เหลี่ยวหลานได้ยินดังนั้น ั์ตาคมเข้มพลันมีประกายแจ่มแจ้งแปลกประหลาดวาววับ เขามองเสิ่นเย่ว์เฉินอย่างละเอียดลึกซึ้งพักใหญ่ประหนึ่งคิดว่านางกำลังปิดซ่อนเื่รำคาญใจอันใดอยู่ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงปลงอนิจจังอยู่บ้าง“เ้ายังจำคำที่อาจารย์ของเ้ากล่าวไว้ก่อนตายได้หรือไม่”
เสิ่นเย่ว์เฉินคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เขาจะพูดเื่นี้ขึ้นมา นางก้มหน้าเล็กน้อยหางตาปรากฏความขมขื่นเข้มข้นมิอาจคลาย ก่อนตอบอย่างลังเลใจ “จำได้เ้าค่ะ”
ก่อนท่านอาจารย์จากไป ท่านพึมพำด้วยน้ำเสียงแ่เบาอยู่ตลอดว่า“กลับบ้าน…กลับบ้าน…”
นางเป็คนหยิ่งทะนงถือตัวมาชั่วชีวิต กลับยินดีโกนผมบวชเป็ชีเพื่อขัดขืนการหมั้นหมายของตระกูล
แม้เสิ่นเย่ว์เฉินเป็คนที่ผ่านชีวิตมาชาติหนึ่งแล้ว ก็ยังคงเคารพอาจารย์จากก้นบึ้งของหัวใจเพราะถึงอย่างไรในหมู่สตรีที่เติบใหญ่ในยุคโบราณคนที่กล้าจะยืนหยัดออกมาเป็ผู้ต่อต้านจารีตศักดินาและครอบครัวด้วยตัวคนเดียวเช่นนี้นับว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ตอนอยู่ที่อารามจิ้งเย่ว์ อาจารย์ไม่ค่อยพูดเื่ตัวเองให้คนอื่นฟังแต่หลังจากป่วยหนัก ดูเหมือนนางจะมีกิเลสอารมณ์มากขึ้น จึงพูดถึงเื่อดีตที่ผ่านไปแล้วให้เสิ่นเย่ว์เฉินฟัง
คนเคยแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น คนเคยกล้าทำกล้ารับถึงเพียงนั้นสิ่งที่คาดหวังมากที่สุดใน่เวลาสุดท้ายของชีวิต กลับเป็ความปรารถนาที่จะกลับไปบ้านที่เคยบีบบังคับนางจนสิ้นไร้หนทาง
เสิ่นเย่ว์เฉินััได้ถึงความอาดูรและอาวรณ์ในใจของอาจารย์ นางบำเพ็ญตนอย่างยากลำบากสิบกว่าปีกลับได้มาเพียงสังขารผอมแห้งอ่อนแอ ไร้มิตรไร้ศัตรู ไร้ที่พึ่งไร้ที่พักพิง…
เหลี่ยวหลานรู้ดีว่าเสิ่นเย่ว์เฉินใส่ใจและคิดถึงอาจารย์มาก สาเหตุที่เขาเอ่ยถึงท่านไม่ใช่เพราะอยากให้นางโศกเศร้าเสียใจแต่หวังเพียงว่านางจะคิดให้ดีก่อนค่อยตัดสินใจอีกครั้ง
เหลี่ยวหลานมองนางพลางกล่าวต่อไป “กล่องใบนั้นข้าย่อมคืนให้เ้าแน่เดิมทีนั่นก็เป็ของของเ้าอยู่แล้ว” เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ จู่ๆ เขาก็รู้สึกร้อนวาบที่อกพลันหายใจไม่คล่อง ไอออกมาไม่หยุด เสิ่นเย่ว์เฉินรีบรินชาส่งให้เขาแล้วช่วยตบหลังเบาๆพลางถามอย่างใส่ใจว่า “ท่านไอหนักเช่นนี้เชิญหมอมาตรวจหรือยังเ้าคะ”
เหลี่ยวหลานส่ายหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “ก็แค่โรคชราไม่หนักหนาไม่มีปัญหาหรอก ไม่มีปัญหา”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ นางคิดว่าเขาอดกลั้นเช่นนี้มาตลอดคงปล่อยให้ยืดเยื้อจนอาการหนักเป็แน่
เหลี่ยวหลานโกนผมออกบวชเพื่อติดตามอาจารย์จิ้งอวิ๋นเมื่อตอนอายุยี่สิบสามปี เขากลายเป็พระบำเพ็ญกุศลออกเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ นอนกลางดินกินกลางทรายจนร่างกายทรุดโทรมไปนานแล้วเมื่อปีที่แล้วอาจารย์ของเขายังมาเสียชีวิตด้วยอาการป่วยส่งผลกระทบต่อเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
ครั้นเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินมองตนด้วยสีหน้ากังวล เหลี่ยวหลานก็คลี่ยิ้มบางกล่าวว่า “วันนี้เป็วันครบรอบวันตายของมารดาเ้า ไปจุดธูปให้นางเถิด”
ป้ายิญญาของหลินซื่อตั้งอยู่หน้าตะเกียงฉางิ[1]ในพระอุโบสถอู๋มามากำลังนำชุ่ยซินเผาคัมภีร์คัดมือทีละแผ่นนางก้มหน้ามองไปยังเปลวเพลิงที่ส่องสว่างอยู่ในกระถาง กล่าวคล้ายปลงอนิจจังว่า“ฮูหยินเ้าคะ บ่าวมีเื่ดีมาบอกท่านเื่หนึ่งตอนนี้คุณหนูใหญ่ของพวกเราเป็ที่ชื่นชอบของฮูหยินผู้เฒ่าในจวนตระกูลเสิ่นแล้วเ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นปฏิบัติต่อคุณหนูเป็อย่างดี…นับว่าความยากลำบากของคุณหนูสิ้นสุดลงแล้วิญญาของฮูหยินที่อยู่บน์คงสบายใจได้แล้ว…”
พูดไปพูดมาเสียงของอู๋มามาพลันสะอื้นไห้จนต้องรีบก้มหน้าขยี้ตา
ชุ่ยซินที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ พลอยตาแดงไปด้วย ขณะหันไปโดยไม่ตั้งใจก็เห็นเสิ่นเย่ว์เฉินยืนอยู่ตรงประตูสายตาสงบนิ่งลึกล้ำ ใบหน้าโศกาอาดูร
เสิ่นเย่ว์เฉินคุกเข่าลงหน้าป้ายิญญาหลินซื่อโขกศีรษะให้นางสามครั้งตามพิธีการ เอ่ยเสียงผะแ่ “ท่านแม่ ลูกมาเยี่ยมท่านแล้ว”
แม้ทั้งสองจะไร้วาสนาเป็แม่ลูกกันอย่างแท้จริง แต่เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับนางมาจากอู๋มามาไม่น้อยฟังมากเข้าก็เข้าใจมากขึ้น คิดว่าหากนางยังอยู่ต้องเป็มารดาที่เมตตาอ่อนโยนแน่
หากนางยังมีชีวิตอยู่ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ตอนนี้คงเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
นางในชาติก่อนเป็บุตรสาวคนเดียวของครอบครัว พ่อแม่ปกป้องดูแลจนเติบใหญ่ประพฤติตัวดีไม่นอกลู่นอกทางมาั้แ่เล็กๆ ชอบอ่านหนังสืออยากเป็เด็กที่เรียนดีมีพัฒนาการในทุกวัน ไม่มีเื่ใดให้กังวล แต่พอมาชาตินี้ นางจึงได้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่เป็เื่ยากลำบากเพียงใดเด็กที่ไม่มีมารดาก็เหมือนกับคำร้องในบทเพลงเหมือนต้นหญ้าอ่อนแอหรือจอกแหนบนผืนน้ำ แต่ละวันผ่านไปอย่างลำบากยากเข็ญไม่ทราบว่าชีวิตในอนาคตจะดำเนินไปในทิศทางใด ไม่ทราบว่าจะไปอยู่ในสถานที่เช่นไร
เพื่อให้ตนเองหลอมรวมกับชีวิตในชาตินี้ได้อย่างมั่นคงตลอดสิบห้าปีนี้นางต้องใช้ความพยายามมากมายและลงมือทำแต่ละเื่อย่างระแวดระวังกว่าจะเก็บซ่อนความจริงไว้ได้แม้นางจะพยายามจนปรับตัวเข้ากับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ได้แล้ว ทว่าสิ่งเดียวที่นางรับไม่ได้ก็คือการที่บุรุษมีสามภรรยาสี่อนุส่วนสตรีกลับเป็เพียงของประดับของพวกเขา นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เรียกว่าสามเชื่อฟังสี่คุณธรรมมีชีวิตไปวันๆ อย่างไร้ความคิด…ชีวิตนี้จะได้รับเกียรติหรือความอัปยศ จะร้ายหรือดีล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตา เมื่อแต่งงานแล้วก็ไม่อาจหันหลังกลับรู้สึกเหมือนเอาชีวิตของตนเป็เดิมพัน…
เมื่อจุดธูปเผากระดาษเสร็จแล้ว เสิ่นเย่ว์เฉินก็จัดการอารมณ์ของตนเงียบๆไม่ว่าอย่างไรนางก็วางแผนในใจไว้อย่างครอบคลุมที่สุดแล้วหากมัวมากลัดกลุ้มทุกข์ตรมอยู่ที่นี่ สู้กลับไปเตรียมการให้เร็วหน่อยยังจะดีกว่า
ก่อนกลับ เสิ่นเย่ว์เฉินนำเงินที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมอบให้มาให้พระอาจารย์เหลี่ยวหลานทั้งยังกำชับด้วยว่าเมื่อตน ลงเขาไปแล้วให้เขาเชิญหมอมาตรวจรักษาโรคที่เป็อยู่ให้ดี
ยามออกจากวัดฉืออวิ๋นมาถึงตระกูลเสิ่น อาทิตย์อัสดงก็คล้อยต่ำลงในทิศประจิมแล้วเสิ่นเย่ว์เฉินไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นด้วยใจที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่น นางเพิ่งเดินเข้าไปในลานเรือนก็เห็นชุนิพาสาวใช้ออกมาจากเรือนพอดีเมื่อชุนิเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเสิ่นเย่ว์เฉินกลับมาแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน กล่าวยิ้มๆ ว่า “คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วหรือเ้าคะเมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่ายังบ่นอยากให้ท่านมาหาอยู่เลย! คุณหนูรีบเข้าไปเถิดวันนี้นายท่านใหญ่ส่งจดหมายกลับมาด้วยเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินตามสาวใช้เข้าไปในห้อง ครั้นเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นนั่งอยู่บนตั่งหลัวฮั่นหน้าตายิ้มแย้มไม่พูดไม่จา ก็รีบคุกเข่าคารวะ “คารวะท่านย่าเ้าค่ะ เย่ว์เฉินกลับมาแล้ว”
“อ้อ” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นตอบพร้อมรอยยิ้ม “ลำบากเ้าแล้ว มานั่งสิจดหมายของบิดาเ้าเพิ่งมาถึง”
ในชาตินี้ เสิ่นเย่ว์เฉินจะชะงักงันทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า ‘บิดา’แม้ไม่ได้พบมาสิบกว่าปีแล้วแต่นางยังจำยามที่นางพบเขาคราแรกได้อย่างชัดเจน นางจำได้ว่าเสิ่นจื้ออวิ๋นสองตาแดงก่ำใบหน้าคับแค้นอย่างถึงที่สุด คับแค้นจนเกือบจับนางกดน้ำให้ตายคาอ่าง...
สิบกว่าปีที่ไม่ถามไถ่ ไม่ใส่ใจไม่แยแสเป็บิดาและบุตรสาวเช่นนี้ยังไม่สู้คนแปลกหน้าที่บังเอิญพบพานข้างนอกด้วยซ้ำ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นหยิบจดหมายของบุตรชายขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง มองเสิ่นเย่ว์เฉินแล้วกล่าวว่า“เรือนหลังใหม่ที่ไหลโจวเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว บิดาของเ้าเขียนจดหมายมาเร่งให้พวกเราไปอาศัยอยู่ที่นั่นสักระยะ”
เมื่อได้ยินฮูหยินเผู้เฒ่าสิ่นใช้คำว่า ‘พวกเรา’ หัวใจของเสิ่นเย่ว์เฉินพลันมึนเบลอ แสร้งทำเป็ถามอย่างประหลาดใจว่า“ท่านย่าจะไปไหลโจวหรือเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพยักหน้า ละเลียดชาอึกหนึ่ง แล้วกล่าวว่า“ย่อมต้องไปดูสักหน่อย ครั้งนี้เ้าก็ไปกับข้าด้วย ในจดหมายบิดากล่าวถึงเ้าเป็พิเศษท่าทางคงจะคิดถึงเ้า”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง
[1]ตะเกียงฉางิ คือ ตะเกียงไฟที่จุดเอาไว้ตลอดเวลาไม่มีวันดับ