สกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行)

    เล่มที่ 1 บทที่ 42 ทำการค้าครั้งใหญ่


    ยาเม็ดฟื้นโลหิตและยาเม็ดแปลงวิญญาณเกือบสองร้อยเม็ดได้รับการกลั่นออกมา โดยมีสัดส่วนแบ่งเป็นอย่างละครึ่งหนึ่ง เวลานี้ไม่เพียงแต่มีอัตราการสูญเสียเลือดที่สูงเท่านั้น ทว่าอัตราการบริโภคมานานั้นกลับสูงยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักจิตวิญญาณ, นักบวช, นางฟ้าพเนจร และอาชีพที่ต้องพึ่งพาค่ามานาในการใช้ชีวิต อาจกล่าวได้ว่าในตอนที่พวกเขาใช้พลังมานาจนหมด เวลานั้นก็เรียกได้ว่าไม่ต่างจากคนไร้ประโยชน์และทำได้แค่นอนรอความตายเพียงเท่านั้น ดังนั้นแล้วยาเม็ดแปลงวิญญาณที่ช่วยฟื้นฟูพลังมานา 1,500 แต้มกลับมาทันที ในเวลานี้แน่นอนว่าจะต้องเป็นสุดยอดยาวิเศษอย่างแน่นอน


    เมื่อมองไปที่ทั่วทั้งเมืองจิ่นโจวแล้ว นอกเหนือจากผู้เล่นสิบอันดับแรกในรายการจัดอันดับ เช่น ซานโหย่วฝูซูและผม ก็น่าจะมีไม่กี่คนที่สามารถปรุงยาระดับ 3 ออกมาได้ ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงเวลาทำงานที่ล้ำค่าที่สุดของพวกเรา


    ในที่ห่างไกลออกไป ร่างของซานโหย่วฝูกำลังผลุบๆโผล่ๆอยู่ในหุบเขาสุสานโครงกระดูก ส่วนผมก็หยิบเอาม้วนตำรากลับเมืองขึ้นมา บดขยี้มันและกลับไปที่เมืองเพื่อดูว่าจะทำเงินอย่างไรดี


    ……


    “แว่บบ~~~”


    เมื่อปรากฏตัวขึ้นในเมืองจิ่นโจว  เวลานี้ ที่จัตุรัสใจกลางเมืองจิ่นโจวนั้นครึกครื้นเป็นอย่างมาก ผู้เล่นเกือบทั้งหมดที่จัตุรัสนั้นกำลังจัดแผงลอยขายของกันอยู่ พวกเขาค่อนข้างยุ่งและวุ่นวายเลยทีเดียว การที่ผู้เล่นเหล่านี้เลือกที่จะจัดตั้งแผงลอยขายของของตัวเองแทนที่จะนำไปฝากขายที่โรงประมูลนั่น ส่วนใหญ่ก็เพียงเพื่อความสะดวกและการขายของที่จำเป็นเท่านั้น ผู้เล่นที่ออกไปเก็บเลเวลนอกเมืองจะได้ไม่ต้องไปโรงประมูล และสามารถหาซื้อจับจ่ายใช้สอยของจากที่นี่ไปได้เลย


    ณ โรงประมูล ปรากฏผู้เล่นซ้อนทับอัดกันแน่นเบียดเสียดราวกับปลากระป๋อง


    หลังจากเดินเข้าไปใกล้ ผู้ประมูล NPC คนหนึ่งอย่างยากลำบากแล้วนั้น ผมจึงยื่นเม็ดยาฟื้นโลหิตและเม็ดยาแปลงวิญญาณให้กับผู้ประมูลคนนั้นทันที โดยตั้งราคาอยู่ที่ 20 เหรียญทอง ซึ่งก็เท่ากับ 20 หยวน ผมต้องการดูว่ามีใครเต็มใจจะซื้อมันไหม ผลก็คือ ยาเม็ดแปลงวิญญาณถูกซื้อไปแทบจะในทันที ทว่ายาเม็ดฟื้นโลหิตก็ต้องรอหลังจากนั้นประมาณครึ่งนาทีถึงจะมีคนมากดค้นหาและซื้อมันไป


    เมื่อผมเงยหน้าดูรายการการจัดอันดับยาที่ประมูล ขณะนี้ยาระดับสูงได้จัดอยู่ด้านบน และเป็นยาออกฤทธิ์เร็วระดับ 2 ทั้งหมด ดังนั้น ยาระดับ 3 ของผมน่าจะโดนตรึงให้ปรากฏอยู่ด้านบนสุด ซึ่งง่ายต่อการจัดการ!


    ผมแขวนเม็ดยาเพิ่มขึ้นไปอีกสองเม็ด เป็นยาเม็ดแปลงวิญญาณที่วางจำหน่ายอยู่บนชั้นวางในราคา 40 เหรียญทอง และยาเม็ดฟื้นโลหิตในราคา 30 เหรียญทอง คราวนี้ผมต้องใจร้ายกันบ้าง ไม่เช่นนั้นผมจะทำเงินและจ่ายเงินเดือนให้ทุกคนได้อย่างไร?


    หลังจากที่ผมแขวนยาขึ้นไปได้ไม่นานนั้น ยาทั้งสองจึงถูกซื้อไปอย่างรวดเร็วทันที


    ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางฝูงชนนั้นก็ปรากฎดวงตาที่เปล่งประกายคู่หนึ่งกำลังมองตรงมาที่ผม……อัศวินระดับสูงเลเวล 33 สวมชุดเกราะเหล็กกล้า ด้านหลังของเขาสะพายดาบใหญ่เล่มหนึ่งไว้  เขาผลักฝูงชนออกไปข้างๆ แล้วเดินตรงเข้ามา ยิ้มให้ผม แล้วพูดขึ้นว่า “ไงเพื่อน เราขอคุยอะไรกันหน่อยได้ไหม?”



    ผมเหลือบมองไปที่เขา ขณะที่ชื่อของเขากะพริบ เขาคือคนที่อยูในรายการการจัดอันดับเลเวลนั่นเอง


    【กั่วเจวี๋ย】(อัศวิน)


    เลเวล:33


    สังกัดทีม :เฟยเยว่ฉีซือถวน


    ……


    ที่แท้ก็เป็นกำลังหลักของเฟยเยว่ฉีซือถวนนี่เอง กั่วเจวี๋ย เขาเองก็เป็นหนึ่งในอัศวินชั้นนำของประเทศ และยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังเป็นรองหัวหน้ากิลด์เฟยเยว่ฉีซือถวนอีกด้วย สถานะค่อนข้างสูง แต่เห็นได้ชัดว่าเขาจำผมไม่ได้แน่นอนและคิดว่าผมก็แค่คนที่กล้าท้าทายอำนาจของหลิวเฉียงและหั่วเยี่ยนฉู่ในเมืองจิ่นโจวเท่านั้น


    “มีอะไรงั้นเหรอ?” ผมถามขึ้น


    “อะแฮ่ม……” เขาเอามือลูบจมูกแล้วยิ้ม “เมื่อครู่นี้ฉันเห็นว่านายเพิ่งฝากขายเม็ดยาระดับ 3 ฉันก็เลยมาหานาย ถ้าเป็นไปได้ เราไปหาที่เงียบๆคุยเกี่ยวกับความร่วมมือกันดีไหม นายว่าอย่างไร?”


    “ตกลง ไปที่มหาวิหารกัน”


    “เยี่ยม!”


    ผมหันหลังและควบลาป่า มาถึงทางเข้ามหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์อย่างรวดเร็ว  ถึงแม้ว่ากั่วเจวี๋ยจะเป็นอัศวิน ทว่าเขาไม่มีสัตว์พาหนะ ดังนั้นเขาจึงได้แต่เพียงเดินเท้าตามมาเท่านั้นและขณะที่ใบหน้านั้นเจือไปด้วยความไม่พอใจอยู่บ้างจึงพูดขึ้นทันทีว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าในเมืองจิ่นโจวแห่งนี้จะมีคนที่สามารถปรุงยาระดับ 3 ได้เร็วขนาดนี้ได้ ร้ายกาจๆ สมควรแล้วที่หวังเฉาป้าเยว่และปู้ฝูจิ้วก้านจะเขม่นหน้านายขนาดนี้ “


    ผมยิ้ม “เข้าประเด็นเลยดีกว่า เฟยเยว่ฉีซือถวนต้องการซื้อยาอย่างนั้นเหรอ?”


    “ใช่”


    จากใบหน้าที่หล่อเหลานั้น กั่วเจวี๋ยน่าจะอายุราวๆ 27-28 ปี เขากางมือออกและพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็พูดตรงๆเลยก็แล้วกัน เม็ดยาระดับ 3 นายมีอยู่เท่าไหร่ ฉันต้องการทั้งหมด ราคาของมันฉันจะให้มากกว่าที่นายฝากขายไปเมื่อครู่นี้ 1.5 เท่า”


    “นายสังกัดเฟยเยว่ฉีซือถวน……” ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้ม “นายกำลังคิดถึงเรื่องเฟิร์สคิลบอสระดับเงินอยู่ใช่ไหม?”


    “มีใครบ้างที่ไม่คิดเรื่องนี้ล่ะ?”


    กั่วเจวี๋ยยิ้มด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อย “ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ในบรรดากิลด์ขนาดใหญ่ที่เข้ามาประจำการในเมืองจิ่นโจวนั้น เฟยเยว่ฉีซือถวนของเราน่าจะเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และในฐานะที่เป็นกิลด์ที่ใหญ่ที่สุด แต่ไม่สามารถเฟิร์สคิลระดับเงินมันคงจะน่าอายเกินไป ดังนั้น...... หากนายไม่รังเกียจ นายช่วยขายเม็ดยาระดับ 3 ให้เราได้หรือเปล่า?”


    “ได้สิ”


    “นาย……ไม่กังวลว่าเฟยเยว่ฉีซือถวนเราจะแย่งเฟิร์สคิลไปจากนายไปหรอกเหรอ?” เขาถามขึ้นอย่างประหลาดใจ


    ผมยิ้มตอบ จากนั้นจึงพูดว่า “เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก  เฟิร์สคิลส่วนใหญ่ต้องอาศัยโชคมากกว่า ฉันตอนนี้มียาเม็ดฟื้นโลหิต 80 เม็ดกับยาเม็ดแปลงวิญญาณอีก 80 เม็ด ถ้านายต้องการฉันจะขายให้ทั้งหมด โอเครึเปล่า?”


    อันที่จริง ผมยังมีเก็บไว้อีกจำนวนไม่น้อยเลย สตูดิโอเทียนเสวี่ยนเราต้องมีสำรองไว้ เพราะทุกคนจำเป็นต้องใช้มัน


    กั่วเจวี๋ยจึงพูดขึ้นว่า “ได้ ถ้าอย่างนั้นยาฟื้นเลือด เม็ดละ 50 เหรียญทอง และ ยาฟื้นคืนมานาเม็ดละ 60 เหรียญทอง นายคิดว่าอย่างไร?”


    “ได้ จะแลกเปลี่ยนเมื่อไหร่?”


    “รอสักครู่ ที่ตัวฉันตอนนี้ไม่มีเงินเหรียญทองมากขนาดนั้น เดี๋ยวฉันจะให้คนเอาเงินมาให้”


    “ได้สิ”


    หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาที เงาร่างของอัศวินหญิงก็ปรากฏตัวขึ้นกลางจัตุรัสเมืองจิ่นโจวอันพลุกพล่าน  เธออยู่ในชุดเกราะสีขาวที่มาพร้อมกับดาบเล่มบางในมือ เธอดูดีมากและเลเวลก็สูงเช่นกันไอดีของเธอคือ “เจี้ยนหยวี่” ผู้เล่นอัศวินฝีมือดีอีกคนของเฟยเยว่ฉีซือถวน เธอเดินเข้ามาพร้อมกับร่างที่บอบบาง เมื่อมองมาที่ผมจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มทันทีว่า “นายคือจินซีเหอซี คนที่หวังเฉาป้าเยว่โกรธแค้นจนไล่ตามฆ่าไปทั่วเมือง ใช่ไหม?”


    ผมยิ้มตอบเธอ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ชมกันเกินไปแล้ว”


    เจี้ยนหยวี่หัวเราะคิกคัก จากนั้นก็แลกเปลี่ยนเงินกับกั่วเจวี๋ยทันที จากนั้นก็กระซิบเบาๆ “บอสบอกมาว่า อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไปล่ะ งบประมาณของกิลด์ต้องมีการควบคุมนะ เข้าใจหรือเปล่า?“


    “เข้าใจแล้ว!” กั่วเจวี๋ยพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าว และพูดขึ้นต่อว่า “ไม่ต้องห่วงน่า เงินที่ฉันใช้ไปล้วนเป็นการใช้จ่ายในสิ่งที่สำคัญ เมืองจิ่นโจวเพิ่งเปิดได้ไม่กี่วัน พิกัดจุดเกิดของทรายชมจันทร์อาจจะมีเพียงแค่จุดเดียวเท่านั้น อีกทั้งคนที่สามารถผลิตยาระดับ 3 ได้ก็มีไม่มาก การซื้อยาในครั้งนี้ก็น่าจะพอใช้ 3 วันในการรักษาความได้เปรียบของเราไปก่อน จนถึงตอนนั้น การเฟิร์สคิลบอสระดับเงินก็อยู่ในมือของเราแล้ว “


    “โอเค ถ้าอย่างนั้นก็แลกเปลี่ยนเถอะ”


    “ดี”


    กั่วเจวี๋ยจึงส่งคำขอแลกเปลี่ยนทันที จากนั้นเขาใส่เหรียญทองจำนวน 9,800 เหรียญ ผมก็นำกองยาออกมาวางไว้บนหน้าต่างแลกเปลี่ยน “ติ๊งต่อง!” ทันทีที่เสียงที่แสดงการแลกเปลี่ยนสำเร็จดังขึ้น ในกระเป๋าของผมก็ปรากฎเหรียญทองมากกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญทันที ไม่เคยรวยขนาดนี้มาก่อน!


    “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวไปก่อนนะเพื่อน”


    กั่วเจวี๋ยที่ได้รับเม็ดยาแล้ว ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความปิติยินดีจึงหมุนตัวและเดินกลับออกไปทันที


    เจี้ยนหยวี่เหลือบมองมาที่ผมและพูดว่า “จินซีเหอซี นอกจากฉันจะมาส่งเงินแล้ว ฉันยังมีเรื่องอื่นที่อยากจะถามนายอีก…… นายยินดีที่จะนำทีมเทียนเสวี่ยนของนายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเฟยเยว่ฉีซือถวนของเราไหม? มาสร้างกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองจิ่นโจวด้วยกัน?”


    “ไม่ล่ะ”


    ผมส่ายหน้าและพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “กลุ่มเทียนเสวี่ยนของเราเป็นเพียงกลุ่มนักธุรกิจเล็กๆที่ต้องการเก็บเหรียญทองแลกเงินเท่านั้น ไม่มีแผนที่จะเข้าแข่งขันอะไรในเมืองจิ่นโจวอยู่แล้ว และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการปกครอง”


    “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ไม่บังคับนาย ถ้าอย่างนั้นเราเพิ่มเพื่อนกันได้ใช่ไหม?” เธอถาม


    “อื้ม”


    ผมที่พยักหน้ารับจึงพูดขึ้นทันทีว่า “เธอเป็นคนสวย ยังไงก็ควรสร้างสัมพันธ์ไมตรีไว้ล่ะ”


    เจี้ยนหยวี่ยิ้ม และจากนั้นจึงหลุดหัวเราะเบาๆออกมาทันที เธอเป็นผู้หญิงที่งดงามหาตัวจับยากจริงๆ ขณะที่ดวงตาคู่งามจับจ้องมาที่ผม เธอจึงพูดขึ้นว่า “นายก็รู้เรื่องราวต่างๆในเกมนี้ดี เดี๋ยวแยกๆรวมๆ เดี๋ยวก็ตีเดี๋ยวก็หยุด ไม่แน่ว่าวันนั้นพวกเราอาจจะเดินมาบรรจบลงที่เดียวกันก็ได้”


    “หืม?” ผมได้แต่ประหลาดใจ


    ใบหน้าของเธอก็ปรากฏสีแดงระเรื่อขึ้นทันที และพูดว่า “ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันหมายถึง... กองกำลังทั้งสองของเฟยเยว่ฉีซือถวนกับเทียนเสวี่ยนอาจจะมีวันที่เดินไปด้วยกันก็ได้น่ะ นายอย่าเพิ่งเข้าใจผิด”


    “ไม่เข้าใจผิดหรอก”


    ผมยกมือขึ้นแสดงท่าทีไม่ใส่ใจ “งั้นฉันไปก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่ เจี้ยนหยวี่คนสวย”


    “อื้อ แล้วเจอกัน”


    เจี้ยนหยวี่ยืนอยู่ที่ด้านข้างประตูมหาวิหาร หลังจากที่ดวงตาสุกใสปรากฏร่องรอยของความงุนงงได้ไม่นานจึงยกยิ้มมุมปากขึ้นทันที และไม่รอช้าเธอจึงหันหลังเดินหายเข้าไปในฝูงชนของจัตุรัสแห่งเมืองจิ่นโจวทันที


    หลังจากเก็บเหรียญทองแล้วผมจึงออกจากเมืองไปเช่นเดียวกัน


    ……


    นอกเมืองจิ่นโจว ขณะที่ผีเสื้อหลากสีกำลังโบยบินอยู่กลางป่าผีเสื้อนั้น ผู้เล่นจำนวนมากมายต่างก็กำลังเก็บเลเวลกันอยู่ที่นี่ เวลานี้บรรยากาศรอบป่าเต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้า ทั้งยังมีเสียงนกกาที่กำลังร้องเรียกและเต้นระบำ ขณะที่ผู้เล่นต่างก็พูดคุยเฮฮาหัวเราะกันไป บรรยากาศระหว่างนั้นจึงทำให้รู้สึกได้ถึงมิตรภาพในเกมมากกว่าการแข่งขันที่จะเอาชีวิตกันขึ้นมา



    หลังจากที่ผมเข้าไปในป่าผีเสื้อได้ไม่นาน เสียง “ติ้งง” ดังขึ้นพร้อมกับข้อความเสียงจากหลินเฉอที่เด้งขึ้นมา ในขณะที่พูดนั้นน้ำเสียงของเขาสั่นเครือทั้งยังเจือไปด้วยความโกรธว่า “พี่เฉิน พวกเราถูกล้อมแล้ว”


    “อะไรนะ?”


    ผมจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นและกระตุ้นลาป่าให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มสูบทันทีก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “เสี่ยวเฉอ มันเป็นใคร?”


    “หวังเฉาป้าเยว่ หลิวเฉียงมันพาคนของมันอย่างน้อย 50 คนเข้ามาในป่าโบราณพี่ มันจะต้องได้พิกัดของเราแล้ว ตอนนี้พวกเราถูกล้อมไว้และหนีไปไหนไม่ได้สักคน พี่ซีหรานถูกฆ่าตายไปแล้ว คทาที่ดรอปออกมาถูกหลิวเฉียงเก็บไปแล้วด้วย ผมต้านพวกมันได้ไม่นานแน่พี่ พี่ไม่ต้องมาแล้ว ป่าโบราณอันตรายเกินไป ผม……”


    จากนั้นเสียงของเสี่ยวเฉอก็ตัดไปทันที ระบบแสดงให้เห็นว่าหลินเฉอออฟไลน์ไป ทว่าต่อจากนั้นก็กลับมาออนไลน์ใหม่อีกครั้ง นั่นหมายความว่าเมื่อครู่นี้หลินเฉอถูกฆ่าตายไปแล้ว อีกทั้งยังตกลงมาจากสิบอันดับแรกของรายการจัดอันดับเลเวลแล้วด้วย  ในรายชื่อทีมของผม ทั้งชื่อของหวังจินไห่แล้วก็จางเหว่ยก็ค่อยๆจางตามไปทันที นั่นแสดงว่าพวกเขาถูกฆ่าตายหมดแล้ว ในขณะที่รูปดิสเกมของซีหรานปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง นั่นเท่ากับว่าเธอได้คืนชีพในเมืองจิ่นโจวแล้ว


    ขณะที่ต่างคนต่างไม่พูดอะไร บรรยากาศรอบกายจึงดูหดหู่จนยากจะบรรยายไปทันที


    “เจ้าพวกนี้มันเป็นเนื้องอกร้ายจริงๆ……”


    ดิสเกมของซูซีหรานห่อเหี่ยว เธอที่ดูไม่มีความสุขอย่างยิ่ง และพูดขึ้นว่า “บอสติง นายไม่ต้องไปป่าโบราณแล้ว ตอนนี้ที่นั่นมีแต่คนของพวกมัน นายไปคนเดียวตอนนี้ก็มีแต่จะถูกฆ่าตายเท่านั้น”


    ผมที่ไม่อยากยอมแพ้จึงพูดขึ้นว่า “ไปให้เห็นก่อน ค่อยว่ากัน”


    สุดท้ายเมื่อผมไปถึงป่าโบราณแล้วก็มีเพียงวิญญาณแห่งสงครามผู้ถูกลืมที่เพิ่งเกิดออกมาใหม่ตัวแล้วตัวเล่าเท่านั้น ผมไม่เห็นแม้แต่เงาของหวังเฉาป้าเยว่สักคน และทันใดนั้นเสียงกริ่งจากระบบก็ดังก้องบนท้องฟ้าของเมืองจิ่นโจว——


    “ติ๊งง!”


    ประกาศจากระบบ (ข้อความจากผู้เล่นเว่ยหนี่เปี้ยนไกว) : ความรู้สึกของผู้ชนะนี่มันไม่เลวเลยจริงๆ ทีมเทียนเสวี่ยน นี่ก็คือจุดจบของคนที่บังอาจมาเป็นศัตรูกับหวังเฉาป้าเยว่ของพวกเรา ถ้าพวกแกยังออกมาจากเมืองอีกล่ะก็ ฉันรับประกันได้เลยว่าถ้าพวกแกออกมาหนึ่งครั้ง พวกฉันก็จะตามฆ่าพวกแกให้ตายไปหนึ่งครั้งจนกว่าพวกแกจะไม่กล้าแม้แต่จะเดินออกมาจากหมู่บ้านเริ่มต้นเลยคอยดู จุ๊จุ๊ๆ นางฟ้าพเนจรของพวกนายนี่สุดยอดจริงๆ ด้านหน้านูน ส่วนด้านหลังก็เต่งตึง โคตรจะไม่อยากทนเลย! แล้วก็นะคทาที่ดรอปมาก็โคตรจะสุดยอดเหมือนกันเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า……


    ……


    หนึ่งประโยคของการฝากข้อความในระบบมีราคาถึง 5000 หยวน หลิวเฉียงนี่มันพ่อบุญทุ่มจริงๆ แต่ทว่าประโยคนี้ก็ทำให้ผมสติแทบขาดผึง รู้สึกหงุดหงิดขึ้นทันทีและรู้สึกอับอายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


    “เสี่ยวเฉอ นายพาซีหราน จางเหว่ย แล้วก็ต้าไห่ไปหาแผนที่เก็บเลเวลกันใหม่หน่อย พยายามหาแผนที่ลับๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก เดี๋ยวเรื่องหลังจากนี้ฉันจัดการต่อเอง” ผมพูดผ่านทางช่องแชทในทีม


    “พี่เฉิน พี่จะไปลุยเดี่ยวกับพวกมันงั้นเหรอ?” หลินเฉอรู้จักผมดีที่สุด


    “ใช่”


    จากนั้นซูซีหรานก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ไม่ได้นะ ไปคนเดียวมันอันตรายเกินไป นายรีบกลับมาเดี๋ยวนี้เลย ไปเก็บเลเวลกับพวกเราเถอะ”


    “คงจะไม่ได้” ผมยังคงยืนกรานหนักแน่น “หลิวเฉียงกร่างใส่พวกเรามาตั้งแต่หมู่บ้านเริ่มต้นแล้ว แถมวันนี้ก็ยังมาฆ่าคนของเราอีก ความแค้นนี้ไม่ง่ายที่จะลืม ฉันไม่สนใจอีกแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะทำให้หลิวเฉียงกับรหวังเฉาป้าเยว่สำนึกเสียใจเอง”


    “นาย……”


    ว่าแล้วผมก็กดออกจากทีมทันที การลุยเดี่ยว ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องสกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行) ที่คุณอ่าน