ณ ตำหนักองค์ชายใหญ่
“เมื่อครู่เจ้าจะห้ามข้าทำไม ข้าตั้งใจจะสั่งสอนเจ้าทาสชั้นต่ำผู้นั้นให้เจ้าเชียวนะ” เมื่อพูดจบประโยคองค์ชายใหญ่ชิงจวิ้นถึงกับรีบหันซ้ายหันขวาเพราะกลัวจะมีคนมาได้ยินคำพูดที่ไม่น่าฟังแล้วเอาไปรายงานฉินจื่อฉิง แม้เขาจะเรียกฉินจื่อฉิงว่าทาสชั้นต่ำ แต่ไม่รู้เพราะสาเหตุใดเขาถึงได้รู้สึกว่าฉินจื่อฉิงเป็นคนที่เขาไม่ควรไปยุ่ง แม้จะรู้สึกกลัวฉินจื่อฉิงอยู่บ้าง แต่เวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่นจะให้เขาทำตัวอ่อนแอได้อย่างไรกัน
“ท่านก็ทำพูดดีไปเถอะเจ้าค่ะ เวลาอยู่ต่อหน้าบุรุษรูปงามผู้นั้น ข้าก็ไม่เห็นว่าท่านจะกล้าสักเท่าไหร่” องค์หญิงใหญ่บอกพี่ชาย
“ตกลงที่ตามข้ากลับมานี่คือจะมาชวนข้าทะเลาะใช่หรือไม่ หรือใจเจ้าเอนเอียงไปทางชิงเจี้ยนแล้ว” องค์ชายใหญ่มองน้องสาวอย่างจับผิด “ไม่ใช่ว่าหลงใหลบุรุษผู้นั้นจนคิดจะแปรพักตร์ไปเข้าพวกกับชิงเจี้ยนจริงๆ หรอกนะ”
“พูดอะไรเจ้าคะ ข้าจะเห็นคนอื่นสำคัญกว่าท่านได้อย่างไร”
“เหอะ...ขอให้จริงอย่างที่พูดเถอะ” องค์ชายใหญ่ไม่คิดจะเถียงกับน้องสาวต่อ “ว่าแต่ที่เจ้าบอกว่าเจ้าสงสัยที่มาของบุรุษกับสตรีคู่นั้นมันหมายความว่าอย่างไร”
“ข้ารู้สึกว่าสองคนนั้นมีสถานะไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นชิงเจี้ยน รวมถึงชิงเฟยกับชิงเจียวจะปฏิบัติกับพวกเขาอย่างให้เกียรติขนาดนั้นได้อย่างไร อีกทั้งห้องดื่มชาห้องนั้นแม้แต่เรายังเข้าไม่ได้ ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่ามีครั้งหนึ่งที่เราสองคนเข้าไปนั่งดื่มชาในห้องนั้นโดยที่ชิงเจี้ยนไม่อนุญาต ผลปรากฏว่าเขาลากท่านไปลานฝึกยุทธ์โดยอ้างว่าอยากได้ท่านเป็นคู่ฝึกซ้อม แล้วสภาพของท่านเป็นอย่างไร ลงจากเตียงไม่ได้เกือบครึ่งเดือนเลยนะเจ้าคะ” องค์หญิงใหญ่เริ่มพูดถึงสิ่งที่นึกขึ้นได้ “ยังมีเมื่อคราวที่เสด็จพ่อไปเยี่ยมเขาที่ตำหนัก เสด็จพ่อยังต้องแจ้งเขาล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าอยากเข้าไปนั่งดื่มชาที่ห้องนั้น แต่สองสามีภรรยาคู่นั้นกลับนั่งดื่มชาอยู่ในนั้นได้อย่างสบายใจ ทั้งชิงเจี้ยนยังจัดที่พักในตำหนักรัชทายาทให้เป็นการส่วนตัวอีก ท่านลองคิดดูสิเจ้าคะว่าคนธรรมดาที่ไหนจะได้รับการต้อนรับที่ดีจากรัชทายาทของเราขนาดนี้”
“ตกลงแล้วเจ้าก็ยังไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าสองคนนั้นเป็นผู้ใดกันแน่” องค์ชายใหญ่ทำหน้าเซ็ง “ข้าก็นึกว่าเจ้ารู้สถานะของพวกเขาแล้วเสียอีก ที่แท้เจ้าก็ไม่รู้อะไรเลยเหมือนกับข้า”
