทรงจำและประสบการณ์ของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วอยู่ก็ตามแต่พอเขาได้เจอกับหลินเฮ่ายวนเป็นครั้งแรกแล้วความผูกพันทางสายเลือดนั่นก็ยังคงทำให้เขาเกิดความรู้สึกสับสนขึ้นอยู่ดี

            “ฮ่าฮ่า หลินอี้ มา เรามาดื่มจอกนี้กัน”

            บนเก้าอี้ราชันนั่น หลินเฮ่ายวนแย้มยิ้มอย่างมีความสุขไม่มีใครดูออกเลยว่าเบื้องหลังของรอยยิ้มนี้มีมีความรู้สึกอะไรบ้าง

            อึกอึก

            ทั้งสองดื่มเหล้าในจอกของตัวเองลงไปอึกใหญ่

            พอดื่มจอกนี้หมด เขาก็เติมอีกสองจอกจอกที่สองนั้นเพื่อคารวะตระกูลเวินทั้งหมด จอกที่สามเพื่อคารวะเหล่าขุนนางทั้งหมด

            หลังดื่มหมดทั้งสามจอก ก็เป็นการเปิดงานราตรีขึ้นอย่างแท้จริง

            บรรยากาศภายในงานนั้นเร่าร้อนดุจเปลวเพลิงที่ลุกโหม

            แต่อยู่ๆ ก็มีน้ำเสียงอันเย็นเยือกดังขึ้นภายในห้องโถงพลันเงียบลงทันทีราวกับโดนเอาน้ำเย็นเข้าสาด

            “ภัยพิบัติของอาณาจักรมาประชิดตัวขนาดนี้แล้ว แต่ท่านพี่ก็ยังกินดื่มอย่างสุขสำราญอยู่ที่นี่อีกรึ!”