บทที่15 : ที่มาของการเก็บผี
"คือว่านะปู่ พี่คิม พี่เซียร์...ผมสงสัยมาได้สักพักแล้วว่าทำไมพี่หมอถึงต้องเก็บผีมาไว้ที่บ้านด้วยอ่ะ"
ลีเวลที่นั่งเลื่อนนิ้วขึ้นลงอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้เป็ของขวัญจากเซียร์เอ่ยถามขึ้นสองผีหนึ่งแวมไพร์ชะงักมองหน้ากันเองอย่างมีนัย
"ทำไมถึงถามเื่นี้ล่ะครับ"
คิมเอ่ยถามกลับโดยไม่ตอบมือวางชีสเค้กลงตรงหน้าของลีเวลและวางบัวลอยมะพร้าวอ่อนลงตรงหน้าไอยรินทร์จากนั้นก็หันไปหยิบกาน้ำชาจากรถเข็นมาเติมให้เซียร์ที่ปรายตามองสมาชิกใหม่ของบ้านแวบหนึ่ง
"อยู่มาตั้งหนึ่งอาทิตย์แล้วเห็นพี่หมอเก็บผีกลับมาด้วยบ่อยๆ ก็เลยสงสัย เก็บมาไว้เฉยๆ แล้วยังต้องมาเลี้ยงอีกอย่างพี่หมอนี่ไม่น่าจะใจดีแบบนั้นเลยน้า"
ั้แ่ย้ายมาอยู่บ้านใหม่ลีเวลได้ทำความเข้าใจกับกฎและรู้จักสมาชิกในบ้านเป็อย่างดีผีตามพื้นบ้านแบ่งระดับยังไง ผีในบ้านที่มีระดับสูงทำหน้าที่อะไรบ้างลักษณะนิสัยของแต่ละคน รวมไปถึงการใช้พลังิญญาด้วย
เขาได้เซียร์และไอยรินทร์ช่วยสอนการใช้พลังิญญาแล้วถึงจะยังไม่คล่องเพราะมันไม่เป็วิทยาศาสตร์แต่ก็เปลี่ยนจากลมร้อนพัดลมเบอร์หนึ่งไปเป็เบอร์สามแล้ว..อันนี้ไตรวิชญ์บอกมาหลังถูกเป่าไปครั้งหนึ่งเมื่อวาน
นอกจากฝึกพลังกับไถหน้าจอมือถืออ่านข่าวและเล่นทวีตเตอร์เขาก็แทบไม่มีอะไรทำ พูดให้ถูกคือว่างมากและเพราะว่างก็เลยมีเวลาสังเกตไตรวิชญ์เพื่อหาจุดอ่อนเอาคืน
สังเกตไปๆ มาๆก็เลยรู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลกับพฤติกรรมของพี่หมอ คนที่ประกาศตนเป็ทาสเงินอย่างโจ่งแจ้งนั่นไม่น่าจะยอมมาเสียเงินกับผีที่วันๆนอกจากกินแล้วก็นอน มีบ้างที่ออกไปทำงานเป็สายข่าวให้เซียร์ไอยรินทร์เคยพูดว่าพี่หมอเก็บผีมาเป็ขี้ข้า คิมก็ไม่ได้คัดค้านคำตอบนั่น
แต่เขารู้สึกว่านั่นก็ไม่ใช่จุดประสงค์ของการเก็บผีมาเลี้ยงของพี่หมอเลยเพราะคนที่ใช้งานไม่ใช่พี่หมอแต่เป็เซียร์อย่างเดียว
"ที่จริงแล้วก็ไม่ได้เลี้ยงอะไรหรอกครับแต่เป็ผมเองที่ซื้อมาเลี้ยงพวกเขาด้วยเงินของคุณไตร" คิมตอบด้วยรอยยิ้มยิ่งนึกถึงใบหน้าเหมือนจะสิ้นใจของพี่หมอตอนเขาบอกว่าจะเลี้ยงอาหารผีครั้งแรกยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น"แต่เงินทั้งหมดที่จ่ายไปก็เป็คุณเซียร์หามานั่นแหละครับเงินจากบัญชีส่วนตัวของคุณไตรผมก็ไม่ได้แตะ"
"แต่ชื่อบัญชีทั้งหมดเป็ของไตรอยู่ดี"
"เพราะพวกเราไม่มีบัตรประชาชนกับทะเบียนบ้านไม่งั้นก็เปิดบัญชีของตัวเองไปแล้วล่ะครับ"
"ใช่สิ สาวน้อยถ่ายรูปติดบัตรไม่ได้นี่นา"
"ก็ผมเป็แวมไพร์นี่"
คิมถลึงตาใส่ไอยรินทร์ที่ยังคงยิ้มอ่อนโยนแต่แววตาไหวระริกอย่างขบขัน เซียร์ไหวไหล่อย่างไม่สนใจก่อนจะเอ่ยขึ้นขัดทั้งคู่
"ของแบบนั้นมันปลอมกันได้ถ้าอยากได้เราจะทำให้..."
"เก็บความคิดนั่นกลับไปเถอะครับคุณเซียร์"
"ใช่ๆ ข้ายอมเป็ผีเถื่อนไม่มีบัตรนะ"
"..."
ผีที่ไหนเขามีบัตรกันล่ะคุณไอย
เมื่อทั้งสองสามัคคีกันปฏิเสธเซียร์ก็ไม่เสนอต่อหันหน้าหล่อๆ กลับไปทำงานอย่างใจเย็น ลีเวลมองผู้าุโกว่าตาปริบๆก่อนจะเอ่ยกลับเข้าประเด็นใหม่
"ผีพวกนั้นเป็พี่คิมเลี้ยงงั้นเหรอครับแต่พี่หมอก็เป็คนเก็บผีมานี่นา จุดประสงค์ล่ะ?"
"ก็ขี้ข้าไงเ้าหนู"
"ไม่ใช่แบบนั้นสิปู่ จุดประสงค์จริงๆ ต่างหากล่ะไม่สงสัยบ้างเหรอ"
นิสัยจากอาชีพเดิมต่อมเผือกเริ่มทำงานนักข่าวนั้นเมื่ออยากรู้อยากเห็นแล้วต้องขุดคุ้ย การปล่อยผ่านไปเฉยๆนี่มันทำให้รู้สึกเหมือนใจจะขาด
"ถ้าอยากรู้ต้องถามสาวน้อยดูสิ"
ไอยรินทร์ไหวไหล่ เขาไม่เคยคิดถามหาเหตุผลมากนักเพราะรู้ว่าเมื่อถามไปอย่างจริงจังมันต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนแปลกๆ แน่ถึงจะติดใจสงสัย แต่ไม่เสี่ยงดีกว่า
"ถามผมก็ไม่รู้ละเอียดหรอกนะครับคนที่รู้ดีที่สุดก็ต้องเป็คุณเซียร์นั่นล่ะ เพราะเป็คนมาอยู่ที่นี่ก่อนหน้าผมซะอีก"
"เอ๋~พี่เซียร์อยู่มานานขนาดไหนกันเหรอ"
"เกือบสิบปีแล้ว"
เซียร์ตอบเสียงเ็า ไม่เงยหน้าขึ้นมามองผู้พูดมือยังคงง่วนกับการจัดสรรงานผ่านหน้าจอโน๊ตบุ๊ก ลีเวลเอ่ยพยายามดึงความสนใจอีกฝ่ายให้ตอบคำถาม
"งั้นก็รู้ใช่ไหมว่าพี่หมอสะสมผีไว้ทำไม"
"อืม"
"พี่เซียร์บอกผมหน่อยสิคร้าบ~"
"อยากรู้ไปทำไมล่ะ?"
"แหมมันอยากรู้อยากเห็นเป็อาชีพมาก่อนนี่นา"
"อืม..." เซียร์ชะงักงานที่ทำแล้วกลอกตาไปมาอย่างครุ่นคิด"เื่นี้ไตรก็ไม่ได้ห้ามเล่า พูดออกไปก็คงไม่เป็อะไรละมั้ง"
"เอ๋ ไม่ได้ห้ามเหรอครับ"
คิมที่เป็อีกคนที่รู้กะพริบตาปริบๆแต่เท่าที่ลองนึกดูหมอผีหนุ่มก็ไม่ได้ห้ามจริงๆ แต่ถ้าถามเ้าตัวตรงๆก็จะไม่ยอมตอบเท่านั้นเอง
แต่แบบนั้นก็เหมือนห้ามบอกไม่ใช่หรือ?
"ไม่เคยห้าม แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็คงไม่ตอบเอง"
"เ้าหนุ่มนั่นก็เป็ประเภทที่ใครถามก็ไม่ตอบออกมาง่ายๆอยู่แล้ว มีแต่จะบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนเื่แต่ทีกับคนอื่นล่ะถามเค้นคำตอบแบบไม่เกรงใจ นิสัยเสียนัก"
ปู่อยู่มาก่อน รู้ในนิสัยเสียๆ ของไตรวิชญ์มากเกินพอส่วนนิสัยดีๆ เขายังไม่เห็นแม้เศษเสี้ยวั้แ่เจอหน้ากันจนบัดนี้...ตั้งสองเดือนแล้วนะ
คนเราจะหาส่วนดีไม่ได้เลยทั้งที่ผ่านมาขนาดนี้มันก็เกินไป
"งั้นก็เล่าเลยๆ"
ทั้งลีเวลและไอยรินทร์รอฟังอย่างตั้งใจ
"งั้นคงต้องเริ่มจากกฎของบ้านก่อน มันมีอยู่ของหนึ่งที่ระบุว่าจะถูกกักอยู่ภายในบ้านไม่ให้ออกไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็เวลาห้าถึงสิบปีตามระดับของผีสงสัยไหมว่าตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร?"
"นั่นสิ เพื่ออะไรกันหว่า"
"ข้าี้เีคิด เ้าช่วยบอกเลยได้หรือไม่"
สองหนุ่มต่างวัยมองผีหน้าหล่ออย่าง้าคำตอบทันทีโดยไม่ต้องผ่านการคิดเซียร์ทอดถอนหายใจ การพูดคุยถามตอบเพื่อให้สมองคิดและจดจำดูจะไม่ได้ผลกับพวกี้เีนี่
"ก็เพื่อสร้างสถานที่ที่หน้าแน่นไปด้วยพลังิญญายังไงล่ะ"เซียร์วางงานตรงหน้าแล้วอธิบายอย่างจริงจัง "ในพื้นที่ที่มีิญญาอยู่จำนวนมากจะเกิดคลื่นิญญาหนาแน่นที่ผีสามารถดูดซับและนำไปใช้ได้ยิ่งเป็ผีระดับสูงยิ่งปล่อยคลื่นิญญาหนาแน่น จำนวนยิ่งมากก็หนาแน่นยิ่งกว่า พอพลังหนาแน่นมากก็ทำให้ิญญาเอามาใช้ได้ร่างิญญาที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและจับต้องสิ่งของได้ก็เกิดจากพลังิญญาเหล่านี้"
"โอ้ เพราะแบบนี้เอง หมอผีเองก็ใช้พลังิญญาด้วยก็เลยรวบรวมมาเพื่อดูดพลังิญญาด้วยสินะ?"
"ไม่ใช่หรอก ไตรไม่ได้ดูดซับจากพวกผีข้างนอกแต่เป็ในบ้านนี้ต่างหาก"
"เอ๋?"
ลีเวลและไอยรินทร์มองหน้ากัน คิมที่ฟังเงียบๆมานานก็ช่วยอธิบายเพิ่มให้ฟังพลางเติมน้ำตาให้เซียร์จิบ
"บริเวณบ้านหลังนี้เป็พื้นที่ที่มีพลังิญญาหนาแน่นอยู่แล้วครับพลังบริสุทธิ์แบบที่พวกข้างนอกเทียบไม่ติดเลยล่ะ ไม่อย่างนั้นคุณเซียร์กับลีเวลคงไม่มีร่างที่เหมือนมนุษย์มากขนาดนี้"
"งั้นพี่หมอก็เก็บพวกิญญามารวมกันเพื่อพรางพลังิญญาในบ้านเหรอ"
ลีเวลถามอย่างใคร่รู้ ที่จริงเขาคิดว่าไม่จำเป็ต้องอำพรางด้วยซ้ำแค่เขตแดนที่ไตรวิชญ์สร้างก็กันผีทุกระดับที่ตั้งใจเข้ามาดูดซับพลังิญญาได้ทั้งหมดแล้วการรวมิญญาเพื่ออำพรางอีกชั้นก็ดูเกินความจำเป็ไปหน่อย
อีกทั้งิญญาที่ได้ดูดซับพลังิญญาเข้าไปนอกจากจะมีร่างกายที่มองเห้นได้ด้วยตามนุษย์แล้วก็จะยกระดับพลังขึ้นได้ด้วยผีแข็งแกร่งขึ้นแบบนี้จะเป็ผลดีกับหมอผีนั่นด้วยเหรอ
"ไม่ได้พราง แต่ตั้งใจเอามาใช้งาน ก็อย่างที่ไตรชอบพูด...ผีขี้ข้าไง"
"เื่จริง?"
"จริง ิญญาที่มาอยู่ที่นี่จะถือว่ามีคุณสมบัติเป็ยมทูตไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่วมาแค่ไหนก็ไม่มีผลต่อคุณสมบัติหรอกเพราะยังไงหลังเป็ยมทูตแล้วกรรมที่ทำไว้ก็ต้องได้รับอยู่ดี ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพียงแต่จะเบาลงเท่านั้น"
"เ้าหนุ่มเลี้ยงผีไว้เป็ยมทูตหรอกหรือ"ไอยรินทร์ขมวดคิ้วครุ่นคิด "จะว่าไปที่ยมทูตเรียกนายท่านก็เพราะว่าเคยถูกเลี้ยงจากที่นี่มาก่อนสินะ..."
เซียร์ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถามในจุดนั้นลีเวลก็โพล่งถามในเื่ที่ยังสงสัยต่อ
"แล้วพี่หมอมีอำนาจอะไรถึงตัดสินิญญาดวงไหนเป็ยมทูตได้กันล่ะครับพี่เซียร์"
"มันเป็ข้อตกลงกันกับปรโลกส่วนข้อตกลงเป็ยังไงนั้นเราก็ไม่ได้ถาม ถ้าอยากรู้ลีเวลคงต้องไปถามไตรเอาเอง เรารู้เพียงว่าผีมีสิทธิ์เลือกที่จะเป็ยมทูตหรือไม่เป็ก็ได้อยู่"
ในส่วนของข้อตกลงถือเป็ความลับเฉพาะแต่อะไรที่พอรู้ได้บ้างไตรก็บอกเขามาก่อนบ้างแล้วเพราะอยู่กันมานานความไว้วางใจที่มีเลยทำให้พูดกันได้เกือบทุกเื่ และนอกจากพี่หมอแล้วเซียร์เองก็มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครจะไปเป็ยมทูตได้เหมือนกัน
แต่เื่นี้ไม่จำเป็ต้องบอกใคร
"อย่างเ้าหนุ่มนั่นต้องได้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อมากเลยใช่ไหมถึงได้ตกลงกับทางปรโลกในการชุบเลี้ยงิญญา"
ไอยรินทร์ถามนับว่าเขาเข้าใจพี่หมออยู่บ้างว่าคนหน้าเืเห็นแก่เงินอย่างนั้นมันต้องได้ค่าตอบแทนแน่ๆ
แต่ค่าตอบแทนจากปรโลกมันจะเป็เงินหรือไง?
"ค่าตอบแทนเป็ไปไรก็ไม่รู้หรอก แต่คงไม่ใช่อะไรที่ทำให้เขาเสียเปรียบไม่อย่างนั้นเขาไม่ยอมรับข้อตกลงต่อให้เป็เ้านรกมาเองก็ตาม"
"ก็เป็ประเภทดื้อด้านอย่างแท้จริงนี่ครับ"
เซียร์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของคิมประโยคนี้นอกจากดื้อด้านแล้ว เขายังด้านในความหมายอื่นๆ ด้วย
"พี่หมอเนี่ย สมแล้วที่ไม่ใช่มนุษย์"
ลีเวลพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ ไอยรินทร์และคิมยิ้มอย่างขบขันความไม่ใช่มนุษย์ของไตรวิชญ์ก็มีเพียงแค่พวกเขาเท่านั้นแหละที่รู้ว่ามันไปไกลกว่าคำว่าไม่ใช่มนุษย์ขนาดไหน
"เอาล่ะ หมดเวลาตอบ"
"จะตอบก็ยังมีเวลาด้วยเหรอครับพี่เซียร์"
ลีเวลเลิกคิ้วสูงนี่การตอบคำถามของเขามาเสียเวลาขนาดนั้นเชียวเซียร์เท้าคางมองแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ก็ไม่ใช่ไตร ทำไมเราต้องเสียเวลาตอบให้มากมาย?"
"อ่า..."
ความลำเอียงที่ออกหน้าออกตานี่มันอะไรกันลีเวลที่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานรู้สึกแปลกๆข่าวคราวของเซียร์ที่เคยได้ยินมาเหมือนจะไม่ใช่แบบนี้นี่...
ไอยรินทร์ตบบ่าเป็เชิงปลอบใจเซียร์ก็อย่างนี้คนเดียวที่ตามใจและเอาใจใส่สุดๆ ก็มีเพียงแต่ไตรวิชญ์เท่านั้นเองขนาดเขาเป็ผู้าุโของบ้านชวนคุยแล้วยังตอบบ้างไม่ตอบบ้างเลยแต่ยังดีที่ชวนเล่นหมากรุกแล้วยังเล่น
เซียร์กลับไปนั่งทำงานต่อแล้วส่วนคิมก็กลับเข้าครัวไปทำอาหารมื้อเย็นเหลือเพียงสองหนุ่มต่างวัยที่นั่งมองซ้ายทีขวาทีอย่างคนไม่มีอะไรทำสุดท้ายแล้วก็ได้แต่แยกย้ายไปทำกิจกรรมตามความสนใจของตัวเอง รอไตรวิชญ์กลับมาบ้าน
ใกล้จะหมดฤดูฝนแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาว
ตามปกติแล้วเหล่าผีก็ไม่ได้สนใจนักกับสภาพอากาศเพราะไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบไหนก็ไม่ได้ทำให้มีความรู้สึกร่วมไปด้วยได้เลยคนเดียวที่มีความกระตือรือร้นกับสภาพอากาศบ้างคงมีแค่ไตรวิชญ์เท่านั้น
ถึงเขาจะไม่ค่อยใส่ใจกับสภาพอากาศเช่นกันแต่การแต่งตัวแปลกแยกจากชาวบ้านเขามากเกินมันก็น่าสงสัยอยู่ไม่น้อยเดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็คนบ้าเอาได้
"เฮ้อ~วันนี้ที่บ้านก็ยังคงสงบสุขดี"
พี่หมอพึมพำออกมาขณะเท้าคางมองออกไปนอกบ้านวันนี้ฟ้ามีเมฆอยู่บ้างแต่ก็ยังมีช่องที่พอให้เห็นแสงจันทร์เพ็ญที่สาดส่องลงมา
"พี่หมอๆ พี่หมอคร้าบ!"
ลีเวลวิ่งเข้ามาหน้าด้วยท่าทางเหมือนลูกหมาน้อยหน้าตาใสซื่อในมือถือกล้องถ่ายรูปเอาไว้อย่างเหนียวแน่นไตรวิชญ์หันกลับไปมาอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะยกขาขึ้นถีบอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามา
ลีเวลเอียงตัวหลบได้ก่อนจะปะทะกับฝ่าเท้าพี่หมอแล้วก็หยุดยืนอยู่ห่างๆรักษาระยะนิดหน่อย ใบหน้าหล่อคมคายยิ้มสดใสแล้วยื่นกล้องออกมาข้างหน้า
"ยื่นกล้องมาทำไม"
ไตรวิชญ์ถามพลางปลายตามองกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ล่าสุดดูท่าจะเป็ของแพงที่เซียร์ไว้ให้ลีเวลใช้แก้เบื่อหรืออาจจะทนการตื้อน่ารำคาญไม่ได้ก็เลยซื้อแต่ไม่ว่าอย่างไหนของแพงแบบนี้เห็นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด
สิ้นเปลืองจริงๆ เลย
"พี่หมอทำให้กล้องนี่ถ่ายติดิญญาได้หน่อยดิ"
"หา?" คำขอของลีเวลทำให้พี่หมอขมวดคิ้ว "คิดอะไรอยู่วะนั่นจะถ่ายผีเก็บไว้ทำไม จะทำข่าวผีเรอะ"
"ก็ถ่ายเก็บไว้เรื่อยๆ แหละอีกอย่างมันก็มีฉากลับที่อยากถ่ายขำๆ"
"อะไรวะฉากลับ?"
"คุณแม่กินปู่"
"..."
"เคยเห็นรึเปล่าล่ะพี่หมอ"
ลีเวลกระตุ้นความสนใจเพิ่ม ไตรวิชญ์เบ้ปากตอบ
"จะไปเคยเห็นได้ไง ไม่ได้อยู่ติดบ้านตอนเห็นฉากกินกันซะหน่อย...ว่าแต่เป็ไงฟะ สิบแปดบวกไหม?"
"อยากรู้ต้องไปดูเองน้า~แต่ถ้าทำให้กล้องนี้ถ่ายติดได้เดี๋ยวฉันจะเสี่ยงตายไปถ่ายให้เอง หุๆ"
"ตกลง ขอแบบชัดๆ หน่อยล่ะ"
ไตรวิชญ์ตอบอย่างไม่ลังเลสักนิด แล้วก็หยิบกล้องไปลงอาคมอะไรสักอย่างโดยมีลีเวลมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น อีกมุมหนึ่งของบ้านเซียร์ได้แต่มองทั้งคู่ตาปริบๆ นึกไว้อาลัยในใจอย่างอ่อนโยน...
มีแววจะได้ซื้อกล้องมาเก็บไว้หลายๆ ตัวเพราะอาจจะโดนแวมไพร์คนสวยพังเป็ว่าเล่นก็ได้ และเขากลัวว่าลีเวลจะมาวอแวรบกวนเวลางานเปล่าๆ
...ว่าแต่ฉากลับที่ว่านี่มันยังไงกันนะ?