หากไม่ใช่เพราะชิงจวิ้นเป็นพี่ชายแท้ๆ ที่เกิดจากมารดาคนเดียวกัน องค์หญิงใหญ่คงไม่สนับสนุนให้เขาขึ้นเป็นรัชทายาทอย่างสุดตัวเช่นนี้ นางถอนหายใจอย่างระอาก่อนพูดในสิ่งที่คิด “ก็เพราะข้าไม่รู้ถึงสถานะของสองคนนั้น ข้าจึงอยากให้ท่านส่งคนไปสืบความเป็นมาของพวกเขาอย่างไรเจ้าคะ”
“ตำหนักรัชทายาทของชิงเจี้ยนมีองครักษ์ฝีมือดีมากมายคอยคุ้มกัน ไม่นับองครักษ์เงาส่วนตัวของเขาอีกนับสิบคน เจ้าคิดว่าคนของข้าจะเข้าไปถึงตำหนักของเขาได้ง่ายถึงเพียงนั้นเลยหรือ ต่อให้เป็นหนูขุดดินเข้าไปก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของคนพวกนั้นได้หรอก”
“พี่ใหญ่ ไม่ใช่ว่ามีคนของท่านที่แฝงตัวอยู่ในห้องเครื่องในตำหนักรัชทายาทอยู่คนหนึ่งหรือเจ้าคะ ทำไมท่านไม่เรียกใช้งานนางเล่า หรือท่านลืมคนของตัวเองไปแล้ว” องค์หญิงใหญ่เตือนพี่ชาย
“ข้าจะลืมได้อย่างไร เพียงแต่สาวใช้ผู้นั้นทำงานบางอย่างให้ข้าอยู่ หากข้าเรียกใช้งานนางก็เท่ากับข้าเปิดเผยสถานะของนางให้ชิงเจี้ยนรู้น่ะสิ” องค์ชายใหญ่จ้องน้องสาวไม่วางตา “ข้ารู้นะว่าแท้จริงแล้วเข้าไม่ได้สนใจเรื่องของข้า เจ้าแค่อยากรู้ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใครมากกว่า แต่ข้าบอกไว้เลยนะว่าข้าจะไม่ยอมเสียคนของข้าไปเพียงเพราะความหลงใหลในบุรุษของเจ้า”
เมื่อเห็นว่าพี่ชายรู้ทันความคิด องค์หญิงใหญ่จึงเปลี่ยนคำถาม “เช่นนั้นท่านมีแผนอย่างไร หรือท่านจะนิ่งเฉยแล้วมองดูชิงเจี้ยนขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปอยู่อย่างนี้”
“เชื่อข้าเถอะ ชิงเจี้ยนไม่มีโอกาสได้ขึ้นครองบัลลังก์หรอก เพราะคนของข้าลงมือกับเขาไปนานแล้ว” แม้จะมั่นใจกับแผนการแรก แต่องค์ชายใหญ่ก็ยังมีเรื่องอื่นให้กลุ้มใจ “แต่เวลานี้เราต้องคิดหาทางรอดก่อนดีกว่าว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ความผิดของท่านตากับท่านลุงสาวมาถึงตัวเรา”
องค์หญิงใหญ่ทำหน้าตกใจ “ท่านอย่าบอกนะเจ้าคะว่าเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่หายไปเป็นฝีมือของท่านตากับท่านลุง”
“หากไม่ใช่แล้วข้าจะมานั่งกลุ้มใจอยู่อย่างนี้หรือ”
“ท่านแม่ทราบเรื่องนี้แล้วหรือยังเจ้าคะ”
“ข้าส่งคนไปแจ้งข่าวกับท่านแม่แล้ว และยังเสนอให้ท่านแม่รีบตัดขาดกับตระกูลสวี่เพื่อไม่ให้ตระกูลสวี่มาขัดขวางเส้นทางการขึ้นเป็นรัชทายาทของข้าได้ ข้ายังกำชับให้ท่านแม่บอกกับท่านตาและท่านลุงให้รออย่างใจเย็น เมื่อข้าได้ขึ้นครองบัลลังก์ ถึงเวลานั้นข้าจะยกตำแหน่งขุนนางสำคัญในราชสำนักให้พวกเขาเป็นการปลอบใจ” องค์ชายใหญ่ทำท่าคิด “อวิ๋นเอ๋อ เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรหากข้าจะสั่งคนของข้าที่แฝงตัวอยู่ในตำหนักรัชทายาทให้ลงมือกับชิงเจี้ยนเร็วขึ้น เพราะข้าคิดว่าหากปล่อยให้ชิงเจี้ยนมีอำนาจต่อไป ไม่แน่ว่าเราอาจกำจัดเขาได้ยากขึ้นแล้ว”
“ข้าจะมีความเห็นอะไรได้เจ้าคะ ข้าก็ต้องเห็นด้วยกับท่านอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรหรือเจ้าคะ”
“เรื่องวิธีการเจ้าไม่ต้องรู้ รอแค่ว่าเมื่อแผนการของข้าสำเร็จ สถานะองค์หญิงใหญ่ของเจ้าก็จะสูงขึ้นอย่างไม่มีผู้ใดเทียบได้ แม้แต่น้องหญิงหกที่เสด็จพ่อทรงโปรดปราน เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า นางยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้า”
องค์หญิงใหญ่ชิงอวิ๋นยิ้มอย่างพอใจเมื่อนึกถึงน้องสาวคนเล็กที่ต้องมาคุกเข่าให้ตน “เช่นนั้นข้าจะรอรับความสำเร็จของท่านนะเจ้าคะ แต่พี่ใหญ่...ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากขอร้อง”
องค์ชายใหญ่มองน้องสาวอย่างรู้ทัน “ข้าจะเก็บบุรุษผู้นั้นไว้ให้เจ้าก็แล้วกัน”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ใหญ่รู้ใจข้าที่สุด” องค์หญิงใหญ่ยิ้มอย่างพอใจ และนางก็รู้ทันพี่ชายเช่นกัน “ท่านอย่าลืมเก็บสตรีผู้นั้นไว้เล่นแก้เบื่อด้วยนะเจ้าคะ พอท่านเล่นเบื่อแล้วข้าถึงจะพามานางทรมาน หึ...ใครใช้ให้นางได้รับความสนใจจากบุรุษผู้นั้นมากกว่าข้ากัน”
องค์ชายใหญ่นึกไปถึงใบหน้างดงามของซูหยุนหราน เขายิ้มอย่างพอใจ “ตกลง ไว้ข้าเล่นกับนางจนเบื่อแล้วข้าจะส่งนางให้เจ้า”
ณ ตำหนักรัชทายาท
“วันนี้ต้องขออภัยพวกเจ้าจริงๆ ที่ปล่อยให้พวกเจ้าถูกสองพี่น้องคู่นั้นมาก่อกวน” ชิงเจี้ยนพูดอย่างเกรงใจ
“ข้าไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเจ้าถึงหวงตำแหน่งรัชทายาทและไม่อยากยกตำแหน่งนี้ให้พี่น้องของเจ้าปกครอง” ฉินจื่อฉิงมองสหายอย่างเห็นใจ แต่ยังไม่ลืมที่จะพูดถึงพี่น้องของตนอย่างภูมิใจ “พี่ใหญ่ของเจ้าโง่เขลาทั้งยังชอบวางอำนาจ พี่สาวคนโตของเจ้าก็พึ่งพาไม่ได้ หากส่งนางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ แทนที่จะได้สัญญาสงบศึกอาจได้สงครามกลับมาแทน ดีที่พี่น้องของข้าไม่เป็นแบบนี้ แม้กระทั่งพี่ใหญ่ที่ไม่สนใจเข้าร่วมการชิงบัลลังก์ แต่พอเขาได้เป็นรัชทายาท เขาก็แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งเขายังไม่เคยกีดกันหรือแสดงท่าทางวางอำนาจกับน้องๆ ดูท่าคงไม่มีราชวงศ์ใดที่พี่น้องจะมีความรักและสามัคคีเท่าพี่น้องจากแคว้นต้าสุ่ยของข้าแล้ว”
“ไม่ใช่เพราะสถานะของเจ้าเป็นเพียงอ๋องนอกราชวงศ์หรอกหรือ พวกเขาถึงไม่สนใจกับการมีอยู่ของเจ้า อย่างไรผู้ที่ควรสืบทอดบัลลังก์ก็ต้องเป็นคนในราชวงศ์ ลองให้คนที่มีความสามารถโดดเด่นเช่นเจ้ากลับเข้าไปในราชวงศ์ดูสิ ข้าว่าพี่น้องของเจ้าหรือแม้แต่พี่ใหญ่ของเจ้าอาจหาทางกำจัดเจ้าเพราะกลัวว่าเจ้าจะไปแย่งตำแหน่งของเขาก็ได้” อย่างไรเรื่องคำสาปและเรื่องที่ฉินจื่อฉิงถูกตัดชื่อออกจากราชวงศ์ก็ไม่ใช่ความลับ ชิงเจี้ยนจึงพูดความจริงออกไปอย่างไม่คิดจะเก็บคำ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแอบสังเกตสีหน้าของสหาย
ฉินจื่อฉิงไม่โกรธทั้งยังยิ้มกว้าง “ข้าเลือกที่จะเป็นอ๋องนอกราชวงศ์เองต่างหาก”
“หมายความว่าเจ้ามีโอกาสกลับเข้าสู่ราชวงศ์แต่เจ้าปฏิเสธอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่เสียดายตำแหน่งรัชทายาทหรือไร ตำแหน่งนั้นไม่ใช่ว่าใครอยากเป็นก็เป็นได้นะ” ชิงเจี้ยนถามอย่างแปลกใจ
“ข้าชอบใช้ชีวิตในสนามรบหรือไม่ก็อาศัยอยู่ตามชายแดนเพราะมันทำให้ข้ารู้สึกถึงการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ส่วนหรานหรานก็ชอบที่จะเป็นหมอรักษาคน เจ้าลองคิดดูว่าหากข้าได้เป็นรัชทายาทหรือแม้แต่ข้าได้เป็นฮ่องเต้ เจ้าคิดว่าเราสองคนยังจะใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการได้อีกหรือ วันๆ ข้าคงได้แต่อ่านฎีกาแล้วนั่งฟังขุนนางเฒ่าทั้งหลายบ่น หรานหรานของข้าก็คงไม่พ้นที่ต้องทำหน้าที่คัดเลือกนางในเข้าวังหลังโดยไม่เต็มใจ ชีวิตแสนวุ่นวายแบบนั้นข้าไม่อยากได้เลยสักนิด” ฉินจื่อฉิงพูดจากใจจริง
ชิงเจี้ยนได้ยินก็ถึงกับเงียบไป ชีวิตเรียบง่ายแบบนั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยฝันถึง แต่พี่น้องของเขาไม่ได้อยู่กันอย่างปรองดองเหมือนพี่น้องของฉินจื่อฉิง หากเขาไม่ยึดตำแหน่งใหญ่มาครองไว้เอง เขาก็ต้องเป็นฝ่ายถูกล่าและสุดท้ายอาจตายโดยไร้ที่ฝัง
“ชีวิตแบบนั้นไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากได้ แต่หากข้าไม่ดิ้นรนต่อสู้แล้วคว้าตำแหน่งนั้นมา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าพี่น้องของข้าจะปล่อยข้าไป” ชิงเจี้ยนถอนหายใจ “ตัวข้าจะเป็นหรือตายข้าไม่เคยสนใจ แต่ข้าเป็นห่วงเฟยเอ๋อกับเจียวเอ๋อมากที่สุด ไม่อย่างนั้นข้าจะเสนอให้มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปทำไม”
“แล้วทำไมเจ้าถึงเลือกให้พวกนางแต่งเข้าราชวงศ์ต้าสุ่ย”
