เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 40 : นายน้อยสำนักพันศาสตรา

    นายน้อยสำนักพันศาสตรา
    ครึ่งชั่วโมงต่อมา หวังเฉินขับรถพาเมิ่งฉิงซีมายังห้างที่ใหญ่ที่สุดในเจียงซี ห่างแห่งนี้มีมากกว่าสิบชั้น ค่อนข้างที่จะมีชื่อเสียงในประเทศจีน
    หวังเฉินอยู่ในชุดที่เรียบง่าย กางเกงขายาวสีน้ำตาลและเสื้อเชิ้ตสีขาว ด้านเมิ่งฉิงซีก็เช่นเดียวกัน เธอใส่เสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์รัดรูปสีดำ ที่มือของเธอสวมใส่กำไลสีฟ้าสวยงาม
    กำไลวงนี้เธอไม่ได้ใส่ตั้งแต่แรก หากแต่เป็นบนรถเมื่อครู่นี้ เป็นหวังเฉินมอบให้เธอ
    ในช่วงเวลานั้น เธอรู้สึกว่าตัวเองหน้าแดงมาก รู้สึกคันหัวใจจนยากที่จะเกา หัวใจเต้นแรง ยังดีที่หวังเฉินไม่ได้มองเธอ ไม่อย่างนั้น เธอคงจะอายมาก
    เหตุผลที่หวังเฉินมอบกำไลให้กับเธอ ล้วนเป็นเพราะว่าไม่ต้องการให้เธอได้รับอันตรายในช่วงที่เธออยู่เป็นเพื่อนแม่เขา ถือว่าเป็นของตอบแทนเธอก็แล้วกัน
    แน่นอนว่ากำไลที่เขาให้เธอก็คือกำไลที่เป็นสมบัติวิเศษระดับห้า มีพลังในการป้องกันเช่นเดียวกันกับที่มอบให้แม่ของเขา
    ต้องขอบคุณสมบัติวิเศษที่เฟิงเหรินกู่เก็บเอาไว้ มีมากพอที่จะหลอมสมบัติวิเศษระดับห้าออกมาสองชิ้นได้
    นอกจากนี้ระดับพื้นฐานฝึกตนของเขายังเพิ่มขึ้นมาหนึ่งขั้น จากระดับเทียบนภาขั้นต้นขึ้นมาระดับเทียบนภาขั้นกลาง ไม่พูดไม่ได้ว่าสมบัติของเฟิงเหรินกู่ ทำให้เขาได้รับผลประโยชน์มากมายนัก
    หวังเฉินกับเมิ่งฉิงซีเดินเข้ามาภายในห้างด้วยกัน มีคนหลายคนที่มองไปยังพวกเขา แล้วรู้สึกว่าช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง เพราะฝ่ายชายก็หล่อ ฝ่ายหญิงก็สวย
    แต่ท่ามกลางหลายคนที่คิดว่าเหมาะสมกันนี้ ยังมีพวกที่อิจฉาด้วย เช่นผู้ชายหลายคนภายในห้างแห่งนี้ที่ได้เห็นพวกเขาสองคน
    “ร้านเสื้อผ้าอยู่ชั้นสาม” หวังเฉินพูดขึ้น แม้เขาจะไม่เคยมาห้างแห่งนี้ แต่ว่าเขาก็สามารถใช้จิตสัมผัสค้นหาได้ พบว่าพวกร้านเสื้อผ้าต่างๆ อยู่ที่ชั้นสามของห้างแห่งนี้
    เมิ่งฉิงซีพยักหน้า ก่อนที่จะเดินไปยังบันไดเลื่อนเพื่อขึ้นไปยังชั้นสาม หวังเฉินเองก็ตามเธอไป หน้าที่ของเขาไม่ได้มีอะไรมาก นอกจากพาเธอมาซื้อเสื้อผ้าและถือของให้เธอ
    เมื่อเวลาผ่านไปถึงช่วงค่ำ เขาก็จะไปแก้แค้นหวังเฉียนและตระกูลหวัง ความแค้นของเขาจะได้ถูกสะสาง!
    เมื่อความแค้นจบลง เขาจะมุ่งหน้าไปที่โลกมหาชนเผ่า ค้นหาสมุนไพรและสัตว์อสูรที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว เป้าหมายที่สำคัญมากสำหรับเขาคือการกลับไปยังโลกแห่งเซียน!
    และสิ่งที่จำเป็นก็คือความแข็งแกร่ง เขาต้องแข็งแกร่งมากพอจนที่จะเปิดมิติและเดินทางข้ามห้วงมิติด้วยตัวเองได้ ซึ่งระดับพื้นฐานฝึกตนที่สามารถกระทำได้คือระดับมหาเทพ!
    อย่างไรก็ตามด้วยความที่หวังเฉินมีแก่นอมตะอยู่ภายในร่างกาย ระดับที่เขาสามารถเปิดมิติได้โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปให้ถึงระดับมหาเทพก็คือระดับจักรพรรดิ ซึ่งอยู่เหนือกว่าระดับราชันย์เทวะไปอีกหนึ่งระดับ
    แต่การจะไปถึงมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยๆ หากว่าไม่มีทรัพยากรมากพอ บวกกับความรู้ความเข้าใจ พรสวรรค์ ก็ไม่มีทางที่จะไปถึงได้โดยเด็ดขาด ในโลกแห่งเซียนมีผู้ฝึกตนมากมายจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิได้
    ที่น่ากลัวไปกว่านั้น ก็คือมีทัณฑ์สวรรค์รอคอยอยู่ที่ระดับจักรพรรดิ!
    เมื่อมาถึงโซนร้านเสื้อผ้าบนชั้นสาม เมิ่งฉิงซีก็เดินเลือกเสื้อผ้าตามร้านชื่อดังสองสามร้าน พบตัวไหนที่ถูกใจเธอค่อยจะซื้อ ชุดส่วนมากที่เธอซื้อเป็นพวกกางเกงขายาวและเสื้อยืดใส่สบายๆ ไม่มีชุดเดรสหรือชุดราตรีที่หรูหราเลยแม้แต่น้อย
    เพราะเธอไม่จำเป็นที่จะต้องมีชุดพวกนี้ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทอย่างหมู่บ้านซานเหอ ชุดพวกนี้ไหนเลยมีความจำเป็น
    ราวๆ ครึ่งชั่วโมง เมิ่งฉิงซีก็เลือกซื้อเสื้อผ้าจนเป็นที่พอใจแล้ว เธอกับหวังเฉินจึงตั้งใจที่จะไปหาซื้ออาหารที่อร่อยๆ ไปฝากหยางชีหยู เพราะเวลาในตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว
    ในมือของหวังเฉินตอนนี้มีถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าสี่ถุง มีเสื้อผ้าหลายตัวภายในถุงกระดาษพวกนี้ ความจริงมันค่อนข้างจะหนัก แต่สำหรับหวังเฉินแล้ว มันไม่มีแม้แต่ความหนักอะไร กลับกัน มันเบาราวกับขนนกเสียอีก
    “สวยดีนี่!” ในขณะที่หวังเฉินกับเมิ่งฉิงซีกำลังจะไปหาซื้ออาหารที่โซนอาหารนั้น น้ำเสียงที่เย่อหยิ่งพลันดังขึ้นจากด้านข้างของพวกเขา
    ทั้งสองคนหันมองไป ก็พบเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทราคาแพงยืนอยู่ ด้านหลังของเขามีบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสองคน ซึ่งบอดี้การ์ดทั้งสองคนล้วนเป็นชายวัยกลางคน
    ชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงมีใบหน้าที่ค่อนข้างจะหล่อ เขาใช้สายตาหื่นกระหายมองเมิ่งฉิงซีขึ้นลง พลางเลียริมฝีปากอย่างชอบใจ
    “สาวสวย เธอไปกับฉันดีกว่า ฉันจะให้ทุกอย่างกับเธอ” ชายหนุ่มคนนี้พูดอย่างไม่เกรงใจ
    หวังเฉินกระพริบตา มองชายคนนี้และบอดี้การ์ดทั้งสอง ก่อนจะมองไปอีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลนัก จากนั้นรั้งสายตากลับมา เขาพบว่าคนทั้งสามนี้เป็นผู้ฝึกตน ชายหนุ่มเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นต้น บอดี้การ์ดสองคนเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นปลาย
    นอกจากนี้ยังมีอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาเพิ่งจะมองไปมา ที่มุมหนึ่งมีชายวัยกลางคนในชุดจีนยืนอยู่ ระดับพื้นฐานฝึกตนไม่ต่ำ เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาขั้นปลาย
    หวังเฉินคาดว่าคนผู้นี้คงมีหน้าที่แอบติดตามดูแลชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาในตอนนี้
    “ไปกันเถอะ” เมิ่งฉิงซีจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างรังเกียจ เธอมองหวังเฉินก่อนก้าวเดินออกไป
    หวังเฉินสีหน้าเรียบเฉย เดินตามเมิ่งฉิงซีไป
    ชายหนุ่มพลันมีสีหน้าดำมืดลง ภายในใจของเขา ล้วนเต็มไปด้วยความโกรธ เขาไม่ใช่คนธรรมดา เขามีชื่อว่าฟ่านผิง เป็นลูกชายของฟ่านเผิงฟง ผู้ซึ่งเป็นเจ้าสำนักของสำนักพันศาสตรา จะบอกว่าเขาเป็นนายน้อยของสำนักพันศาสตราก็ไม่ผิดนัก
    “พวกแกสองคนตามพวกมันไป พอพวกมันจะออกจากห้างเมื่อไหร่ให้รายงานฉัน!” ฟ่านผิงพูดอย่างเย็นชา อย่าคิดเชียวว่ากล้าเมินเขาแล้วเขาจะปล่อยไป
    “ครับนายน้อย” บอดี้การ์ดทั้งสองคนรับคำ จากนั้นรีบติดตามพวกหวังเฉินไป
    “คอยดูไปเถอะ คืนนี้ฉันจะทำให้แกร้องครางเสียงดังสนั่นลั่นห้อง!” ฟ่านผิงพูดพลางเลียริมฝีปากของตัวเองอย่างหื่นกระหาย
    ไม่ไกลจากฟ่านผิง ชายวัยกลางคนในชุดจีนได้แต่ส่ายหน้าไปมา พลางถอนใจ เขาเป็นอาของฟ่านผิง เป็นน้องชายของฟ่านเผิงฟง มีชื่อว่าฟ่านผวน รับหน้าที่จากผู้เป็นพี่ชายคอยตามดูแลอารักขาความปลอดภัยของฟ่านผิงในตอนที่ออกมาข้างนอกสำนัก
    ‘ถ้าฟ่านผิงเอาเวลาไปตั้งใจฝึกตนคงจะดีกว่านี้’ ฟ่านผวนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ พรสวรรค์ของฟ่านผิงนับว่าไม่เลว ถ้าเขาตั้งใจฝึกตนดีๆ ป่านนี้คงกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภาได้ในตอนอายุสามสิบกว่าไปแล้ว
    แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ตั้งใจฝึกตน ทำให้ตอนนี้ แม้อายุสามสิบกว่าปีแล้ว ระดับพื้นฐานฝึกตนก็อยู่เพียงระดับปฐพีขั้นต้นเท่านั้น และยังไม่มีสัญญาณว่าจะขยับเลื่อนขึ้นมาอีกขั้นเลยแม้แต่น้อย
    ‘น่าผิดหวังจริงๆ’ ฟ่านผวนพูดในใจ ก่อนที่จะตามดูแลความปลอดภัยของฟ่านผิงต่อไป เพราะถึงจะน่าผิดหวังมากแค่ไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าฟ่านผิงเป็นหลานชายของเขา เป็นนายน้อยของสำนักพันศาสตรา มีหน้าที่สืบทอดสำนักในอนาคต
    จบบทที่ 40

    คล้ายกับเรื่องเซียนอมตะหวนคืน ที่คุณอ่าน