การต่อสู้จบลงอย่างเหนือความคาดหมายของทุกคนหลายคนไม่นึกว่าอูหลินเฟิงจะชนะด้วยวิถีกระบี่แบบนี้ หากนับในฐานะของมือกระบี่ กระบี่ที่หลบซ่อนพลังแบบนี้ราวกับมือสังหารมากกว่ามือกระบี่ หลายคนจึงรู้สึกไม่ยอมรับเพลงกระบี่มายาของอูหลินเฟิง
" เพลงกระบี่ที่ขี้ขลาดแบบนั้นกลับสามารถเอาชนะ ร่างเสมือนของเทพกระบี่คงหมิงได้งั้นหรือ เหอะ!! ใครจะยอมรับแต่ข้าไม่ยอมรับ คัมภีร์กระบี่นั้น ไม่อาจมอบให้เจ้าได้" ราชันชั้นต้นผู้หนึ่งได้กล่าวขึ้นมาพร้อมกับกระโดดขึ้นเวที ตัวเขาใช้ข้ออ้างเรื่องเพลงกระบี่ที่ ดูแล้วราวกับขี้ขลาดของอูหลินเฟิง เป็นเหตุให้แย่งชิงเพลงกระบี่ที่สามารถสยบธาตุได้ของเทพกระบี่คงหมิง ไม่ใช่เพียงแค่ราชันชั้นต้นผู้นี้เท่านั้น แต่ได้มีชนชั้นจอมยุทธ์อีกสามคนขึ้นมาด้วย อีกทั้งทั้งสามคนนั้นยังเป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงทั้งหมด
" ช่างกล้าที่จะพูด..ว่าเพลงกระบี่ของข้าขี้ขลาด ทั้งๆ ที่ตัวของพวกเจ้าไม่กล้าต่อสู้กับร่างเสมือนของเทพกระบี่ด้วยตนเองแท้ๆ"อูหลินเฟิง กล่าวดูถูกอีกฝ่ายเข้าสัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายนั้นต้องการคัมภีร์ ของเทพกระบี่คงหมิง อาศัยความโลภของตนพูดคำพูดสวยหรูออกมา คงหวังให้เขามอบคัมภีร์นั้นให้อย่างง่ายดาย
" เหอะ!!ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวที่คิดแต่มือกระบี่หลายคน ณ ที่นี้ย่อมคิดแบบเดียวกับข้า" ราชันผู้นั้นได้กล่าวออกมา เขาเชื่อว่าต้องมีหลายคนที่คิดแบบเดียวกับเขา
“ถูกต้องเพลงกระบี่แบบนั้น พวกข้าไม่ยอมรับ” หนึ่งในจอมยุทธ์ทั้งสามได้พูดขึ้นมา เขาเองก็ต้องการเคล็ดวิชาของเทพกระบี่คงหมิงเช่นกัน หากได้มันมาไม่แน่ว่าเขาจะสามารถสยบได้ทุกๆ เพลงกระบี่เหมือนที่เทพกระบี่คงหมิงเคยทำในอดีต
" แล้วจะอย่างไร เจ้าคงไม่ลืมนะว่าอาจารย์ของข้า คือปราชญ์วิญญาณหาใช่ปราชญ์กระบี่ วิชาที่ข้าถนัดที่สุดก็คือการควบคุมอสูรและการใช้พลังวิญญาณ เพลงกระบี่เป็นเพียงความสามารถรองเท่านั้น อีกอย่างตั้งแต่เข้ามาตัวข้าเองก็ไม่อาจใช้พลังจากสัตว์อสูรของข้าได้แม้แต่ตัวเดียว ภายในสุสานแห่งนี้ก็ไม่ได้ผนึกพลังมายาของข้า หมายความว่า สุสานแห่งนี้ก็ยอมรับเพลงกระบี่นี้เช่นเดียวกัน"อูหลินเฟิงกล่าวด้วยเสียงที่ยียวนตามแบบฉบับของเขา พร้อมๆ กับที่เก็บคัมภีร์ทั้งสองลงไปโดยที่ยังไม่ได้ดูให้ดีกว่าเป็นคัมภีร์อะไร
" วางมือจากคัมภีร์นั่นซะ" ราชันผู้นั้นได้กล่าวพร้อมกับชักกระบี่ของตนเองออกมา หมายจะแย่งชิงคัมภีร์ทั้งสองไปเป็นของตน
" คนที่ต้องถอดใจจากคัมภีร์นี้คือพวกเจ้าต่างหาก" อูหลินเฟิงเองก็เคลื่อนไหวพร้อมกัน
ราชันผู้นั้นได้สร้างคลื่นกระบี่ที่ประสานด้วยเปลวเพลิงฟันออกมาอย่างรุนแรง พุ่งตรงเข้าหาร่างของ อูหลินเฟิงแต่ว่าเมื่อรังสีกระบี่ที่พุ่งเข้ามา โดนร่างของอูหลินเฟิง ร่างนั้นกลับสลายหายไป หมายความว่าร่างที่เห็นเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น
'ข้างหลัง' ราชันผู้นั้นใช้สัมผัสปราณสามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของอูหลินเฟิงจากทางด้านหลังได้ จึงยกกระบี่ขึ้นป้องกันอย่างง่ายดาย
" ต่อให้เจ้าจะ มีพลังจิตและพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งแต่ว่า ระดับชั้นของดวงจิตและวิญญาณของข้าคือ ชนชั้นราชัน พลังจิตและพลังวิญญาณของเจ้าไม่อาจทำอะไรก็ได้" ราชันผู้นั้นกล่าวด้วยความมั่นใจ ต่อให้อูหลินเฟิงจะเป็นอัจฉริยะด้านพลังจิตและพลังวิญญาณแต่ว่า พลังที่เขาแสดงออกมาก็คือพลังจิตและวิญญาณระดับจอมยุทธ์ชั้นกลางเท่านั้น ยังห่างกับชนชั้นราชันอย่างเขายิ่งนัก
" ถ้ามั่นใจขนาดนั้น ก็อย่าได้ละสายตาจากกระบี่ของข้าเป็นอันขาด"อูหลินเฟิงกล่าวด้วยเสียงเย็นชา
"เหอะ!! จะตายแล้ว ยังจะปากดีอยู่อีก" ราชันผู้นั้นได้กล่าวจากนั้นเปลวเพลิงที่รุนแรงก็ได้พวยพุ่งออกจากกระบี่ เปลวเพลิงที่พวยพุ่งออกมานั้นกลืนกินไปทั้งสนามประลอง เขาคิดจะใช้เปลวเพลิงที่รุนแรงกระจายไปทั่วสนาม คิดจะทำลายการซ่อนตัวด้วยภาพมายาของอูหลินเฟิง แต่ว่าความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้จากเปลวเพลิงนั้นกลับไม่รู้สึกว่าเปลวเพลิงของเขาจะสามารถแผดเผาสิ่งใดได้เลยแม้แต่น้อย หมายความว่าตัวของอูหลินเฟิง ไม่ได้อยู่บนเวทีประลอง ในตอนนั้นเองเขาได้ยินเสียงดังขึ้นมา จากบนฟ้าเหนือเวทีการประลอง
“หลินเฟิงๆๆ ฉันขอออกไปสู้บ้างสิ” เสียงวิงวอนของลุคได้ออกมาจากกระบี่ เขาเองก็ต้องการออกไปสู้บ้างหลังจากที่เห็นการต่อสู้ ของอูหลินเฟิงยิ่งตอนนี้มีคนที่แข็งแกร่งมาเป็นหนู ลองยาแล้ว
“จะให้ใช้ชิกิงามิระดับสูงงั้นเหรอ มันกินพลังเกินไป” อูหลินเฟิงบอก
“นายกลืนกินดวงจิตวิญญาณมังกรไปแล้วนะ ระดับดวงจิตและวิญญาณตอนนี้สูงถึงจอมยุทธ์ขั้นกลาง ลมปราณเองก็มีมากกว่าเดิม ต่อให้สร้างชิกิงามิระดับสูง ประสานเข้ากับจิตวิญญาณแฝดของฉัน ก็ยังเหลือทั้งลมปราณพลังจิตและพลังวิญญาณอีกจำนวนมหาศาล อย่าวิตกเกินไปสิ” เสียงของลุค กำลังพยายามหาข้ออ้างที่ตัวเองจะสามารถออกไปสู้ได้ การที่อูหลินเฟิง กลืนกินดวงจิตวิญญาณมังกรเหมันต์เข้ามานั้น นอกจากจะทำให้ระดับพลังเพิ่มขึ้น พลังจิตของเขาเองก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกันกับของอูหลินเฟิง เพราะว่าเขาทั้งคู่ใช้ดวงวิญญาณหลักอันเดียวกัน
“เออ ก็ได้ แต่ว่าทำได้เพียงชิกิงามิระดับสูงเท่านั้นนะ คราวนี้ไม่สามารถสร้างร่างที่แข็งแกร่งโดยอาศัยภูตวิหคขาวได้ อย่าได้เอาร่างกายไปรับกระบี่เชียว” อูหลินเฟิง กล่าวเตือนจิตวิญญาณแฝดของตัวเอง
“รู้แล้วน่า เร็วสิ”
“เออ จะรีบทำให้เดี๋ยวนี้แหละ งอแงเป็นเด็กแบบนี้ถึงได้บอกไงว่านายเป็นน้องเล็ก” อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นก็เร่งพลังวิญญาณของตนเองสร้างยันต์สีขาวบริสุทธิ์ออกมาหนึ่งใบ พลังลมปราณพลังจิตและพลังวิญญาณจำนวนมหาศาลถูกส่งเข้าไปยังยันต์สีขาวใบนั้น
วิชายันต์ชิกิงามิระดับสูง ร่างเสมือน ประสาน ดวงจิตวิญญาณแฝด
ร่างที่เหมือนกับฝาแฝดของอูหลินเฟิง ได้ถูกสร้างขึ้นมา ร่างทั้งสองนั้นเหมือนกันราวกับฝาแฝดยกเว้นสีผม ของอูหลินเฟิงคือสีม่วงเข้ม ของลุคคือสีทองสีเดียวกับร่างของเขาที่เคยมีชีวิตตอนอยู่ที่โลกแห่งวิทยาการ น่าเสียดายที่การสร้าง ชิกิงามิระดับสูงแบบนี้ อูหลินเฟิงต้องใช้พลังลมปราณในการสร้าง ร่างกายของชิกิงามิทำให้ภายในร่างของชิกิงามินั้นมีแต่พลังลมปราณ เรน ที่เน้นใช้พลังเวทเป็นหลักจึงยังไม่สามารถออกมาได้ ต่างกับลุค ที่ไม่ว่าจะเป็นร่างที่มีพลังจิตหรือพลังเวทเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะว่าพลังหลักของเขาคือพลังจิต จึงสามารถอยู่ในทุกร่างและประสานลงในทุกวัตถุได้
“ในที่สุดก็ได้ออกมาอีกครั้ง” ลุคกล่าว จากนั้นมองไปยังศัตรูที่อยู่ตรงเวทีทั้งสี่คน “มีคนมาให้ลองพลังใหม่ถึงสี่คนเลย” ลุคกล่าวอย่างตื่นเต้นความแข็งแกร่งของพลังจิตของเขา ที่เพิ่มขึ้นหลังจากกลืนกินดวงจิตวิญญาณมังกรนั้น จะแข็งแกร่งซักแค่ไหนกัน เขาได้ผนึกพลังจิตไปทั่วร่างของตนเอง จากนั้นควบควบคุมกระบี่วิญญาณฟ้าด้วยพลังจิตของตนเอง
“อย่าได้เข้ามายุ่งกับเหยื่อของฉันเชียวล่ะ” ลุคได้บอกออกมาอย่างตื่นเต้น
“ได้ๆ เชิญเลย ยกให้ทั้งหมด” อูหลินเฟิงมองไปยังจิตวิญญาณแฝดของตนเอง ตอนที่อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ในโลกของ โลกแห่งวิทยาการไม่อาจต่อสู้กับใครได้เลย พอตอนนี้สามารถต่อสู้ได้ด้วยตนเองแล้ว ยิ่งมีพลังจิตที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งต้องอยากต่อสู้ด้วยตนเองอยู่แล้ว
..
“มันอยู่บนนั้น” ราชันชั้นต้นคนนั้นได้กล่าวขึ้นมา หลังจากที่เห็นว่าอูหลินเฟิง กำลังลอย อยู่เหนือเวที จากนั้นเขาก็ได้เห็นว่าข้างๆ กันมีอูหลินเฟิงอีกคนยืนอยู่ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมากนักเพราะเมื่อกี้เขาเห็นแล้วว่าอูหลินเฟิงสามารถสร้างร่างแยกได้จากยันต์ที่เขาใช้
“สร้างร่างแยกอีกแล้วงั้นเหรอ คิดจะทำอะไรได้งั้นหรือ พวกข้าเคยเห็นหมดแล้ว” จอมยุทธ์คนหนึ่งได้กล่าวขึ้นมา ทั้งสี่คนได้จ้องมองไปยังสองร่างที่ลอยอยู่เหนือเวทีประลอง
“เคยเห็นแล้วคิดว่าจะทำอะไรได้งั้นหรอ??” จู่ๆ ก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังของทั้งสองคน ลุค ได้ปรากฏตัวขึ้นมาโดยที่ทั้งสี่คนไม่อาจสัมผัสได้เลยว่า ลุค มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หนึ่งราชันสามจอมยุทธ์ ถึงกลับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้น แต่ละคนกระโดดออกจากตำแหน่งของตนเอง หันมามอง ลุค ราวกับเห็นสิ่งแปลกปลอม
“ได้ไง!!...มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เสียงของจอมยุทธ์ผู้หนึ่งได้กล่าวขึ้นมาหลังจากที่เขาไม่อาจสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของ ชายตรงหน้าได้จนกระทั่งเขาส่งเสียงขึ้นมาเอง
‘เหตุใดข้าจึงไม่อาจสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของเจ้านี่ได้’ ราชันชั้นต้นผู้นั้นได้คิดในใจทั้งๆ ที่เมื่อกี้ยังสามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของอูหลินเฟิง ได้อยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่อาจสัมผัสได้แล้ว
“ก็แค่จำอวดที่สามารถซ่อนพลังของตนเอง โจมตีมัน” ชนชั้นราชันได้กล่าวขึ้นมา เมื่อได้ยินดังนั้นจอมยุทธทั้งสามคน ได้พุ่งเข้าล้อมรอบลุค เป็นสามเหลี่ยม
“ตายซะ” จอมยุทธ์แต่ละคนได้ใช้เพลงกระบี่ที่รุนแรงของตนเองออกมา หวังที่จะสังหารภายในกระบวนท่าเดียว แต่ว่าเมื่อฟันออกไปกระบี่ของทั้งสามจอมยุทธ์กลับไม่อาจถึงตัวของลุค ได้กระบี่พวกนั้นราวกับฟันไปยังกำแพงที่มองไม่เห็น
ทักษะจิต กำแพงจิต กระบี่ของจอมยุทธ์ทั้งสาม ถูกหยุดไว้กลางอากาศไม่ใช่ว่าพลังจิตของลุค จะมีความแข็งแกร่งจนสามารถทนทานการโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้ได้ แต่ว่าลุคได้บีบอัดกำแพงจิตจนมีขนาดเล็กที่สุด ปิดกั้นไว้เฉพาะจุดที่โดนโจมตีเข้ามา จึงทำให้พลังจิตของเขาสามารถต้านทานพลังโจมตีของจอมยุทธ์ทั้งสามที่แข็งแกร่งได้
“พลังจิตแข็งแกร่งขึ้นมากจริงๆ ถึงขนาดสามารถหยุดกระบี่ของชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงได้ โดยอาศัยเพียงพลังจิตเนี่ยดีจริงๆ” ลุคกล่าว ถึงแม้ว่าเขาจะพูดเช่นนั้นแต่ว่าหากเปลี่ยนให้ อูหลินเฟิง มาทำแบบเดียวกันนี้ย่อมไม่อาจทำได้อย่างแน่นอน แม้ว่าอูหลินเฟิง จะสามารถใช้พลังจิตสาย ควบคุมกายภาพได้แล้ว แต่ว่าก็ยังไม่สามารถใช้พลังจิตได้ดีเทียบเท่ากับที่ลุคทำ หากว่าอูหลินเฟิง ใช้พลังจิตได้ดีมากเท่าไหร่ ลุค จะสามารถใช้พลังจิตได้ดีกว่าเขาถึงสามเท่า เพราะลุคคือดวงจิตวิญญาณแฝดที่ใช้พลังจิตเป็นหลัก ลุคไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังลมปราณในร่างกายของชิกิงามินี้เลยแม้แต่น้อย
“ขอเลียนแบบพลังของนายเลยแล้วกันนะเกล” (เกลออกมาตอนบทนำ) ” ลุค พูดกับตนเองจากนั้นเร่งพลังจิตของตน เลียนแบบรูปแบบพลังจิตของสหายในโลกแห่งวิทยาการ สมัยตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งนั้น
ทักษะจิตสายสรรค์สร้าง โซ่ผนึกจิต ลุคได้ใช้พลังจิตของตนเอง สร้างโซ่ขึ้นมาหนึ่งเส้นใช้ปลายด้านหนึ่งคล้องไว้กับกระบี่ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งสร้างลูกตุ้มขนาดเล็กเท่าลูกปิงปองขึ้นมา
“ถอยก่อน” หนึ่งในจอมยุทธ์ได้กล่าวออกมาจากนั้นจอมยุทธ์ทั้งสาม ก็ได้กระโดดออกไปเมื่อเห็นว่าร่างของลุคได้ สร้างโซ่แปลกๆ ออกมาจากอากาศ
“อ้าวๆ ถอยออกไปทำไมล่ะ ไม่ใช่ว่าอยากจะฆ่าฉันหรือไง” ลุคได้พูดออกไป พร้อมๆ กับฟาดโซ่ออกไป โจมตีไปยังจอมยุทธ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด จอมยุทธ์คนที่โดนโจมตีเมื่อเห็นว่า โดนฟาดโซ่ใส่เข้ามาก็ฟันกระบี่ไปยังโซ่ เมื่อโซ่และกระบี่กระทบกันปรากฏว่า โซ่ได้ขาดออกเป็นสองท่อน นี่คือข้อเสียของจิตสายสรรค์สร้างเพราะว่าของที่สร้างจากพลังจิตนั้นจะมีความคงทนที่ต่ำไม่เหมาะสำหรับการสร้างปะทะโดยตรงแบบนี้
“เป็นโซ่ที่อ่อนแอซะจริง” จอมยุทธ์คนนั้นได้กล่าวออกมาเมื่อเห็นว่าตนเองสามารถตัดโซ่ได้อย่างง่ายดาย
“จะเป็นแบบนั้นจริงเหรอ??” ลุคพูดพร้อมกลับยิ้มออกมา ทันใดนั้นตัวโซ่ที่ถูกตัดออกมาก็ได้ตวัดเข้าหาจอมยุทธ์ผู้ที่เป็นคนตัดโซ่ออกมา จากนั้นโซ่ที่ถูกตัดออกมาก็ได้ขยายออกจนเข้าพันธนาการไปทั้งร่างของจอมยุทธ์ผู้นั้น หลังจากที่สามารถพันธนาการได้โดยสมบูรณ์ พลังลมปราณภายในร่างก็โดนสะกดลงอย่างมหาศาล ถึงกับถูกกดพลังลงจะเหลือระดับหกโดยทันที
“เพราะมีพลังลมปราณเหนือกว่าจึงไม่สามารถผนึกได้โดยสมบูรณ์ ทำได้เพียงลดระดับลมปราณของฝ่ายตรงข้ามสินะ” ลุคได้พูดออกมาหลังจากเห็นผลลัพธ์นั้น โซ่ผนึกจิตของเกล จะสามารถผนึกพลังจิตของคนที่โดนรัดได้สมบูรณ์ แม้คนผู้นั้นจะมีพลังจิตเหนือกว่าหนึ่งระดับ แต่โซ่ผนึกจิตของเขานั้นทำได้เพียงแค่ลดระดับลมปราณลง แต่ว่าเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“อะไรกันลมปราณของข้าลดลง บททดสอบจบไปแล้วนี่” จอมยุทธ์ที่โดนผนึกพลังได้กล่าวออกมาอย่างตกใจ การโดนกดระดับพลังนั้นเป็นพื้นฐานของบททดสอบแต่ว่าตอนนี้บททดสอบได้จบลงไปแล้วไม่สมควรมีสิ่งที่จะสามารถผนึกพลังของเขาได้อีกต่อไป หมายความว่าเด็กหนุ่มข้างหน้านี้มีความสามารถในการผนึกพลังเช่นกัน
“ลืมพวกข้าไปแล้วหรือไง” เสียงของจอมยุทธ์อีกสอง คนที่เหลือได้พูดขึ้นมาพร้อมกับกระโดดเข้าแทงไปยังร่างของลุค พลังรุนแรงของสองจอมยุทธ์ถูกผนึกลงบนกระบี่พุ่งตัวเข้าหาลุคอย่างรวดเร็ว
..
..
จบตอน