“นอกจากแนวชายแดนของแคว้นเราจะติดกันเป็นแนวยาวกว่าแคว้นอื่นแล้ว ยังมีเหมืองหยกสองแห่งกับเหมืองทองอีกสามแห่งที่ยังเป็นพื้นที่พิพาท หากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เป็นไปได้ด้วยดี แคว้นของเราก็จะไม่เกิดสงคราม ราษฎรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ส่วนเหมืองทองกับเหมืองหยกเราก็แบ่งผลประโยชน์โดยเท่าเทียมกันได้ สองแคว้นเราก็จะมีแต่ความมั่งคั่ง” ชิงเจี้ยนมองฉินจื่อฉิงด้วยท่าทางจริงจัง “แต่เหตุผลสำคัญก็อย่างที่ข้าบอก ข้าอยากให้เฟยเอ๋อกับเจียวเอ๋อได้แต่งกับคนที่ดี และข้าก็เชื่อใจพี่น้องของเจ้ามากที่สุด”
“แต่เรื่องนี้บังคับกันไม่ได้ ในฐานะที่ข้าเป็นสตรี ข้าอยากให้องค์หญิงทั้งสองมีโอกาสได้เลือกคู่ครองด้วยตัวเองเจ้าค่ะ” ซูหยุนหรานพูดขึ้น
“เลือกคู่ครองด้วยตัวเองหมายความว่าอย่างไร การสมรสไม่ใช่ต้องฟังคำสั่งของบิดามารดาหรอกหรือ? เหมือนอย่างพวกเจ้าก็แต่งเพราะมีสมรสพระราชทานไม่ใช่หรือไร” ชิงเจี้ยนถาม
ซูหยุนหรานไม่แปลกใจ อย่างไรยุคนี้การแต่งงานต้องเกิดขึ้นจากความเห็นของบิดามารดา การสมรสของคนในราชวงศ์ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะไม่ใช่ว่าคู่บ่าวสาวจะตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง นางจึงอธิบายอย่างใจเย็นเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจ “ข้ากับท่านพี่นับว่าโชคดีที่สมรสพระราชทานครั้งนั้นถูกคู่ถูกตัว แต่ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีอย่างเรานี่เจ้าคะ แต่ที่ข้ากำลังพูดถึงคือข้าอยากให้องค์หญิงห้ากับองค์หญิงหกมีโอกาสได้เจอกับท่านอ๋องของพวกเราก่อน ให้พวกเขาได้ทำความรู้จักกัน หากพวกเขามีใจตรงกันเราค่อยจัดงานมงคล หากพวกเขาไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกันก็ให้พวกเขาคบกันอย่างสหาย ทำอย่างนี้ถึงจะมั่นใจได้ว่าองค์หญิงห้ากับองค์หญิงหกจะได้สมรสกับคนที่พวกนางพึงพอใจ พวกนางจะได้ใช้ชีวิตหลังแต่งงานอย่างมีความสุขเจ้าค่ะ”
“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล ให้เฟยเอ๋อกับเจียวเอ๋อมีโอกาสเลือกคู่ครองด้วยตัวเอง พวกนางถึงจะใช้ชีวิตสมรสได้อย่างมีความสุข” ชิงเจี้ยนพยักหน้าเห็นด้วย
“ทูลรัชทายาท! มีเรื่องด่วนรายงานพ่ะย่ะค่ะ” ลิ่วเปียวเข้ามารายงาน
“มีเรื่องใด?” ชิงเจี้ยนขมวดคิ้วถาม
“องครักษ์ของเราจับตัวสายลับที่แฝงตัวอยู่ในตำหนักมาได้หนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ”