ตอนที่91 แบ่งเงิน
ในตอนที่ฟู่เยี่ยนออกมาจากมิติด้านนอกเป็นเวลากลางคืนแล้วเธอมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังถึงรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาตีสามแล้ว
ฟู่เยี่ยนกลับนอนไม่หลับตอนนี้เธอรู้สึกตื่นตัวมาก เธอจึงค่อย ๆ แง้มเปิดประตูอย่างเงียบ ๆ แล้วย่องไปที่สนามหญ้าเพื่อนั่งเล่นสักพักแต่ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอเพราะหูของเธอเต็มไปด้วยเสียงดังระงม
ฟู่เยี่ยนลุกขึ้นนั่งบนเตียงตัวเองเธอตั้งใจฟังเสียงที่ดังขึ้นในหูของเธอเพื่อดูว่ามันคือเสียงอะไร
ตอนนี้เธอได้ยินเสียงของทั่วทั้งบ้านเสียงแรกที่เธอได้ยินคือเสียงกรนของพี่ชายคนรองที่ดังสนั่นห้องส่วนในห้องของฟู่ต้านี ฟู่เวยและฟู่หรงกำลังนอนหลับสนิทพอฟังเสียงจากห้องของฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเสียงสวบสาบด้วย
ฟู่เยี่ยนกลัวจะมีหนูเข้าห้องเธอจึงใช้เนตรสวรรค์มองเข้าไปที่แท้ก็เป็นหวังซู่เหมยที่หิวกลางดึกจึงลุกมากินคุ๊กกี้นี่เอง
ฟู่เยี่ยนหัวเราะดูเหมือนว่าวิชาที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้จะเป็นของดีตอนนี้ประสาทสัมผัสทั้งหกของเธอดีขึ้นมากหลังจากฝึกฝนเพียงครั้งเดียวฟู่เยี่ยนตัดสินใจว่าเธอจะเข้าไปฝึกในดินแดนต่างมิติทุกคืนแม้ว่าเธอจะไม่ได้นอนก็ตาม แต่เธอก็รู้สึกสบายตัวกว่าตอนนอน
ตอนนี้ฟู่เยี่ยนที่นอนไม่หลับจึงตัดสินใจทำมื้อเช้าเองกระทั่งฟู่ต้านีตื่นนอนตอนเช้ามืด ฟู่เยี่ยนก็ทานมื้อเช้าเสร็จแล้วตอนนี้เธอกำลังล้างจานชามอยู่
“เสี่ยวฮั่วทำไมถึงตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะ ? ทำอาหารเช้าเสร็จแล้วด้วยหรอเนี่ย ? ” ฟู่ต้านียกฝาหม้อขึ้นโจ๊กที่กำลังงวดมีไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากในหม้อ
“อาหญิงหนูทำเสร็จแล้ว อารีบกินสิ รอทุกคนตื่นแล้วค่อยให้พวกเขากิน”ฟู่เยี่ยนกำลังรดน้ำต้นโสมอยู่ในสวน
“ตื่นเช้าจังวันนี้ต้องไปโรงเรียนไม่ใช่หรือ ? ทำไมถึงไม่นอนต่อล่ะ ? ” ฟู่ต้านีคุยกับฟู่เยี่ยนขณะกินโจ๊กไปด้วย
“ไม่เป็นไรค่ะอาดูสิ ใต้ตาของหนูไม่มีรอยคล้ำเลย หนูจะไปปลุกพี่เขาก่อน ตื่นสายแบบนี้เดี๋ยวจะไม่มีเวลากินข้าวเช้าพอดี”
……
“พี่ตื่นเร็วเข้า วันนี้เราต้องไปโรงเรียนนะ” ฟู่เหมี่ยวพลิกตัว แต่ยังไม่ยอมตื่นนอนสุดท้ายเธอก็ถูกฟู่เยี่ยนบังคับดึงขึ้นมาจากที่นอน
“อ๊าเสี่ยวฮั่ว ฉันขออีก 5 นาทีนะ” ฟู่เยี่ยนยอมแพ้แล้ว หากต่อเวลาให้อีก 5นาทีแล้วยังไม่ยอมตื่น เธอจะเดินไปโรงเรียนเองแล้ว
สมแล้วที่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเป็นฝาแฝดกันทั้งสองก้าวเดินออกมาจากประตูห้องพร้อมกัน ทั้งยังผมเผ้ารุงรังเหมือนกันอีกด้วยจากนั้นทั้งสองถึงได้แยกย้ายกันไปล้างหน้าแปรงฟันและมากินมื้อเช้า
ยังไม่ทันกลืนข้าวลงคอฟู่เยี่ยนก็หยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมากำลังจะสะพายออกไปทั้งสองจึงรีบกินโจ๊กเสร็จแล้วก็เดินตามไป
ตอนนี้ซ่งจืออันยังไม่เห็นเดินตามพวกเขาทันดูเหมือนเขาจะตื่นสายเช่นกัน แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ไล่ตามสามพี่น้องได้ทันในสภาพที่หอบแฮ่ก
“รอฉันด้วย! ”
ฟู่เซินตกใจเมื่อเห็นหน้าของเขาซ่งจืออันมีสีหน้าเหนื่อยล้าเหมือนคนอดหลับอดนอนรอยคล้ำใต้ตาของเขาเกือบจะปกคลุมไปครึ่งหน้า
“เสี่ยวซ่งเมื่อคืนนายไปทำอะไรมา ? ไปเป็นขโมยขึ้นบ้านคนอื่นมาหรือไง ? รอยคล้ำใต้ตาของนายแทบจะลามมาจนถึงคางอยู่แล้ว! ”
“เฮ้อฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันแค่รู้สึกเหนื่อย เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้วรีบไปกันเถอะ”
ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยรอบตัวของซ่งจืออันถูกล้อมด้วยพลังงานสีดำ แต่มันเบาบางมาก คิดดูแล้วฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้สนใจ เพราะบางทีเขาอาจเผลอไปสัมผัสโดนบางสิ่งเข้าโดยไม่รู้ตัวหากคนธรรมดาไม่สัมผัสสิ่งนั้นอีกก็จะไม่เป็นไร
เมื่อเธอมาถึงโรงเรียนโจวชิวลู่นำจดหมายที่เจิ้งหมิงเขียนมาส่งให้ฟู่เยี่ยนฟู่เยี่ยนเหลือบดูก็พบว่ามันคือจดหมายจริง ๆฟู่เยี่ยนจึงเก็บเข้ากระเป๋าเพื่อตั้งใจจะเปิดอ่านในตอนกลางวัน
ตอนพักกลางวันฟู่เยี่ยนเปิดจดหมายอ่านตอนที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ หลังจากอ่านจบเธอก็พบว่าจางเหว่ยเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนี้เขาเขียนมาถามฟู่เยี่ยนว่าจะให้เขานำเงินของครั้งที่แล้วมาให้เธอได้อย่างไรฟู่เยี่ยนคิดดู ตอนนี้แม่ของเธอใกล้จะต้องตรวจครรภ์แล้ว สามารถให้พ่อของเธอไปรับเงินได้แต่เนื่องจากมันเป็นเงินจำนวนเยอะเกินไป เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย
ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งฝากโจวชิวลู่ไปโดยในนั้นยังมียันต์ติดไปด้วยแผ่นหนึ่ง ให้จางเหว่ยแปะยันต์แผ่นนี้ด้านนอกห่อเงินเพียงเท่านี้ก็จะมองไม่เห็นว่าเป็นเงินแล้ว
ฟู่เยี่ยนฝากจดหมายไปกับโจวชิวลู่ก่อนเลิกเรียนในตอนบ่ายเธอเห็นว่าโจวชิวลู่กำลังมองมาที่เธอด้วยดวงตาเป็นประกาย
“เสี่ยวฮั่วเธอกำลังแลกเปลี่ยนอะไรกับพี่เขยของฉันหรือ ? ”
ฟู่เยี่ยนหัวเราะนี่เพื่อนสาวของเธอเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกตินี้หรือ
“เปล่าหรอกตอนนี้พี่เขยของเธอเป็นลูกจ้างของฉันแล้ว เขาช่วยส่งของให้ฉันน่ะ”ฟู่เยี่ยนพูดไปตามความจริง
แต่โจวชิวลู่ไม่เชื่อเธอสะบัดหน้างอนฟู่เยี่ยนและตั้งใจจะกลับไปถามพี่เขยของตัวเองฟู่เยี่ยนเห็นแบบนั้นก็จนปัญญา สมัยนี้ไม่มีใครเชื่อความจริงเลยหรือ ?
โจวชิวลู่กลับบ้านไปถามเจิ้งหมิงจริงในขณะที่ยื่นจดหมายจากฟู่เยี่ยนให้เขา เธอก็ถือโอกาสถามเรื่องนี้ด้วย
“ตอนนี้ฉันช่วยส่งของให้กับเพื่อนร่วมชั้นของเธอถือว่าเพื่อนของเธอเป็นนายจ้างฉัน ชิวลู่ อย่าได้บอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาดเลยนะ !” เจิ้งหมิงคิดดูแล้วจึงตัดสินใจบอกความจริงกับน้องสาวของภรรยา
โจวชิวลู่ค่อนข้างจะงี่เง่าเล็กน้อยเธอรีบถามว่ามันคืออะไร แต่เจิ้งหมิงไม่สามารถพูดได้
“เธอไปถามเพื่อนสนิทของเธอดีกว่าฉันพูดไม่ได้” เจิ้งหมิงไม่รู้ว่านี่เป็นการทดสอบจากอาจารย์ฟู่หรือเปล่าเขาไม่กล้าปากไวแน่นอน
หากฟู่เยี่ยนรู้ความคิดของเขาเธอคงจะบอกเขาไปแล้วว่าเขาคิดมากไป เธอไม่ได้หมายความแบบนั้นเธอแค่ไม่อยากปิดบังเพื่อนสนิทของเธอก็เท่านั้น
พรุ่งนี้เจิ้งหมิงจะไปทำงานพอดีเขาจึงนำจดหมายติดตัวไปด้วย ตั้งแต่ที่เขาพบเจอกับอันตรายเมื่อครั้งที่แล้วเจิ้งหมิงก็ไปหาหัวหน้าและขอให้เขาเปลี่ยนเส้นทางวิ่งรถไปในระยะทางที่สั้นขึ้นซึ่งเขาสามารถใช้เวลาวิ่งรถไปกลับได้ภายในวันเดียว
แบบนี้เขาก็จะมีเวลาอยู่บ้านนานขึ้นดูเหมือนว่าเจิ้งหมิงจะกลับมาบ้านได้แทบจะวันเว้นวันแล้ว
จางเหว่ยเห็นว่าเจิ้งหมิงนำจดหมายมาด้วยคราวนี้เขาไม่ได้ให้เจิ้งหมิงอ่านเนื้อความในจดหมายแต่เขารับมันมาเปิดอ่านเองคนเดียวเพราะฟู่เยี่ยนได้เขียนจดหมายมาบอกกล่าวถึงเรื่องบางอย่างและต้องการให้เขากลับบ้านไปถามนายกเทศมนตรีจาง
ฟู่เยี่ยนบอกว่าคราวนี้เงินส่วนแบ่งจะคำนวณให้เจิ้งหมิงจางเหว่ยจึงให้เจิ้งหมิงรอเขาครู่หนึ่งแล้วเขาก็นำเงินจากเงินที่จะนำไปให้ฟู่เยี่ยนออกมาราว 10 เปอร์เซ็นต์แล้วยื่นให้เจิ้งหมิง
“เหว่ยจือนี่นายทำอะไรน่ะ ? ” เจิ้งหมิงเกิดความงุนงง
“นี่คือความต้องการของอาจารย์ฟู่โดยให้เริ่มแบ่งส่วนแบ่งตั้งแต่ครั้งนี้เลย แบบนี้ไม่ดีหรือ ? ” จางเหว่ยพูดด้วยรอยยิ้มขี้เล่น
เจิ้งหมิงเองก็ถือว่าเป็นคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควรเขาพบเจอผู้คนมากมายมานับไม่ถวน แต่เขากลับไม่เคยเห็นคนแบบฟู่เยี่ยนมาก่อนไม่มีใครในโลกที่ไม่รักเงิน เจิ้งหมิงก็รักเงินเช่นกันไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต่อสู้จนได้บ้านหลังเล็ก ๆ มาสองหลัง
เจิ้งหมิงถือเงินปึกหนาเอาไว้เงินในมือของเขามีมากถึง 2,000 หยวน ! มือของเขาสั่นเทาไปหมดแล้วซึ่งมันไม่ใช่เป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อนแต่เป็นเพราะเขารู้สึกจากก้นบึ้งของจิตใจว่าฟู่เยี่ยนเป็นคนที่ควรค่ากับการคบค้าสมาคมด้วยแม้ว่านี่อาจเป็นความตั้งใจที่จะติดสินบนเขาก็ตาม แต่เขาก็ถูกติดสินบนได้สำเร็จเพราะครั้งนี้เขามาแค่ส่งจดหมายเท่านั้น แต่ที่พวกเขาคุยกันไว้ยังไม่เริ่มต้น
“เหว่ยจือฉันรับเงินก้อนนี้ไว้ไม่ได้จริง ๆ มัน……”
“นี่คือความตั้งใจของอาจารย์ฟู่อย่าปฏิเสธไปเลย ต่อไปนี้พวกเราต้องพึ่งพาเธอเพื่อหารายได้ดังนั้นเธอว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น พี่เองก็รู้ว่าถึงแม้เธอจะอายุน้อยแต่เธอก็เป็นคนใจกว้าง ควรค่าแก่การคบค้าสมาคมด้วย ! ”
“พี่อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองเห็นความสามารถทั้งหมดของเธอแล้วฉันคิดว่าเธอยังสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับเราได้เสมอ”จางเหว่ยตบบ่าเจิ้งหมิงแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไปกันเถอะเหว่ยจือ ฉันจะเลี้ยงเนื้อแกะผัดกระทะร้อนนายเองมันเป็นร้านที่เพื่อนของฉันเปิดเอง ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวเราจะได้คุยกันเรื่องอาจารย์……เอ่อ เรื่องฟู่เยี่ยนน่ะ”
เจิ้งหมิงเอ่ยชวนขอเลี้ยงข้าวจางเหว่ยเองก็ไม่ใช่คนเสแสร้ง เขาปิดประตูแล้วตามไปในจดหมายของฟู่เยี่ยนบอกว่าให้คอยสังเกตท่าทีของเจิ้งหมิงให้ดี
ในเมื่อฟู่เยี่ยนบอกว่าไม่ให้บอกเจิ้งหมิงจางเหว่ยจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังไปก่อน เพราะถึงอย่างไรนั่นก็เป็นน้องชายของเขาแม้จะไม่ใช่น้องชายแท้ ๆ แต่ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน